สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 10 บทที่ 294 เพียง ‘หนึ่งดาบ’ ออกมา

        ดูเหมือนว่า ระหว่างอาณาจักรรอร์ตี้กับอาณาจักรเม็ตซ์จะมีความแค้นต่อกันดังนั้นชาวรอร์ตี้จึงได้ลงมืออย่างโหดเหี้ยมไร้ความปรานี

        ยอดฝีมือคนนี้ยืนหยัดอยู่บนสนามประลองดาบรอบนี้เป็นรอบที่สี่แล้ว

        พลานิก เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของอาณาจักรรอร์ตี้

        เขาเป็นนักดาบรูปร่างหน้าตาดีคนหนึ่งสวมชุดสีน้ำเงิน ผมยาวปลิวไสว เขาพาดดาบหนักไว้บนไหล่และก้าวเท้าเบาๆ ไปด้านหน้าท่ามกลางเสียงร้องโห่ร้องจากเหล่านักรบของอาณาจักรรอร์ตี้ด้านหลัง ร่างของเขากะพริบไม่กี่ครั้งก็ปรากฏตัวที่สนามประลองดาบ

        ใบหน้าของนักดาบอัจฉริยะรูปหล่อผู้นี้เต็มไปด้วยความหยิ่งยโสโอหังเขาเดินย่ำไปรอบๆ สนามประลองดาบ ประกายแสงสีแดงก่ำราวกับเปลวไฟลุกไหม้ขึ้นทั่วร่างของเขาประกายแสงย้อมสนามประลองดาบจนกลายเป็นสีแดงท่ามกลางเปลวไฟ มันก่อตัวเป็นรูปดวงดาวขนาดเท่าฝ่ามือห้าดวงหมุนวนรอบตัวนักรบรูปหล่อผู้นี้ ดวงดาวทั้งห้าดวงนี้คล้ายจะประกาศให้ทุกคนรู้ว่า พลานิกได้เลื่อนระดับเป็นนักรบห้าดาวแล้ว

        การที่สามารถเข้าสู่ระดับห้าดาวโดยที่อายุยังไม่ถึงสามสิบนั้น ถือได้ว่านักดาบรูปหล่อคนนี้เป็นผู้มีพรสวรรค์แล้ว

        ยิ่งพลังของพลานิกแข็งแกร่งมากขึ้นเท่าไร มันยิ่งสร้างแรงกดดันให้กับอาณาจักรเม็ตซ์มากขึ้นเท่านั้น

        เขายืนอยู่บนสนามประลองดาบมือจับดาบหนักยกขึ้นมาแล้วชี้ตรงไปยังเขตที่พักของอาณาจักรเม็ตซ์ มืออีกข้างก็คว่ำหัวแม่มือลงเป็นการท้าทายเหยียดหยามถึงขีดสุดก่อนจะถุยน้ำลายไปทางที่พักของอาณาจักรเม็ตซ์แล้วใช้เท้าขยี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่ามุมปากของเขาแสยะยิ้มออกมาอย่างเหยียดหยาม ท่าทางอวดดีเป็นที่สุด

        ตอนนี้ไม่มียอดฝีมือจากอาณาจักรเม็ตซ์คนไหนกล้าขึ้นไปบนสนามประลองดาบแม้แต่คนเดียว

        ในเสียงโห่ร้องที่นำโดยนักรบจากอาณาจักรรอร์ตี้ทำให้คนดูนับพันที่ล้อมรอบสนามประลองดาบหมายเลขยี่สิบแปดเริ่มหัวเราะออกมาเสียงดังมีบางคนร่วมผสมโรงด้วยการเป่าปากเสียงแหลมแสบแก้วหูออกมา

        “ข้าไม่ชอบคนคนนี้”

