ครบกำหนดเวลาสองวัน ประตูเมืองฟางเปิดออก บุรุษห้าคนเดินออกมาจากภายในเมืองเสี่ยวเฟิงและพี่ชายนำคนของตนออกมาประจันหน้าเช่นกัน
ในครั้งนี้จะไม่มีทหารเข้าร่วมมีเพียงตัวแทนของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นสถานที่ประลองคือหน้าเมืองฟางห่างออกไปหนึ่งลี้ซึ่งอยู่กึ่งกลาระหว่างเมืองฟางและค่ายโจรพอดี
หนิงเฟยหลงก้าวออกมาแล้วเอ่ยถาม “จะประลองแบบใด ?”
“แน่นอนว่าเป็นตาย ผู้ชนะเท่านั้นที่มีสิทธิ์รอด ผู้แพ้สมควรต้องตาย”ชายผมแดงผู้เป็นพี่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบคล้ายว่าสิ่งที่มันพูดสมควรเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว
จางจิ้นสิงสำลักลมหายใจ มันไม่คิดว่าการประลองครั้งนี้ถึงกับต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพันสีหน้าของฝั่งหนิงเฟยหลงดูไม่ดีอย่างเห็นได้ชัดและฝ่ายของชายผมแดงเองที่ติดตามมาด้วยสามคนสีหน้าก็แย่ยิ่งกว่าเสียอีก
ไม่ต้องรอให้มีคนนับสัญญาณ ทั้งสิบคนก็ระเบิดพลังลมปราณอย่างท่วมท้นก่อเกิดเป็นคลื่นพายุที่บ้าคลั่ง พัดพาเศษหินดินทรายปั่นป่วนอากาศพลังของผู้อยู่ขอบเขตแดนพลัง ทั้งสิบสายหักล้างกันแต่ดูเหมือนว่าฝ่ายของหนิงเฟยหลงจะค่อย ๆ เพลี่ยงพล้ำพลังลมปราณของชายผมแดงทั้งสองกดดันอย่างหนัก
แต่นั่นเพียงพอแล้วหรือที่จะสยบหนิงเฟยหลงไว้ได้ !
“ช่างจิ่นกวางลงมือ !” หนิงเฟยหลงคำราม จู่ ๆ พลังลมปราณมหาศาลก็ปะทุออกจากด้านหลังของชายหนุ่มดันพลังของอีกฝ่ายออก ทันใดนั้นก็เกิดเสียงดังกัมปนาท
ตูม !!
ทั้งสองฝ่ายแยกออกจากกันชายผมแดงพี่น้องไม่รอช้าทะยานร่างเข้าใส่หนิงเฟยหลงทันทีหนิงเฟยหลงคือบุคคลเดียวที่มันต้องการจะสังหารที่สุด
คนอื่นเห็นชายผมแดงทั้งสองพุ่งเข้าหาหนิงเฟยหลงก็ตกใจตั้งตัวได้ก็ทะยานร่างตาม หวังจะช่วยผู้บัญชาการของมันให้ได้ทว่าชายหนุ่มกลับร้องห้ามไว้
“อย่าได้เข้ามา เจ้าเห็นทั้งสามคนนั่นหรือไม่ ? กำจัดมันเสีย !” หนิงเฟยหลงตะโกนออกไปแล้วก็นิ่งเฉยไว้ จวบจนอีกฝ่ายเข้ามาใกล้จึงกลายเป็นเงาพร่าเลือนออกไปแต่ไหนเลยที่ชายผมแดงทั้งสองจะหลงกลได้ มันเคยเห็นหนิงเฟยหลงใช้วิชาตัวเบานี้แล้วไหนเลยจะหลงกล
ในเมื่อชายหนุ่มตั้งใจจะเคลื่อนที่หลบหนีแค่จำกัดพื้นที่ก็พอแล้วไม่ใช่หรือ ? ทันใดนั้นเพลิงอัคคีก็ลุกโชนขึ้นทั่วบริเวณฝูงชนทั้งหลายต่างเบิกตาขึ้น นั่นมันอะไร ? ปราณธาตุอัคคีที่ร้อนแรงเช่นนี้ทวีปหนานโจวมีผู้ฝึกฝนวิชาปราณธาตุอัคคีที่เก่งกาจเช่นนี้อยู่ด้วยหรือ ?
