จอมราชันย์เหนือมังกร 龍上霸王

    ตอนที่ 11: ประกายไฟแห่งการปฏิรูป


      ม่านผ้าใบของกระโจมบัญชาการถูกเปิดออก ปล่อยให้ความเงียบและไอเย็นยามค่ำคืนแห่งชายแดนไหลซึมเข้ามา รองแม่ทัพหลี่ นายกองจาง และเถี่ยหยางก้าวออกมาสู่ลานกว้างเบื้องหน้า แสงจันทร์สีเงินอาบไล้เงาร่างสูงใหญ่ของพวกเขาให้ทอดยาวไปบนพื้นดินที่เย็นยะเยือก


    ทั้งสามยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ต่างคนต่างจมอยู่ในความคิดของตนเอง แผนการปฏิรูปอันน่าทึ่งของซื่อจื่อยังคงดังก้องอยู่ในหัวราวกับเสียงกลองศึก


    นายกองจาง ผู้มีบุคลิกสุขุมรอบคอบ เป็นคนแรกที่ทำลายความเงียบ เขาทอดสายตามองไปยังที่ราบเชิงเขาอันมืดมิด ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงครุ่นคิด


    "ข้าอยู่ชายแดนมาค่อนชีวิต... ไม่เคยได้ยินเรื่องการขุดคลองสร้างโรงเรือนเช่นนี้มาก่อนในตำราพิชัยสงรามฉบับใด" เขาหยุดไปชั่วขณะ "แต่คำสั่งของซื่อจื่อชัดเจน ข้าจะทำให้ดีที่สุด"


    เถี่ยหยางพยักหน้าเห็นด้วยอย่างกระตือรือร้น แววตาของเขาเป็นประกายภายใต้แสงจันทร์


    "หากทำได้สำเร็จตามที่ซื่อจื่อวางแผนไว้ กองทัพของเราจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างมหาศาล! การสำรวจทุ่งหญ้าและเจรจากับชนเผ่า ข้าจะรีบดำเนินการทันที!"


    ทว่า รองแม่ทัพหลี่กลับขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าซื่อตรงของเขาเต็มไปด้วยความกังวลใจอย่างเห็นได้ชัด เขาหันไปทางสหายทั้งสอง "ข้ามิได้กังขาในสติปัญญาของซื่อจื่อ แต่การให้ทหารหาญของเราที่เคยจับแต่อาวุธไปถือจอบเสียม... ข้าเกรงว่าจิตวิญญาณนักรบของพวกเขาจะมอดไหม้ไปเสียก่อนที่เราจะได้เห็นผลลัพธ์"


    ในขณะที่บรรยากาศเริ่มจะตึงเครียดนั้นเอง เถี่ยซินก็ก้าวตามออกมาจากกระโจมเป็นคนสุดท้าย เขายืนสงบนิ่งอยู่เบื้องหลังเหล่าขุนพลและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นราวกับภูผาเหล็ก


    "หน้าที่ของเราคือทำตามคำสั่ง"


    ทุกสายตาหันไปมองเขาเป็นจุดเดียว


    เถี่ยซินทอดสายตามองไปยังกระโจมพยาบาลที่อยู่ไกลออกไป "ปาฏิหาริย์ในสนามรบข้าเห็นมากับตาแล้ว... บัดนี้ ข้าจะรอดู... ปาฏิหาริย์หลังแนวรบ"


    คำพูดของเขายุติการสนทนาทั้งหมดลงอย่างเด็ดขาด เหล่าขุนพลต่างประสานหมัดคำนับให้แก่กัน ก่อนจะแยกย้ายไปสร้างประวัติศาสตร์บทใหม่ให้แก่ป้อมปราการแห่งนี้


