ตอนที่ 31
ที่ว่าง
เมื่อจบการเดินหมากตานี้หยางเฉิงก็เงยดูบุตรชายตนเอง พลางพยักหน้าหลายครา ยอมรับในฝีมือการเดินหมากกลศึกของหยางอี้ด้วยรู้จักพลิกแพลง คิดบีบฝ่ายตนให้ละทิ้งจุดเด่นของชัยภูมิที่ยึดครองแต่ยอมรับส่วนยอมรับ แข่งขันส่วนแข่งขัน แผนนี้แม้นับว่าเหนือความคาดหมายไปมากแต่มีช่องว่างจุดอ่อน ทัพเรือเวลาอยู่ในน้ำแม้เคลื่อนไว แต่ยามขึ้นฝั่งเชื่องช้าแถมทัพบกเวลาขึ้นลง ตัวหมากจะติด...คาดโทษกองทัพขึ้นฝั่ง ทำให้ค่าป้องกันอ่อนแอสุดท้ายหยางเฉิงมั่นใจว่าเคลื่อนกองกำลังจากอีกฝั่งข้ามมาปกป้องที่ราบได้ทันกลายเป็นจู่โจมชายฝั่งสังหารแรงสองเท่า
ถึงตาเดินหมากของหยางอี้ ดูเหมือนสถานการณ์ใกล้จะสุกงอมเมื่อนั้นจึงขยับตัวหมากทหารม้าที่วกอ้อมซุกซ่อนเอาไว้ที่ป่าโปร่งตั้งแต่ช่วงแรก ให้เคลื่อนขึ้นหน้าจนเปิดทางสำรวจเมื่อไม่พบศัตรูค่อยขยับทัพธนูทั้งสองติดตามออกไป ส่วนทัพเรือที่เคลื่อนตามกันก่อนหน้าของหยางอี้กลับไม่เป็นไปตามแผนของหยางเฉิงที่เลือก คิดว่าหยางอี้จะต้องขึ้นฝั่งให้ไวที่สุด แต่บุตรชายกลับแล่นลึกชิดขอบแผนที่เคลื่อนกองเรอืเข้าไปซ่อนที่ด้านหลัง คิดใช้ท่าเรือขนถ่ายกองทหารทำให้ไม่ติดคาดโทษ...กองกำลังขึ้นบก เช่นเดียวกับการขึ้นฝั่งปกติส่วนเรืออีกสองลำที่ตามหลัง เพียงเคลื่อนผ่านให้เห็น แต่เมื่อไม่หยุดในระยะมอง ก็ไม่รู้ว่าบนเรือนั้นบรรทุกกองทัพใดเอาไว้
ทำให้เมื่อหยางอี้จบตาเดิน หยางเฉิงจึงเร่งย้ายกองทัพม้าทั้งหมดมุ่งหน้าไปเฝ้าท่าเรือ ส่วนตัวหมากชนิดอื่น ก็เคลื่อนที่ตามทิศทางเดียวกันแต่หยางเฉิงก็ยังไม่ประมาท เลือกทิ้งตัวหมากพลเดินเท้าสองตัว และมือหอกอีกหนึ่งซึ่งขยับมาจากแนวป่าก่อนหน้า อยู่เฝ้ารักษารอบค่ายแม่ทัพ
เมื่อทุกอย่างเดินมาถึงจุดนี้ หยางอี้ก็ไม่อาจปิดซ่อนแผนการหลักของตนเองได้อีกทัพเรือที่เหมือนจะเคลื่อนเข้าไปที่ท่าเรือ กลับพุ่งเข้าที่ตรงกลาง ย้ายตัวหมากทัพหอกและทัพม้าลงไปทั้งอย่างนั้นส่วนเรืออีกสองลำก็แล่นเข้ามาที่อ่าวแรก ซึ่งเรือของหยางเฉิงทั้งสองจอดอยู่ลงมือจู่โจมทันทีแต่ก็แลกมาด้วยความจริงที่ว่าบนเรือมีเพียงแค่ตัวหมากทหารม้าหนึ่งตัวและมือธนูอีกหนึ่งตัว เมื่อนั้นยิ่งมาหยางเฉิงยิ่งสับสน