อสูรข้ามฟ้า

    ตอนที่ 59 การร่ำลา ตระกูลซ่ง

    ตอนที่ 59


    เช้าวันรุ่งขึ้น ขบวนเสร็จขององค์รัชทายาท ได้กลับสู่เมืองหลวงตามกำหนดการ...ตระกูลฉี มิได้เว้นวางในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ก็ได้จัดเตรียมงานเลี้ยงต่อในทันทีให้กับตระกูลซ่งเรื่องที่ได้เปิดสำนักแห่งใหม่ในเมืองบุปผาแดง อีกทั้งยังดูเหมือนว่าสำนักจะได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจนมีผู้เข้าร่วมสำนักขวานวายุนับพันในเวลาอันสั้น...

     

    ซุน จึงได้มีโอกาสเอ่ยร่ำลากับ ซ่งไห่เฟิง อย่างเป็นทางการอีกครั้งเพราะหลังจากนี้ ซุน คงอยู่ที่เรือนตระกูลฉี ไปจนถึงวันที่ออกจากเมืองแห่งนี้เพื่อความปลอดภัยของตนคงไม่มีโอกาสได้กลับไปยังตระกูลซ่งอีกแล้ว... ชายชรา เต็มไปด้วยความตื้นตันใจเนื่องด้วยหากไม่มีเด็กหนุ่มผู้นี้ ตระกูลซ่ง คงยากที่จะกลับมาลืมตาอ้าปากอีกครั้ง...

     

    “ขอบคุณเจ้ามากนัก... ตระกูลซ่ง จะไม่มีวันลืมเจ้าศิษย์สำนักคนแรกของพวกเรา”

     

    เด็กหนุ่ม ประสานมือน้อมนับด้วยความสุภาพ...

    “ตระกูลซ่ง ก็มีบุญคุณที่สอนสั่งเคล็ดวิชาให้กับข้าเช่นกัน... แม้ข้าจะไม่ได้อยู่ที่เมืองนี้แล้วแต่ข้าจะทำให้ชื่อเสียงของ เพลงขวานวายุตระกูลซ่งได้เป็นที่ขจรไกลในเส้นทางของข้า...”

     

    ซุน ยังหยิบยื่นเต้าสุราให้กับชายชรา...

    “สุราเต้านี้ มีนามว่า สุราสลายระทม... ผู้อาวุโสมีอาการบาดเจ็บเรื้อรังจากการถูกตระกูลเกาเล่นงานเมื่อ5 ปีก่อน สุรานี้จะช่วยฟื้นฟูร่างกายท่านจากภายใน รักษาควบคู่ไปกับวิชาแพทย์ จะเป็นผลดีกับตัวท่าน...”

     

    ซ่งหย่งไห่ เผยรอยยิ้มชรา...

    “เช่นนั้นขอน้อมรับไว้ด้วยใจ...”

     

    เจ้าหมีใหญ่ รวมถึงสมาชิกคนอื่น ๆ ในตระกูลซ่ง ต่างพากันเข้ามาโอบกอดซุน แทนคำขอบคุณ... ขาดก็แต่ ซ่งจื่อฮุ่ย ที่ดูเหมือนว่านางจะเซื่องซึมอยู่วงนอกมาตลอดไม่ได้กล่าวสิ่งใดกับ ซุน ตั้งแต่ที่เข้ามาถึง แน่นอนว่า ซุน เองก็พอจะทราบถึงเหตุผลของนางทุกสิ่งต้องใช้เวลาสักระยะ...

     

    งานเลี้ยงจัดถูกจัดขึ้นเล็ก ๆ ไม่ได้เชื้อเชิญแขกอื่นใดจึงมีเพียง ตระกูลฉีและตระกูลซ่ง แน่นอนว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองตระกูล ในอดีตเคยมีความแน่นแฟ้นต่อกันจวบจนการสูญเสีย ซ่งหยุนไห่ ไปเมื่อ 19 ปีก่อน ทำให้เริ่มมีระยะห่างเกิดขึ้นทีละน้อย...

