ตอนที่ 193 บทบาทตัวร้ายอันไร้ค่าที่มิอาจหลีกพ้นชะตากรรม มิรู้ว่าจะมีชีวิตรอดได้อีกกี่บท
หวังจื่อจินมั่นใจว่า สัญชาตญาณของตนมิเคยหลอกลวง
ความราบรื่นและความสำเร็จเป็นเสมือนสิ่งธรรมดาที่เกิดขึ้นในชีวิต
นับตั้งแต่ลืมตาดูโลก นางก็ถูกประดับด้วยพรสวรรค์อันเลิศล้ำ พลังบำเพ็ญเพียรก็สูงลิ่วจนแตะขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่แรกกำเนิด
ทว่าด้วยเพราะความทรงจำจากชาติก่อน ที่ล่วงรู้ถึงชั้นเชิงของเส้นทางในนิยาย นางจึงเลือกหนทางที่ดูโง่เขลาทว่ากลับกลายเป็นอันตรายที่สุด
หวังจื่อจินตัดพลังของตนเองลงเพื่อเสริมสร้างรากฐานสำหรับอนาคตที่ไร้ขอบเขตสูงสุด ความมุ่งมั่นนี้พิสูจน์แล้วว่าถูกต้อง
ทุกย่างก้าวของนางล้วนแล้วแต่มั่นคงดั่งขุนเขา
หวังจื่อจินมั่นใจยิ่งนักว่า ตนจะก้าวขึ้นเป็นเซียนแท้ในวันข้างหน้า แม้กระทั่งเจียงฉูฉู่ อีกหนึ่งเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์ของวิหารบรรพชนมนุษย์ที่ร่ำลือว่าเป็นเซียนโบราณผู้กลับชาติมาเกิดใหม่ ก็ใช่ว่าจะมีพลังเหนือกว่านางเมื่อถึงคราวต้องประลองฝีมือ
เพราะเช่นนั้น นางจึงเปี่ยมล้นไปด้วยความมั่นใจ มั่นใจในพลังและความลึกล้ำที่ซ่อนเร้นของตน
หวังจื่อจินตั้งใจจะออกจากวิหารบรรพชนมนุษย์ ดำเนินชีวิตในโลกอันกว้างใหญ่ด้วยพรสวรรค์ที่เหนือชั้น แม้จะปล่อยตัวตามสบาย มิเร่งรีบฝึกบำเพ็ญ ทว่านางก็ยังเป็นเป้าหมายที่ยอดอัจฉริยะคนอื่นมิมีวันตามทัน
เหล่ารุ่นเยาว์ผู้เป็นสุดยอดแห่งยุค กลับถูกนางมองเป็นเพียงเศษเสี้ยวของพลังในกำมือ
นางมิเคยใส่ใจ
โลกอันกว้างใหญ่ที่นางใฝ่ฝันในชาติก่อน ทั้งมหัศจรรย์และพลุ่งพล่านไปด้วยพลังแห่งการผจญภัย บัดนี้กลับค่อยๆ เปิดเผยต่อหน้า
แม้จะเป็นหญิงสาว ทว่าในยามนี้หัวใจของหวังจื่อจินกลับเต้นระรัว
นี่เป็นครั้งแรกในรอบยี่สิบปีที่นางได้ตัดสินใจออกเดินทาง ฝ่าผืนฟ้าและผืนน้ำของโลกมหัศจรรย์อันไร้ขอบเขต
ก่อนหน้านี้ นางได้ขังตนเองอยู่ในครอบครัวและวิหารบรรพชนมนุษย์ ฝึกบำเพ็ญโดยที่มิเคยได้เห็นโลกใบนี้จริงๆ บัดนี้ เมื่อโอกาสนั้นมาถึง นางจะมิปล่อยให้หลุดมือไป
หวังจื่อจินหวนระลึกถึงถ้อยคำหนึ่งจากชาติก่อน “โลกใบนี้กว้างใหญ่เกินกว่าจะพรรณนาได้ ฉันต้องการจะออกไปมองให้เห็นด้วยตาตนเอง”
และโลกใบนี้ ช่างยิ่งใหญ่และเปี่ยมล้นไปด้วยความงดงามอันอัศจรรย์เสียเกินกว่าชาติก่อนนับร้อยเท่า
เหล่าอัจฉริยะเป็นประดุจเกลียวคลื่นที่ไหลรวม มีผู้คนจากหลากหลายชนชั้น ความงดงามและอารมณ์ละเมียดละไมอยู่รายรอบ
นี่คือโลกที่รอคอยการสำรวจ
