[จบ]1-1 ย้อนเวลามากับระบบใส่เดี่ยว

    53 เดินทางไปพบกัน

    “ค่ายสุดท้ายติดต่อมาแล้วครับ”


    ภายในหลุมหลบภัยกลางค่ายของนักเรียนที่มาจากกองทัพที่ 7 เกิดเสียงพูดคุยระหว่างนักเรียนที่มีความสามารถในการใช้งานเครื่องมือสื่อสารหลังจากที่เขาได้รับการติดต่อมาจากค่ายสุดท้ายที่พึ่งเข้ามาในระบบสื่อสารส่วนกลางที่พวกเขาทั้ง 10 ค่ายจะใช้งานในการทำข้อตกลงเรื่องต่างๆ


    ตั้งแต่เมื่อวานที่แอชเชอร์ได้ให้รหัสเข้าใช้งานระบบส่วนกลางที่เขาคิดจะสร้าง เวลาก็ผ่านมาเป็นวันกว่าที่ค่ายฝึกจะเชื่อมต่อเข้าหากันทั้งหมด ในระหว่างที่หน่วยสื่อสารกำลังทดสอบสัญญาณนี้เอง ทุกๆค่ายก็เริ่มเปิดปากถามถึงทรัพยากรของกันและกัน ทางหัวหน้าค่ายที่ได้ยินดังนั้นเขาจึงหยุดห้ามคนของเขาบอกข้อมูลใด เนื่องจากข้อมูลนี้มันเป็นข้อมูลสำคัญที่จะทำให้พวกเขาได้เปรียบค่ายอื่นๆในวันที่มีการแลกเปลี่ยน


    การจะได้แต้มจากการทดสอบจำนวนมาก ก้าวแรกที่ทุกค่ายต้องทำให้ดี คือการแลกเปลี่ยน หากถูกเอาเปรียบพวกเขาจะกลายเป็นค่ายที่ได้แต้มน้อยที่สุด ดังนั้นข้อมูลทุกๆอย่างจึงสำคัญ มันจะถูกนำออกมาพูดคุยในช่วงที่พวกเขาต้องการแลกเปลี่ยนกันเท่านั้น


    “ตกลง งั้นเริ่มเลยแล้วกัน”


    หัวหน้าค่ายพยักหน้าหลังจากเห็นแอชเชอร์พยักหน้าให้เริ่มแผนขั้นตอนถัดไป ยิ่งเร็วก็ยิ่งมีผลดีกับพวกเขา


    “สวัสดี ฉัน เพิล จากค่ายฝึกที่ 7 เป็นหัวหน้าค่ายต้องการนัดทุกค่ายมาแลกเปลี่ยนกันเพื่อจัดการมอนสเตอร์”


    คำพูดของเพิลถูกส่งเข้าไปในระบบ ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบ ทางฝั่งคนพูดก็เงียบเช่นกันเพื่อรอการตอบกลับจากค่ายฝึกทั้งหมดที่อยู่ในระบบสื่อสาร ตอนนี้แอชเชอร์สบายใจมากเพราะแต้มในการทดสอบ ดูท่าจะถูกเพิ่มให้กับพวกเขาแล้ว ผ่านสัญญาณสื่อสารที่กองทัพดักจับ


    การที่พวกเขาสร้างระบบสื่อสารส่วนกลางขึ้นมาเพื่อติดต่อต่างๆ มันจะต้องนำไปสู่การลงแต้มคะแนนให้พวกเขา เนื่องจากสามารถตอบสนองต่อการเอาตัวรอดได้ดี โดยเริ่มต้นจากการสร้างระบบเพื่อติดต่อกับค่ายอื่นๆ การที่พวกเขาสร้างระบบขึ้นมาจึงน่าจะได้แต้มที่เยอะพอสมควร หลังจากผ่านไป 5 นาทีที่พวกเขาเงียบนี้เองนั้นก็ได้ยินเสียงตอบกลับดังจากระบบสื่อสาร


    “ค่ายฝึกที่ 8 รับทราบ ย้ำ ค่ายฝึกที่ 8 รับทราบ ทางเราต้องการเจรจาแลกเปลี่ยน”


    “ค่ายฝึกที่ 5 รับทราบ ทางเราต้องการเจรจาแลกเปลี่ยน”


    ระบบสื่อสารดังขึ้นเป็นช่วงๆพลางปรากกฎรอยยิ้มบนใบหน้าของแอชเชอร์และหัวหน้าค่าย หลังจากพวกเขาได้รับการตอบกลับจากค่ายฝึกทั้ง 9 ตอนนี้พวกเขาสามารถเชิญทุกๆคนเข้าสู่การพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนได้แล้ว


    “ทุกค่ายโปรดทราบ ทางค่ายฝึกที่ 1 ต้องการนัดตำแหน่งสถานที่พูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยน”