    ภายในกระโจมพยาบาล บรรยากาศอุดอู้และหนักอึ้ง ลมที่ถ่ายเทไม่สะดวกทำให้กลิ่นฉุนของสมุนไพร เลือด และหนองลอยคละคลุ้งจนแทบหายใจไม่ออก หมอทหารหลวงยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าถาดไม้ที่วางชามกระเบื้องใบเล็กบรรจุของเหลวสีเขียวอมเหลืองจางๆ เอาไว้ มือของเขาสั่นเทาเล็กน้อย


    "ท่านหมอ..." ผู้ช่วยคนหนึ่งเอ่ยขึ้นเสียงสั่น "นี่มัน... น้ำจากของเน่าเสียชัดๆ เราจะใช้สิ่งนี้สังหารทหารของเราหรือขอรับ"


    หมอทหารหลวงเม้มปากแน่นจนริมฝีปากขาวซีด ดวงตาที่เคยอ่อนล้าของเขาหรี่ลง จับจ้องของเหลวในชามราวกับกำลังมองอสรพิษร้าย


    ในขณะนั้นเอง ร่างของหลี่เทียนอี้ก็ก้าวเข้ามาในกระโจมอย่างเงียบเชียบ โดยมีเถี่ยซินเดินตามประกบอยู่เบื้องหลัง


    เขามองเห็นความลังเลและความหวาดกลัวในแววตาของทุกคนได้ในทันที เขาไม่ได้เอ่ยคำตำหนิใดๆ แต่กลับเดินตรงไปยังเตียงที่อยู่มุมในสุด ที่นั่นมีร่างของทหารหนุ่มนายหนึ่งนอนหายใจรวยริน ใบหน้าแดงก่ำด้วยพิษไข้ บาดแผลที่ขาของเขาส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงจนไม่มีใครอยากเข้าใกล้


    "ทหารนายนี้เป็นอย่างไรบ้าง" หลี่เทียนอี้ถามเสียงเรียบ


    หมอทหารหลวงรีบเดินตามเข้าไปแล้วส่ายหน้า "เรียนซื่อจื่อ... ไอพิษได้แทรกซึมเข้าสู่ภายในแล้ว เกรงว่า... คงจะข้ามคืนนี้ไปไม่พ้น"


    "ดี"


    คำตอบสั้นๆ นั้นทำให้ทุกคนในที่นั้นต้องตกตะลึง


    หลี่เทียนอี้หันไปทางหมอทหารหลวง "ในเมื่อท่านบอกว่าเขาไม่มีทางรอดแล้ว เช่นนั้นชีวิตของเขานับจากนี้ไป... ข้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว"


    เขาไม่รอให้ใครได้ทัดทาน เดินไปหยิบชาม "โอสถเทวะ" (ยาปฏิชีวนะ) ขึ้นมาด้วยตนเอง 'ผิดแล้ว... ทุกอย่างผิดหมด...' หมอทหารหลวงคิดในใจ 'น้ำจากของเน่าเสียจะนำพาแต่ความตาย... แต่เหตุใด... เหตุใดสายตาของซื่อจื่อจึงได้มั่นคงถึงเพียงนั้น ราวกับท่านมองเห็นผลลัพธ์สุดท้ายที่ข้ามิอาจหยั่งถึง'


    เขาสั่งให้ผู้ช่วยนำน้ำเกลืออุ่นและผ้าไหมสะอาดมา จากนั้นจึงคุกเข่าลงข้างเตียงของทหารหนุ่มนายนั้น ท่ามกลางสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อของทุกคน ซื่อจื่อผู้สูงศักดิ์ลงมือทำความสะอาดบาดแผลที่น่าสะอิดสะเอียนนั้นด้วยตนเองอย่างคล่องแคล่วและไม่แสดงท่าทีรังเกียจแม้แต่น้อย


    เมื่อแผลสะอาดดีแล้ว เขาจึงบรรจงใช้ผ้าไหมชุบของเหลวสีเขียวอมเหลืองนั้น ทาลงบนบาดแผลอย่างแผ่วเบาจนทั่ว


    เขาทำงานของตนเองจนเสร็จสิ้น ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วหันไปหาหมอทหารหลวงที่ยังคงยืนตัวแข็งทื่ออยู่