        มือเล็กๆที่บอบบางของแองเจล่ากุมมือใหญ่ของซุนเฟยไว้แน่นทันใดนั้น เสียงหวานใสก็ดังขึ้นใกล้ๆ หูของซุนเฟย สาวงามรู้สึกว่าพฤติกรรมที่นักดาบบนสนามประลองดาบแสดงออกมาไม่คู่ควรจะเป็นนักรบที่แท้จริงในจังหวะที่นางเข้ามาชิดใกล้ เส้นผมสีดำใต้ฮู้ดใหญ่ส่งกลิ่นหอมหวานล่องลอยเข้ามาในจมูกของซุนเฟยความรู้สึกจั๊กจี้ผุดขึ้นมาในใจ

        “แน่นอนว่าเจ้าไม่สามารถชอบเขาได้ เจ้าชอบข้าได้แค่คนเดียวเท่านั้น!” ซุนเฟยยิ้มแล้วบีบมือเล็กอันอ่อนนุ่มของคู่หมั้นเขา

        “ไม่ใช่…ข้าหมายถึง เขาอวดดีเกินไป” แองเจล่าบอกเหตุผลด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อ

        “มีหลายคนพูดว่า ข้าเป็นจอมอวดดีเหมือนกันนะ” ซุนเฟยหยอกล้อนางต่อ“งั้นแสดงว่าเจ้าก็เกลียดข้าน่ะสิ!”

        แองเจล่าตกตะลึงอยู่พักหนึ่งก่อนที่มือเล็กจะบีบมือใหญ่ของซุนเฟยแน่น

        ท่ามกลางฝูงชนที่แออัดและเสียงดังเสื้อฮู้ดสีดำขนาดใหญ่สวมทับร่างหนึ่งใหญ่หนึ่งเล็ก หมวกหลวมๆ ที่มีขนาดใหญ่คลุมทับส่วนหัว บดบังใบหน้าอยู่สองส่วน พวกเขาไม่กลัวว่าจะมีคนจำหน้าได้ทั้งสองคนมัวแต่จู๋จี๋กันพลางเขย่ามือที่กุมกันเบาๆราวกับหนุ่มสาวที่กำลังอยู่ในช่วงจีบกันใหม่ๆ หยอกเย้ากันไปมาบรรยากาศรักสีชมพูกระจายออกมา

        ซุนเฟยรู้สึกเหมือนตัวเองได้ย้อนกลับไปที่โลกเก่ากลับไปในช่วงที่ยืนเข้าแถวเคารพธงชาติสมัยมัธยมปลายแล้วผู้หญิงที่เขาแอบรักมายืนเข้าแถวอยู่ใกล้ๆ โดยที่ไหล่ชิดกันเล็กน้อยตอนนั้นซุนเฟยจำได้ว่าตัวเองทั้งดีใจทั้งตื่นเต้น ยืนขาบิดหน้าแดงแปร๊ดอยู่คนเดียว

        เพียงแต่ว่า สาวที่ซุนเฟยแอบรักนั้นแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยหันมามองหน้าซุนเฟยเลยสักครั้ง แต่ตอนนี้ วินาทีนี้! สาวงามราวกับเทพธิดากำลังยืนอยู่ข้างๆ เขา และยังจับมือถือแขนกันอีกด้วย!นับวันซุนเฟยยิ่งรู้สึกว่า สาวงามพิสุทธิ์ข้างกายเขาสำคัญยิ่งกว่าชีวิตของตัวเองเสียอีก

        ครั้งแรกที่ซุนเฟยทะลุมิติมาต่างโลกคนแรกที่เขาเห็นก็คือแองเจล่า

        ถึงแม้ว่าแต่ไหนแต่ไรมาเขาจะไม่เคยพูดคุยใกล้ชิดกับหญิงสาวคนไหนมาก่อนเลยแต่ซุนเฟยได้สาบานกับตัวเองในใจแล้วว่า จะปกป้องสาวงามข้างกายคนนี้ด้วยชีวิต

        ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังตกอยู่ในภวังค์ความรักที่หวานชื่นทันใดนั้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาอย่างฉับพลัน