     

    ในปีนั้นเกิดโรคระบาดร้ายแรงในเมืองบุปผาแดงซึ่งโรคระบาดแตกต่างไปจากการถูกพิษ ดังนั้นต่อให้เป็นชนชั้นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งก็สามารถป่วยตายได้...ในปีนั้นมีผู้คนหลายหมื่นต้องล้มตาย ตระกูลซ่งเป็นอีกหนึ่งตระกูลที่ได้รับผลกระทบอย่างมากสมาชิกตระกูลหลักต่างพากันล้มตายจนหมด เหลือก็แต่ ซ่งจื่อฮุ่ย ที่ ณ เวลานั้นยังอายุเพียงไม่กี่เดือนแต่นางกลับรอดชีวิตได้ราวปาฏิหาริย์

     

    ช่วงเวลาในตอนนั้น ซ่งไห่เฟิง ได้พากลุ่มผู้เยาว์จำนวนหนึ่งออกไปทำธุระที่ต่างเมืองเมื่อกลับมาถึงก็พบเพียงความเศร้าสลด จนเกือบทำให้ตระกูลใหญ่ต้องล่มสลาย…ซึ่งต่อมาภายหลังกลุ่มผู้เยาว์เหล่านั้น ก็คือกลุ่มสมาชิกตระกูลซ่งสายเลือดรองไปปัจจุบัน

     

    ในปีนั้น ฉีเฟยเทียน ไม่อาจยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือได้มากนักเพราะปีนั้นทั่วทั้งเมืองล้วนแล้วแต่เผชิญวิกฤตจากโรคระบาด ความรุ่งเรืองทั้งหมดที่สร้างต่างถดถอยไหนเลยที่ เจ้าเมือง จะเข้าช่วยเหลือตระกูลใดตระกูลหนึ่งเป็นพิเศษได้กว่าจะฟื้นฟูเมืองแห่งนี้ให้กลับมาเป็นดังเดิม ก็ต้องใช้เวลานับสิบปี

     

    ตระกูลซ่ง จึงได้แต่กัดฟันก้าวเดินเรื่อยมาจากมรดกที่ยังหลงเหลือ...จวบจนเผชิญวิกฤตอันโหดร้ายอีกครั้งเมื่อ 5 ปีก่อน จากฝีมือของ เกาทงหลิน และลุกลามมาถึงณ ปัจจุบัน... แต่ยังนับเป็นโชคที่สวรรค์ได้ส่ง ซุน มาช่วยแก้ไขชะตากรรมอันโหดร้าย...

     

    “หากตระกูลหาน ยังมาระราน ก็สามารถเข้ามาปรึกษาข้าได้... แต่ส่วนตัวติดว่าตระกูลหานก็คงไม่มีเวลาว่างขนาดนั้น เพราะคงกำลังย่ำแย่อยู่เช่นกัน...” ฉีเฟยเทียนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

     

    “หึหึ... ขอบคุณท่านเจ้าเมืองที่เป็นห่วง แต่ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ยอมให้โอกาสในครั้งนี้เป็นเพียงสายลมชั่วคราวจะเปลี่ยนให้มันกลายเป็นพายุที่โหมกระหน่ำความรุ่งเรืองให้กลับคืนสู่ตระกูลอีกครั้งให้จงได้...”ซ่งไห่เฟิง กล่าวด้วยน้ำเสียงแน่นหนัก

     

    ณ สวนพฤกษา...

     

    ซ่งจื่อฮุ่ย ถูก ซุน ชักชวนให้ออกมาที่นี่... หวังจะเปลี่ยนความเศร้าสลดของนางให้กลับมาร่าเริงดังเดิมน่าเสียได้ที่สุดยอดไม้ตายชักชวนดื่มสุราของเด็กหนุ่มไม่อาจใช้กับนางได้ดูท่าคงจะเหมาะใช้กับเหล่าผู้ชราเสียมากกว่า...

