“เฮ้อ...เรียกหนิงเฟยหลงกลับมาเถอะให้เขารีบไปทางใต้ทันที”องค์รัชทายาทตัดสินพระทัยแล้วขุนนางน้อมรับแต่โดยดี การโต้เถียงเป็นอันสิ้นสุด
“องค์รัชทายาทกระหม่อมทูลลา”หนิงเทียนก้าวเดินออกไปอย่างสง่าผ่าเผยก่อนจะไปเขาเพียงประสานมือให้กับองค์รัชทายาทเท่านั้นสำหรับเขาแล้วการที่ราชวงศ์ปั่นหัวเขาเช่นนี้ก็ไม่ต่างกับเห็นเขาเป็นเพียงของเล่นเท่านั้นเช่นนั้นเหตุใดเขาต้องมีความเกรงใจคนพวกนี้ด้วย
โดยเฉพาะองค์รัชทายาท เขาไม่เชื่อว่าเรื่องที่เกิดขึ้นองค์รัชทายาทจะไม่รับรู้ถึงไม่รับรู้จริงเขาก็ไม่ไว้ใจราชวงศ์ดั่งกาลก่อน
ระหว่างตระกูลหนิงและราชวงศ์ทั้งสองอยู่เป็นคู่ขนานกันไม่กินเส้นกันอีกต่อไป
...
หลังจากที่คำสั่งถูกส่งมาที่ค่ายตะวันออก สวี่หยางสือทำหน้าเหยเกเขาต้องกลายมาเป็นคนแบกภาระนี่ต่อ เพราะเจ้าคนเถื่อนพวกนั้น
แน่นอนว่าการเกณฑ์ทหารไม่ใช่เรื่องง่ายแต่คำสั่งเคลื่อนพลของหนิงเฟยหลงมาทันทีเท่ากับว่าทิ้งให้เขาเผชิญหน้ากับศัตรูนับแสนเพียงลำพังโดยไม่มีการสนับสนุนจากส่วนกลาง นี่เป็นเรื่องแย่ที่สุดสำหรับเขาเลย
พอหนิงเฟยหลงได้คำสั่งเขาก็ถอนกระโจมเคลื่อนพลอย่างกระตือรือร้นทั้งยังออกเดินทางอย่างรวดเร็ว เข้าใจว่าเรื่องคนเถื่อนมันเร่งด่วนแต่นี่จะไม่เกินไปหน่อยรึ ?
...
แดนคนเถื่อนทะเลทรายเวิ้งว้าง
ท่ามกลางทะเลทรายอันเวิ้งว้าง มีชนเผ่าตั้งอยู่มากมาย หลาย ๆชนเผ่ารวมกันเป็นรัฐ แต่ก็มีบางเผ่าที่ไม่ได้ร่วมกันใครมีพื้นที่เป็นของตนแดนทะเลทรายมีรัฐตั้งอยู่ด้วยกันสิบสามรัฐ แต่ละรัฐมีผู้นำเป็นของตนเอง เรียกผู้นำของตนเองว่า‘ชาร์’ ส่วนใหญ่แล้วเป็นกองกำลังที่ยิ่งใหญ่สามารถรวบรวมชนเผ่ามาไว้ในครอบครองมากมาย รัฐทั้งหลายไม่ขึ้นต่อกัน
เว้นเสียแต่ว่าการระดมพลของแต่ละดินแดนจะเกิดขึ้นแม้พวกมันจะแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน แต่ก็รวมตัวกันหลวม ๆ เป็นสหพันธรัฐชื่อนั้นจะขึ้นอยู่กับผู้ที่ได้เป็นราชาคนเถื่อน
ราชาคนเถื่อนนั้นมาจากการประลองของผู้ท้าชิง ส่วนใหญ่มาจากผู้นำรัฐที่ท้าประลองกันเองน้อยนักจะมีชนชั้นสามัญมาท้าชิงด้วยผู้นำของแต่ละรัฐก็เลือกเฟ้นมาจากการประลองเช่นเดียวกัน ไม่ได้มีวัฒนธรรมประเพณีสืบทอดอำนาจทางเชื้อสายอย่างเช่นสี่ราชวงศ์ในหนานโจว