        เสียงร้องเอะอะโวยวายรอบๆ สนามประลองดาบพลันหายไปในพริบตาทุกคนพากันรีบหุบปากของตัวเองให้สนิท แม้แต่พวกนักรบจากอาณาจักรรอร์ตี้ที่เป็นแกนนำโห่ท่ามกลางฝูงชนก็ยังรีบปิดปากของตัวเองแล้วก้มหัวลงต่ำไม่กล้าเงยหน้ามองสนามประลองดาบอีกเลย

        ซุนเฟยเงยหน้าขึ้นอย่างงงงัน

        เขาเห็นเงาร่างหนึ่งที่สวมเสื้อผ้าหยาบๆเดินออกมาจากเขตที่พักของอาณาจักรเม็ตซ์

        ร่างเงานี้ไม่ได้ดูองอาจและไม่นับว่าสูงใหญ่ ด้านหลังของเขาสะพายดาบขึ้นสนิมธรรมดาๆที่มีรูพรุนขนาดเท่าเม็ดถั่วหลายสิบรูกระจายไปทั่วตัวดาบเขาเดินไปทางสนามประลองดาบทีละก้าว บนร่างของเขาไม่มีแรงกดดันที่ยิ่งใหญ่แผ่ออกมาแม้แต่เปลวไฟคลื่นพลังก็ไม่มี เขาดูเหมือนคนธรรมดาคนหนึ่งชายคนนี้เดินขึ้นบันไดสนามประลองอย่างช้าๆ ทีละขั้น

        ดูอย่างไรก็เหมือนคนธรรมดาที่ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะฆ่าไก่ด้วยซ้ำ

        ดาบยาวที่โผล่พ้นด้านหลังของเขาคล้ายกับขวานและไม่ใช่ดาบที่มีไว้สำหรับฆ่า

        แต่ผู้คนนับพันที่ล้อมรอบสนามประลองดาบกลับไม่มีใครสักคนที่กล้าจะปฏิบัติต่อคนคนนี้ในฐานะคนธรรมดา และกล้าคิดว่าดาบผุๆเล่มนั้นเป็นเพียงดาบธรรมดา

        เพราะพวกเขาทั้งหมดต่างรู้ดีว่า...บุรุษผู้นั้นเป็นใคร

        เพราะพวกเขาทั้งหมดต่างรู้ดีว่า...ดาบนั้นเคยสังหารใครไปบ้าง

        ซุนเฟยจ้องเขม็งอยู่สักพักก่อนที่ดวงตาจะเป็นประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง เขานึกออกแล้วว่าชายคนนี้เป็นใคร

        'หนึ่งดาบ'

        บุรุษคนนั้นคือ 'หนึ่งดาบ'

        องค์ชายใหญ่แห่งอาณาจักรเม็ตซ์ บุรุษที่ได้รับการยอมรับทั่วทั้งราชอาณาจักรว่า เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งในอาณาจักรบริวารทั้งสองร้อยห้าสิบแห่ง

        แม้แต่องค์ชายใหญ่อาร์ชาวินและองค์ชายรองโดมิงเกวซยังพยายามทำทุกวิธีทางเพื่อจะดึงยอดฝีมือคนนี้เข้ามาเป็นพวก

        ในการต่อสู้บนยอดเขาตะวันออกที่เมืองแซมบอร์ดหนึ่งคนหนึ่งดาบได้สร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนมาแล้วเพียงเขาสะบัดดาบครั้งเดียวก็มอบความพ่ายแพ้ให้กับนักฆ่าทั้งห้าคนของแม่มดสาวแพรีสได้

        ก่อนที่ราชาแซมบอร์ดจะโผล่ขึ้นมาเป็นดาวดวงใหม่ 'หนึ่งดาบ' คนนี้คือตำนานของอาณาจักรบริวาร

