กลับถึงที่ว่าการเขต ชวีหนานอีเปลี่ยนชุดกวนฝู ออก ล้างหน้าล้างตา เริ่มพลิกอ่านตำราไม้ไผ่ที่เขียนเรื่องแปลกพิลึกกึกกือพวกนั้นอีกรอบ
หลี่ต้าจ้วงเดินตามหลังชวีหนานอี คล้ายต้องการถาม แต่เกรงใจมิกล้าเปิดปาก เหมือนกับหินโม่ที่หมุนไปหมุนมาไม่หยุด
ชวีหนานอีเหลือบมองหลี่ต้าจ้วง “พูดมา”
คิ้วของหลี่ต้าจ้วงพลันกระดกขึ้นเหมือนเต้นระบำ “ใต้เท้าตัดสินให้แทงหัวใจเยี่ยนเต๋อหลิน กลับให้เพชฌฆาตเหลือหัวใจไว้ อนุญาตให้ยาวจิ่วเก็บศพไปทั้งหมด เป็นเพราะสงสารยาวจิ่วหรือขอรับ?
ชวีหนานอีวางหนังสือ ยิ้มอ่อนแล้วกล่าว “สงสารยาวจิ่ว? อ้อ ผิดแล้ว ในตอนนี้เขาเปลี่ยนชื่อเป็นเยี่ยนกุย คนที่ลำบากกว่าเขามีมากมายดั่งขนวัว ไม่มีค่าอะไรให้สงสาร แค่ท้ายที่สุดแล้วเยี่ยนเต๋อหลินมีความรู้สึกผิดในใจ ข้าจึงนำหัวใจคืนให้เขาเท่านั้น”
หลี่ต้าจ้วงกล่าวอย่างไม่เข้าใจ “ความรู้สึกผิดในใจ? ข้าน้อยได้ยินเขายังด่ายาวจิ่ว ให้ไสหัว ดูไม่ออกว่ามีความรู้สึกผิดในใจ”
ชวีหนานอียิ้มกล่าว “แค่คำว่า ‘ไสหัว’ คำหนึ่ง กลายเป็นสำนึกแล้ว”
หลี่ต้าจ้วงงุนงงสับสน รู้สึกว่าใต้เท้าของพวกเขาชอบเล่นลึกซึ้งขึ้นทุกวัน
ชวีหนานอีหยิบตำราไม้ไผ่ขึ้นมา พลิกดูครู่หนึ่งแล้วหยุด ก่อนจะถาม “วันนี้ที่ลานประหาร เจ้าพบสิ่งผิดปกติหรือไม่?”
หลี่ต้าจ้วงตอบกลับอย่างซื่อ ๆ ว่า “ใต้เท้าสั่งให้ข้าน้อยสังเกตผู้ที่สวมหมวกม่านท่ามกลางกลุ่มคนที่มาดู แต่ข้าน้อยไม่พบผู้ใดสวมหมวกม่าน แม้กระทั่งสถานที่ที่สามารถมองมายังลานประหาร ข้าน้อยก็ไม่ละเลย นำคนลาดตระเวนค้นหา แต่ไม่พบคนสวมหมวกม่านเลยขอรับ”
ชวีหนานอีพยักหน้า บอกใบ้ให้หลี่ต้าจ้วงออกไป ชวีหนานอีก้มหน้าดูหนังสือต่อ เปิดไปได้สองหน้าชวีหนานอีพลันวางนำหนังสือแล้วกล่าว “ไม่ใช่! นางมาแล้ว!”
เป็นลางสังหรณ์อย่างหนึ่ง ลางสังหรณ์เช่นสัตว์ป่า
ปีศาจสาวนั่นมาดูที่ลานประหารอย่างแน่นอน เพียงแค่ชวีหนานอีไม่เห็นนาง!
ในส่วนที่ว่าเหตุใดชวีหนานอีจึงมั่นใจเช่นนี้ ครึ่งหนึ่งคือลางสังหรณ์ อีกครึ่งหนึ่งคือการคาดเดา
ในเมื่อปีศาจสาวมีกลอุบาย ซึ่งหากคิดหลบหนีไปจากเขตลิ้วเหอก็ทำได้ไม่ยาก แต่นางกลับมิได้ออกไป อีกทั้งยังอาศัยอยู่ในห้องของยาวจิ่ว ใช้อุบายให้เยี่ยนเต๋อหลินตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ ท้ายที่สุดรับสารภาพความผิดที่สังหารเฟิ่งฮัว
เหตุใดปีศาจสาวจึงทำเช่นนี้?
นางเป็นห่วงว่าตนเองจะถูกกล่าวหา?
หากนางเป็นห่วง เหตุใดยังกล่าวกับยาวจิ่วว่าเฟิ่งฮัวถูกนางสังหาร?