    แอชเชอร์หันมองหัวหน้าค่าย การแลกเปลี่ยนของพวกเขารวมไปถึงการพูดคุยจะเกิดขึ้นราว 2 ครั้งและมันจะไม่สามารถทำผ่านระบบได้เนื่องจากมันเป็นการแลกเปลี่ยนที่ทุกฝ่ายจะหาทางเล่นลิ้นเพื่อที่พวกเขาจะได้ประโยชน์สูงสุดจากของที่ตนเองมี ครั้งแรกเป็นการเจอหน้ากันเพื่อหาทางออกรวมไปถึงหาช่องทางแลกเปลี่ยนกับค่ายอื่นเพื่อให้พวกเขาได้ผลประโยชน์ที่มากที่สุด ครั้งที่สองจะเป็นการเจอหน้ากันเพื่อนำของที่ตกลงว่าจะแลกเปลี่ยนไปมอบให้กัน


    “ค่าย 7 รับทราบ”


    ทุกค่ายเริ่มรับทราบเกี่ยวกับสถานที่ที่พวกเขาจะเดินทางไปแลกเปลี่ยนหลังจากค่ายฝึกที่ 1 ระบุจุดที่พวกเขาค้นพบและเป็นจุดที่ทุกค่ายน่าจะเดินทางไปถึงได้เร็วที่สุด มันเป็นสถานที่ใกล้กับเมืองร้าง นอกจากพวกเขาจะได้คุยกับเรื่องแลกเปลี่ยนสิ่งของแล้วพวกเขายังจะได้รีบวางแผนร่วมกันในการจัดการมอนสเตอร์อีกด้วย กระทั่งการสื่อสารจบลงหัวหน้าค่ายก็รีบวิ่งไปจัดแจงอุปกรณ์ที่พวกเขาต้องการจะแลกเปลี่ยนทันที พยายามจัดจำนวนของพวกมันให้คงที่ที่สุด โดยสิ่งที่ค่ายฝึกที่ 7 ต้องการคือ ชุดเกราะและแคปซูลอาหาร รวมไปถึงแกนมานาที่จะนำมาใช้กับชุดเกราะ  สำหรับยาพวกเขาไม่จำเป็นต้องแลกเปลี่ยนเลยเพราะมีมากจนเกินพอ


    “วันนี้ได้พักสินะ”


    แอชเชอร์มองแสงบนเพดานพร้อมกับมองนาฬิกา ปรากฎว่ามันเป็นช่วงบ่าย จากเดิมเขาคิดว่าการพูดคุยน่าจะเริ่มต้นขึ้นช่วงบ่ายนี้ ปรากฎว่าค่ายฝึกอื่นๆเน้นความปลอดภัยของพวกเขา การพูดคุยกันของพวกเขาอาจจะเป็นไปได้ด้วยดีหากจัดการพูดคุยขึ้นในช่วงบ่าย เพียงแต่การพูดน่าจะจบลงในช่วงที่ใกล้เวลาเย็น หากเป็นแบบนั้นจะอันตรายกับพวกเขาในช่วงขากลับ ดังนั้นวันนี้จึงเป็นวันที่แอชเชอร์ไม่ต้องทำงาน รอพรุ่งนี้เช้าเขาจะต้องเดินทางไปกับตัวแทนที่ทางหัวหน้าค่ายจะส่งไปติดต่อเจรจาแลกเปลี่ยนสิ่งของ


    “แกมาทำอะไรที่นี่ มาเยาะเย้ยฉันหรือไงกัน”


    ปีเตอร์พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ หลังจากที่มันเห็นหน้าแอชเชอร์ เดิมทีกรงขังไม้นี้ไม่สามารถขังมันได้เพราะระยะห่างของลูกกรงกว้างเกินไป แต่ต่อให้มันจะหนีออกไปมันก็ไม่มีที่ไป จึงอยู่ที่นี่ไปวันๆจนกว่าจะมีคนมาปล่อยตัว การติดคุกสำหรับมันเป็นเพียงแค่การพักผ่อนเท่านั้น ด้วยความผิดของมันจะต้องได้รับโทษเร็วๆนี้


    “คนอย่างแกนี่ไม่สำนึกเลยสินะ จริงอยู่ที่ว่าเราขังแกไม่ได้  แกเคยคิดไหมว่าหากแกไม่ได้อยู่ในการฝึกแต่อยู่ในสงครามจริงๆแกจะเป็นยังไง”


    “ฉันไม่สน ไม่ต้องมาสอนฉัน”


