แม้ปากจะเอ่ยออกมาเช่นนั้นทว่าในใจของเซียวจิ่งหยวนกลับผิดหวังและหดหู่มาก
เขามองกายจำแลงด้านบนที่กำลังต่อสู้กันอยู่อย่างไม่ลดละไปสักพักแต่ยังคงรู้สึกไม่อยากยอมแพ้ ดังนั้นเขาจึงรีบหาช่องโหว่ตั้งจิตใจให้แน่วแน่พร้อมกัดฟันพุ่งตรงไปทันที
ปัง!
ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่าเขาประเมินผู้บำเพ็ญผู้อื่นต่ำไปเพราะเขาบุกขึ้นไปได้เพียงไม่กี่หมี่ก็กลับต้องชะงักชนเข้ากับกำแพง ดูเหมือนกายจำแลงที่อยู่ด้านบนเหล่านั้นจะขัดขวางการเคลื่อนไหวของเขาไว้ก่อนแล้วเมื่อเขาตั้งท่าบุกเข้าไปพวกมันจึงล้มเลิกการต่อสู้ซึ่งกันและกันแล้วหันมารวมพลังกันเพื่อเข้ามาโจมตี
เสียงชนปึงปังดังสนั่นพร้อมแรงปะทะอันทรงพลังที่ถาโถมเข้ามาจนเซียวจิ่งหยวนไม่อาจต้านทานแรงปะทะอันรุนแรงส่งผลให้เขารู้สึกเหมือนตนเองกำลังจะแตกสลาย กายจำแลงของเขาสั่นคลอนหยินหยางล้วนพร่ามัวราวกับจะจางหาย
เซียวจิ่งหยวนรู้สึกเหมือนตนตกลงไปยังจุดที่ต่ำที่สุดในชั่วพริบตา
สิ่งนี้ไม่ใช่การเปรียบเปรยแต่เป็นเรื่องจริง กายจำแลงในตอนนี้ถูกโจมตีจนแทบแตกสลายและร่วงตกลงสู่จุดต่ำสุดของถ้ำกระบี่ไปรวมอยู่กับเหล่ากระบี่บินที่ชำรุดเสียหาย เต็มไปด้วยรอยขีดข่วนผุพัง
“ความอัปยศในวันนี้ข้าจะต้องหาโอกาสกลับมาชำระให้จงได้!”
เซียวจิ่งหยวนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันทว่าแม้โกรธเคืองมากเพียงใด เขากลับไร้ทางสู้กระทั่งเรี่ยวแรงที่จะรวบรวมกายจำแลงให้ออกมาอีกครั้งล้วนหมดสิ้นเช่นกันดังนั้นจึงทำได้เพียงหยุดพักอยู่ ณ ก้นถ้ำอย่างเงียบๆ
เขาเข้าใจแล้วว่าเหตุใดคุณชายรูปงามจึงบอกว่าการแย่งชิงกระบี่เป็นเรื่องที่อันตรายมาก เพราะวิญญาณดั้งเดิม กายจำแลงและพลังชีวิตล้วนมีความสัมพันธ์กันอย่างเหนียวแน่นในระหว่างที่กายจำแลงกำลังต่อสู้กัน หากถูกผู้อื่นโจมตีกายจำแลงจนแตกสลายไปพลังชีวิตก็จะถูกทำลายไปด้วย หรือแม้กระทั่งบางทีพลังชีวิตอาจแตกสลายกลายเป็นควันไปจนต้องตกอับกลายเป็นคนเสียสติไม่เต็มบาทก็เป็นได้
กายจำแลงของเซียวจิ่งหยวนเลือนรางและหมดกำลังไปอย่างรวดเร็วหลังจากพ่ายแพ้แต่แม้จะอยู่ท่ามกลางความล้มเหลว เขากลับยังคงไม่ยอมแพ้พลางรู้สึกว่าการพ่ายแพ้ของตนไม่ใช่เรื่องใหญ่...
“หากมีโอกาสอีกสักครั้ง คงไม่จบลงเช่นนี้แน่!”
อย่ามองเพียงเผินๆ ว่าเซียวจิ่งหยวนไม่สนใจเรื่องใดเลยเพราะในความเป็นจริงแล้ว ตัวของเขาเองเป็นคนที่หยิ่งยโสยิ่งกว่าผู้ใดเพียงแต่เขาไม่เคยแสดงความหยิ่งยโสของตนออกมาให้ใครได้เห็น เก็บซ่อนเอาไว้ในใจหลอมรวมเข้ากับกระดูกเป็นหนึ่งเดียว
เขาอนุญาตให้ตนเองพ่ายแพ้ยอมรับมัน และยิ่งไปกว่านั้นเขายังกล้าเผชิญหน้ากับความพ่ายแพ้ด้วยเขาเชื่อมั่นว่าการล้มเหลวในตอนนี้ไม่ได้เป็นตัวกำหนดให้เขาต้องพ่ายแพ้ตลอดไป
ความเย่อหยิ่งของเขาทำให้เขาเชื่อมั่นมาตลอดว่าความล้มเหลวคือหนทางแห่งความสำเร็จ แม้เขาจะนั่งอยู่ในโคลนตมทว่ากลับยังสามารถแหงนหน้ามองฟ้าได้ ซึ่งสิ่งนี้ก็คือหัวใจของความสำเร็จ
คนที่มีความคิดเช่นนี้ย่อมไม่ยอมแพ้ให้กับความล้มเหลวเพียงชั่วคราวและจะไม่ตกไปสู่ห้วงอารมณ์แห่งความท้อแท้จากการพ่ายแพ้เป็นแน่ ดังนั้น ณก้นถ้ำอันมืดมิด กายจำแลงของเขาและกำลังใจของเขายังคงลุกโชน ประหนึ่งดวงไฟที่กำลังแผดเผา
หลังจากนั้นจู่ๆก็มีเรื่องราวประหลาดเกิดขึ้น
จำนวนของกระบี่ที่ชำรุดกองทับถมกันอยู่ณ ก้นถ้ำกระบี่แห่งนี้ อย่างน้อยคงมีไม่ต่ำกว่าแสนเล่ม
ซึ่งกระบี่ชำรุดเหล่านี้มีทั้งแตกทั้งบุบหัก ทั้งร้าว รอยแผลมากมายตัดสลับกันไปมา สนิมขึ้นไปทั่วเล่ม ที่สำคัญที่สุดคือกระบี่ที่ชำรุดทุกเล่มล้วนเปี่ยมไปด้วยไอพลังแห่งความอ้างว้าง
เห็นได้ชัดว่ากระบี่เหล่านี้ได้สูญเสียจิตวิญญาณไปจนกลายเป็นเพียงท่อนเหล็กธรรมดาเท่านั้น
ต้องก่อนรู้ว่ากระบี่ที่ไร้จิตวิญญาณไม่ว่าวัสดุที่นำมาทำจะหายากสักเพียงใด แต่ในสายตาของผู้บำเพ็ญพวกมันล้วนไม่ต่างอะไรกับท่อนทองแดงและเหล็กที่แตกหัก ไม่ควรค่าให้สนใจ
กระบี่อันไร้ค่าเหล่านี้ต่างก็คือกระบี่ที่ตลอดพันปีที่ผ่านมาต้องพ่ายแพ้และแตกหักในระหว่างต่อสู้ลับคมของกระบี่บินนับแสนเล่ม
กระบวนการไม่สำคัญเท่าผลลัพธ์กระบี่ผุพังที่ทับถมจนกองเป็นภูเขาเหล่านี้ต่างเป็นเหมือนเซียวจิ่งหยวนที่ในยามนี้กลายเป็นผู้แพ้
ทว่ายามที่กายจำแลงของเซียวจิ่งหยวนยังคงสู้อย่างไม่ยอมแพ้กายจำแลงของเขาปลดปล่อยพลังปราณมากมายให้แผ่ซ่านและไหลเวียนไปทั่วกองกระบี่ที่ชำรุด
หึ่งๆๆ ...
ทันใดนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงประหลาดค่อยๆ เกิดขึ้นอยู่ใต้ถ้ำกระบี่อันเงียบเชียบราวกับมีเสียงสะท้อนไปมาเกิดขึ้น กระแสพลังปราณอันลึกลับก่อตัวขึ้นรอบกายของเซียวจิ่งหยวนและทำการแลกเปลี่ยนที่ลึกเข้าไปภายในร่างกาย
ทว่ากลับไม่มีผู้ใดมาสนใจเหตุการณ์และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นด้านล่างนี้เลย
เพราะยามนี้ด้านบนท้องฟ้าเองก็มีเหตุการณ์สะท้อนเกิดขึ้นเช่นกันการสะท้อนที่เกิดขึ้นกลางอากาศด้านบนนี้ทรงพลังและน่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าด้านล่างเสียอีก
มีกระบี่บินเล่มหนึ่งพุ่งตรงเข้าไปหาผู้บำเพ็ญคนหนึ่งหลังจากหยั่งเชิงและลังเลมาสักพัก ทำให้ในยามนี้แสงกระบี่สว่างเจิดจ้าพร่าสายตา สาดส่องไปทั่วถ้ำกระบี่ที่มืดมิด
สิ่งนี้เป็นเหมือนสัญญาณที่บอกให้กระบี่บินเล่มอื่นไม่ต้องลังเลสามารถทยอยเลือกนายของตนได้ทันที
ภายในเวลาอันรวดเร็วประกายไฟมากมายก็บานสะพรั่งไปทั่วทั้งถ้ำกระบี่ราวกับดอกไม้ที่เบ่งบานในวันชาติจีนแสงที่เจิดจ้าทำให้ความว่างเปล่าสุกสกาวเต็มไปด้วยแสงสีเงินส่องสว่างเจิดจรัสดุจอัญมณี สว่างไสวงดงามเกินบรรยาย
ประกายไฟมากมายสาดส่องไปทั่วทุกซอกมุมของถ้ำกระบี่หนาแน่นราวหยาดฝนโปรยปราย
ท่ามกลางฉากอันสว่างไสวผู้บำเพ็ญสิบกว่าคนที่ยืนหยัดจนมาถึงตอนนี้ไม่ได้หลบซ่อนอีกต่อไป พวกเขาเปิดเผยกายก้าวออกมาจากที่ซ่อนตัว
ขณะเดียวกันนั้นเองผู้บำเพ็ญทั้งหลายต่างตื่นขึ้นมาจากสภาวะแยกกายจำแลงซึ่งแม้จิตใจของพวกเขาจะเลื่อนลอยทว่าในมือกลับได้ถือกระบี่ไว้คนละเล่มเรียบร้อยแล้ว กระบี่เหล่านี้มีทั้งสั้นและยาวมีกว้างมีแคบ บางเล่มมีรูปร่างดั้งเดิมตามขนบ บางเล่มกลับมีรูปร่างประหลาดแต่ไม่ว่ากระบี่บินนั้นจะมีรูปร่างเช่นไรก็ล้วนเปล่งประกายแสงประหลาดระยิบระยับ
แน่นอนว่าทุกสิ่งล้วนมีดีชั่วเมื่อผู้บำเพ็ญบางคนตื่นขึ้นพร้อมดึงสติของตนกลับมาแล้วพวกเขามองไปรอบด้านอย่างหวาดระแวง เพื่อป้องกันไม่ให้กระบี่ถูกแย่งชิงไปในตอนสุดท้าย
ผู้ที่มีสายตาอันเฉียบคมบางคนสังเกตได้ทันทีว่ากระบี่ที่อยู่ในมือของเซียวจิ่งหยวนนั้นดูเหมือนจะ “ไม่ธรรมดา”
แต่ความไม่ธรรมดาในยามนี้กลับไม่ใช่ความหมายที่ดี
เซียวจิ่งหยวนลืมตาขึ้นพร้อมกระบี่เล่มหนึ่งที่อยู่ในมือเขาจ้องกระบี่ในมืออย่างเลื่อนลอย ราวกับยอมรับความจริงไม่ได้เพราะกระบี่ในมือของเขาไม่เหมือนกับของผู้อื่นเลยเสียจริง
กระบี่ในมือของผู้อื่นล้วนส่องแสงแวววาวสีทองงดงามทว่าของเขาเล่ากลับไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดในมือของเขาถึงได้เป็นกระบี่ที่พังแล้วเช่นนี้
กระบี่เล่มนี้ยาวราวสามฉื่อมีสีดำทมิฬราวน้ำหมึก ประดับลวดลายเป็นเส้นสีขาวตัดสลับไปมากับตัวกระบี่สีดำจนดูคล้ายสีเทาขมุกขมัว ใบกระบี่ทื่อไร้คมนอกจากนี้บนตัวกระบี่ยังเต็มไปด้วยรอยร้าวเหมือนร่องบนกระดองเต่ารอยบากมากมายเหล่านั้นแลดูกะรุ่งกะริ่ง เหมือนท่อนเหล็กผุพังอย่างไรอย่างนั้น