ในอดีตเมื่อราวห้าสิบปีที่แล้วในรัชสมัยของจักรพรรดิพระองค์ก่อนคนเถื่อนได้เคลื่อนพลเข้ารุกรานอาณาจักรเยว่มาแล้วในสมัยนั้นพวกคนเถื่อนเรียกตนเองว่าชาวอัลบานั่นเพราะตอนนั้นราชาคนเถื่อนมีนามว่าอัลบา สหพันธรัฐจึงชื่ออัลบาไปด้วย
สงครามในครั้งนั้นเยว่สูญเสียทหารไปค่อนข้างมากทหารเยว่สามแสนนายกับทหารอัลบาหนึ่งแสนนายเข้ารณรงค์สงครามกว่าจะยุติสงครามได้เลือดชาวเยว่หลั่งไหลแทบจะเป็นสายธารสร้างความสยดสยองอย่างยิ่งยวด ชวนขวัญผวาให้แก่เหล่าทหารและประชาชน
หากอัลบาไม่ถูกจูเฉิน อดีตเสนาบดีกลาโหมบิดาของจูจวงสังหารศึกครานั้นก็จะยังไม่จบง่าย ๆและด้วยชัยชนะครั้งนั้นทำให้คนเถื่อนตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรเยว่สืบต่อมา...จนกระทั่ง.....
รัฐบาดี ปรากฏบุรุษร่างกำยำร่างทมิฬ ใบหน้าดุร้ายบนหน้าผากมีปานแดงกลมปรากฏให้เห็นเด่นชัด ศีรษะล้าน เขาเข้าท้าประลองกับผู้นำแห่งรัฐบาดีสังหารผู้นำคนก่อนอย่างโหดเหี้ยม ด้วยพละกำลังอันล้มหลาม และระดับพลังที่สูงล้ำขึ้นเป็นผู้นำคนใหม่แห่งบาดี นามของเขาคือ ‘อัลเดน’ ผู้โหดเหี้ยม !
สิ่งต่อมาที่เขาทำเกินความคาดหมายอย่างยิ่ง
นั่นคือการรวมดินแดนคนเถื่อน !
เขาใช้เวลาร่วมปีเศษในช่วงที่อาณาจักรเยว่กำลังวุ่นวายจากสงครามกลางเมือง จัดการแปดรัฐได้สำเร็จผู้นำรัฐที่ไม่ยอมแพ้ต่อเขาถูกสังหารอย่างอนาถไม่เพียงเท่านั้น ครอบครัว และเผ่าทั้งหมดล้วนถูกนำมามัดรวมกันไว้กลางทะเลทรายให้อดอาหารตายและถูกความร้อนที่ระอุของทะเลทรายแผดเผา ถูกกลบฝังไปในผืนทะเลทราย ความบ้าเลือดอำมหิตของเขานับวันก็ยิ่งมากขึ้นเป็นที่ครั่นคร้าม หวาดกลัวของผู้คนทั้งสิ้น หามีใครกล้าขัดขืนไม่
นั่นจึงเป็นเหตุให้อีกห้ารัฐรีบยอมอ่อนน้อมแต่เร็ววันหาไม่แล้วคงมีชะตาเฉกเช่นเดียวกับแปดรัฐก่อนหน้านี้เป็นแน่
หลังจากที่อัลเดนรวบรวมคนเถื่อนได้เป็นที่เรียบร้อยเขาก็แต่งตั้งตนเองเป็นราชาคนเถื่อนระดมพลนับแสนเข้ารุกรานอาณาจักรเยว่ทันทีที่ได้ข่าวการมาของทัพฉู่ อู๋ และซ่งนี่เป็นโอกาสอันดีที่จะเอาคืนอาณาจักรเยว่ !
และเวลานี้กองทัพคนเถื่อนก็มาเยือนถึงชายเขตสุดทะเลทรายแล้วด้านหน้าก็คือพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ มีหมู่บ้านตั้งเรียงรายอยู่ หมู่บ้านพวกนี้มีการค้าขายกับพวกคนเถื่อนจึงตั้งรกรากที่นี่ไม่ไปไหน เดิมทีพวกเขาเป็นเพียงพ่อค้าก็เท่านั้น
หากแต่วันนี้สวรรค์ไม่อำนวยพรให้กับพวกเขาแต่เป็นยมทูตที่จะมาเอาชีวิตพวกเขาอย่างไม่รู้ตัว !