    “เหรอ ก็แค่อยากเห็นทหารดีๆสักคนแต่แกคงเกินทน งั้นฉันจะบอกแกก็ได้ การทอสอบนี้น่ะมีคนมากมายกำลังมองดูพวกเรา แกเห็นเพดานเขตนี้ไหม นั่นแหละสถานที่ที่พวกเขาใช้จับตามองดูพวกเรา การขโมยของแกทุกคนล้วนเห็นหมด การถูกขังของแกทุกคนก็เห็น การไม่ทำอะไรเลยในการทดสอบของแกทุกๆคนก็เห็นเช่นเดียวกัน รู้ไหมว่าการที่ทุกๆคนเห็นแกหมายความว่ายังไง”


    “เหอะ อยากพูดอะไรก็พูดไป” ปีเตอร์พูดด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจ แอชเชอร์จึงพูดความจริงให้มันฟัง ความจริงที่เขาเจอมาในชีวิตก่อน ไม่ใช่ความจริงที่ถูกเล่ามาจากรุ่นพี่


    “แกจะถูกลบแต้มคะแนน ผลของมันก็คือแกจะถูกหน่วยมากมายเมิน สุดท้ายแกก็ต้องไปเป็นทหารเดนตายในแนวหน้าสงคราม ชุดเกราะที่แกได้รับก็จะถูกลดเกรดของมันลง สุดท้ายแกจะอยู่ไม่ถึง 20 ปีเลยด้วยซ้ำ”


    “หึหึ แอชเชอร์ ดูเหมือนว่าแกจะรู้ดีไปหมดเลยสินะ” ปีเตอร์หัวเราะออกมาด้วยน้ำเสียงขำขัน


    “แกไปฟังจากไหนมาล่ะ ทำไมเรื่องที่ฉันได้ยินมาไม่เหมือนกัน การทดสอบนี้น่ะ มันจะให้คะแนนค่ายฝึกกระทั่งจบค่ายฝึกพวกเราจะได้รับคะแนนเท่าๆกันด้วยการนำคะแนนของค่ายฝึกมาแบ่งกัน แกหลอกฉันไม่ได้หรอกนะ ขอบคุณที่แกทำให้ฉันติดคุกก็แล้วกัน”


    “คงกู่ไม่กลับแล้วสินะ แกนี่มันเกินเยียวยาของจริงเลยวะปีเตอร์ ก็ได้หากแกเชื่อแบบนั้นก็แล้วแต่แก เพราะถ้าฉันเป็นคนควบคุมที่นี่ ในวันสุดท้ายของการแบ่งแต้ม ฉันจะแบ่งแต้มให้กับกลุ่มคนที่ทำผลงานได้โดดเด่นก่อน หากเป็นแบบนี้จริงแกที่อยู่ในคุกก็เตรียมตัวไปอยู่ในแนวหน้าได้เลย”


    “หึ ฮ่าๆๆๆ ” ไม่มีความกลัวจากปีเตอร์เลยสักนิด มีเพียงแค่เสียงหัวเราะ แอชเชอร์อยากจะกระทืบมันสักเล็กน้อยให้มันเปลี่ยนความคิด นำความคิดบ้าๆที่บอกว่าทุกๆคนจะได้แต้มเท่ากันออกไปจากหัวของมัน เขาไม่รู้ว่ามันไปฟังเรื่องนี้มาจากใครเพราะมันเป็นการแบ่งคะแนนที่บ้ามาก


    ในชีวิตก่อนของเขา ทุกๆการเคลื่อนไหวของทุกคนในเขตล้วนถูกตรวจจับเอาไว้ทั้งหมดด้วยระบบควบคุมของกองทัพ มนุษย์มีหน้าที่เพียงแค่เข้าไปตรวจสอบการตรวจจับของระบบเท่านั้นว่ามันมอบคะแนนหรือหักคะแนนถูกต้องหรือไม่


    —-----------------------------


    “เตรียมพร้อมแล้วใช่ไหม”


    แอชเชอร์ถามกับคนที่จะเดินออกไปนอกค่ายกับเขาในเช้านี้ เหล่าคนที่สวมใส่ชุดเกราะมาร์คทูทั้ง 10 คนล้วนพยักหน้าหลังจากตรวจสอบตัวเองว่าไม่หลงลืมอะไร อาวุธ ชุดเกราะที่สวมใส่ล้วนทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ โดยคนที่จะเดินทางไปกับแอชเชอร์ไม่ใช่หัวหน้าค่าย 7 เขาไม่สามารถเดินออกจากค่ายได้เพราะต้องสั่งการต่างๆ ดังนั้นคนที่เดินทางไปจึงเป็นตัวแทนที่มีความสามารถในการเจรจาจำนวน 2 คน อีก 8 คนเป็นระดับ B ที่แอชเชอร์อยากพาพวกเขาออกไปหาประสบการณ์ 