แต่แล้วความลับก็เปิดออกเมื่อตัวหมากม้าที่เหลือแต้มแค่สองตั้งแต่ต้น จู่ ๆ ก็ปรากฏ วิ่งทะลุออกป่าโปร่งออกมาโดยไม่มีตัวหมากขวางกั้น จึงเคลื่อนทีเดียวผ่านเข้ามาจนถึงเขตคุ้มกันแม่ทัพ สุดท้ายหยุดห่างจากใจกลางราวสี่ช่องส่วนด้านหลัง ก็ตามมาด้วยตัวพลธนูหนึ่งตัว ส่วนมือธนูอีกตัว หยางอี้เลือกที่จะหลบอยู่ในหมอกและเดินสูงขึ้นไปจนพ้นระยะมองเห็น ตั้งใจจะใช้เป็นไพ่ตาย และสร้างภาพลวงไปพร้อมกัน
หยางเฉิงเห็นหยางอี้มาหมากนี้ ในใจนึกโห่ร้องชมเชยฝีมือบุตรชายแต่น่าเสียดายเปิดเผยแผนการเร็วไปหนึ่งก้าว หากเป็นตัวมันเดินเอง จะเลือกเคลื่อนตัวหมากทหารม้าและมือธนูให้หยุดรอนอกเขตมองเห็นอีกสักตา น่าจะเพิ่มโอกาสเข้าใกล้ค่ายแม่ทัพมากขึ้น อีกทั้งการเห็นหมากแทบทั้งหมดของหยางอี้เช่นนี้ทำให้คาดเดาได้ว่าหมากที่เหลือน่าจะอยู่ตำแหน่งไหนเมื่อเห็นว่าจนสุดท้ายหยางอี้ยังปรากฏมือธนูแค่สองตัวดังนั้นจึงคาดว่าอีกตัวน่าจะอยู่เฝ้าค่ายแม่ทัพ เช่นนั้นหมากรุกจู่โจมไปถึงค่ายแม่ทัพคงสำเร็จยากขึ้นและอาจจะไม่คุ้มกับตาเดินที่เสียไป เมื่อเทียบกับการป้องกันที่จ่อประชิดฝั่งตนดังนั้นจึงปล่อยหมากที่รุกใกล้ทั้งสามเอาไว้อย่างนั้น และกลับมาสนใจวางแผนป้องกัน เฉพาะค่ายแม่ทัพฝั่งตนเองเป็นสิ่งแรก
เมื่อถึงตาของหยางเฉิง จึงเลือกเดินหมากเน้นป้องกันค่ายแม่ทัพตัดสินใจขยับทหารม้าที่ตรงไปท่าเรือทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือให้ถอยกลับมา และมอบภาระให้พลเดินเท้าหนึ่งตัวที่เดินทางไกลข้ามฝั่งผสานกับกองเรือที่เหลือ เฉพาะเจาะจงไล่ติดตามกองเรือที่บรรทุกมือธนูของหยางอี้เอาไว้เพราะถ้าไร้มือธนู ก็ยากที่หยางอี้จะฝ่าตัวหมากอารักขาที่ป้องกันแน่นเข้าไปโจมตีถึงตัวแม่ทัพได้อย่างรวดเร็วแน่นอน
อีกด้านตัวหมากทหารม้าของหยางอี้ ซึ่งทะลุขึ้นมาอยู่ห่างจากตัวหมากพลเดินเท้าของตนเพียงสองช่องกลับไม่ได้รับความสนใจจากหยางเฉิงและปล่อยผ่านเอาไว้อย่างนั้น และเลือกส่งมือหอกและพลเดินเท้าเคลื่อนไปป้องกันมือธนูที่อยู่ด้านหลังแทนก่อนจะขยับทหารม้าอีกสองตัว ให้วิ่งกลับมาหยุดขวางเป็นกำแพงกั้นที่ด้านหน้า เว้นระยะห่างเพื่อป้องกันทหารม้าของหยางอี้บุกฝ่าเข้าไปถึงด้านหลังได้ในตาเดียว ส่วนตัวหมากอื่นๆ บนกระดาน ยังอยู่ห่างจากตัวหมากของหยางอี้ ตนนี้จึงไม่ได้ใส่ใจนัก