เสียงร้องคำรามดังสนั่นอย่างบ้าคลั่ง !
คนเถื่อนก็กรูกันเข้าฆ่าชิงสมบัติของชาวเยว่ ร่างไร้ชีวิตเกลื่อนหมู่บ้านไม่เพียงเท่านั้น พวกมันยังจุดไฟเผาหมู่บ้านสิ่งก่อสร้างอื่นๆ อีก นอกจากสมบัติและอาหารแล้วสิ่งอื่นใดล้วนไม่มีค่าสำหรับพวกมัน
เพียงวันเดียวก็ทำลายหมู่บ้านไปมากกว่าสิบแห่ง เข้าปล้นสะดมฉุดคร่าจนในที่สุดก็เดินทัพมาถึงป้อมปราการที่ใกล้เขตทะเลทรายมากที่สุด ป้อม ‘ซิ่นหลิง’
พวกคนเถื่อนถูกหยุดไว้ไม่ให้เคลื่อนที่ต่อได้ด้วยปราการใหญ่โต นอกเหนือจากกองทัพชายแดนทั้งสี่นี่คือกองทัพ ‘ซิ่นเผิง’ เป็นหนึ่งในกองทัพพิเศษของอาณาจักรคอยประจำการอยู่ที่ชายขอบทะเลทรายนี่เท่านั้น มีทหารประจำการห้าหมื่นนาย
ผู้บัญชาการกองทัพซิ่นเผิงคือ วีรบุรุษ ‘จูเฉิน’ อดีตเสนาบดีที่ยอมละทิ้งตำแหน่งใหญ่โตมาประจำการอยู่ที่นี่ ระดับพลังของเขาถูกปกปิดไว้
ถึงแม้ว่าศึกในห้าสิบปีก่อน เขาจะได้แสดงฝีมือก็ตามแต่แน่นอนว่าศึกนั้นดุเดือดมาก ทหารเยว่แทบไม่เหลือรอดชีวิตกลับมาสักคนจะมีผู้รู้เห็นเหตุการณ์อยู่ไม่มาก และส่วนมากพวกนั้นก็ตายไปแล้วด้วยนั่นทำให้ไม่มีใครรู้ว่าจูเฉินมีระดับพลังเท่าใด ?
จูเฉินนับว่าเป็นไพ่ลับของอาณาจักรเยว่อีกใบหนึ่งเลยก็ว่าได้
ตั้งแต่สงครามในครั้งนั้นเขาก็ยื่นขอประจำการที่นี่มาโดยตลอดองค์จักรพรรดิพระองค์ก่อนก็ทรงเห็นด้วย ระยะเวลากว่าห้าสิบปีที่ผ่านมาไม่มีคนเถื่อนคนใดกล้าเข้ามาในเขตแดนเยว่อีกเลย ด้วยกลัวเกรงในฝีมือของจูเฉินและกองทหารของเขา
ทว่าไม่ใช่สำหรับอัลเดนผู้โหดเหี้ยม เขากล้าสังหารผู้คนมากมายให้ตกตายอย่างทุกข์ทรมานสร้างความโกรธแค้นไปทั่ว ความกลัวใด ๆ สำหรับเขาล้วนไม่มี !
...
ป้อมปราการซิ่นหลิง เมื่อสิบห้าวันก่อน
“เจ้าคนเถื่อนพวกนั้นยกพลนับแสนมาแล้วขอรับ”ทหารคนสนิทของจูเฉินกล่าวขึ้นอย่างรีบร้อน เขาพึ่งกลับมาจากเขตทะเลทรายโดยการปลอมตัวลอบเข้าไปสืบข่าว ก็เห็นการรวมตัวของกองทัพนับแสนรุกคืบเข้ามา
ชายชราขมวดคิ้วมุ่น “เลือกเดินทัพได้ถูกเวลานัก” เขาหยุดพูดถอนหายใจพลางเรียกม้าเร็วเข้ามา “เร็วเข้ารีบไปแจ้งหนิงเทียนให้นำเรื่องนี้กราบบังคมทูลฝ่าบาทโดยเร่งด่วน!”
“ข้าน้อยรับคำสั่ง !” ม้าเร็วรีบออกเดินทางโดยด่วนเรื่องนี้สำคัญนัก อันที่จริงส่งทั้งพิราบทั้งคนไปพร้อม ๆ กัน
“ท่านผู้บัญชาการเห็นทีว่าจะไม่ทันการณ์หากรอให้กองทัพส่วนกลางยกมาควรขอความช่วยเหลือไปยังกองทัพปราบทักษิณก่อนนะขอรับ” ทหารคนสนิทคนเดิมกล่าวขึ้น
“ได้ รีบส่งคนไปเถอะ เจ้าหนิงเฉิงเองก็คงจะรีบมา”
“ขอรับ”
ทหารผู้นี้มีลักษณะผิวคล้ำแห้งกร้าน ใบหน้าอัปลักษณ์ ตัวเตี้ย ตากลมโตจมูกใหญ่ ชอบถือพัดขนนกวีไปมาเป็นเอกลักษณ์ ที่สำคัญไม่ชอบใส่ชุดทหารแต่กลับแต่กายด้วยเสื้อผ้าสบาย ๆ ไม่สวมเกราะ เขาเป็นหนึ่งในสองคนสนิทของจูเฉินคนหนึ่งมีนามว่า ‘เสิ่น’ เป็นกุญซือ อีกคนนาม ‘อี๋’ เป็นทหารเอกของเขา ทั้งสองละทิ้งแซ่ของตนเอง มารับใช้จูเฉินอยู่ที่นี่
หากให้พูดประวัติความเป็นมาของทั้งสองแล้วนั้น คงสรุปได้ง่าย ๆว่าอดีตเป็นเพียงเด็กน้อยที่พลัดหลงจากบิดามารดา เมื่อห้าสิบปีก่อนในสงครามคนเถื่อนจูเฉินเห็นแล้วเวทนาจึงอุปการะไว้ สั่งสอนสั่งสมวิชาความรู้ และตั้งชื่อให้ทั้งสองพร้อมกับยกแซ่ของตนให้ใช้ทว่าทั้งสองนั้นขอปฏิเสธไม่อาจเอื้อมจะรับสกุลอันสูงศักดิ์นี้ไว้ได้จะได้ย้ำเตือนกำพืดตนไว้ด้วย
เสิ่นนั้นชอบศึกษากลยุทธ์ ตำราพิชัยสงครามต่างจากอี๋ที่มุ่งเน้นไปด้านพละกำลังฝึกฝนร่างกายเมื่อเติบใหญ่ทั้งสองได้แสดงทักษะควบคู่กันไปอย่างชาญฉลาดให้จูเฉินได้เห็นโดยการจัดการกับกลุ่มคนเถื่อนสิบกว่าคนที่พยายามลอบมาปล้นชิงชาวบ้านด้วยทหารเพียงยี่สิบนายเท่านั้น
ถึงแม้ว่าจำนวนจะเยอะกว่าก็จริง แต่จำนวนนี้นับว่าน้อยมากหากต้องการต่อต้านคนเถื่อน
หลังจากการแสดงฝีมือครั้งนั้นจูเฉินก็ให้ทั้งสองเข้าร่วมกองทัพและทำผลงานเรื่อยมา
จนกระทั่งถึงวันที่ต้องเผชิญหน้ากับคนเถื่อนอย่างเต็มรูปแบบความหลังห้าสิบปีได้ไหลย้อนกลับมาเยือนพวกเขาอีกครั้ง !
ภาพอันน่าพรั่นพรึง ความหวาดกลัวในส่วนลึกของจิตใจ กำลังถูกปลุกปั่นแต่ก็ถูกสะกดข่มลงไปด้วยโทสะแห่งความแค้น !
เสิ่นและอี๋สลัดภาพนั้นออกไปจากหัว ในตอนนี้เขามีหน้าที่แล้วหน้าที่ที่จะต้องพิทักษ์ชาวเยว่ มีประชาชนหลายสิบล้านกำลังรอการปกป้องจากพวกเขา พวกเขาไม่อาจให้ความกลัวเกิดขึ้นในใจได้พวกเขาจะต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด !
...