มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

    บทที่ 103 เตรียมการก่อนลาจาก

    บทที่103 เตรียมการก่อนลาจาก

     

            “แล้วหลานมีความคิดเห็นประการใด"

             

            จางเยี่ยนจือกล่าวถาม ฮุ่ยจวินก็กล่าวตอบ

            “ตอนนี้ข้าใกล้ซ่อมแซมค่ายกลบัวอัคคีไร้จีรังเสร็จสิ้นแล้วเหลือแค่ปรับปรุงกฎเกณฑ์อีกเล็กน้อยก็จะสามารถใช้เพลิงเทวะผลาญโลหิตเทียมจุดขึ้นมาได้"

             

            ได้ยินว่าฮุ่ยจวินสามารถซ่อมแซมค่ายกลในตำนานขึ้นได้ภายในระยะเวลาเพียงเดือนเศษค่ายกลที่อดีตบรรพชนหลายผู้ต่างงัดทุกกฎเกณฑ์ ใช้ทุกความสามารถที่เลิศภพมาใช้ ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์แลมหาวิถีที่ชนรุ่นหลังยากที่จะเข้าใจแต่เหล่านี้ฮุ่ยจวินกลับเข้าใจแลซ่อมแซมมันได้โดยใช้เวลาไม่นาน และที่เหนือกว่านั้นก็คือมันกลับสามารถแปรเปลี่ยนกฎเกณฑ์อันสำคัญในการจุดติดค่ายกลทำให้ค่ายกลสามารถถูกกระตุ้นให้ปลดปล่อยพลังได้ด้วยเพลิงเทียม นี่แสดงให้เห็นถึงความสามารถด้านสติปัญญาแลความเข้าใจในกฎเกณฑ์เข้าใจในวิถีแห่งธรรมชาติได้ดีเพียงไหน

             

            แต่ในทางกลับกัน ในการที่ชายหนุ่มคิดเปลี่ยนกฎเกณฑ์ของค่ายกลพลังญาณให้มีรูปแบบที่เพลิงเทียมจุดขึ้นมาได้เช่นนี้นั่นย่อมมีความนัยซ่อนแฝง ซึ่งก็ทำให้จางเยี่ยนจือต้องรู้สึกใจหายอยู่บ้าง

             

            “เจ้าดัดแปลงค่ายกลให้สามารถจุดติดด้วยเพลิงเทียมนั่นหมายความว่าเจ้าจะจากที่นี่ไป"

             

            ฮุ่ยจวินมองย่าของตน

            “นี่มิใช่การจาก แต่เป็นเพียงการเดินทางในช่วงเวลาหนึ่ง”

             

            จางเยี่ยนจือรู้ดีถึงปณิธานของหลานตน นางก็ไม่คิดที่จะห้ามเพียงแค่รู้สึกว่าพึ่งได้พานพบสายเลือดสุดท้ายได้ไม่นาน มันก็ต้องจากไปอีกแล้ว ฮุ่ยจวินเห็นสีหน้าที่หมองลงของย่าตนมันจึงรีบกล่าวว่า

            “ที่นี่คือบ้านของข้า อย่างไรข้าก็ต้องกลับมาแต่สิ่งที่ข้าต้องทำต่อไปนี้คือความปลอดภัยของบึงลี้ลับและเพื่อปกปิดสถานที่ที่เป็นปริศนานี้ให้คงอยู่ต่อไป"

             

            “เจ้าจะหมายความว่า…”

             

            “หลังจากซ่อมแซมแลปรับปรุงค่ายกลเสร็จสรรพข้าจะเป็นผู้นำพาเจ็ดประมุขพรรคใหญ่คืนกลับสู่แผ่นดินใหญ่เอง พวกมันกลับในสภาพที่สติเลอะเลือนย่อมมิอาจมีข้อมูลใดหลุดรอดจะช่วยลดการตามหาของเหล่าบริวารจากพรรคของพวกมัน รวมถึงลดความสนใจของนิกายเทวะวจนะไปได้บ้างอีกทั้งหากเป็นข้าที่พาพวกมันออกไป อย่างน้อยก็ไร้ซึ่งวิถีพลังญาณให้คนภายนอกจับสัมผัสไม่ต้องเสี่ยงจะปะทะกับคนทั้งปฐพีเฉกเช่นพวกท่าน"