ต้องรู้ก่อนว่าทวีปหนานโจวนั้น ส่วนใหญ่ฝึกฝนปราณวารีเป็นส่วนใหญ่ยอดฝีมือทั้งหลายล้วนสูงส่งในปราณธาตุนี้จะหาใครมีปราณธาตุอื่นระดับที่ชายผมแดงผู้เป็นน้องชายปลดปล่อยออกมาได้ยากมากปราณธาตุนั้นจำเป็นต้องศึกษาอย่างดีจึงจะใช้ออกมาได้เพียงใช้ออกมาได้เล็กน้อยก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้วแต่นี่ใช้ออกมาได้ครอบคลุมบริเวณหนึ่งได้ย่อมต้องเป็นอัจฉริยะที่ไม่รู้ว่าทั้งสองถูกตระกูลใด หรือสำนักใดบ่มเพาะมา
หากจะหาในอาณาจักเยว่นี้แทบเป็นไปไม่ได้เลย
หนิงเฟยหลงจ้องมองกองไฟนั้นด้วยสายตาที่หวาดหวั่นเล็กน้อย“ไม่คิดเลยว่าจะลงมือเช่นนี้” มันส่ายหัวอย่างจนใจแล้วเอ่ยต่อว่า “น่าสนใจไม่เบาเพลิงนี้...ข้าขอลองดูหน่อยเป็นไง”
กล่าวจบบนฝ่ามือของชายหนุ่มก็ปรากฏเพลิงอัคคีสีชาดที่ร้อนระอุ
“นั่นมัน...” เสี่ยวเฟิงอุทานออกมาพร้อมกับสายตาที่ดูเหลือเชื่อผู้เป็นพี่ก็ไม่ต่างกัน แม้ว่าคราที่หนิงเฟยหลงเผชิญกับตงซานไปแล้วแต่ยามนี้เพลิงในมือของมันกลับเหนือล้ำกว่าเดิมไปอีกจนถึงขนาดทำให้เพลิงของเสี่ยวเฟิงต้องดูด้อยลงไป
เพลิงของหนิงเฟยหลงแฝงไปด้วยพลังแห่งความร้อนอยู่มากกว่าเพลิงของเสี่ยวเฟิงไม่อาจนำเอาเพลิงของเสี่ยวเฟิงมาเปรียบเทียบได้ ชายทั้งสองถอยร่นออกมาสิบจั้งแล้วร่างของทั้งสองก็ลุกไหม้ด้วยเพลิงของตน ผู้เป็นพี่ชายไม่คิดจะเก็บงำฝีมือแล้วจากนั้นก็รวมกันซัดฝ่ามือเพลิงนั้นออกไปเพลิงนั้นรวมตัวกันส่งผลให้บริเวณนั้นถึงกับร้อนระอุเกิดระเบิดเพลิงลูกใหญ่พุ่งเข้าใส่ชายหนุ่มร่างผอมบาง
ผู้ประลองอีกเจ็ดคนแทบจะไร้ความหมายในสังเวียนนี้พวกมันต้องถอยออกจากบริเวณที่ไฟลุกโชนอยู่ไม่อาจยืนอยู่ใกล้ได้ พลังเพลิงของทั้งสองรุนแรงเป็นอย่างมาก
หนิงเฟยหลงไม่ได้หวาดกลัวแต่อย่างใดมันคลี่ยิ้มขึ้นท่ามกลางหัวใจที่เต้นระทึกของชาวเมือง ทหารและโจรทั้งหลายในชั่วลมหายใจนี้อาจเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลต่ออนาคตของพวกมัน !
เพลิงหลอมระเบิด !
ฟืด !
ระเบิดเพลิงเข้าปะทะกับตัวหนิงเฟยหลงแล้วก็ส่องแสงสว่างไปทั่วทำให้ผู้จ้องมองอยู่ต้องเบือนหน้าหนีหรือหลับตาลงแม้แต่ชายผมแดงทั้งสองยังต้องหรี่ตาแคบหลังจากแสงไฟที่หายไปก็เกิดกลุ่มควันลอยขึ้น
ใบหน้าเสี่ยวเฟิงก็บังเกิดรอยยิ้ม มันหัวเราะด้วยความสะใจ ทว่าพี่ชายของมันกลับมุ่นคิ้ว
“ไม่...ไม่นี่มันไม่ถูกต้อง”ชายผู้เป็นพี่เอ่ยขึ้นพร้อมกับกลุ่มควันนั้นเริ่มจางลงไปก็ปรากฏให้เห็นบุรุษร่างผอมบางยังคงยืนไว้ไม่ไหวติงแม้แต่เส้นผมก็ยังเรียบร้อยอยู่เช่นเดิม
รอยยิ้มของเสี่ยวเฟิงค่อย ๆ หุบลงกลายเป็นความตกใจ “ไม่จริง...”มันเหลือบมองไปที่พี่ชาย นั่น..ไม่ต่างจากมันเลยเพลิงของพวกมันทั้งสองทำอะไรกับชายหนุ่มเบื้องหน้านี้ไม่ได้ เสื้อผ้ารึ ?ก็ยังอยู่ครบ ไม่มีอะไรเสียหายเลยแม้แต่น้อยสร้างความฉงนใจให้พวกมันและฝูงชนอย่างยิ่ง
จากนั้นชายหนุ่มก็กลายเป็นเงาติดตาอีกครั้งก่อนจะปรากฏอยู่ข้างหลังเสี่ยวเฟิง
ฉับ !
