มารฟ้าพิชิตสวรรค์

    ตอนที่ 159 : สุสานตระกูลจ้าว

    ตอนที่ 159

     

    หลังจากเสี่ยวเอ้อกลับมาพร้อมกับอาหารและเครื่องดื่ม ชิงเทียนก็เอ่ยปากถามขึ้นทันที

     

    "ได้ยินว่าช่วงนี้มีเจียงซื่ออาละวาด เจ้าพอจะรู้รายละเอียดเรื่องนี้ไหม?"

     

    เสี่ยวเอ้อที่ได้ยินคำถามถึงกับอ้ำอึ้งไปเล็กน้อย สายตาของเขาเหลือบมองไปรอบๆ โรงเตี๊ยมอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่าจะมีใครได้ยินบทสนทนาของพวกเขา

     

    ชิงเทียนเห็นท่าทีของเสี่ยวเอ้อ เขาก็เผยยิเมพร้อมกับหยิบศิลาปราณถุงใหญ่ออกมาวางบนโต๊ะ แสงสีเขียวอมม่วงจากศิลาปราณส่องประกายวูบวาบ ดึงดูดสายตาของเสี่ยวเอ้อในทันที

     

    เมื่อเห็นศิลาปราณจำนวนมาก เสี่ยวเอ้อก็โน้มตัวลงมากระซิบกับชิงเทียนด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

     

    "เมื่อหลายเดือนก่อน มีศพถูกขุดจากสุสาน พวกทหารยามเองก็ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร" เสี่ยวเอ้อเล่า "จากนั้นไม่นานก็เริ่มมีคนพบเห็นศพออกอาละวาด"

     

    "แล้วทำไมท่าทีคนในเมืองถึงดูไม่เป็นมิตรนัก? เกี่ยวกับเรื่องที่ศพหายไปรึเปล่า?" ชิงเทียนถามต่อด้วยความสงสัย

     

    "ใช่แล้วขอรับ นายท่าน" เสี่ยวเอ้อตอบ "เมื่อไม่นานมานี้ สุสานของตระกูลจ้าวถูกบุกรุก อีกทั้งพวกยามยังถูกสังหารจนไม่เหลือ"

     

    "ศพที่ว่านั่นเป็นศพของใครกัน"

     

    เสี่ยวเอ้อหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่จริงจังยิ่งขึ้น

     

    "เป็นศพของผู้ก่อตั้งสมาคมการค้าเทียนอวี่... จ้าวเทียนอวี่ ก่อนตายเขาเป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตเซียนขั้นสูง ทำให้ตอนนี้สถานการณ์ในเมืองค่อนข้างตรึงเครียด แถมทางตระกูลจ้าวในตอนนี้ก็กำลังหาตัวคนร้ายกันอย่างเอาเป็นเอาตาย"

     

    ข้อมูลที่เสี่ยวเอ้อเล่ามานั้น ทำให้ชิงเทียนขมวดคิ้วครุ่นคิด สถานการณ์ในเมืองนาวาพิสุทธิ์ดูเหมือนจะซับซ้อนและวุ่นวายกว่าที่เขาคาดไว้มากนัก

     

    "ขอบคุณมากสำหรับข้อมูล"

     

    เสี่ยวเอ้อรีบโค้งศีรษะให้ชิงเทียน ก่อนจะรีบรับถุงศิลาปราณแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

     

    "พวกมันคงตั้งใจจะใช้ศพจ้าวเทียนอวี่สร้างเจียงซื่อ นั่นจะไม่หมายความว่าเราต้องรับมือกับผีดิบขอบเขตเซียนขั้นสูงหรอกหรือ?" เยี่ยกวานจงถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล

     

    "มันเป็นไปไม่ได้ที่เจียงซื่อจะแข็งแกร่งเทียบเท่ากับตอนที่มียังชีวิต ต่อให้ทำสำเร็จ พลังของเจียงซื่อก็น่าจะอยู่แค่ขอบเขตเซียนขั้นกลางระดับปลายเท่านั้น" ชิงเทียนอธิบาย

     

    "แล้วเราจะทำยังไงต่อดี?" กู่ไท่หยางถามขึ้น

     

    "ข้าต้องไปตรวจดูให้แน่ชัดเสียก่อน ไม่แน่ว่าในสุสานตระกูลเจ้าอาจมีเบาะแสอะไรบ้างก็ได้"

     