เรื่องเหล่านี้ แม้ว่าชวีหนานอีไม่สามารถคิดออกทั้งหมด แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจ นั่นคือ —— ปีศาจสาวอยากให้เยี่ยนเต๋อหลินตาย! อีกทั้งต้องการให้ความผิดของเยี่ยนเต๋อหลินบอกกล่าวต่อฟ้าดินแล้วค่อยไปตาย!
ชิ...
นับตั้งแต่ที่ชวีหนานอีตัดสินลงโทษเยี่ยนเต๋อหลินโดยการแทงหัวใจ ก็กลายเป็นเข้าไปอยู่ในกระดานหมากรุกของนางอีกแล้ว!
ให้คนผู้หนึ่งตายนั้นไม่ยาก ให้คนผู้หนึ่งตายตามวิธีที่มีคนออกแบบไว้แล้วนั้นยาก
ครานี้ ชวีหนานอีสัมผัสได้อย่างจริงจังถึงความน่ากลัวของจิตใจหูเหยียน กระนั้นในใจลึก ๆ ก็คอยแต่จะสงสัยว่าหรือนี่เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ
ใช่แล้ว บังเอิญ ก็เท่านั้น?
ความบังเอิญที่เชื่อมต่อเกี่ยวข้องกันเหล่านั้น จะเป็นหมากรุกที่ปีศาจสาวตนหนึ่งจัดวางไว้ได้อย่างไร?
หืม แล้วเหตุใดจึงเป็นไปไม่ได้ล่ะ?
บัดนี้เมื่อย้อนนึกถึงท่าทางก่อนตายของเยี่ยนเต๋อหลิน ชัดเจนว่าเขาเห็นคนหรืออะไรบางอย่างที่ทำให้ตกใจกลัว จะโทษก็โทษที่สายตาของเยี่ยนเต๋อหลินไม่ดี เห็นคนผู้นั้นในช่วงเวลาไม่ถูกต้อง ส่งผลให้ชวีหนานอีเข้าใจผิดคิดว่านั่นเป็นอารมณ์ของเยี่ยนเต๋อหลินที่ถูกเหล็กแหลมทิ่มแทง
ผู้นี้ ตายแล้วก็ยังทำประโยชน์อะไรไม่ได้
ชวีหนานอีกำลังส่ายหัวทอดถอนใจ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงโกลาหลดังมาจากด้านนอกประตู
“แย่แล้ว แย่แล้ว ไฟไหม้!” ในที่ว่าการเขตมีหยาอีร้องตะโกนเสียงดัง
ชวีหนานอีได้สติกลับมาอีกครั้ง เดินก้าวยาว ๆ ออกไปข้างนอกอย่างรีบร้อน
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่ ณ ที่ว่าการเขตซึ่งเดิมเต็มไปด้วยบรรยากาศหนาวเหน็บถูกเปลวเพลิงล้อมรอบ เปลวเพลิงโชติช่วงรุนแรงชนิดที่หาเจอได้ยาก
ลานด้านหลังของที่ว่าการเขตมีบ่อน้ำ ชวีหนานอีให้ทุกคนทำเสื้อผ้าให้เปียก ปิดปากปิดจมูก เช่นนี้จึงจะสามารถพุ่งไปยังที่ที่ไฟค่อนข้างเบาบางและออกไปได้
ผู้คนวุ่นวายกับการดับเพลิง ชวีหนานอียืนอยู่หน้าที่ว่าการเขตซึ่งถูกไฟเผา เขาค่อย ๆ เงยหน้ามองไปรอบ ๆ
ถัดจากทะเลเพลิง ชวีหนานอีเห็นชายผู้หนึ่ง
บนศีรษะชายผู้นั้นสวมหมวกม่านสีดำ ใส่ชุดคลุมสีดำ ทั้งตัวคนคล้ายรูปปั้นประติมากรรมที่เยือกเย็นชิ้นหนึ่ง ยืนอยู่เงียบ ๆ บนหลังคา
ชวีหนานอีรู้ว่าชายผู้นั้นกำลังมองสบตากับตนอยู่
ท้าทาย!
ชัดเจนมากว่านี่คือการท้าทายอย่างโจ่งแจ้ง!
ชวีหนานอีสามารถยืนยันได้ว่าชายที่ยืนอยู่บนหลังคาคือคนลึกลับชุดดำที่เคยปรากฏตัวในหมู่บ้านชิงเหมียว!
กลางวันแสก ๆ จุดไฟเผาที่ว่าการเขต ความสามารถไม่เบา นับประสาอะไรกับผู้วางเพลิงที่ยังสวมชุดดำทั้งตัวให้เป็นจุดเด่นสะดุดตา หากมิใช่ชายลึกลับผู้นั้นวางเพลิงเผาที่ว่าการเขตของเขา ชวีหนานอีอยากปรบมือตะโกนร้องเยี่ยมให้ เป็นใจสุนัขที่อาจหาญจริงเชียว!