     

    “ไหนว่าเจ้าจะไม่โกรธเคืองข้าอย่างไร?” เด็กหนุ่ม เอ่ยถาม

     

    “ความโกรธ กับความเศร้าเสียใจมิอาจถูกนับรวมกัน...ข้าไม่เคยโกรธเคืองเจ้าที่เลือกเส้นทางของตนเอง แต่ข้าเสียใจที่ไม่มีสิ่งใดจะเหนี่ยวรั้งเจ้าไว้...”นางกล่าว

     

    ทำเอา ซุน กระอักกระอ่วนอยู่ไม่น้อย...

    “ข้าไม่อาจให้ความหวังใด ๆ กับเจ้าได้เพราะเส้นทางของข้านั้นเต็มไปด้วยอันตราย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะตายวันตายพรุ่ง...แม่นางซ่ง อีกไม่นานเจ้าคงพบเจอคนที่เหมาะสมสำหรับเจ้าแน่นอน”

     

    “เจอคนที่เหมาะสม?! หากข้ายังกล้าเปิดใจล่ะก็นะ...ครั้งแรกที่ข้าเปิดใจขึ้น กลับถูกหลอกลวงโดย เกาทงหลิน... ครั้งที่สองเมื่อข้าเปิดใจก็กลับถูกเจ้าทอดทิ้งโดยเจ้า?!” นางกล่าวขึ้นพลางจ้องมองมายังซุน ด้วยแววตาที่เจ็บปวด...

     

    “อย่าได้กล่าวเช่นนั้น... เจ้ากำลังให้ข้ารู้สึกแย่ไปด้วย...” ซุนไม่ถนัดนักในการรับมือสตรี

     

    ซ่งจื่อฮุ่ย รู้ดีว่าต่อให้นางพูดสิ่งใด ก็คงมิอาจฉุดรั้งชายหนุ่ม ทั้งยังสร้างความลำบากใจให้กับซุน มากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ นางจึงสูดลมหายใจลึก ก่อนจะสืบเท้าเข้ามายืนเบื้องหน้าซุน จนแทบจะแนบชิด สายตาของทั้งสองจดจ้องกัน อย่างน้อย ซุนก็ไม่อ่อนหัดถึงขั้นจะเลี่ยงหลบสายตาของหญิงสาว...

     

    “ข้าขอร้องเจ้าเรื่องหนึ่ง... แล้วข้าจะไม่เรียกร้องอะไรอีกเลย...”นางกล่าวเน้นหนัก

     

    “เจ้าอยากได้อะไร?!”

     

    นางคล้ายจะพยายามเอ่ยแต่สุดท้ายก็อึกอัก พลางใบหน้าแดงระเรื่อขึ้น...

     

    “อะไร?!” ซุน ถามย้ำ

     

    “จะ...จูบข้า!”

     

    “!!!!!!!!!!!” เด็กหนุ่มพลันเบิกตาโพรง

    “จูบเจ้า?! ตอนนี้?! ที่นี่?!”

     

    “ใช่... อย่างน้อย ข้าก็อยากได้รับความทรงจำและความรู้สึกดี ๆจากเจ้าบ้าง...” นางกล่าวพลางเลี่ยงหลบสายตา หน้าของนางแดงประหนึ่งผลลูกท้อ ทั้งยังจิตใจสั่นไหวบ่งบอกว่านางใช้ความกล้าอย่างมากในการกล่าวออกไป...

     

    ซุน อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มเจือจางเมื่อเห็นนางแสดงความกล้าเพียงนี้แล้ว ตนที่เป็นบุรุษไหนเลยจะหดคอเป็นเต่าอยู่ได้...ชายหนุ่มยกมือขึ้นแผ่วเบาสัมผัสไปที่แก้มของหญิงสาว ลูบเส้นผมของนางทัดใบหูเพื่อให้ใบหน้าเปล่งประกายความงามอันเด่นชัด

     

    ก่อนที่ ซุน จะใช้ปลายนิ้วช้อนปลายคางของนางให้หันตรงรู้สึกได้ถึงอาการสั่นสะท้านของนางอย่างชัดเจน ริมฝีปากของนางอิ่มเอมน่าสัมผัสสายตาของนางเต็มไปด้วยความวิงวอน... มันทำให้ ซุน ตัดสินใจโน้มตัวลง ประกบริมฝีปากนั้นอย่างแผ่วเบา

     

    กาลเวลาโดยรอบราวกับถูกหยุดลง...