    "เฝ้าดูอาการของเขาอย่างใกล้ชิด" น้ำเสียงของเขาเด็ดขาดและเยียบเย็น "รายงานข้าทุกครึ่งชั่วยาม"


    สิ้นคำสั่ง เขาก็หันหลังเดินออกจากกระโจมไปทันที ทิ้งให้ทุกคนจมอยู่กับความเงียบงัน และชีวิตของทหารนายหนึ่งที่บัดนี้อยู่ในมือของเขา


    ที่ราบเชิงเขาฉีเหลียนอันกว้างใหญ่ ลมหนาวพัดกรูเกรียวหอบเอาฝุ่นทรายและไอเย็นจากยอดเขามาปะทะร่างอย่างไม่หยุดหย่อน เสียงจอบเสียมเริ่มแผ่วลง ความเงียบที่น่าอึดอัดเข้ามาแทนที่เสียงเหล็กกระทบหิน นายกองจางยืนกอดอก คิ้วของเขาขมวดแน่นขณะมองดูความคืบหน้าของการขุดคลองที่หยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิง


    พื้นดินที่เบื้องล่างมีชั้นหินแข็งซ่อนตัวอยู่ มันแข็งกระด้างจนจอบเสียมธรรมดาไม่อาจทำอะไรได้


    ในขณะนั้นเอง ร่างของหลี่เทียนอี้พร้อมด้วยเถี่ยซินก็ปรากฏขึ้น เขาเดินสำรวจไปตามแนวที่วางแผนจะขุดคลอง ก่อนจะไปหยุดอยู่หน้าแผ่นหินขนาดใหญ่ที่ฝังแน่นอยู่ในดิน


    "นายกองจาง" เขาเรียกเสียงเรียบ "ท่านคิดว่ากำลังของคนยี่สิบนายจะยกหินก้อนนี้ขึ้นมาได้หรือไม่"


    นายกองจางส่ายหน้า "เรียนซื่อจื่อ หินก้อนนี้ฝังลึกและหนักยิ่งนัก ต่อให้ใช้คนห้าสิบนายก็ยังยากขอรับ"


    หลี่เทียนอี้พยักหน้ารับ ก่อนจะสั่งให้ทหารไปหาท่อนซุงยาวและหินรองมา เขาสอนวิธีการสอดปลายท่อนซุงเข้าไปใต้แผ่นหินและใช้หินรองเป็นจุดหมุนด้วยตนเอง "ให้ทหารเพียงห้านาย... ไปกดที่ปลายอีกข้างของท่อนซุง"


    "เอี๊ยด... ครืดคราด..."


    เสียงท่อนซุงลั่นและเสียงหินเสียดสีกับดินดังขึ้น ก่อนที่แผ่นหินขนาดมหึมาจะค่อยๆ ถูกงัดขึ้นจากพื้นดินอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางเสียงอุทานอย่างตกตะลึงของเหล่าทหาร!


    "ส่วนชั้นหินแข็งที่เรียบไปกับพื้น" หลี่เทียนอี้กล่าวต่อ "ให้ก่อไฟเผามันไว้ครึ่งชั่วยาม แล้วนำน้ำเย็นจากลำธารมาราดลงไป"


    เมื่อทหารทำตาม ไอร้อนปะทะเข้าใบหน้าพร้อมกับกลิ่นดินไหม้ที่ลอยฟุ้งขึ้นมา จากนั้นเสียงหินแตกร้าวดัง "เปรี๊ยะ!" ก็ดังขึ้น ชั้นหินที่เคยแข็งแกร่งบัดนี้กลับปรากฏรอยร้าวแตกแขนงไปทั่วราวกับสายฟ้าฟาดของมังกร และแตกกระจายออกอย่างง่ายดายด้วยเสียมเพียงไม่กี่ครั้ง


    เสียงโห่ร้องด้วยความยินดีดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ นายกองจางมองภาพนั้นด้วยความทึ่งในใจ 'นี่... คือพลังแบบใดกัน? มิใช่วรยุทธ์... แต่กลับทลายศิลาที่แข็งแกร่งกว่าเกราะใดๆ ได้... หรือว่านี่คือ... วิถีแห่งผู้ปกครองที่แท้จริง?'