ในรถม้าที่กำลังเคลื่อนผ่านทิวทัศน์อันกว้างใหญ่ซึ่งไร้ที่สิ้นสุด หญิงสาวในอาภรณ์งามวิจิตรชูปลายคางเรียวงามของตนขึ้นด้วยท่าทางผ่อนคลาย แววตาใคร่ครวญจ้องมองออกไปยังเบื้องหน้า ก่อนจะพึมพำเบาๆ ด้วยน้ำเสียงอันแผ่วหวาน ทว่ากลับแฝงความเย้ยหยันเอาไว้ลึกๆ
“เหตุใดข้าถึงมิได้พบเจอกับเส้นทางอย่างเช่นเจ้าชายเย็นชาหรือจอมมารผู้บ้าคลั่งอย่างที่เห็นในนิยายข้ามมิติอื่นๆ กันนะ... ไยในชีวิตข้าจึงมีแต่เพียงพวกที่สมองฝ่อและไร้สติปัญญามาวนเวียนแทน... ไหนว่ากันว่าเป็นอัจฉริยะผู้มากฝีมืออย่างไรเล่า ทว่าเหตุใดกลับทำตัวราวกับเป็นคนเขลาที่ขาดสติ แถมสติปัญญาก็ดูเหมือนจะติดลบเสียด้วยซ้ำ”
นางทอดถอนหายใจพลางสะบัดความคิดเหล่านั้นออกไป ในใจรู้ดีว่าสถานที่แห่งนี้แตกต่างจากโลกในนิยายสำหรับหญิงสาวที่เคยอ่านในชีวิตก่อนโดยสิ้นเชิง ทว่าด้วยประสบการณ์จากนิยายฝ่ายชายที่นางคุ้นเคยอยู่มิน้อย การรับมือกับชะตากรรมเหล่านี้ก็หาใช่เรื่องยากเย็นเกินไปนัก
โลกใบนี้เรียบง่ายกว่ามาก โลกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังและหนทางแห่งมรรคา ในดินแดนเช่นนี้ อำนาจนั้นเป็นสิ่งเดียวที่จะตัดสินทุกสิ่ง แม้แต่อุบายอันล้ำลึกหรือเล่ห์กลใดๆ ก็ถูกบดขยี้ลงได้ในชั่วพริบตา เมื่อเผชิญหน้ากับพลังที่เหนือกว่าจนมิมีสิ่งใดจะต้านทานได้
“คุณหนูเจ้าคะ คราวนี้ที่ท่านบอกว่าจะออกตามหาบุรุษคู่ใจและแต่งงาน ท่านพูดจริงหรือเพียงล้อเล่นเจ้าคะ” เสียงใสๆ ของผู้ติดตามคนสนิทดังขึ้น ฝ่ายนั้นจ้องมองนางด้วยแววตาที่ทั้งสงสัยและมิมั่นใจ
“เจ้านี่ช่างโง่เขลาเสียจริง” นางเอ่ยตอบพลางกลอกตา “เรื่องแบบนั้นน่ะ ข้าก็แค่พูดเล่นอยู่แล้ว! เจ้ามิรู้หรือว่าข้าใฝ่ฝันจะกลายเป็นราชันเซียนหญิงผู้ไร้เทียมทาน เพียงมือเดียวก็กำราบจักรพรรดิทั้งสามพันองค์ให้สิ้นซาก เพียงสองมือก็พิชิตทั้งสิบสี่แคว้นได้! แล้วข้าจะปล่อยให้เรื่องของบุรุษมาฉุดรั้งตนเองได้อย่างไรกันเล่า”
แม้ถ้อยคำของนางจะแฝงเอาไว้ด้วยความขบขัน ทว่าในใจลึกๆ นั้นนางกลับรู้ดีว่า ด้วยพรสวรรค์ที่โดดเด่นเหนือผู้ใด และสายตาที่มองการณ์ไกลเกินกว่าสตรีคนใดในโลกนี้ ชะตาของนางนั้นอาจจะต้องโดดเดี่ยวไปตลอดกาล
นางหวนคิดถึงนิยายข้ามมิติที่เคยอ่านในชาติก่อน เหล่าหญิงสาวผู้ข้ามภพมาเปิดฮาเร็มแห่งบุรุษงามนับมิถ้วน ณ ตอนนั้น นางก็ยังรู้สึกว่าเรื่องราวเหล่านั้นน่าสนุกมิเบา ทว่าเมื่อถึงคราวที่นางเป็นผู้ข้ามภพมาเสียเอง นางก็กลับรู้สึกขยะแขยงอย่างถึงที่สุด
สายตาของนางนั้นสูงส่งเกินไป เพียงแค่คิดว่าตนเองอาจจะตกเป็นของบุรุษสามัญใดๆ สักคน นางก็รู้สึกขนลุกไปทั้งกาย คิดดูเถิด… แม้แต่จักรพรรดิในยุคบรรพกาลที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมา นางก็ยังคิดว่ามิคุ้มค่าพอที่จะเหลียวมองเสียด้วยซ้ำ!