        ทุกคนรู้ดีว่าเขาเป็นยอดนักรบผู้เชี่ยวชาญระดับสูงแต่กลับไม่มีใครรู้ว่าพลังของเขาอยู่ในระดับไหน เพราะทุกครั้งที่ 'หนึ่งดาบ' ลงมือเพียงกระบวนท่าเดียวก็สามารถคว้าชัยชนะมาได้แล้วไม่เคยมีใครเห็นเขาใช้กระบวนท่าโจมตีเป็นครั้งที่สองและคู่ต่อสู้ของเขาก็ไม่มีใครสามารถรับการโจมตีของเขาได้ ทุกการต่อสู้จะเห็น 'หนึ่งดาบ' ใช้กระบวนท่าเดียวในการโจมตีมาโดยตลอดดังนั้นจึงไม่มีใครรู้ว่าความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเขาเป็นอย่างไรกันแน่ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของฉายา 'หนึ่งดาบ' ของเขา

        ในที่สุด 'หนึ่งดาบ' คนนั้นก็ขึ้นสนามประลองดาบ

        ด้วยชื่อเสียงอันเลื่องลือและตำนานผู้ไร้พ่ายที่มีมาอย่างยาวนานทำให้ฝูงชนที่อยู่รอบๆ สนามประลองดาบแห่งนี้ไม่มีใครกล้าโห่ร้องหรือส่งเสียงหัวเราะเยาะใส่ยอดฝีมืออันดับหนึ่งคนนี้

        ซุนเฟยแสยะยิ้ม

        เขารู้แล้วว่าผู้ชนะในการแข่งขันรอบนี้เป็นใคร

        ในสงครามบนยอดเขาตะวันออก 'หนึ่งดาบ' สามารถทำลายการโจมตีประสานกันระหว่างนักฆ่าที่แข็งแกร่งทั้งสี่คน กับ 'หิมะผู้ซ่อนเร้น' ที่เป็นนักรบระดับห้าดาวได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่เจ้านักดาบพลานิกอะไรนั่นเป็นแค่นักรบระดับห้าดาวขั้นต้น เดิมทีมันก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของ 'หนึ่งดาบ' อยู่แล้ว

        ไม่มีใครคาดคิดว่าสิ่งแรกที่ 'หนึ่งดาบ' ทำหลังจากที่ขึ้นไปบนสนามประลองดาบกลับไม่ใช่หันดาบใส่คู่ต่อสู้

        ฟิ้วฟิ้ว ฟิ้ว!

        ชั่วพริบตาที่ 'หนึ่งดาบ' เคลื่อนไหวคลื่นดาบที่แหลมคมทั้งสิบก็กระจายไปทั่วทุกสารทิศ

        “อ๊าก…”

        ท่ามกลางเสียงร้องโหยหวนที่ดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่องฝูงชนพากันตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อดวงตาของพวกเขาเบิกกว้างเมื่อเห็นศีรษะของคนและเลือดอีกสิบสายพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าในหมู่พวกเขาเลือดสีแดงฉานย้อมท้องฟ้าไปกว่าครึ่ง

        ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะมีเสียงกรีดร้องด้วยความกลัวดังขึ้นมา ฝูงชนพากันแตกหือ รีบหลบออกไปจนเกิดพื้นที่โล่งขึ้นมา

        คนที่ถูกตัดหัวล้วนแล้วแต่เป็นนักรบจากอาณาจักรรอร์ตี้ที่ปะปนอยู่ท่ามกลางฝูงชนและเป็นตัวชูโรงพาฝูงชนโห่ร้องเมื่อครู่ ชายฉกรรจ์จำนวนสิบหกคนต่างถูกคลื่นดาบตัดหัว มือเท้าของพวกเขายังคงกระตุกเป็นระยะๆก่อนที่ร่างจะค่อยๆ ล้มลงกองกับพื้น พื้นดินถูกย้อมด้วยเลือดสีแดงสดเป็นวงกว้างนักรบทั้งสิบหกคนนี้ต่างเป็นนักรบระดับต่ำเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคลื่นดาบของ 'หนึ่งดาบ' ไม่มีทางที่พวกเขาจะต้านทานมันได้พวกเขาไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกฆ่าตายในทันที