เสียงลงกระบี่ดังฟังชัดศีรษะของเสี่ยวเฟิงก็กระเด็นออกมาก่อนชายหนุ่มหายไปพร้อมกับสายลมปรากฏตัวด้านหน้าถัดออกไปอีกสิบจั้งกลิ่นอายมรณะจางหายไปพร้อมกับกระบี่ที่ถูกเก็บลงฝักแต่ทว่าผู้คนกลับฟังเสียงนั้นเป็นลมที่กรรโชกแรงเท่านั้น
ตัวของหนิงเฟยหลงเองเมื่อลงมือแล้วก็ยังต้องตกใจไม่คิดว่าวิชากระบี่ที่ตนคิดค้นจะรวดเร็วและคมกริบเช่นนี้เมื่อใช้ออกด้วยกระบี่ร่วงโรย กลับกลายเป็นวิชากระบี่ที่น่าหวาดหวั่น !
พวกมันสมควรต้องประเมินชายหนุ่มผู้นี้ใหม่เสียแล้วแต่แทนที่หนิงเฟยหลงจะใช้จังหวะนี้เข้าโจมตีพวกมัน กลับหันหลังเสียอย่างนั้นแล้วเอ่ยขึ้นกับชายผมแดง “เจ้ายังไม่คู่ควรให้ข้าต้องลงมือ จงผ่านด่านพวกเขาให้ได้หากผ่านมาได้ข้าจะเป็นคู่มือให้”
สิ้นเสียงชายผมแดงก็กัดฟันกรอดมันไม่เคยถูกเหยียดหยามเช่นนี้มาก่อนแต่มันก็ไม่กล้าลงมืออย่างวู่วาม จากนั้นก็เปลี่ยนเป้าหมายหันไปมองชายที่หนิงเฟยหลงเรียกก่อนหน้านี้ช่างจิ่นกวง
มันสำรวจดูอยู่ก็รู้ว่าชายผู้นี้ไม่ธรรมดาพลังที่แผ่ออกมานั้นเป็นพลังระดับแก่นแท้พลังไม่ผิดแน่เพียงแต่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าอยู่ขั้นใดกัน คล้ายมีพลังบางอย่างกลบเกลื่อนมันไว้และพลังนั่นก็ไม่ได้มาจากใครที่ไหนหากไม่ใช่หนิงเฟยหลง
“พลังจิตนี่ช่างมีประโยชน์จริง ๆ” หนิงเฟยหลงพึมพำออกมาใบหน้ามันซีดขาวเล็กน้อยที่มันหันหลังให้ทั้งสองคนนั้นพร้อมกับนำผ้ามาคลุมหน้าไว้เพราะเหตุนี้การปะทะกันเมื่อสักครู่ แม้ว่ามันจะรับได้แต่ก็ต้องกระอักเลือดออกมาและนี่ก็ไม่อาจให้พวกมันเห็นได้
แต่ทันใดนั้นชายผมแดงผู้เป็นพี่ชายก็ต้องตกใจสุดขีดเมื่อหันไปหาน้องชาย“เสี่ยวเฟิง.....” มันเพียงแต่เรียกชื่อผู้เป็นน้อง น้ำตาก็หลั่งออกมาดวงตาแดงขึ้นจ้องมองไปที่ชายหนุ่มอย่างโกรธแค้นทว่าชายนามช่างจิ่นกวางขวางมันไว้อยู่ ชายผมแดงคล้ายคนบ้าคลั่งระเบิดพลังทั้งหมดคล้ายคนบ้าคลั่งกระโจนเข้าใส่ช่างจิ่นกวางภายในพริบตา
ตูม !!