    มีเพียงเสียงหัวใจของทั้งคู่ ที่เต้นโครมครามรุนแรง...

     

    หญิงสาวรู้สึกราวกับได้รับการเติมเต็ม นางหลั่งน้ำตาออกมาโดยมิอาจห้ามปราม...ก่อนที่ทั้งสองจะค่อย ๆ ถอนริมฝีปากออกจากกันอย่างช้า ๆ ดวงตายังคงประสานจดจ้อง...

    “ขอบคุณ...” นางกล่าวแผ่วเบาพร้อมรอยยิ้ม

     

    “ดูแลตัวเองให้ดี... แล้วก็อย่าได้ไปหลอกลวงคนต่างถิ่นเหมือนเมื่อก่อนอีกล่ะ...”ซุน กล่าวทั้งรอยยิ้มเช่นนั้น ก่อนจะลูบศีรษะของนางเบา ๆ

     

    “ก็ไม่รู้สิ... ที่เราทั้งคู่ได้เจอกัน ก็เพราะข้าทำเช่นนั้นมิใช่หรือ?!” นางยอมหัวเราะออกมา ก่อนนางจะสูดลมหายใจลึกเข้าไปปรับเปลี่ยนอารมณ์ตนเองมิให้ฟุ้งซ่าน

     

    “ข้าต้องกลับไปที่งานแล้ว ในฐานะตัวแทนตระกูลซ่งยังไม่ได้ขอบคุณท่านเจ้าเมืองอย่างเป็นทางการเลย... เจ้าเองก็รีบตามไปล่ะ” หญิงสาวกล่าวขึ้นก่อนนางจะหันหลังจากไปทันที นางดูคล้ายจะพอใจในสิ่งที่นางสามารถทำได้ แม้จะเป็นความทรงจำอันแสนสั้นแต่ก็นับว่าล้ำค่ามากแล้วสำหรับตัวนาง...

     

    ซุน เองก็คงจดจำรอยยิ้มหลังการจูบของนางไม่มีวันลืมเลือน... เด็กหนุ่มมองดูซ่งจื่อฮุ่ย เดินลับตาไป ก่อนจะเปลี่ยนทิศทางหันกลับมายังด้านหลัง...

    “จะไม่เสียมารยาทไปหน่อยหรือ?! กับการแอบดูเช่นนี้...”

     

    ฉีลู่ชิง สะดุ้งเล็กน้อย นางแอบอยู่หลังกำแพงในสวน... ก่อนนางจะค่อยๆ ก้าวเดินออกมาด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อ... “ทะ...ที่นี่มันสวนในเรือนข้าและข้าก็ไม่ได้แอบดูพวกเจ้าทั้งคู่ หากแต่เพียงไม่อยากออกมาขัดจังหวะเท่านั้นเอง...”

     

    ซุน สวมกอดอกทั้งรอยยิ้ม...

    “แล้วเจ้าจะหน้าแดงไปใย?!ทำเหมือนกับว่าพวกเราทั้งสองมิเคยจูบกัน?!”

     

    หญิงสาวถลึงตาโดยพลัน... หวนนึกถึงในคืนที่ต่อสู้กับ อสรพิษทะเล (ตอนที่ 10)

    “เหลวไหว!! ครั้งนั้นมันเป็นเพียงอุบัติเหตุ ไม่อาจเรียกว่าเป็นการจูบ!!”

     

    ซุน ได้แต่หัวเราะ หึหึ ในลำคอ...

    “นั่นสินะ สิ่งนั่นจะเรียกว่าเป็นการจูบได้อย่างไร?! ก็เมื่อกลิ่นทรายและกลิ่นโลหิตในวันนั้น มันช่างแตกต่างจากความอ่อนโยนเมื่อครู่นี้อย่างชัดเจน...”