        ในอากาศเต็มไปด้วยกลิ่นเลือดฉุนกึก

        ซุนเฟยเห็นสาวงามข้างกายยกมือขึ้นมาปิดจมูกก็ย่นคิ้วเล็กน้อยเขาสะบัดมือเพียงครั้งเดียว ศพไร้หัวทั้งสิบหกร่างก็ลอยออกไปกองอย่างเป็นระเบียบหน้าเขตที่พักของอาณาจักรรอร์ตี้คราบเลือดบนพื้นถูกกำจัดในพริบตา กลิ่นคาวเลือดฉุนๆ ในอากาศก็ค่อยๆ จางหายไป

        บนสนามประลองดาบทันใดนั้น 'หนึ่งดาบ' ก็รู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาในอกเขาก้มหน้ามองฝูงชนที่อยู่ด้านล่างกวาดสายตามองเพียงชั่วครู่ก็มาหยุดอยู่ที่ร่างของซุนเฟยและแองเจล่าดวงตาของเขาเป็นประกายเล็กน้อย ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

        “อ้อ? เจ้าคือหนึ่งดาบ?” พลานิก ยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งอาณาจักรรอร์ตี้ชักดาบที่พาดไว้บนไหล่ลงมาปักที่พื้นเขาสวมเกราะเบาสีฟ้า ใบหน้าหล่อเหลาคมคายจ้องเขม็งไปยังคู่ต่อสู้ด้านหน้าพลางหัวเราะเยาะออกมา “คิดว่ามีแค่เจ้าเท่านั้นหรือที่มีฝีมือน่าทึ่ง? ดูๆ ไปแล้วก็ไม่เท่าไรเลยนี่น่า ฮึๆๆ ชักดาบมาออกสิวะไม่ใช่ว่าไอ้พวกวณิพกมันโม้ไว้ว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้า เพียงดาบเดียวไม่มีสองหรอกหรือ”

        จบประโยคพลานิกก็ระเบิดพลังของตัวเองออกมาอีกครั้งคลื่นพลังเปลวไฟสีแดงปะทุเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่า

        “หือ?” ซุนเฟยหรี่ตาลงเล็กน้อย

        ถึงแม้ว่าจะทุกอย่างจะเกิดขึ้นในชั่วพริบตาแต่เขากลับสามารถมองออกว่า ที่จู่ๆนักดาบจากอาณาจักรรอร์ตี้คนนั้นระเบิดพลังออกมากะทันหันเป็นเพราะลอบกินยาบางอย่างเข้าไป ทำให้พลังในร่างของเขาเกิดปะทุขึ้นมาและสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตัวเองได้ในช่วงสั้นๆซึ่งการกระทำแบบนี้จะส่งผลกระทบบางอย่างในอนาคตถึงแม้ว่าตอนนี้ซุนเฟยยังไม่เป็นนักปรุงยาเต็มตัว แต่เขาก็รู้ข้อเสียของยาพวกนี้ดี

        ดูเหมือนว่าเพื่อชัยชนะในครั้งนี้อาณาจักรรอร์ตี้คงสิ้นเปลืองความคิดไปไม่น้อย

        “ฮ่าๆๆๆ 'หนึ่งดาบ' ตำนานของเจ้าจะต้องจบลงวันนี้!”พลานิกเดินเข้าไปหาคู่ต่อสู้อย่างช้าๆ ทีละก้าวในขณะเดียวกันก็โคจรคลื่นพลังในร่างของตัวเองอย่างต่อเนื่องอัตราความเร็วในการโคจรคลื่นพลังค่อยๆ เร็วขึ้นเรื่อยๆ บรรยากาศที่น่าเกรงขามก็ยิ่งแผ่กระจายออกมาพริบตาเดียวทั้งคนทั้งเปลวไฟก็พลันหายไปจากที่เดิม เหลือเพียงเงารางๆที่พุ่งทะยานเข้าไป

        ---------------------------

คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน