Veonestra: สงครามวันพิพากษา

    ตอนที่ 36: วันธรรมดาหลังสงคราม

    หนึ่งสัปดาห์เต็มหลังจากยุทธการ Red Armageddon สิ้นสุดลง...

    ป้อมปราการลอยฟ้า ORCA ยานบัญชาการรบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดขององค์กร V.I.F. ได้ลดระดับการเฝ้าระวังลงและกลับมาอยู่ในสภาวะสงบสุขอีกครั้งอย่างที่ไม่มีใครคาดคิด เสียงไซเรนเตือนภัยสีแดงฉานที่เคยแผดเสียงร้องโหยหวนแทบจะทุกหนึ่งชั่วโมงเพื่อแจ้งเตือนการบุกรุกของการ์เลนอส บัดนี้ได้เงียบสงบลงไปโดยสิ้นเชิง ทิ้งไว้เพียงเสียงครางทุ้มต่ำอันสม่ำเสมอของเครื่องยนต์ขับเคลื่อนระบบต่อต้านแรงโน้มถ่วงขนาดมหึมาของตัวป้อมรบที่กำลังทำงานอย่างเที่ยงตรง เป็นสัญญาณว่าโครงสร้างสถาปัตยกรรมลอยฟ้าชิ้นนี้ยังคงทำหน้าที่เป็นปราการเหล็กปกป้องน่านฟ้าอยู่เช่นเดิม

    ตึก... ตึก... ตึก...

    เสียงรองเท้าผ้าใบกระทบกับพื้นระเบียงทางเดินกระจกใสของ ORCA ดังขึ้นเป็นจังหวะเนิบนาบ ริน อาซากิ เด็กสาววัยสิบแปดปีในชุดลำลองสวมเสื้อฮู้ดดี้ตัวโคร่งสีครีมและกางเกงวอร์มขายาว กำลังเดินทอดน่องอย่างไม่เร่งรีบไปตามทางเชื่อมระหว่างอาคารส่วนกลาง วันนี้ถือเป็นวันแรกอย่างเป็นทางการที่เธอได้รับอนุญาตจากทีมแพทย์และ ดร.นิโคล ให้ก้าวเท้าออกจากห้องพักฟื้น VVIP หลังจากถูกสั่งกักบริเวณเพื่อตรวจเช็กร่างกายและจัดระเบียบโครงสร้างโมเลกุลในกระแสเลือดอย่างเข้มงวด

    แม้ว่าในเวลานี้ พลังกายและระบบประสาทของเธอจะยังไม่กลับคืนมาเต็มหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม และยังคงมีอาการเหนื่อยล้าสะสมหลงเหลืออยู่ในมัดกล้ามเนื้อยามที่ขยับตัวกะทันหัน แต่เธอก็สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวัน คลาน ก้าวเดิน และหายใจได้ตามปกติโดยไม่ต้องพึ่งพาสายน้ำเกลือหรือท่อออกซิเจนอีกต่อไป

    เด็กสาวหยุดฝีเท้าลงตรงใจกลางระเบียงกระจก เกาะราวโลหะเย็นเฉียบพลันแลทอดสายตามองผ่านกระจกนิรภัยบานยักษ์ดิ่งลงไปยังทัศนวิสัยของโลกเบื้องล่าง มหานครชายขอบแห่ง G Zone ที่เคยถูกย้อมไปด้วยเปลวเพลิงสงครามสีชาดและควันพิษตลบอบอวลเมื่อเจ็ดวันก่อน บัดนี้กำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเยียวยาและได้รับการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน

    ภาพที่เห็นคือโครงข่ายเครนก่อสร้างขนาดมหึมานับพันนับหมื่นตัวที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางซากตึกระฟ้า พวกมันกำลังขยับแขนกลเหล็กไปมาเพื่อเคลียร์ซากอิฐหักกากปูน ยานพาหนะภาคสนามและรถบรรทุกสารเคมีทำลายล้างของหน่วย G.C.S. วิ่งสัญจรไปมาบนท้องถนนราวดั่งฝูงมดงาน พวกเขายังคงปฏิบัติภารกิจเก็บกวาดเศษซากจากสงคราม ชำระล้างพื้นผิวถนนจากคราบเลือดกรดสีเขียวคล้ำที่กัดกร่อนชั้นคอนกรีตอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุดพัก เพื่อคืนพื้นที่ปลอดภัยให้กับพลเรือน