     

    ฉีลู่ชิง ได้ยินเช่นนั้นก็กำหมัดแนบแน่น...

    “ถูกต้อง!! สิ่งที่ข้าจะจดจำเกี่ยวกับตัวเจ้า มีเพียงรอยเตะที่บนแก้มนี้เท่านั่นแหละ!!”

     

    นางก้าวเดินจากไปด้วยท่าทีกระฟัดกระเฟียด... หากแต่ ซุนอดไม่ได้ที่จะขบขัน อย่างน้อยก็รู้สึกว่าจิตใจที่เย็นชาดุจน้ำแข็งของนางเริ่มที่จะหลอมละลายลงมาบ้างแล้ว ต่อให้นางเป็นหญิงสาวที่งดงามเพียงใด แต่หากจิตใจนางยังคงเย็นชาเหมือนในอดีตก็คงห่างไกลจากคำว่ามีเสน่ห์...

     

    ..............................................

     

    เรือนตระกูลหาน...

     

    หญิงสาวผู้หนึ่ง โพกผ้าคลุมศีรษะ ก้าวเดินอย่างละแวดระวังเข้ามายังประตูหลังเรือนตระกูลหาน...ก่อนที่นางจะค่อย ๆ ปลดผ้าคลุมออก จึงชัดเจนว่านางเป็นบ่าวจากเรือนตระกูลฉีหนึ่งในผู้ที่เคยช่วย ซุน แต่งกายเมื่อวันก่อน...

     

    ในศาลาท่าน้ำใกล้กับประตูด้านหลัง มีชายฉกรรก์คนหนึ่งกำลังจิบสุราเฝ้ารออยู่ซึ่งคนผู้นี้หาใช่ใครอื่น แต่เป็น หานห้าว พี่ชายของ หานเฉียง ที่ต้องการจะหาทางแก้แค้นให้น้องชายตน...หญิงสาวเดินตรงเข้ามาทันทีด้วยสีหน้าเป็นกังวล...

     

    “ได้ข่าวอะไรเกี่ยวกับ เหยาซุน มาบ้าง?!” หานห้าว เค้นเสียงถาม

     

    “อีก 2 สัปดาห์ ข้าได้ยินมาว่า เหยาซุน จะหาทางออกจากเมืองนี้เพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวง... แต่เรื่องช่วงเวลา และเส้นทาง ยังไม่ได้ถูกกำหนดชัดเจน...”นางกล่าวขึ้นกับ หานห้าว ค่อนข้างชัดเจน ว่านางคือสายสืบที่ ห้านหาวส่งเข้าไปแฝงตัวในตระกูลฉีนานหลายปีแล้ว ด้วยความที่นางเป็นหญิงสาวไร้วรยุทธจึงไม่ค่อยเป็นที่สนใจและถูกจับสังเกต

     

    หานห้าว วางแผนหาทางเล่นงานตระกูลฉี ตามลำพังมาหลายปีมีความเด็ดเดี่ยวและกล้าเสี่ยงตัดสินใจมากกว่า หานเต้าหยี ผู้เป็นบิดาหลายเท่า... หานห้าววางแผนเพื่อเฝ้ารอโอกาสที่ตนจะขึ้นเป็นผู้นำตระกูลหานแทนที่บิดา โดยคิดจะตั้งตนเป็นใหญ่เหนือตระกูลฉีให้ได้ในสักวัน...

     

    แต่ในตอนนี้ มีเรื่องความแค้นของน้องชายเข้ามาคั้นกลางเสียก่อน หานห้าวจึงใช้ให้สายลับที่ตนได้ส่งแทรกซึมเข้าไป พยายามสืบค้นเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของ เหยาซุนเป็นพิเศษ เพื่อหาโอกาสเข้าเล่นงาน...

     

    “อีกสองสัปดาห์งั้นหรือ?” หานห้าวแสยะยิ้มชั่วร้าย

     

    ..................................................