เมื่อขยับหมากตัวสุดท้ายเสร็จสิ้นหยางเฉิงก็กวาดตาดูทั่วกระดานรอบหนึ่ง ค่อยเกิดความคิดมั่นใจว่าตาหน้ากองทัพพิสดารที่ออกจากป่าของหยางอี้ต้องถูกกำจัดหมดสิ้น เมื่อนั้นค่อยโยกทั้งหมดกลับมากำจัดทัพเรือที่กำลังขึ้นฝั่งคาดว่าเมื่อกำจัดหมด ผลแพ้ชนะของหมากกระดานนี้ก็คงปรากฏชัดเจน
...แม้สุดท้ายข้าจะชนะแต่ก็ต้องยอมรับว่าลูกอี้เดินหมากได้ไม่เลวเลย
ความคิดเพิ่งก่อเกิดได้ไม่ทันไรหยางเฉิงก็มีอันต้องงงงวยอีกครั้ง เมื่อหยางอี้บังคับตัวหมากทหารม้าของตนเองเคลื่อนทะลุผ่านไปยังตำแหน่งทหารม้าตัวไกลที่ยืนหลังก่อนจะเป็นฝ่ายโจมตีใส่เสียเอง สุดท้ายถูกแรงสะท้อน ที่เพิ่มความรุนแรงของตัวหมากที่อยู่ข้างขุนพลจนตัวหมากทัพม้าที่เหลือสองแต้มถูกทำลาย
...มุมล่างแสดงว่าแม่ทัพต้องอยู่ตำแหน่งห่างจากจุดนั้นไม่เกินสองช่อง
หยางอี้ใช้แววตาคมกริบ นับก้าวรอบข้างตำแหน่งที่ตนเองเคลื่อนตัวหมากทัพม้าเข้าปะทะก่อนจะคาดคำนวณดูว่ามีโอกาสมากน้อย ที่ขุนพลจะอยู่ในตำแหน่งใดมากที่สุดแต่แค่ตำแหน่งเดียว และวัดจากการหยุดทัพป้องกันในครั้งแรก เพียงพอให้หยางอี้มั่นใจแค่ทิศทางแนวตั้งและเพื่อเป็นการยืนยันตำแหน่งในแนวนอน หยางอี้จึงใช้วิธีเดินหมากที่เหนือความคาดคิดของผู้คนบังคับให้มือธนูที่สามารถยิงไกลเดินเข้าไปชนกับทหารราบที่เฝ้าอยู่ตัวบนสุด กระทั่งแต้มที่ปะทะสะท้อนคืนมากกว่าปกติพอดีกลายเป็นสองจุดที่รับรู้ในตานี้ ช่วยยืนยันตำแหน่งของแม่ทัพได้พอดีเมื่อนั้นไพ่ตายที่เดินย้อนขึ้นไปจนใกล้ขอบด้านบนก่อนหน้าค่อยพลิกหงาย...มือธนูเดินสามช่องมาหยุดต่อท้ายมือธนูตัวแรกและยังสามารถยิงไกลอีกสามช่อง...คำกระซิบสุดท้ายของการประลองหมากกลศึกกระดานนี้ที่หยางอี้บอกคำสั่งต่อผู้เป็นตา ทำให้อีกฝั่งถึงกับอึ้งมองหน้าหลานชายด้วยหลากอารมณ์
“ท่านตาคราวนี้ท่านช่วยสั่งให้มือธนูยิงไปยังที่ว่างตรงตำแหน่งนั้นที”
ทันทีที่หลิวเหวินหงทำตาม เสียง...ฉึก!!! ของลูกศรที่พุ่งถูกเป้าหมายล่องหนค่อยดังขึ้นหนึ่งหยางเฉิงที่นั่งนิ่งงุนงงอยู่อีกฝั่ง เมื่อเห็นฉากจบของการประลองเป็นเช่นนี้ ถึงกลับลุกขึ้นยืนปรบมือให้ลูกชายของตนเองก่อนที่คนอื่น ๆ จะปรบมือตามกัน ผู้คนในห้องหนังสือทั้งสาม ล้วนตกอยู่ในความตื่นเต้นยินดีและประทับใจในความสามารถของหยางอี้ มีเพียงหยางอี้คนเดียวเท่านั้น ที่ไม่ยินดีใด ๆกะอีแค่ผลการชนะหมากกลศึกเช่นนี้ เพราะแผนการในวันนี้ของเจ้าตัว เพิ่งจะนับได้ว่าเริ่มการหยั่งเท้าก้าวแรกลงไปเท่านั้น
หลังจากตัวหมากแม่ทัพถูกสังหาร ตัวหมากทั้งหมดของหยางเฉิงซึ่งเป็นฝ่ายแพ้ก็ถูกทำลายออกจากกระดานหมดสิ้น เป็นการยืนยันอีกครั้งว่าการประลองครั้ง...ชัยชนะเป็นของหยางอี้
“ท่านแม่ต่อไปตาท่านแล้วนะขอรับ”
หลิวซีอิ๋งยิ้มแหยเพราะรู้ตัวดีว่าตนเดินหมากไม่เอาไหนยิ่งเห็นหยางเฉิงพ่ายแพ้ต่อหยางอี้เช่นนี้ มีหรือที่ตนเองจะเอาชนะลูกชายคนนี้ได้แต่เมื่อถูกหยางอี้รบเร้าอีกครา ในที่สุดก็จำต้องประลองฝีมือกับบุตรชาย และเพื่อไม่ให้เสียเวลาหลิวซีอิ๋งจึงเลือกที่จะใช้แผนที่กระดานเดิมอีกครั้งเพราะอย่างไรตลอดการชมดูเมื่อครู่ ยังพอคิดแผนการดี ๆ เก็บเอาไว้ในใจได้อยู่แผนสองแผนแต่เมื่อถึงการประลองจริง ๆ กลับมือไม้ปั่นป่วน แม้แต่ต้นเดินหมากเลียนแบบหยางเฉิงแต่เมื่อถูกหยางอี้ไล่ต้อนพลิกแพรง ก็ตกหลุมพรางโดยง่ายกลายเป็นถูกยึดเนินชัยภูมิหน้าบ้าน สุดท้ายค่ายแม่ทัพถูกต้อนจนมุม จนต้องเอ่ยขอยอมแพ้ไปทั้งที่ตัวหมากยังเหลืออยู่อีกครึ่งหนึ่ง
ชัยชนะสองครั้งติดผ่านพ้นแต่หยางอี้ยังมีภารกิจที่ต้องกระทำต่อ เมื่อมารดาตนเองลุกออกจากเก้าอี้หยางอี้ก็พยุงแขนท่านตา ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ตนเองตลอดการประลองทั้งสองตา เพื่อให้ผู้เฒ่าลุกขึ้นยืนบ้าง“ตาต่อไปท่านแม่ต้องมาช่วยข้าแล้วละขอรับ” หยางอี้ยิ้มกว้าง “ ตอนนี้ถึงเวลา ท่านตาต้องย้ายไปนั่งเก้าอี้ตัวโน้นแทนแล้วละขอรับ”
หลิวเหวินหงลุกขึ้นแย้มยิ้มก่อนจะเดินไปหยุดที่ด้านหลังเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับหยางอี้ แต่ยังไม่นั่งลงไปก็เอ่ยคำขึ้นมาเสียก่อน “หยางอี้หลานตา อายุของตาก็มากแล้ว หัวใจก็ไม่ค่อยดี รับความกดดันไม่ค่อยได้ถ้าอย่างไรตานี้เจ้าก็ออมมือให้ตาบ้างละ”
หยางอี้ยิ้มกว้างตอบกลับทันควัน“ท่านตาอย่าได้โป้ปดแล้วผู้ฝึกตนลมปราณแรกธรรมชาติที่ไหนกันหัวใจไม่แข็งแรงขอรับ”
ทันทีที่หยางอี้เอ่ยจบทั้งห้องก็อบอวลไปด้วยเสียงหัวเราะอีกครั้ง