    ภาพการร่วมแรงร่วมใจและกลไกการฟื้นตัวอันอบอุ่นเหล่านั้น ทำให้มุมปากของเด็กสาวค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นพล่านขัดเป่าความโดดเดี่ยวในใจ อย่างน้อยที่สุด... หยาดเหงื่อ เลือดเนื้อ และความเจ็บปวดเจียนตายที่เธอและพวกพ้องได้ทุ่มเทลงไปในสมรภูมิรบครั้งนั้น มันก็ไม่ได้สูญเปล่า ทุก ๆ สิ่งทุก ๆ อย่างรอบตัวกำลังปรับตัวและดีขึ้นตามลำดับเวลาของมัน

    "อ๊ะ! เจอตัวจนได้ ยัยตัวแสบ!"

    เสียงแหลมใสอันคุ้นเคยแฝงไปด้วยความร่าเริงสว่างไสวดังขึ้นจากทางด้านหลัง รินสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปมอง และพบว่าเป็น เมดิสัน แม่นปืนสาวประจำทีมที่กำลังวิ่งกะเผลก ๆ แกว่งไม้ค้ำยันอลูมิเนียมตรงเข้ามาหาเธอด้วยความเร็วที่ขัดกับสภาพร่างกายที่ยังมีผ้าพันแผลพันอยู่รอบท่อนแขนและใบหน้า

    "รุ่นพี่เมดิสัน? ระวังหน่อยสิคะ ขาก็ยังไม่หายดีไม่ใช่เหรอ" รินรีบรุดเข้าไปช่วยพยุงด้วยความกังวล

    "โอ๊ย ไม่เป็นไรหรอกน่า เรื่องแค่นี้ไกลหัวใจเยอะ!" เมดิสันโบกไม้โบกมือเลิกลัก ก่อนจะใช้ไม้ค้ำยันชี้ไปทางเส้นทางเดินเชื่อมอาคาร "รีบไปกันได้แล้ว ทุกคนในหน่วยกำลังนั่งรอเธออยู่ที่โรงอาหารส่วนกลางจนเหงือกจะแห้งหมดแล้วเนี่ย!"

    "หา? รอหนูเหรอคะ? มีประชุมด่วนหรือคะ?" รินเอียงคอถามด้วยความฉงน พลางนึกไปถึงใบหน้าเคร่งขรึมของผู้การโรซาเลีย

    "ประชุมกะผีอะไรล่ะ!" เมดิสันหัวเราะร่าพลางใช้ศอกสะกิดสีข้างเด็กสาว "วันนี้มันวันฉลองต่างหากล่ะยัยบื้อ! วันฉลองที่เธอออกจากโรงพยาบาล และฉลองที่พวกเรารอดชีวิตกลับมาครบทุกคนไง!"

     

    ไม่กี่นาทีต่อมา ณ บริเวณพื้นที่โรงอาหารพิเศษชั้นเลิศของป้อมปราการ ORCA ซึ่งปกติจะถูกจัดไว้สำหรับนายทหารระดับสูงและบุคลากรระดับแนวหน้าเท่านั้น บรรยากาศภายในกลับเต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงพูดคุยหัวเราะที่ไม่ได้สัมผัสมานาน

    บนโต๊ะอาหารขนาดยักษ์ใจกลางห้องอัดแน่นไปด้วยจานอาหารเลิศรสจำนวนมหาศาลที่ถูกสั่งทำเป็นพิเศษ ทั้งเนื้อสเต็กเกรดพรีเมียม ถาดพิซซ่าหน้าชีสเยิ้ม ๆ ซุปข้น ขนมหวาน ของทานเล่น และที่ขาดไม่ได้เลยคือ ทาร์ตไข่อบใหม่ ๆ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นยั่วน้ำลาย และไก่ทอดกรอบสูตรฮอตแอนด์สไปซี่จานโตที่ตั้งอยู่ตรงใจกลางโต๊ะ ซึ่งเป็นของโปรดที่อายาโกะแอบสั่งให้พ่อครัวทำขึ้นเพื่อต้อนรับรินโดยเฉพาะ

    รอบโต๊ะนั้น อายาโกะ กำลังนั่งแกว่งขาไปมาอย่างอารมณ์ดีเคียงข้างกับ โอลิเวีย ที่แม้จะมีผ้าพันแผลพันรอบหัวแต่ในมือก็กำลังถือแก้วน้ำผลไม้เตรียมพร้อมอยู่ และ ทันย่า สาวแว่นที่กำลังนั่งคีย์ข้อมูลบางอย่างลงบนแท็บเล็ตส่วนตัวพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ รวมไปถึงเจ้าหน้าที่และนายทหารฝ่ายเทคนิคอีกหลายคนของหน่วย Vanguard ที่เคยร่วมชะตากรรมในห้องควบคุม ต่างนั่งรวมตัวกันอย่างอบอุ่น

    "ยินดีต้อนรับกลับมาสู่อ้อมอกของพวกเรานะ ริน!"

    อายาโกะยิ้มกว้างจนตาปิดทันทีที่เห็นร่างของเด็กสาวเดินเข้ามาในห้อง เธอผุดลุกขึ้นยืนตบมือเสียงดังลั่น "ในที่สุด 'ท่านคนช่วยโลก' และวีรสตรีผู้กอบกู้เผ่าพันธุ์มนุษย์ก็ออกจากโรงพยาบาลมาเสวยสุขกับพวกเราได้สักทีนะค้า!"

    ฉ่าาา...

    ใบหน้าของรินขึ้นสีแดงระเรื่อลามไปจนถึงใบหูด้วยความขัดเขินในทันที เธอรีบยกสองมือขึ้นโบกไปมากลางอากาศ "พะ... พี่อายาโกะคะ! เลิกเรียกหนูด้วยชื่อแปลก ๆ แบบนั้นเถอะค่ะ... คนช่วยโลกอะไรกัน หนูก็แค่ทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองเท่านั้นเอง..."

    "ไม่ได้เด็ดขาด! ห้ามปฏิเสธ!" เมดิสันที่เพิ่งหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้ชี้นิ้วส้อมในมือใส่เด็กสาวทันควัน "เธอรู้ตัวไหมริน ว่าตอนนี้ชื่อและใบหน้าของเธอน่ะ มันดังระเบิดระเบ้อไปทั่วทุกมุมโลกแล้วนะ ไม่เชื่อดูนี่สิ!"

    พูดจบ เมดิสันก็ทำการแตะนิ้วลงบนกำไลข้อมือระบบสื่อสาร ปลดล็อกสัญญาณภาพและเปิดใช้งานหน้าจอโฮโลแกรมขนาดใหญ่ให้กางออกกลางอากาศเหนือโต๊ะอาหารในทันที

    ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!

    หน้าต่างสำนักข่าว บล็อกเกอร์ วิดีโอสตรีมมิ่ง และสื่อสิ่งพิมพ์ออนไลน์จากทั่วทุกสารทิศนับร้อยนับพันช่องทางปรากฏขึ้นละลานตา หัวข้อข่าวพาดหัวตัวใหญ่ยักษ์สีแดงสีทองวิ่งผ่านหน้าจออย่างรวดเร็วพรั่งพรู:

    [สำนักข่าว G-Network]: วีรบุรุษผู้จุติท่ามกลางเศษซาก! ริน อาซากิ เด็กสาวผู้แบกรับชะตากรรมของมหานคร G-Zone! [Global Military Review]: เผยโฉม 'ฟีนิกซ์สีทองแห่งมนุษยชาติ' ร่างวิวัฒนาการใหม่ EW-2 พลังทำลายล้างเหนือจินตนาการ! [The Daily Chronicle]: เด็กสาววัย 18 ปี ผู้หยุดยั้งมหันตภัยการ์เลนอสระดับ 3 ยึดคืนความหวังสุดท้ายให้มวลมนุษย์!

    ในหน้าจอเหล่านั้น มีทั้งภาพกราฟิกจำลอง ภาพถ่ายระยะไกลจากกล้องโดรนสนามรบที่จับภาพเงาร่างของรินกางปีกเพลิงสีทองอร่ามทะลวงฝ่าลำแสงควอนตัมสีฟ้า และวิดีโอวิเคราะห์พลังวิเศษของเธอโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารจากนานาประเทศที่มียอดผู้เข้าชมพุ่งทะยานไปหลายร้อยล้านวิวภายในเวลาไม่กี่วัน

    รินจ้องมองภาพและข้อความเยินยอเหล่านั้นด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง ก่อนจะรีบยกสองมือขึ้นมากุมหน้าตัวเองไว้แน่นเพื่อซ่อนใบหน้าที่แดงก่ำจนแทบจะระเบิด "ฮะ... โกหกน่า นี่มันอะไรกันคะเนี่ย... ทำไมถึงมีรูปหนูเต็มไปหมดเลยล่ะคะ!"

    เสียงหัวเราะอย่างร่าเริงและเอ็นดูดังก้องขำขันขึ้นพร้อมกันรอบโต๊ะอาหาร บรรยากาศแห่งความสุขสว่างไสวผลิบานขึ้นอย่างเต็มที่ มันเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ยาวนานและเหนื่อยล้า... ครั้งแรกที่ทุกคนในหน่วยรบนี้สามารถนั่งกินข้าว ร่วมโต๊ะ พูดคุย และหัวเราะได้อย่างผ่อนคลายจิตวิญญาณอย่างแท้จริง

    ไม่มีเสียงสัญญาณไซเรนเตือนภัยสีแดงคอยหลอนประสาท... ไม่มีคำสั่งรบด่วนที่บีบคั้นให้ต้องจับอาวุธพุ่งไปตาย... ไม่มีแรงสั่นสะเทือนจากระเบิดพลาสม่าที่ปะทุรอบกาย...

    ในเวลานี้ มีเพียงแค่อาหารอร่อย ๆ รสชาติของความธรรมดาอันหอมหวาน และเพื่อนร่วมทีมร่วมชะตากรรมที่ยังมีลมหายใจ มีเนื้อตัวอุ่น ๆ นั่งอยู่เคียงข้างกันเท่านั้น สำหรับพวกเธอที่เป็นทหารแนวหน้า... แค่นี้ก็ถือเป็นรางวัลชีวิตที่ยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใดแล้ว

     

    เวลาแห่งความสุขในวันธรรมดาเคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้าและสง่างาม จากยามเช้าก้าวเข้าสู่ยามบ่าย และแปรเปลี่ยนเป็นยามเย็นอันเงียบสงบ

    รินปลีกตัวเดินออกมาจากงานเลี้ยงฉลองหลังจากอิ่มหนำสำราญ เธอเดินก้าวขึ้นบันไดวนมุ่งหน้ามายังพื้นที่ดาดฟ้าชั้นบนสุดซึ่งเป็นลานโล่งสำหรับจอดอากาศยานขนาดเล็กของป้อมปราการ ORCA ลมธรรมชาติในระดับความสูงหลายพันฟุตพัดโบกสบัดเข้ากระทบใบหน้า หอบเอาความเย็นเยียบมาสัมผัสผิวหนังและทำให้เส้นผมสีแดงส้มประกายทองของเธอพริ้วไหวไปตามกระแสลม

    เบื้องหน้าของเด็กสาวขยายขอบเขตออกไปคือผืนฟ้ายามเย็นอันกว้างใหญ่ไพศาล ท้องฟ้าเปลี่ยนผ่านจากสีฟ้าครามกลายเป็นเฉดสีส้มอมม่วงตระการตา ปราศจากกลุ่มควันดำทะมึนของสงคราม ปราศจากกลิ่นอายของสารเคมีและเขม่าระเบิด มีเพียงความบริสุทธิ์ของธรรมชาติที่ทอดตัวยาวไกลสุดลูกหูลูกตา

    "สวยจังเลยนะ..." รินพึมพำออกมาเบา ๆ กับตัวเอง แววตาสะท้อนแสงอาทิตย์อัสดง

    ตึก... ตึก...

    เสียงฝีเท้าหนักแน่นและมั่นคงดังขึ้นจากทางด้านหลัง ท่ามกลางกระแสลมแรง รินหันหน้าไปมองและพบว่าเป็น กัปตันแบล็คเบิร์ด ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ผู้เป็นหัวหน้าหน่วยรบและทหารเสือระดับตำนาน เขากำลังเดินก้าวเข้ามาหาเธอโดยสวมเสื้อโค้ททหารสีเข้มตัวหนา มือทั้งสองข้างซุกอยู่ในกระเป๋าเสื้อ แววตาสีเทาคุล้านั้นยังคงนิ่งสงบประดุจผิวน้ำในสระลึก

    ชายหนุ่มเดินมาหยุดยืนอยู่เคียงข้างเด็กสาวริมขอบระเบียงดาดฟ้า ทั้งสองคนทอดสายตามองตรงไปยังเส้นขอบฟ้าสีทองร่วมกันอยู่พักใหญ่ ความเงียบงันแผ่ซ่านปกคลุมรอบตัวทว่ามันกลับไม่ใช่ความอึดอัด หากแต่เป็นความเงียบที่เต็มไปด้วยความเข้าใจและการพักผ่อน โดยไม่มีใครเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาทำลายความงดงามของธรรมชาติ

    "เหนื่อยไหม..."

    แบล็คเบิร์ดเอ่ยปากถามทำลายความเงียบขึ้นมาในที่สุด น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและนุ่มนวลกว่าปกติที่มักจะใช้สั่งการในสนามรบ

    รินนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะหลุดหัวเราะแห้ง ๆ ออกมาเบา ๆ "มากเลยค่ะ... มากจนคิดว่าในตอนนั้นถ้าร่างกายระเบิดกลายเป็นโกโก้ครั้นช์ไปเลยก็คงไม่แปลกใจเท่าไหร่ แขนขาเจ็บไปหมด หัวสมองก็ตื้อจนคิดอะไรไม่ออกเลยค่ะกัปตัน"

    "งั้นก็ดีแล้วล่ะ" แบล็คเบิร์ดตอบกลับเรียบ ๆ

    "เอ๊ะ?" รินหันขวับมามองหน้าหัวหน้าของตนด้วยความงุนงงในคำตอบ

    แบล็คเบิร์ดไม่ได้รับคำตรง ๆ เขายังคงมองตรงไปยังแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้า ก่อนจะพูดประโยคหนึ่งออกมาด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสงบ

    "เพราะการที่เธอยังคงรู้สึกเหนื่อยล้า... ยังคงรู้สึกเจ็บปวด และยังฝืนหัวเราะออกมาได้แบบนี้ มันเป็นหลักฐานชั้นดีว่า... เธอยังคงเป็นมนุษย์อยู่ ไม่ใช่แค่ก้อนพลังงานหรืออาวุธชีวภาพที่ไร้ความรู้สึกขององค์กร"

    คำพูดสั้น ๆ แต่แฝงไปด้วยความหมายอันลึกซึ้งของแบล็คเบิร์ด ส่งผลให้รินนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ความอบอุ่นสายหนึ่งแล่นพล่านขัดเป่าความโดดเดี่ยวในใจจนหมดสิ้น ความกลัวที่ว่าการวิวัฒนาการเป็น EW-2 จะทำให้เธอสูญเสียความเป็นมนุษย์ไป... บัดนี้มันถูกทำลายลงด้วยคำยืนยันของผู้ชายคนนี้

    เด็กสาวระบายยิ้มออกมาอย่างงดงามและจริงใจ "ค่ะ... กัปตัน หนูยังเป็นรินคนเดิมค่ะ"

    แบล็คเบิร์ดพยักหน้าเล็กน้อยรับคำตอบอย่างพึงพอใจ เขาละสายตาจากผืนฟ้า หมุนตัวกลับแล้วเดินก้าวสวบ ๆ จากไปเงียบ ๆ ทิ้งให้เด็กสาวยืนดื่มด่ำกับลมเย็นและแสงอาทิตย์ยามเย็นอันแสนสงบสุขเพียงลำพังต่อไป

     

    ทว่า... ท่ามกลางบรรยากาศอันแสนธรรมดาและสงบงามของเด็กสาวบนดาดฟ้ายาน ORCA

    ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ณ ชั้นใต้ดินที่ลึกที่สุดภายใต้ตึกบัญชาการกลางอันเป็นที่ตั้งของห้องประชุมลับระดับนโยบายสูงสุดขององค์กร V.I.F. บรรยากาศกลับแตกต่างราวฟ้ากับเหว ที่นี่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด เย็นชา และกลิ่นอายของผลประโยชน์ทางการเมืองและการทหาร

    สมาชิกสภาสูงทั้งสิบสองคน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ทรงอิทธิพลที่สุดที่อยู่เบื้องหลังการควบคุมเม็ดเงินยุทโธปกรณ์และทิศทางของเผ่าพันธุ์มนุษย์ กำลังนั่งล้อมรอบโต๊ะวงกลมขนาดยักษ์ที่ทำจากวัสดุสังเคราะห์หรูหรา แสงไฟในห้องถูกปรับให้มืดสลัวลง มีเพียงแสงสว่างจากภาพฉายโฮโลแกรมสามมิติตรงใจกลางโต๊ะเท่านั้น

    ภาพที่กำลังถูกฉายวนซ้ำไปซ้ำมาคือ ภาพบันทึกการต่อสู้อย่างละเอียดทุกแง่มุมจากยุทธการ Red Armageddon ภาพของริน อาซากิ ในสภาวะถือกำเนิดใหม่ Evolution Wave Form II (EW-2) ร่างกายที่ห่อหุ้มด้วยเกราะแสงและปีกฟีนิกซ์สีทองคำที่กำลังฟาดฟันและปลดปล่อยมังกรเพลิงเข้าทำลายล้างการ์เลนอสนับแสนตัว กำลังปรากฏต่อสายตาของผู้นำทั้งสิบสองคน

    เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลระดับสูงในชุดสูทสีเทากลางก้าวออกมาด้านหน้า ดันแว่นตาเล็กน้อยก่อนจะเริ่มรายงานสรุปผลด้วยน้ำเสียงที่เป็นทางการและไร้ความรู้สึก

    "ผลการประเมินศักยภาพเชิงตัวเลขและแบบจำลองควอนตัมเสร็จสมบูรณ์แล้วครับ ท่านสมาชิกสภาทุกท่าน"

    สิ้นเสียง หน้าจอโฮโลแกรมพลันเปลี่ยนแปรสภาพเป็นชุดข้อมูล แผนภูมิ แผนภาพ และกราฟแท่งจำนวนมหาศาลที่ระบุค่าสถิติต่าง ๆ ไว้ละเอียดยิบ: ทั้งระดับค่าพลังงานมานาอินพุต-เอาต์พุต, อัตราความเร็วในการทำลายล้างโมเลกุลศัตรู, ขอบเขตความสามารถในการฟื้นฟูเซลล์ที่ถูกทำลาย, และตัวเลขแสดงขีดความสามารถทางยุทธวิธีในด้านวิวัฒนาการสายพันธุ์ รวมถึงค่าพารามิเตอร์แปลกใหม่ที่ไม่เคยถูกบันทึกมาก่อนในประวัติศาสตร์ยี่สิบปีของโครงการสร้างมนุษย์ดัดแปลงแกนกลางลีซิลนอส

    ห้องประชุมตกลงสู่ความเงียบงันอันหนาวเหน็บ สมาชิกสภาสูงแต่ละคนต่างจ้องมองตัวเลขเหล่านั้นด้วยสายตาที่วาวโรจน์ ทว่าครั้งนี้... ความเงียบดังกล่าวไม่ใช่ความเงียบที่เกิดจากความหวาดหวั่นต่อภัยคุกคามของการ์เลนอสเหมือนแต่ก่อน หากแต่เป็นความเงียบของกลุ่มวาณิชและนักการทหารที่กำลังพิจารณาผลลัพธ์ของ 'ผลิตภัณฑ์ยุทโธปกรณ์' ชิ้นเอกที่พวกตนเฝ้ารอคอยความสำเร็จมานานหลายปี

    ท่านประธานสภาสูง ชายชราผมสีดอกเลาผู้มีแววตาดุร้ายประดุจพยัคฆ์ ประสานมือเข้าหากันไว้ที่คาง ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ "สรุปผลการทดสอบภาคสนามจริงมา"

    เจ้าหน้าที่วิเคราะห์พยักหน้ารับคำอย่างนอบน้อม ก่อนจะกล่าวสรุปด้วยน้ำเสียงที่ชัดถ้อยชัดคำ

    "สภาวะ Evolution Wave Form II ประสบความสำเร็จตามสมมติฐานการพัฒนาระยะที่สองของโครงการลีซิลนอสทุกประการครับ จากกราฟแสดงผลนี้ ค่าการตอบสนองเชิงฟังก์ชันและความเข้ากันได้ของระบบประสาทผู้ใช้งานกับแกนกลางลีซิลนอส มีค่าสูงกว่าที่แบบจำลองคอมพิวเตอร์คาดการณ์เอาไว้ตอนแรกถึง 18.7% อัตราส่วนประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานดิบให้กลายเป็นไซคิกเพลิงเพิ่มขึ้นสูงถึง 312% และที่น่าอัศจรรย์ที่สุดคือ ตัวอย่างทดลอง...ริน อาซากิ สามารถรักษาเสถียรภาพทางจิตใจและโครงสร้างเซลล์เนื้อเยื่อเอาไว้ได้ตลอดระยะเวลาการต่อสู้อันยาวนาน โดยไม่เกิดอาการคลุ้มคลั่งหรือเซลล์ล่มสลายเหมือนเคสก่อน ๆ ครับ"

    สมาชิกสภาสูงหลายคนได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าให้กันด้วยความพึงพอใจอย่างที่สุด รอยยิ้มแห่งความโลภและความมั่นใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เหี่ยวย่น

    "ในที่สุด... ความพยายามของพวกเราก็สัมฤทธิ์ผลสักที" สมาชิกสภาหญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้นพลางหัวเราะในลำคอ

    "หลังจากที่ไอ้พวกสภาล่างบ่นเรื่องที่พวกเราถลุงงบประมาณและทรัพยากรโลกไปมหาศาลกับเด็กคนนี้ ตอนนี้คงไม่มีใครกล้าอ้าปากคัดค้านอีกต่อไปแล้วล่ะนะ" ชายวัยกลางคนอีกคนสำทับพร้อมยิ้มหยัน

    เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลเคาะนิ้วลงบนแป้นควบคุมเพื่อเปลี่ยนสไลด์ภาพต่อ "จากข้อมูลเชิงประจักษ์ทั้งหมด ระบบ EW-2 ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีขีดความสามารถและอานุภาพสูงส่งพอที่จะรับมือ และทำลายล้างการ์เลนอสระดับ 3 ได้โดยตรงในการต่อสู้แบบตัวต่อตัว และมีศักยภาพดิบที่สูงมากพอที่จะถูกพัฒนาให้กลายเป็น 'กำลังรบหลักเบ็ดเสร็จ' (Absolute Military Power) ในการทำสงครามยึดคืนพื้นที่โลกส่วนที่เหลือในอนาคตอันใกล้ครับ"

    บนหน้าจอยักษ์ปรากฏภาพนิ่งขนาดใหญ่ยักษ์ของริน อาซากิ ในร่างล้อมรอบด้วยเปลวไฟสีทองอร่ามอันงดงาม ภาพเหตุการณ์ตอนที่เธอใช้อาวุธดาบยักษ์แทงทะลวงทำลายล้างภัยพิบัติระดับโลกได้ด้วยตัวคนเดียว

    ประธานสภาสูงจ้องมองภาพของเด็กสาวบนจอโฮโลแกรมอยู่ครู่หนึ่ง แววตาของเขาไร้ซึ่งความรู้สึกยินดีในฐานะเพื่อนมนุษย์ มีเพียงความพึงพอใจในฐานะเจ้าของอาวุธสงครามที่ทรงพลังที่สุด ก่อนที่เขาจะประกาศคำตัดสินด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดและทรงอำนาจ

    "ริน อาซากิ...ผ่านการประเมินโครงการลีซิลนอสขั้นที่สองอย่างสมบูรณ์แบบ"

    คำประกาศสั้น ๆ นั้นประหนึ่งเสียงระฆังแก้วที่ทำให้บรรยากาศอันตึงเครียดภายในห้องประชุมลับผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด สมาชิกสภาหลายคนเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางพูดคุยกันด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เพราะสำหรับพวกเขานั้น ชัยชนะในยุทธการ Red Armageddon ไม่ใช่แค่เรื่องของการช่วยชีวิตพลเรือนในเมืองชายขอบ... แต่มันคือใบเบิกทางและหลักฐานความสำเร็จของโครงการวิจัยลับที่พวกตนลงขันดำเนินงานกันมาอย่างยาวนานต่างหาก

    "แล้ว... แผนการในขั้นตอนต่อไปล่ะครับ?" สมาชิกสภาชายที่นั่งทางปีกซ้ายเอ่ยถามขึ้นมา

    เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ส่งยิ้มบาง ๆ ก่อนจะทำการแตะหน้าจอเพื่อเปลี่ยนเข้าสู่แฟ้มข้อมูลลับระดับ Blue-File ที่เป็นความลับขั้นสูงสุดทันที หน้าจอโฮโลแกรมแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้ม พร้อมกับข้อความและตราสัญลักษณ์หัวข้อขนาดใหญ่ยักษ์ที่เขียนไว้เด่นหราว่า:

     

    [PROJECT PHOENIX ASCENSION : โครงการฟีนิกซ์ทะยานฟ้า EW Form III ]

     

    ห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบสงัดอีกครั้ง ทุกสายตาจับจ้องไปที่หัวข้อใหม่

    "จากผลการวิเคราะห์โครงสร้างยีนและรหัสพลังงานที่เก็บได้ล่าสุด สภาวะ EW-2 ที่เห็นในสนามรบนั้น... ยังไม่ใช่ขีดจำกัดสูงสุดหรือจุดสิ้นสุดของแกนกลางลีซิลนอสครับ"

    คำพูดของเจ้าหน้าที่ทำให้สมาชิกสภาหลายคนต้องหรี่ตาลงด้วยความประหลาดใจและละโมบ

    "ข้อมูลดิบทางชีวภาพและดัชนีพลังงานที่บันทึกได้ในช่วงวินาทีสุดท้ายของการระเบิด บ่งชี้ว่าจิตวิญญาณและร่างกายของ ริน อาซากิ ยังคงมีช่องว่างและศักยภาพแฝงที่สามารถกระตุ้นเพื่อ 'วิวัฒนาการ' ต่อเนื่องขึ้นไปสู่ระดับที่สาม หรือสูงกว่านั้นได้อีกหลายขั้น... ทางคณะวิจัยจึงขอเสนอให้ทางสภาอนุมัติการเริ่มเฟสงานวิจัยระยะถัดไปในทันทีครับ เพื่อปลดล็อกพลังที่แท้จริงของโครงการฟีนิกซ์"

    ประธานสภาสูงได้ฟังดังนั้นก็ยกมือขึ้นลูบคางเบา ๆ สายตาขยับมองข้อมูลแผนงานตรงหน้า ก่อนจะพยักหน้าลงหนึ่งครั้งอย่างเชื่องช้าทว่าเต็มไปด้วยความเด็ดขาด

    "อนุมัติ..."

    คำตอบสั้น ๆ และทรงพลังดังขึ้นจากปากของชายชรา โดยไม่มีสมาชิกสภาคนใดในห้องคิดจะเอ่ยปากคัดค้านแม้แต่คนเดียว

    "จัดตั้งทีมวิจัยวิทยาศาสตร์เฉพาะกิจขึ้นมาทันที รวบรวมข้อมูลพฤติกรรมและคลื่นพลังงานระบบ EW-2 ทั้งหมดของเด็กนั่นมาวิเคราะห์หาสมการ และเตรียมการร่างแผนยุทธศาสตร์รองรับสำหรับการพัฒนาร่างวิวัฒนาการขั้นต่อไปให้พร้อมใช้งานโดยเร็วที่สุด"

    สมาชิกสภาทุกคนต่างมีสีหน้าอิ่มเอิบและพึงพอใจอย่างที่สุด ในที่สุดสิ่งที่พวกเขาคาดหวังและทะเยอทะยานเอาไว้เกี่ยวกับการควบคุมโลกและพลังอำนาจเบ็ดเสร็จ มันก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างและจับต้องได้ชัดเจนขึ้นผ่านเด็กสาวคนนี้

    ท่านประธานสภาสูงเลื่อนสายตากลับไปมองที่หน้าจอด้านข้าง ซึ่งเป็นภาพตัดสลับการถ่ายทอดสดจากโดรนรักษาความปลอดภัยรอบนอกของ ORCA ภาพบนหน้าจอแสดงให้เห็นร่างของเด็กสาว... ริน อาซากิ ในชุดฮู้ดดี้ลำลองธรรมดา ๆ กำลังยืนรับสายลมเย็นอยู่บนดาดฟ้าเรือนลอยฟ้า เธอกำลังเงยหน้าส่งรอยยิ้มอันบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา และเต็มไปด้วยความหวังให้กับผืนฟ้ายามเย็นที่แสงแดดกำลังจะลับหายไป

    เธอช่างดูมีความสุขและผ่อนคลายกับวันธรรมดา วันแรกหลังจากผ่านพ้นความตายมาได้...

    โดยที่ตัวของเด็กสาวเอง ไม่มีวันล่วงรู้เลยชั่วชีวิตว่า...ในสายตาและมุมมองของกลุ่มสภาสูงผู้ปกครององค์กร V.I.F. แล้วนั้น ตัวเธอไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงแค่วีรบุรุษหรือมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่สมควรได้รับความสุขสงบเลยแม้แต่น้อย หากแต่เธอคือกุญแจสำคัญและอาวุธสิ่งประดิษฐ์ชิ้นเอกที่จะเป็นตัวกำหนดอนาคตและการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์มนุษยชาติตามแต่ที่พวกเขากำหนด ตามความต้องการของบุรุษผู้นั้น

    และวันธรรมดาที่แสนสั้นนี้...เป็นเพียงแค่จุดพักผ่อนชั่วคราวเท่านั้น เพราะการเดินทางและชะตากรรมอันแสนสาหัสของเธอในฐานะฟีนิกซ์เพลิง...มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริงเท่านั้นเอง

     

    [จบตอนที่ 36 : วันธรรมดาหลังสงคราม]

    คล้ายกับเรื่องVeonestra: สงครามวันพิพากษา ที่คุณอ่าน