             

            “หากพาพวกมันไปส่งแล้ว เจ้าจะกลับมาหรือไม่"

             

            ฮุ่ยจวินนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนตอบว่า

            “ข้าบอกแล้วว่าที่นี่คือบ้านข้า ข้าย่อมกลับแน่เพียงแต่อาจมิใช่หลังจากจัดการเรื่องของเจ็ดประมุขเสร็จสรรพ”

             

            “ทำไมหรือ"

             

            “มีเรื่องด้านบนที่รอให้ข้าสะสางอยู่ไม่น้อยและยังมีเรื่องของพี่ร่วมสาบานที่ข้าต้องช่วยอีกแรง อีกทั้ง….”

            ฮุ่ยจวินนึกถึงเรื่องราวของมารดาและปริศนาในตัวตนของมารดาที่มันอยากรู้จักแม้มันได้รู้ผ่านเรื่องเล่าจากท่านย่ามาบ้างแล้ว แต่นั่นก็เพียงเป็นเรื่องราวที่ผิวเผินเพราะมันมีความรู้สึกว่ามารดาของมันเต็มไปด้วยปริศนามากมายเป็นอย่างยิ่ง มันไม่ต้องการรู้ลึกไปถึงที่มาที่ไปแต่อย่างน้อยมันก็ต้องการรู้ว่ามารดาของตนเป็นใคร เหตุใดจึงต้องถูกไล่สังหารจากนิกายเทวะวจนะอย่างเอาเป็นเอาตายถึงเพียงนั้น

             

            ประการสำคัญปณิธานการเปลี่ยนแปลงโลกแห่งนี้ของมันยังดำรงอยู่มันยังต้องการที่จะเดินในเส้นทางแห่งคุณธรรมเพื่อปลดปล่อยปลาเล็กในรอดพ้นจากโลกที่เต็มไปด้วยปลาใหญ่การมีชีวิตสงบสุขในที่แห่งนี้นับเป็นหนึ่งในสิ่งที่มันถวิลหา แต่มันเมื่อมีความตั้งใจใดแล้วก็ยากที่จะทิ้งความตั้งใจนั้นได้ง่ายๆแต่จะให้กล่าวเหตุผลหลากประการให้ท่านย่าฟัง มันก็เกรงว่าจะทำให้สตรีชราคืนกลับไปอยู่ในสภาพที่ตรอมใจดังเดิมมันจึงยากที่จะกล่าว แต่กลับกัน จางเยี่ยนจือกลับคล้ายเข้าใจในตัวของหลานชายผู้นี้แม้จะรู้สึกเศร้าอยู่ไม่น้อยที่จะเห็นหลานลาจาก แต่นางก็ยังแสดงความรู้สึกที่เชื่อมั่นออกมา

             

            “เข้าใจแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะคิดทำสิ่งใดย่าเชื่อว่าย่อมไม่เกินความสามารถของเจ้าแน่ ผู้เป็นย่าก็เพียงได้แต่อวยพรและหวังให้หลานปลอดภัยพร้อมกลับมาเยี่ยมเยือนบ่อยครั้งเท่านั้น”

             

            ฮุ่ยจวินผงกศีรษะ

            “ท่านอยู่ที่นี่ พี่น้องอยู่ที่นี่ ผู้ที่ข้าเคารพล้วนอยู่ที่นี่เช่นนั้นข้าย่อมกลับมาแน่นอน”

             

            จางเยี่ยนจือได้ออกไปแล้ว สตรีชราแม้มีใบหน้าที่หมองเศร้าไปบ้างแต่ก็เปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นไม่ทุกข์ตรมดั่งเช่นอดีตนี่จึงไม่ทำให้ฮุ่ยจวินต้องหนักใจหรือห่วงกังวลอันใด สตรีชราพอออกมา นางก็ได้พาหลานบุญธรรมทั้งสองอย่างจางลู่เหลียนและจางเฟยเทียนไปยังสถานที่กักตัวของเจ็ดประมุขพรรคใหญ่รวมถึงเหล่าประมุขและคนสำคัญของตระกูลซุน พรรคบุปผาพิษม่วง พรรคม่านมายา และพรรคอสรพิษวารีหลังจากตรวจความเรียบร้อยเสร็จสรรพ ดูพวกมันมิได้อาละวาดแต่อย่างใด สตรีชราพร้อมหลานบุญธรรมสองผู้ก็ได้ไปประชุมร่วมกับประมุขพรรคธารเทวะและผู้นำตระกูลโจวในการหาแนวทางการซ่อมแซมและวางค่ายกลใหม่ที่จะอำพรางแลทำให้การซ่อนตัวของบึงลี้ลับตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิงเช่นเคย

             

            เหล่าคนสำคัญของบึงลี้ลับจึงง่วนอยู่กับการแก้ไขแลจัดอำนาจหน้าที่การดูแลบึงลี้ลับใหม่ทั้งยังให้เหล่าคนจากพรรคและตระกูลผู้เคยก่อความวุ่นวายในครานั้นที่พอไว้ใจได้ให้เข้าร่วมหาแนวทางด้วยค่ายกลพลังที่สอดคล้องจนราวกับเป็นธรรมชาติของแม่น้ำร้อยลี้ได้เป็นหน้าที่และการระดมความคิดของผู้คนที่อาศัยอยู่ภายในความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก่อนหน้าได้ลดทอนหมดสิ้น มีแต่ความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวหากสภาพการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีคนนอกเข้ามาแทรกแซงสร้างความวุ่นวาย บึงลี้ลับจะนับเป็นบึงที่สุขสงบที่สุดนับแต่รุ่นของบรรพชนที่ร่วมกันก่อตั้งสถานที่แห่งนี้เลยก็ปาน

             

            มนุษย์พออยู่อย่างไร้ศัตรูคุกคามก็มักจะฆ่ากันเองแต่พอมีเหตุร้ายแทรกแซงก็จักสามัคคีกลมเกลียว นับเป็นสัตว์ประเสริฐที่มีความคิดซับซ้อนแลยากเข้าใจอย่างแท้จริง

             

            คนในบึงลี้ลับแสดงความสามัคคีช่วยกันแก้ไขค่ายกลธรรมชาติเหนือน่านน้ำส่วนฮุ่ยจวินก็ใช้ความรู้ความสามารถที่มี ทั้งยังได้นำความรู้แลกฎเกณฑ์มหาวิถีมากมายจากตำรารวมถึงคัมภีร์ทั่วบึงลี้ลับแห่งนี้ที่มันได้อ่านมาซ่อมแซมและปรับปรุงค่ายกลบัวอัคคีไร้จีรังอย่างขะมักเขม้นมันในตอนนี้สูญเสียแรงกาย แรงใจ แลสติปัญญาเป็นอย่างมาก แต่ท้ายที่สุดก็ยังมองไม่เห็นชิ้นส่วนสำคัญที่จะเป็นกุญแจสำหรับเปิดประตูสู่ค่ายกลด้วยเพลิงเทียมซักทีความลึกลับซับซ้อนของกฎเกณฑ์แห่งค่ายกลนี้เล่นเอาผู้มีปัญญาอันล้ำเลิศอย่างมันใกล้จะจนมุมในทุกขณะแล้วสมกับเป็นสุดยอดค่ายกลพลังญาณแห่งบรรพชนอย่างแท้จริง

             

            ฝู่ววว

             

            ฮุ่ยจวินเป่าปากพร้อมปาดเหงื่อที่ผุดขึ้นเต็มหน้าผากเป็นจังหวะที่จางเฟยเทียนมาหามันพอดี

            “พี่รอง ท่านควรจะพักผ่อนเสียบ้าง”

             

            จนถึงตอนนี้ฮุ่ยจวินค่อยมีความคิดที่จะหยุดพักสมองแลร่างกายเพราะมันเคร่งเครียดจนเกินไปทำให้สติปัญญาไม่เฉียบแหลมดังเดิมแล้ว

            “ข้าสมควรที่จะพักจริงๆ"

             

            กล่าววาจานี้ออกมา มันก็จ้องมองไปที่จางเฟยเทียนพร้อมกล่าวต่อโดยมิทันให้จางเฟยเทียนได้เอ่ยปากถาม

            “ที่ข้าต้องเรียกเจ้ามาในวันนี้เพราะมีเรื่องต้องฝากฝัง"

             

            จางเฟยเทียนมีสีหน้างุนงง เป็นฮุ่ยจวินที่ส่งสองดรรชนีออกปลดปล่อยกฎเกณณ์แห่งพลังบางอย่างเพื่อแทรกยังร่างของจางเฟยเทียนพร้อมกันนั้นสร้อยคอที่มีจี้รูปบัวอัคคีก็ไปอยู่ในมือของจางเฟยเทียนอย่างรวดเร็ว จางเฟยเทียนจึงเบิกตาขึ้น

            “พี่รองนี่มันหมายความว่าอย่างไร"

             

            “บึงลี้ลับแห่งนี้ภายภาคหน้าจะเป็นเจ้าที่ต้องสืบทอดดูแล"

             

            จางเฟยเทียนรีบยื่นสร้อยคอที่เป็นหมุดค่ายกลประตูหลักคืนกลับแก่ฮุ่ยจวินทันใด

            “ข้าไม่มีความสามารถเช่นนั้น ท่านคือผู้ที่เหมาะสมที่สุด"

             

            ฮุ่ยจวินตบลงบนบ่าของมัน

            “น้องข้า หากเจ้าไม่มีคุณสมบัติแล้วบึงลี้ลับแห่งนี้ยังจะมีใครที่คู่ควร"

             

            “ก็ท่านอย่างไรเล่า ข้า….”

             

            ฮุ่ยจวินตัดบท

            “ข้ายังมีภารกิจที่ต้องสะสาง เรื่องทางนี้จึงได้แต่ฝากฝังที่เจ้าซึ่งท่านย่าของพวกเราก็เห็นพ้องแล้ว… เฟยเทียน เจ้าเป็นผู้ที่มีความสามารถอย่าได้ดูถูกตัวเองจนเกินไป”

             

            จางเฟยเทียนนิ่งเงียบพร้อมกับจ้องมองหมุดบัวอัคคีเปิดม่านหรือก็คือหมุดค่ายกลประตูหลักที่ใช้เข้าออกบึงลี้ลับในมือ

            “คนอ่อนแออย่างข้าจะทำได้จริงหรือ”

             

            ฮุ่ยจวินตบลงบนบ่าของมันเบาๆ อีกครา

            “ผู้ที่รู้จักข้อด้อยของตนคือคนที่จะพัฒนาได้ไกลที่สุดเจ้าคือคนประเภทนั้น"

             

            กล่าวจบฮุ่ยจวินก็เดินครุ่นคิดในเรื่องค่ายกลพร้อมจากไปปล่อยให้จางเฟยเทียนได้ไตร่ตรองและรวบรวมความกล้าในตนเองออกมา เนิ่นนานชายหนุ่มค่อยผ่อนลมหายใจออกแล้วกำหมุดค่ายกลประตูหลักในมือไว้แน่น

            “หากท่านและท่านย่าไว้ใจข้าถึงเพียงนี้ข้าก็จะพยายามมิทำให้พวกท่านต้องผิดหวัง”

             

            ที่สะพานหินข้ามบึงบัว ฮุ่ยจวินยังคงเดินครุ่นคิดเหม่อลอยไปอย่างราบเรียบแต่เพราะด้วยตัวตนของมัน ด้วยสายเลือดสืบทอดสุดท้ายแห่งตระกูลจางและสามารถจุดพลังค่ายกลในตำนานขึ้นมาจนรักษาความสงบสุขของบึงลี้ลับให้คงอยู่กอปรกับรูปร่างหน้าตาที่ราวกับถูกวาดขึ้นจากจิตรกรแห่งแดนเซียน จึงทำให้มันเป็นจุดเด่นแลจุดสนใจของสตรีอายุเยาว์ในบึงแห่งนี้ยิ่งนักมันจึงมิได้เดินเงียบๆ อย่างใจหวัง เพราะตอนนี้ต่างมีแต่คนที่มารุมล้อมถามไถ่

             

            “ดูน้องชายข้า น้องบุญธรรมท่านผู้นั้นกลับกลายเป็นบุรุษเนื้อหอมไปแล้ว"

            จางลู่เหลียนกล่าววาจายิ้มๆ ขึ้นอีกฟากฝั่งหนึ่งของบึงบัวปู้ชิงเถาที่ยืนอยู่ไม่ห่างได้มองเห็นภาพรอยยิ้มอันผุดผาดด้านข้างใบหน้าที่ไร้ที่ติมันก็แทบถูกความงามนี้สะกดให้ลุ่มหลงเห็นปู้ชิงเถาเงียบไปและมองตนตาไม่กระพริบ จางลู่เหลียนก็กล่าวว่า

             

            “หน้าข้ามีอะไรแปลกไปหรือ"

             

            ปู้ชิงเถาจึงแย้มยิ้มออกมาก่อนมองไปที่บึงบัวซึ่งชูช่อมากมาย

            “ข้าเพียงรู้สึกว่า ไม่ว่าจะมองบัวในสระหรือมองใบหน้าท่านก็ล้วนแล้วแต่เหมือนกัน"

             

            จางลู่เหลียนขมวดคิ้วไม่เข้าใจ ปู้ชิงเถาที่เห็นหัวคิ้วน้อยๆขมวดอยู่ก็กล่าวต่อโดยพลัน

            “เพราะงดงามจนยากจะละสายตาทั้งคู่"

             

            จู่ๆ ใบหน้าของจางลู่เหลียนก็ร้อนผ่าว นางจึงรีบเบือนหน้าไปมองบัวอีกฝั่ง

            “ท่านล้อข้าเล่นแล้ว”

             

            ปู้ชิงเถามองสตรีข้างกาย หวนนึกถึงวันแรกที่พานพบในชุดประหลาด

            “ข้ายังมิเคยได้มีโอกาสขอบคุณท่านอย่างจริงจังที่ช่วยชีวิต"

             

            “ตอนนั้นนับว่าเป็นความบังเอิญเท่านั้นและที่สำคัญเป็นท่านได้ช่วยชีวิตข้าก่อน ข้าควรที่จะขอบคุณท่านอย่างจริงจัง"

             

            จังหวะที่จางลู่เหลียนกล่าววาจา ลมหอบหนึ่งได้พัดหวนมาส่งปลายผมดำขลับของนางให้ปลิวสยายปิดหน้าปู้ชิงเถาจึงเอื้อมมือทัดปอยผมให้แก่นางอย่างนุ่มนวลแผ่วเบา ส่งให้ทั้งสองได้สบสายตาซึ่งกันอย่างเหม่อลอยเป็นจางลู่เหลียนที่รู้สึกเอียงอายจนใบหน้าแดงก่ำ หัวใจเต้นเร็วไม่เป็นจังหวะ ซึ่งอาการเหล่านี้ปู้ชิงเถาก็กำลังประสบเช่นเดียวกัน

             

            เพื่อกลบความเขินอาย จางลู่เหลียนจึงรีบกล่าวเปลี่ยนเรื่องพอมองบัวหิมะที่ยังคงหลงเหลือบางส่วนก็ได้หวนนึกไปถึงสหายที่นางเคยคิดมาโดยตลอดว่าเป็นสหายที่ดีที่สุดของตน

            “ข้ามีสหายที่สนิทที่สุดผู้หนึ่ง เสมอมาล้วนเข้าใจว่ามีน้ำมิตรต่อกันมากที่สุดแต่ไม่คิดว่านางจะใช้น้ำมิตรนั่นลอบเล่นงานและแทงข้างหลังอย่างไม่รู้ตัว คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจจริงๆภายนอกดูใสซื่อบริสุทธิ์ เป็นหนอนสมุนไพรที่ง่วนอยู่กับตำราแลร้านโอสถผู้หนึ่ง แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยแผนร้ายและความอำมหิต…ทว่าเพราะความเป็นสหาย การที่เห็นนางต้องตกตายก่อนเวลาอันควรเช่นนี้ก็ทำให้ข้าใจหายอยู่บ้าง”

             

            ปู้ชิงเถารู้ว่านางหมายถึงใคร จึงเอ่ยว่า

            “ไม่มีใครทำร้ายนาง มีเพียงนางที่ทำตนเองทั้งสิ้น”

             

            จางลู่เหลียนไม่เห็นเหตุการณ์จึงเกิดความใคร่รู้

            “นางตายอย่างไรหรือ”

             

            ปู้ชิงเถามองไปที่บึงบัวอีกรอบ

            “นางคิดประชันวิชาพิษกับวิชาแพทย์ของน้องร่วมสาบานข้าตอนนั้นใช้พิษร้ายใส่ข้า บีบให้น้องร่วมสาบานมอบหมุดค่ายกลประตูหลักและในทางเดียวกันก็อยากทดสอบว่าจะมีวิชาแพทย์ใดเอาชนะพิษที่อยู่ในตัวข้าได้แต่นางไม่ปล่อยโอกาสให้น้องร่วมสาบานได้มีเวลาหาสมุนไพรหรือปรุงยาถอนพิษ นางยังส่งยอดฝีมือข้างกายเข้าก่อกวนทำร้ายด้วยแต่นางประเมินพลังฝีมือของน้องร่วมสาบานข้าต่ำไป คิดว่ามันเก่งแต่วิชาแพทย์ไม่มีพลังฝีมือจนยอดฝีมือของนางต้องพลาดท่าถูกจัดการ นางที่จวนตัวจึงผสมพิษอย่างไร้ตรรกะบนกาย ไม่สนส่วนผสมไม่สนชนิดตัวยา ขอเพียงเอาชนะน้องร่วมสาบานของข้าให้ได้เท่านั้น ซึ่งจังหวะที่นางฉวยโอกาสแพร่พิษใส่น้องร่วมสาบานข้าทีเผลอแต่นางหารู้ไม่ว่าตำแหน่งที่น้องร่วมสาบานของข้าเลือกต่อสู้พัวพันกับยอดฝีมือฝ่ายนางคือทิศที่สายลมพัดหวนยิ่งมีการต่อสู้เกิดขึ้น กระแสลมยิ่งพัดหวนอย่างรุนแรงกว่าเดิม พิษที่แพร่ออกจึงถูกสายลมพัดหวนย้อนกลับมาที่ตัวนางเสียเองและเพราะปรุงพิษอย่างไร้สูตรและสะเปะสะปะหวังให้พิษรุนแรงที่สุด ส่งผลให้ยาถอนพิษใดบนกายนางก็มิอาจช่วยนางได้แต่น้องร่วมสาบานข้ามียาถอนพิษที่ล้ำเลิศเหลือสองเม็ด หลังจากเอาชนะยอดฝีมือได้มันก็นำยาถอนพิษหนึ่งเม็ดให้ข้ากินและด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยความเมตตา มันจึงส่งยาถอนพิษที่เหลือให้แก่สตรีนางนั้นด้วย”

            หยุดเล็กน้อย ก่อนที่มันจะกล่าวต่อ

            “แต่สตรีนางนั้นกลับหยิ่งในศักดิ์ศรีนางประกาศก้องว่าพิษของนางนั้นเลิศล้ำที่สุด พิษที่นางประสบอยู่นี้แม้แต่วิชาแพทย์ของน้องข้าก็มิอาจรักษาเพื่อให้วิชาพิษของตนชนะ นางถึงกับยินยอมทิ้งยาถอนพิษที่อาจช่วยชีวิตเม็ดนั้นทิ้งไป"

             

            จางลู่เหลียนทอดถอนใจ

            “เพื่อต้องการเอาชนะ ถึงกับใช้ชีวิตของตนเป็นเครื่องพิสูจน์เลยหรือ"

             

            ปู้ชิงเถากลับส่ายศีรษะ

            “นางก็แค่ผู้ที่ต้องการเอาชนะแต่ไม่ยินยอมรับความจริงเท่านั้นนางเพราะกลัวพ่ายแพ้จึงไม่กินยาเม็ดนั้น เพราะหากยาเม็ดนั้นสามารถถอนพิษที่นางเองก็มิอาจถอนได้นางก็จะกลับกลายเป็นผู้ที่พ่ายแพ้ตลอดไป นางจึงเป็นเพียงสตรีที่ใจอำมหิตและโลกแคบผู้หนึ่ง”