พูดตามตรงก็ไม่ได้แย่มากเท่าไรเพราะเมื่อลองสังเกตอย่างละเอียดจะพบว่ายังคงมีแสงอันเรือนรางเปล่งออกมาจากตัวกระบี่อาจอธิบายได้ว่ากระบี่เล่มนี้ยังคงมีจิตวิญญาณเหลืออยู่ไม่มากก็น้อย
แต่สิ่งที่น่าเสียดายคือจิตวิญญาณนี้เป็นดั่งเปลวเพลิงที่ปลิวไสวอยู่ท่ามกลางกระแสลม พร้อมดับลงทุกเมื่อกล่าวคือกระบี่เล่มนี้มีจิตวิญญาณที่ใกล้จะดับสูญแล้วในยามที่กระบี่บินนับแสนเข้าปะทะเพื่อลับคมให้กันอยู่เรื่อยๆ นั้นเป็นเรื่องปกติอย่างมากที่กระบี่บินคุณภาพไม่ดีจะเสื่อมถอยลงจนกลายเป็นเหล็กธรรมดา
กระบี่เล่มนี้ยังถือว่าโชคดีอยู่คาบเส้นระหว่างกระบี่ธรรมดากับกระบี่บินอย่างพอดิบพอดี หากเลยเส้นนั้นไปกระบี่เล่มนี้จะต้องพังลงเป็นแน่ แต่เพราะความโชคดีที่ยังไม่เลยเส้นกั้นนั้นจึงยังอยู่ในขอบเขตของกระบี่ที่มีจิตวิญญาณ
สิ่งนี้เป็นความโชคดีของกระบี่ทว่ากลับเป็นโชคร้ายของเซียวจิ่งหยวน
เพราะทุกคนต่างต้องตรากตรำไม่ว่าจะก่อนเข้าหรือหลังเข้ามายังสระกระบี่ ทุกคนล้วนต้องลำบากกันมาทั้งสิ้น
หากเสี่ยงภัยแล้วได้รับสิ่งตอบแทนอันยิ่งใหญ่ย่อมคุ้มค่าที่จะตรากตรำมา
ทว่าหากผ่านอันตรายมานับพันแต่ในท้ายสุดกลับได้รับเพียงกระบี่พังๆ เล่มหนึ่ง จะเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากเพียงใด
แววตาของผู้บำเพ็ญมากมายที่มองยังเซียวจิ่งหยวนต่างเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ…มีแม้กระทั่งยินดีกับความโชคร้ายของเขาบางคนถึงขนาดมีสีหน้าเย้ยหยัน...
ในเมื่อการแย่งชิงกระบี่ต้องดูที่พลังเป็นอันดับแรกซึ่งทั้งพลังและกายจำแลงของเซียวจิ่งหยวนล้วนด้อยกว่าผู้อื่นอย่างเห็นได้ชัดดังนั้นการได้รับกระบี่ที่ผุพังเช่นนี้จึงถือว่าสมเหตุสมผล
แต่ยังไม่ทันที่จะมีผู้บำเพ็ญใจร้ายเปิดปากหัวเราะขึ้นลำแสงมากมายก็กลับสาดส่องออกมาจากกายของผู้บำเพ็ญมากมายเหล่านั้น
“สระกระบี่จะปิดแล้ว รีบไปได้แล้ว!”
เหล่าผู้คนมากมายต่างทยอยหยุดนิ่งไม่กล้าขัดขืน
เซียวจิ่งหยวนเองก็เช่นกันเขากำกระบี่แตกในมือไว้แน่น จ้องป้ายคำสั่งเนินพยัคฆ์ในอกที่กำลังเปล่งแสงซึ่งเป็นดั่งระลอกคลื่นที่ซัดสาดออกมาก่อนกลืนกินเขาลงไปราวน้ำวน
ลำแสงไหลเวียนจนเขาเห็นเพียงด้านหน้ามีแต่ความมืดมิดก่อนเข้าไปสู่การเดินทางในช่องว่างที่แปลกประหลาดอีกครั้ง
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ เซียวจิ่งหยวนพลันรู้สึกร่างกายสั่นไหวก่อนภาพท้องฟ้าอันอ้างว้างเต็มไปด้วยดวงดาวจะปรากฏขึ้นในครรลองสายตาอย่างรวดเร็ว
ภาพของดวงจันทร์ที่ดับมืดไปพร้อมสายลมพัดพาก้อนเมฆให้ลอยปลิวเป็นภาพที่มืดมิดและน่ากลัว
เขารีบดึงสติกลับมา รู้ได้ทันทีว่าตนเองอยู่ที่ใด
“ออกมาแล้ว อยู่บนภูเขาเนินพยัคฆ์แล้ว...”