    เนื่องจากว่ามันมีผลต่อคะแนนค่ายของพวกเขา หากให้เพียงระดับ A จะทำให้คนอื่นๆทำงานไม่เป็น พอถึงวันที่พวกเขาจะต้องกวาดล้างมอนสเตอร์ ระดับที่ต่ำกว่า B จะเป็นตัวถ่วงที่ทำให้คะแนนค่ายของพวกเขาลดต่ำลง แอชเชอร์จึงนำทุกคนที่ไร้ประสบการณ์เดินทางไปด้วย เขาจะได้สอนวิธีการฆ่ามอนสเตอร์ให้สักหนึ่งตัวเพื่อคลายความวิตกและตึกเครียดของพวกเขาลง


    แม้ในช่วงหลายคืนที่ผ่านมานี้จะมีมอนสเตอร์ 1 - 2 ถูกล่อมาที่ค่ายฝึกของพวกเขาก็ตามที การตอบโต้ของพวกเขากลับเป็นการใช้จำนวนคนเกือบร้อยในการรุมมัน ถึงทุกๆคนจะกล้าเผชิญหน้ากับมอนสเตอร์แล้วก็ตาม แต่มันเป็นตอนที่พวกเขาอยู่ด้วยกันเป็นจำนวนมาก หากอยู่เพียงลำพังหรืออยู่คู่กันจะต้องวิ่งเพราะความกลัวยังคงฝังในใจ


    —---------------------------------


    “พวกเราเป็นตัวแทนของค่ายที่ 2”


    การประกาศสังกัดดังขึ้นจากกลุ่มคนที่เดินมายังจุดนัดหมาย พวกเขารู้จักสถานที่แห่งนี้ก็เพราะว่าในการทดสอบนี้ ทางกองทัพที่ 1 ได้มอบแผนที่ให้พวกเขามาใช้งาน โดยสถานที่ที่เดินทางมาเจอกันนั้นคือทิศตะวันตกของเมืองร้าง มันมีพื้นที่โล่งกว้างและมีซากโบสถ์ร้างอยู่หลังหนึ่ง ข้างในกว้างพอที่จะให้พวกเขาคุยกัน หากมีมอนสเตอร์เดินทางผ่านสามารถเห็นพวกมันได้เพราะรอบข้างเป็นทุ่งหญ้า


    “เรามาจากค่ายที่ 10 ”


    การแจ้งสังกัดจากตัวแทนค่ายต่างๆดังขึ้นต่อไป แต่ละค่ายล้วนมาในเวลาที่ต่างกัน หากเป็นค่ายที่อยู่อีกฝั่งของเมืองต้องใช้เวลาสักเล็กน้อยเพื่อมารวมกัน ในระหว่างที่ตัวแทนค่ายต่างๆกำลังจัดหาที่นั่งเพื่อที่จะพูดคุยตกลงบางอย่างนั้น พวกเขาก็ได้มองจ้องไปยังทางเข้าโบสถ์พลางแสดงสีหน้าตกใจเมื่อกลุ่มที่เดินทางมาถึงแปลกไปจากกลุ่มอื่นๆ


    เนื่องจากว่าตอนนี้บนชุดเกราะของพวกเขาเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงไม่ต่างจากวิ่งผ่านสนามรบมา อย่างไรก็ตามทุกๆคนกลับเห็นหนึ่งอย่างที่ต่างออกไป สิ่งนั้นคือรอยบนชุดเกราะ แม้เลือดจะเปื้อนไปทั่วพวกเขากลับเห็นรอยชัดเจน แต่รอยเหล่านั้นกลับเป็นรอยที่เล็กมากแทบไม่มีผลต่อการใช้งานชุดเกราะเลยสักนิด  เหล่าคนที่มองดูจึงรู้ได้ว่าคนที่มาเป็นผู้ที่ผ่านการฝึกในค่ายพิเศษสักหนึ่งใน 3 ค่ายอย่างแน่นอน


    “พวกเราเป็นตัวแทนจากค่ายฝึกที่ 7 หวังว่าจะมาทันนะ”


    แอชเชอร์พาเพื่อนของเขาเดินไปนั่งยังมุมหนึ่งของโบสถ์พลางให้ทุกๆคนถอดหมวกเกราะออกมาหายใจได้ตามสะดวก ภายใต้หมวกที่ถูกเปิดออกนี้เอง เหล่าคนที่อยู่รอบข้างล้วนแล้วย่นคิ้วเพราะไม่เคยเห็นหน้าคนที่มาจากค่ายฝึกที่ 7 หากเป็นคนที่เคยเข้ารับการฝึกในค่ายพิเศษพวกเขาจะต้องคุ้นหน้าเพราะคนส่วนมากที่อยู่ในโบสถ์ตอนนี้เป็นคนที่เข้าฝึกในค่ายฝึกพิเศษเสียส่วนใหญ่



    คล้ายกับเรื่อง[จบ]1-1 ย้อนเวลามากับระบบใส่เดี่ยว ที่คุณอ่าน