ชายลึกลับที่ทำให้คนในหมู่บ้านชิงเหมียวไม่กล้าเจอแสง ในที่สุดก็มาถึงที่นี่จนได้ มิเช่นนั้นไม่ลงมือ หากลงมือก็ต้องให้เป็นของขวัญพบเจอที่ “ยิ่งใหญ่” ดี ดีมาก
ชวีหนานอีหรี่ตาอันเรียวยาว ค่อย ๆ ยิ้มมุมปากไปทางชายลึกลับ
ชายลึกลับไม่สนใจการท้าทายของชวีหนานอี หันหลังจากไปทันที
ชวีหนานอียืนเอามือไพล่หลัง คล้ายกับมองดูความโกลาหล มองเปลวไฟมหึมาที่แผดเผาอยู่ด้านหน้า ต้องรู้ว่าที่ว่าการเขตเกิดเพลิงไหม้ถือเป็นสิ่งอัปมงคล จะถูกพวกผู้น้อยที่ปากหอยปากปูปั้นเรื่องใส่ความ กล่าวหาชวีหนานอีว่าไร้ความสามารถ จิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต ขูดเลือดขูดเนื้อประชาชน ทำให้ชาวบ้านทั้งเขตลิ้วเหอต้องตกอยู่ในความยากลำบาก เวลานี้ความจริงแล้วตั้งแต่ที่ว่าการเขตกำลังถูกเผาก็สามารถสอดแนมได้คราหนึ่ง เวลานี้มาคิด ชวีหนานอีพบว่าตนเองมีความสามารถในการใช้คำพูดคำจาของอำมาตย์เช่นกัน
ชวีหนานอีมีความสุขในความทุกข์ยาก สนุกสนานอยู่กับตนเองที่นั่น
ที่ประตูที่ว่าการเขตมีควันทำให้สำลักเล็กน้อย ชวีหนานอีเดินไปเดินมาเฉกเช่นแมลงไม่มีสันหลังตัวหนึ่ง
นี่ไม่ได้หมายความว่าชวีหนานอีเดินอย่างไม่มีบุคลิก แต่เป็นเขาที่ขี้เกียจสันหลังยาว หากนั่งได้ก็ไม่มีทางที่จะยืน หากนอนได้ก็ไม่มีทางที่จะนั่ง คราวนี้ หลังจากชวีหนานอีเดินเตร่ไปมาที่หน้าประตูที่ว่าการเขตสามสี่รอบ ก็เริ่มมองหาสถานที่ที่จะนั่ง
ชวีหนานอีเดินต้านลมไปจนถึงทางเข้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ในโรงเตี๊ยมไม่มีการค้าใด ที่ประตูแปะตัวหนังสือตัวใหญ่ ๆ ว่า เสี่ยวเอ้อ ของร้านออกไปช่วยไฟไหม้ จึงไม่มีคนออกมาต้อนรับใต้เท้าชวีให้เข้าไปนั่งด้านใน ที่ขั้นบันไดของประตูร้านมีสตรีนางหนึ่งนั่งอยู่ นางสวมชุดรบสั้นเนื้อผ้าหยาบ ใส่รองเท้าผ้าขาด ๆ สีดำที่ปลายเท้าโผล่ รองเท้าคู่นั้นค่อนข้างใหญ่ ใส่ไม่พอดี ทำได้แค่ไส ๆ ลาก ๆ นางมัดผมหางม้า ผมค่อนข้างยุ่ง มีบางส่วนคล้ายจอมยุทธ์ในยุทธภพ อีกทั้งยังคล้ายโจรขโมยไก่ที่เพิ่งมุดออกมาจากเล้า อันที่จริงนางเพิ่งมุดออกมาจากเล้าไก่ เพื่อเอาไข่ไม่กี่ฟอง เรียกได้ว่าลำบากยากเข็ญเป็นอย่างมาก
ชุดที่หญิงสาวสวมใส่ดูประหลาดเล็กน้อย มองไปก็เหมือนการแต่งกายของบุรุษที่บ้านยากจน แต่นางกลับมิได้ปกปิดลักษณะของเพศหญิงเลย
เวลานี้ ในปากของนางเคี้ยวต้นหญ้า กำลังนั่งยองอย่างไร้ความน่าดูอยู่บนบันไดประตูโรงเตี๊ยม หรี่ตามองไปยังที่ว่าการเขตซึ่งอยู่เยื้องไปทางฝั่งตรงข้าม มองดูที่ว่าการเขตที่ถูกควันไฟกลืนกิน
นางเห็นชวีหนานอีเดินมาจึงเงยหน้าขึ้นและยิ้มเล็กน้อย พยักหน้าตามสบายและดูความโกลาหลต่อไป