    ค่ำคืนนั้น ณ ลานฝึกใกล้คอกม้า ทหารม้าชั้นยอดห้าสิบนายในชุดหนังคล่องตัวยืนเข้าแถวอย่างเงียบกริบ เถี่ยหยางเดินตรวจความเรียบร้อย ก่อนจะไปหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าเพื่อรอรับบัญชา


    ไม่นานนัก ร่างของหลี่เทียนอี้ก็ปรากฏขึ้นในเงามืด เขาเดินมาเพียงลำพัง


    "ทุกอย่างพร้อมแล้วรึ"


    "พร้อมแล้วขอรับซื่อจื่อ" เถี่ยหยางประสานหมัดคำนับ "หน่วยลาดตระเวนพิเศษพร้อมออกเดินทางทุกเมื่อ"


    หลี่เทียนอี้พยักหน้า ก่อนจะให้สัญญาณเปิดหีบไม้สองใบที่บรรจุเกลือและเหล็กกล้าชั้นดีเอาไว้ เถี่ยหยางมองของในหีบด้วยความฉงน


    "เรียนซื่อจื่อ เหตุใดจึงต้องนำของกำนัลเหล่านี้ไปด้วยขอรับ"


    หลี่เทียนอี้เดินเข้ามาใกล้ ตบที่ไหล่ของเถี่ยหยางเบาๆ "เพราะชาวทูเจี๋ย 突厥 ที่อยู่ที่นั่น พวกเขาหาใช่ศัตรูไม่... และก็ยังไม่ใช่มิตร" เขาทอดสายตามองไปยังความมืดมิดทางทิศเหนือ "แต่พวกเขาคือตาและหูของเราในทุ่งหญ้าที่กว้างใหญ่"


    เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของขุนพลหนุ่ม "ภารกิจของเจ้ามีสองส่วน หนึ่ง คือหาทุ่งหญ้าที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด สอง... คือสร้างสัมพันธ์กับพวกเขา จงใช้เกลือและเหล็กของเราเพื่อแสดงความเป็นมิตร และหากเป็นไปได้... จงเจรจาขอซื้อฝูงปศุสัตว์จากพวกเขาทั้งหมด ไม่ว่าจะต้องใช้ราคาสูงเพียงใดก็ตาม"


    ความเชื่อมั่นในตัวซื่อจื่อได้หยั่งรากลึกลงในใจของเถี่ยหยางแล้ว เขาไม่ได้เอ่ยถามถึงเหตุผลอีกต่อไป แต่กลับประสานหมัดคำนับอย่างหนักแน่นกว่าเดิม


    "ข้าน้อย... รับบัญชา!"


    หลี่เทียนอี้พยักหน้าอย่างพึงพอใจ "ดี... ไปได้แล้ว และจงกลับมาอย่างปลอดภัย"


    เถี่ยหยางไม่กล่าวคำใดอีก เขาทะยานขึ้นหลังม้า สัญญาณมือถูกให้เงียบๆ ท่ามกลางความมืด อาชาชั้นดีห้าสิบตัวก้าวเท้าออกไปพร้อมกันราวกับเป็นร่างเดียว ก่อนจะควบทะยานหายลับไปในความมืดมิดแห่งทุ่งหญ้าชายแดน


    (จบตอนที่ 11)


    ตอนนี้ ไรท์ ทำงานอยู่แนวหน้านะครับ

    อาจจะช้าแต่จะหาเวลามาอัพแน่นอนครับ


    คล้ายกับเรื่องจอมราชันย์เหนือมังกร 龍上霸王 ที่คุณอ่าน