    "ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ควรไปด้วยกัน" ซินเมิ่งหยูเสนอ

     

    "ไม่" ชิงเทียนส่ายหน้า "ข้าจะไปคนเดียว"

     

    "ทำไมล่ะ?" กวนเสี่ยวหรงถามด้วยความสงสัย

     

    "ข้าไปคนเดียวจะเคลื่อนไหวได้สะดวกกว่า ถ้าไปกันหลายคนจะทำให้เป็นเป้าสายตาได้ง่าย"

     

    "เข้าใจแล้ว" กู่ไท่หยางพยักหน้า เขารู้ดีว่าตนเองไม่เชี่ยวชาญด้านการลอบเร้นสักเท่าไหร่ หากตามไปคงเป็นภาระเสียเปล่าๆ

     

    "ดี… ถ้าอย่างนั้น ข้าจะไปที่สุสานก่อน พวกเจ้าอยู่ที่นี่คอยหาข้อมูลไปก็แล้วกัน"

     

    ชิงเทียนกับสหายแยกทางที่ตลาดพลุกพล่าน เขาเดินเลี่ยงฝูงชนไปตามตรอกซอกซอยแคบๆ พลางถามทางกับพ่อค้าแม่ค้าที่ตั้งแผงขายของอยู่ริมทาง

     

    "ท่านลุง ท่านพอจะทราบไหมว่าสุสานตระกูลจ้าวอยู่ที่ไหน" ชิงเทียนถามชายที่กำลังจัดเรียงผลไม้บนแผง

     

    พ่อค้ารายนั้นชี้มือไปยังภูเขาที่อยู่เยื้องทะเล

     

    "สุสานตระกูลจ้าวอยู่ที่ภูเขาลูกนั้น แต่ข้าแนะนำว่าอย่าไปที่นั่นเลยดีกว่า หากถูกตระกูลเจ้าจับได้ขึ้นมา เจ้าอาจจะเป็นผีเฝ้าที่นั่นก็ได้"

     

    ชิงเทียนพยักหน้าเล็กน้อย แม้จะรับฝังคำเตือนจากพ่อค้า แต่เขาก็ยังคงมุ่งตรงไปยังภูเขาลูกนั้นอยู่ดี เมื่อเดินออกมาจากตัวเมือง เขาก็พบบันไดที่ทอดยาวจนสุดลูกหูลูกตา บนยอดเขามีสุสานตั้งอยู่ ขนาดของมันใหญ่สมกับฐานะของตระกูล ศิลาจารึกที่บันทึกประวัติในแต่ละรุ่นถูกสร้างอย่างปรานีต

     

    บริเวณโดยรอบสุสานยังคงมียามเดินตรวจตราอยู่เป็นระยะ ชิงเทียนเคลื่อนไหวอย่างว่องไวและเงียบเชียบ หลบหลีกสายตาเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย จนในที่สุด เขาก็มาหยุดอยู่หน้าทางเข้าสุสานซึ่งตั้งอยู่กลางหน้าผา

     

    ทหารสองคนยืนประจำการอยู่หน้าประตูหินขยาดใหญ่ แผ่ออร่าของผู้บ่มเพาะขอบเขตเซียนขั้นต้น หน้าอกเสื้อของพวกเขาปักตราสัญลักษณ์ตระกูลจ้าวไว้อย่างเด่นชัด

     

    "เจ้าว่าคืนนี้จะมีศพหายไปอีกไหม?" ยามคนแรกกล่าวถามสหาย

     

    ทหารยามอีกคนส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย "หยุดพูดเป็นลางได้แล้ว หากมีศพหายไปอีก ข้ากับเจ้าคงโดนผู้อาวุโสลงโทษสถานหนักแน่"

     

    ชายคนแรกกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง เขาไม่ได้อยากมาทำหน้าที่นี้เลยแม้แต่น้อย บรรยากาศในสุสานชวนให้ขนลุก และเรื่องราวที่เกิดขึ้นก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกหวาดกลัว

     

    ชิงเทียนฟังบทสนทนาของทหารทั้งสองอย่างตั้งใจ ข้อมูลที่เขาได้รับมานั้นสอดคล้องกับสิ่งที่เสี่ยวเอ้อบอกในโรงเตี๊ยมไม่มีผิด เขาพุ่งออกมาจากเงามืด ร่างวูบไหวราวกับสายลมพัดผ่าน ก่อนจะเคลื่อนเข้ามาประชิดตัวคนเฝ้ายามทั้งสอง