เซียวจิ่งหยวนตกใจและประหลาดใจเล็กน้อยเพราะทุกสิ่งทุกอย่างบนภูเขาเนินพยัคฆ์ดูไม่แตกต่างกับสถานการณ์ก่อนเขาเข้าไปในสระกระบี่เลยแม้แต่น้อย
แม้แต่เลือดและเศษเนื้อของผู้บำเพ็ญลัทธิมารที่กระจัดกระจายอยู่เต็มพื้นที่ก็ยังคงอยู่ไม่หายไปดังนั้นในยามนี้ภูเขาเนินพยัคฆ์ทั้งลูกจึงยังคงคละคลุ้งไปด้วยไอสังหาร
เวลาในสระกระบี่ดูเหมือนจะไม่เท่ากับเวลาในความเป็นจริง
เซียวจิ่งหยวนเพิ่งตระหนักได้ถึงสิ่งนี้ก่อนที่เขาจะสังเกตเห็นว่ามีเงาที่เป็นเหมือนภูตผีปรากฏขึ้นกลางผืนป่าของภูเขาเนินพยัคฆ์ราวกับมีแสงกระพริบไปมาอยู่นับไม่ถ้วน
ความตกใจและความหวั่นใจผุดขึ้นมาทันทีหลังมองเห็นภาพตรงหน้า
เขารู้ในทันทีว่าเงาและแสงเหล่านั้นคงเป็นผู้บำเพ็ญที่ไม่ได้เข้าไปในสระกระบี่แต่การที่พวกเขายังคงไม่สลายตัวกันไปบางทีคงเป็นเพราะพวกเขาต่างมีเจตนาต้องการแย่งสมบัติ จึงยังอยู่รอคนที่เข้าไปในสระกระบี่กลับออกมา
เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านี้ล้วนมีจิตใจหยาบช้าเจตนามุ่งร้าย และยังมีจำนวนมากอีกด้วย เช่นนั้นเขาควรรับมืออย่างไรดี
เซียวจิ่งหยวนครุ่นคิดอยู่นานทว่าก่อนที่จะคิดวิธีออกมาได้เขากลับได้ยินเสียงของคุณชายรูปงามที่อยู่ด้านข้างกำลังพึมพำด้วยน้ำเสียงทุกข์ร้อน“ท่านพ่อรอก่อน รออีกนิดนะ...อย่านะ...อ๊า...”
“เกิดอะไรขึ้น”
เซียวจิ่งหยวนหันกลับมามองพร้อมเห็นภาพอันแปลกประหลาดคุณชายรูปงามเหมือนจะถูกดึงด้วยพลังงานบางอย่างจนร่างกายของเขาลอยขึ้นจากพื้นดินทั้งร่างเปลี่ยนเป็นลำแสงดั่งสายรุ้ง ลอยหายไปบนฟ้าอย่างรวดเร็ว
“เฮ้ย...”
เซียวจิ่งหยวนงุนงงไปสักพักก่อนจะดึงสติกลับมาได้แล้วรีบยื่นมือออกไปคว้า ทว่าเขากลับช้าไป มือของเขาสัมผัสได้เพียงปลายของสายรุ้งเท่านั้น
คุณชายรูปงามจากไปแล้วราวกับเขาแวบหายด้วยความเร็วปานดาวตกจากความช่วยเหลือของผู้อาวุโส
เซียวจิ่งหยวนมองท้องฟ้าอย่างเลื่อนลอยรู้สึกเศร้าสร้อยเล็กน้อย
ทว่าสติที่ยังหลงเหลืออยู่กลับบอกเขาว่าเป็นเรื่องดีที่คุณชายรูปงามจากไปในตอนนี้ หรืออาจบอกได้ว่าผู้บำเพ็ญทุกคนที่มีคนคอยอยู่ข้างหลังควรต้องกลับไปในยามนี้...