ช่างจิ่นกวางกระเด็นออกมาจากการปะทะพร้อมกับเงาร่างของชายอีกคนที่เข้าปะทะเช่นกัน ต่างฝ่ายต่างได้เปรียบกันไม่มากชัดแล้วว่าช่างจิ่นกวงผู้นี้สามารถสู้กับแก่นแท้พลังขั้นปลายได้
“ขั้นที่เก้า !” ชายผมแดงอุทานออกมาอย่างตกใจ แล้วเช็ดมุมปากที่โลหิตเปื้อน “ไม่ได้การ ต้องถอยก่อน”ตอนนี้มันไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกหนิงเฟยหลงแล้วจึงคิดจะแหกกฎเสียเอง ถึงมันจะบ้าคลั่งแต่ก็ไม่ถึงกับไม่มีความคิดเมื่อรู้ว่าตนสู้ไม่ได้ไหนเลยจะไม่ถอย
ชายผมแดงไม่รอช้าร่างห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงแล้ววาดมืออกเกิดเปลวไฟลุกโชนท่วมสูงขึ้นเกินกว่ายี่สิบฉื่อ (6 เมตร)บดบังสายตาผู้คน เมื่อไฟมอดลงชายผู้นั้นก็หายไปแล้วทิ้งให้โจรทั้งสามต้องตกตายอย่างอนาถ มีแต่เพียงศพของผู้เป็นน้องชายที่หายไป
การประลองในวันนี้จบลงแล้ว เห็นทีว่าการประลองเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกเดิมทีหนิงเฟยหลงก็ไม่คาดว่าจะเกิดผลการประลองเช่นนี้ได้ มันเตรียมที่จะทุ่มสุดตัวอยู่แล้วขอเพียงช่างจิ่นกวางประวิงเวลาได้ชั่วครู่เมื่อฟื้นฟูร่างกายได้ระดับหนึ่งก็จะออกต่อสู้ด้วยอีกครั้งที่มันบาดเจ็บไม่ใช่เพราะไฟ ไฟนั้นทำอะไรตัวมันไม่ได้ หากแต่เป็นคลื่นกระบี่ของมันเองปราณกระบี่ร่วงโรยนั้นรุนแรงมาก แม้แต่ผู้ใช้ยังต้องระวัง
การประลองจบเช่นนี้ก็ดีแล้ว มันจะได้มีเวลารอกองทัพของเยว่หวงมาสมทบ
ทั้งหมดก้าวเดินเข้าเมืองฟางอย่างภาคภูมิใจเว้นเสียแต่หนิงเฟยหลงและช่างจิ่นกวางเท่านั้นที่ไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นหนิงเฟยหลงรู้ดีว่าช่างจิ่นกวางได้รับบาดเจ็บ การปะทะกันเมื่อสักครู่ได้ซ้ำเติมรอยแผลเก่าบนตัวมันที่ยังไม่หายสนิทนักหนิงเฟยหลงรีบนำช่างจิ่นลิวกลับมายังที่พักช่างจิ่นกวางผู้นี้นั้นไม่ใช่ใครอื่นมันก็คือ ‘จู่ช่างลิว’อดีตจอมยุทธ์ผู้ลือเลื่องผู้นั้น
“ลำบากท่านแล้วผู้อาวุโส”แม้ว่าก่อนหน้านี้หนิงเฟยหลงจะเล่นวาจาใส่จู่ช่างลิวแต่ในยามนี้ต่างกันนักสองวันที่ผ่านมาทั้งสองได้พูดคุยกันก็รู้ว่าจู่ช่างลิวเป็นผู้ใหญ่ที่ค่อนข้างน่าเคารพ เพียงแต่ยึดถือสิ่งผิดไปเท่านั้นแต่ไม่ได้ถลำลึกเข้าไป จึงพอจะแก้ไขได้จากนั้นมันก็ได้เปลี่ยนแซ่และชื่อของมันเป็น ‘ช่างจิ่นกวาง’ ที่มาจากอิสระความหนักแน่น และแสงสว่าง มันต้องการเดินตามทางที่ถูกต้อง
ในเมื่อหนิงเฟยหลงมาปลดปล่อยมันจากเส้นทางที่มืดดำไหนเลยมันจะไม่รับเอาไว้
ลำบากมามากหลายปีที่ผ่านได้เข้ามาสู่เมืองแสวงหาความสุขสงบบ้างก็เป็นสิ่งที่ดีไม่น้อยและเรื่องนี้หนิงเฟยหลงก็ได้จัดการให้มันเป็นอย่างดีในเวลาสองเดือนที่ผ่านมา ทำเอามันซึ้งใจเป็นอย่างมากไม่เคยคิดว่าคนอย่างมันจะได้รับโอกาสเช่นนี้
หนิงเฟยหลงเดิมพันกับจู่ช่างลิวไว้สูงพอสมควรเพราะจู่ช่างลิวเป็นนักโทษทางการหากทางการสืบทราบได้ทั้งมันและตระกูลจะต้องถูกลงโทษอย่างไม่ต้องสงสัยตระกูลใหญ่อีกสองตระกูลคงไม่ปล่อยให้โงหัวขึ้นมาได้อีก
แต่ที่ชายหนุ่มกล้าที่จะเสี่ยงเพราะสัญชาตญาณ และความคาดหวังมันรู้ดีว่าสิ่งนี้คือความเสี่ยงแต่ก็ยังอยากที่จะลอง ไม่แน่ว่าจู่ช่างลิว ไม่สิช่างจิ่นกวางอาจเข้าสู่ขอบเขตแดนพิภพที่ผู้คนใฝ่ฝันหาได้ในไม่ช้านี้ !