     

    นิ้วชี้ที่ห่อหุ้มด้วยลมปราณ สัมผัสลงที่จุดชีพจรบริเวณกลางหน้าผากของพวกเขาดุจสายฟ้าฟาด ส่งผลให้ยามทั้งสองที่ยังไม่ทันตั้งตัวล้มลงหมดสติ ชิงเทียนไม่ได้ต้องการเป็นศัตรูกับตระกูลเจ้า เพราะฉะนั้นเขาจึงยั้งมือเอาไว้

     

    ภายในสุสานได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ป้ายหินอ่อนแกะสลักอย่างประณีตบรรจง ตั้งเรียงรายเต็มกำแพง ศพที่ฝังอยู่ในสถานที่แห่งนี้ ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นร่างผู้อาวุโสในตระกูล

     

    ชิงเทียนเดินลึกเข้าไปในสุสานเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงส่วนที่ลึกที่สุดของสุสาน ตรงกลางของพื้นที่ส่วนนั้นมีแท่นบูชาขนาดใหญ่ตั้งอยู่ และบนแท่นบูชาหินนั้นมีโลงศพหินอ่อนที่ถูกแกะสลักลวดลายมังกรและหงส์อย่างสวยงาม สิ่งที่ผิดแปลกไปก็คือ ฝาโลงศพนั้นกลับถูกทำลายแตกหักเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ภายในโลงศพว่างเปล่า ไม่มีแม้กระทั่งกระดูกหรือผ้าห่อศพ

     

    ชิงเทียนขยายการรับรู้ของเขาออกไป พลังปราณของเขาแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ราวกับคลื่นน้ำที่แผ่กระจายออกไปจากศูนย์กลาง ในที่สุด เขาก็พบกับเศษผ้าผืนหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ซอกแท่นบูชา สภาพของมันดูเก่าและสกปรก มีร่องรอยฉีกขาด และมีกลิ่นอับชื้นติดอยู่จางๆ ชิงเทียนพิจารณาเศษผ้าผืนนั้นอย่างละเอียด เป็นไปได้ว่านี่อาจเป็นเศษผ้าจากอาภรณ์ของศพจ้าวเทียนอวี่

     

    ชิงเทียนร่ายมือสร้างรูปแบบพลังที่ซับซ้อนและลึกลับขึ้นมากลางอากาศ ปรากฎเป็นภาพเข็มทิศ และอักขระโบราณนับไม่ถ้วนหมุนวนอยู่ภายในรูปแบบราวกับมีชีวิต ทันใดนั้น เส้นทางที่คล้ายกับควันสีดำจางๆ ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของชิงเทียน

     

    สิ่งนี้คือรูปแบบสะกดรอย เหตุผลชิงเทียนยอมเสี่ยงเข้ามาในสุสานที่อันตรายแห่งนี้ ก็เพื่อหาสิ่งของที่จะสามารถใช้ในการตามรอยได้ และเศษผ้าผืนนี้ก็คือสิ่งที่เขาต้องการ

     

    ชิงเทียนได้ยินเสียงโวยวายดังมาจากด้านนอกสุสาน เสียงฝีเท้าหนักๆ วิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วและโกลาหล เขาไม่คิดมาก่อนว่าพวกยามจะรู้ตัวเร็วเช่นนี้ หรือว่าจะมีใครเห็นเขาเข้ามาในสุสานแล้ว?

     

    ชิงเทียนขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่มีเวลาให้คิดมากไปกว่านี้แล้ว เขาต้องรีบออกจากที่นี่ก่อนที่จะถูกล้อมไว้

     

    มีดสั้นสีดำสนิทที่ด้ามจับทำจากเขี้ยวอสรพิษเห่ยอัน ถูกนำออกมาจากตราประทับกลางแผ่นหลัง ชิงเทียนอาศัยเงาภายในสุสานเสริมพลังให้กับมีดส้น แสงสีดำสนิทจากเงามืดค่อยๆ ห่อหุ้มมีดสั้นเล่มนั้นไว้ จากนั้น ร่างของชายหนุ่มก็หายไปพร้อมกับความมืดมิดที่ปกคลุมทั่วบริเวณสุสาน ราวกับว่าเขาไม่เคยมีตัวตนอยู่ที่นี่มาก่อน

     

    ชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีขาว วิ่งเข้ามาถึงด้านในสุสานพร้อมกับผู้ติดตามจำนวนหนึ่ง หลังจากหาตัวผู้บุกรุกไม่พบ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสับสน

     

    "หายไปได้ยังไง"

     

    ชายวัยกลางคนพึมพำกับตัวเอง หลังจากเขาสัมผัสตัวตนผู้บุกรุกไม่ได้

     

    ในระหว่างที่ชายวัยกลางคนกำลังสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น ชายคนหนึ่งวิ่งเข้าด้วยความเร่งรีบ

     

    "ผู้อาวุโส! ยามที่หมดสติอยู่ด้านนอกฟื้นแล้วขอรับ!" ชายคนนั้นรายงานด้วยน้ำเสียงหอบเหนื่อย

     

    ยามที่ฟื้นคืนสติแล้วถูกนำตัวมาพบกับชายวัยกลางคน

     

    "ผู้ที่บุกรุกเข้ามาในสุสานมันเป็นใคร" ชายวัยกลางคนเค้นถามทหารยามด้วยน้ำเสียงดุดัน

     

    ยามคนดังกล่าวมีสีหน้าสับสนและมึนงง เขาพยายามนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ความทรงจำของเขากลับเลือนราง

     

    "ข้าจำอะไรไม่ได้เลยขอรับ" ยามคนนั้นตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

     

    สีหน้าชายวัยกลางคนบิดเบี้ยวอย่างอัปลักษณ์ เขาไม่ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์จากทหารยามเลยแม้แต่น้อย แต่การที่ผู้บุกรุกสามารถหลบหนีจากสายตาของเขาไปได้เช่นนี้ ย่อมมีฝีมือไม่ธรรมดา

     

    "ฮื้ม!!!"

     

    ชายวัยกลางคนคำรามในลำคอ ก่อนจะหันไปสั่งผู้ติดตามด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "แบ่งคนออกไปค้นหาให้ทั่ว ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าไอ้สารเลวนี่มันเป็นใคร"

     

    ผู้ติดตามรับคำสั่งและกระจายกำลังออกไปค้นหาทั่วสุสาน ชายวัยกลางคนยืนอยู่ตรงกลางสุสาน ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังความมืดมิดด้วยความโกรธแค้น

     

    "ผู้อาวุโส เกิดอะไรขึ้น?"

     

    ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาหาชายวัยกลางคนด้วยท่าทีสง่าผ่าเผย เขาคือนายน้อยแห่งตระกูลจ้าว จ้าวอู่เฉิน เด็กหนุ่มผู้มีพรสวรรค์อันน่าทึ่ง หากชิงเทียนได้เห็นเขาในตอนนี้ คงต้องรู้สึกตกตะลึงอย่างแน่นอน เพราะจ้าวเฉินอู่ในวัยเพียงเท่านี้ กลับเป็นถึงผู้ฝึกตนในขอบเขตเซียนขั้นกลางระดับเจ็ด ความสามารถระดับนี้ หากเข้าร่วมสำนักใดสำนักหนึ่ง ย่อมสามารถเป็นศิษย์หลักได้อย่างไม่ยากเย็น

     

    "มีผู้บุกรุกเข้ามาในสุสาน"

     

    "ผู้บุกรุก? นี่พวกมันมาขโมยศพอีกแล้วรึ"

     

    ชายวัยกลางคนส่ายหน้า "ข้าเองก็ยังไม่แน่ใจนัก แต่จากเท่าที่ดูตอนนี้ยังไม่มีศพผู้อาวุโสคนไหนหายไป อย่างไรก็ตาม การที่ผู้บุกรุกคนนี้สามารถหลบหนีจากสายตาข้าไปได้ แสดงว่ามันต้องมีฝีมือไม่ธรรมดา"

     

    "พวกมันไม่เพียงแต่บุกรุกเข้ามาในสุสานบรรพบุรุษของเรา แต่ยังกล้าที่จะท้าทายอำนาจของตระกูลจ้าวของเราอีกด้วย ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้พวกมันหนีรอดไปได้"

     

    จ้าวอู่เฉินแค่นเสียง ดวงตาของเขาเปล่งประกายวาวโรจน์ เขาไม่เคยรู้สึกถูกหยามหน้าเช่นนี้มาก่อน นี่ส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของตระกูลโดยตรง หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ตระกูลจ้าวคงถูกคนทั้งเมืองดูหมิ่นว่าเป็นตระกูลที่ไร้ความสามารถ