“เพียงมือเดียวก็ปราบปรามจักรพรรดิสามพันองค์ สองมือพิชิตสิบสี่แคว้น! คุณหนูเจ้าคะ ความใฝ่ฝันของท่านช่างยิ่งใหญ่เกินกว่าจะหยั่งถึงโดยแท้!”
“แต่ก็นั่นละ ข้ารู้อยู่แล้วว่าคุณหนูนั้นมิมีทางทำอันใดเช่นนั้นหรอก”
เสียงของผู้ติดตามตัวน้อยอย่างซิ่วเอ๋อร์เอ่ยขึ้นพร้อมกับพยักหน้าอย่างเข้าใจดี
คำว่าบุรุษคู่ใจหรือ แม้วาจานั้นจะได้ยินจากปากของคุณหนูบ่อยครั้ง ทว่าก็เป็นเพียงการเอ่ยขึ้นอย่างล้อเลียนด้วยท่าทีมิจริงจังเท่านั้น
“แต่ข้าว่า ข้าอาจจะพิจารณาหาบุรุษผู้คู่ควรให้กับเจียงฉูฉู่สักคน แล้วส่งนางออกเรือนไปเสีย”
“หญิงอะไร ทำหน้าบึ้งตึงราวกับโลกทั้งใบติดค้างนางเอาไว้ แถมยังวางท่าว่าสูงส่งเสียเต็มประดา”
“นางประเภทนี้ ควรจะต้องให้ชายผู้หนึ่งมาจัดการเสียให้เข็ด จะได้เลิกดูถูกบุรุษทั้งปวงว่าล้วนต่ำต้อยเสียยิ่งกว่านาง ยกเว้นแต่บุรุษซึ่งเป็นบรรพชนมนุษย์เท่านั้นกระมัง”
เมื่อเอ่ยถึงเจียงฉูฉู่ หวังจื่อจิ่นก็ได้แต่ส่ายศีรษะเบาๆ แม้นางจะเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่พอจะสนทนาด้วยได้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทว่าด้วยนิสัยที่แสนจะยึดมั่นในความยุติธรรมอย่างเหลือล้นจนเกินจริงของอีกฝ่าย หวังจื่อจิ่นก็อดนึกเวทนานางมิได้
ในชีวิตก่อน ผู้คนจะเรียกหญิงสาวเช่นนี้ว่านักบุญผู้สูงส่ง ทว่าก็ต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างนักบุญผู้ที่ยึดมั่นในหลักการแห่งความถูกต้องกับนักบุญจอมปลอม ซึ่งเป็นผู้ที่เต็มไปด้วยจริตจอมปลอมและความจองหอง
หวังจื่อจิ่นมิเคยตำหนินักบุญที่แท้จริง ทว่าหากพบเจอกับนักบุญจอมปลอม นางก็มักจะหลีกหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ และหากหลีกเลี่ยงมิได้จริงๆ การกำจัดให้พ้นไปก็อาจจะเป็นหนทางที่ง่ายกว่า
“เจียงฉูฉู่ก็เป็นคนดีนะเจ้าคะ เพียงแค่เย็นชามากไปหน่อยเท่านั้น และมักจะมุ่งมั่นยึดมั่นในความยุติธรรมตลอดเวลา…” ซิ่วเอ๋อร์กล่าวด้วยความลำบากใจ
“ใช่ นางเป็นคนดีจริงๆ และนั่นแหละ เหมาะที่สุดที่จะหาบุรุษที่คู่ควรมาแต่งงานกับนางเสีย จะได้หลุดพ้นจากบ่วงมนตราของวิหารบรรพชนมนุษย์นั้นเสียที”
หวังจื่อจิ่นหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี ใบหน้านั้นเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มที่ดูเหมือนทั้งเห็นด้วยและล้อเล่นในคราเดียวกัน
แม้ในชาติก่อนหรือชาตินี้ นางจะมิเคยมีประสบการณ์อันใดเกี่ยวกับบุรุษเลย ทว่าในทางทฤษฎีแล้ว หวังจื่อจิ่นกลับมีคำกล่าวขวัญอันแพรวพราว นางสามารถกล่าววาทะอันยืดยาวได้ถึงสามวันสามคืน โดยที่มิซ้ำหัวข้อเลยแม้แต่น้อย
“เฮ้อ... คุณหนู ท่านหนีออกมาจากวิหารบรรพชนมนุษย์โดยที่มิบอกกล่าวผู้ใด และครานี้ก็ยังมิคิดจะออกตามหาผู้ที่เป็นร่างจุติของบรรพชนมนุษย์อีก เช่นนี้จะมิทำให้เหล่าผู้อาวุโสในวิหารบรรพชนมนุษย์พิโรธหรือเจ้าคะ” ซิ่วเอ๋อร์กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวล ขณะครุ่นคิดถึงอีกเรื่องที่ติดค้างในใจ
“พิโรธก็ปล่อยให้พิโรธไปเถิด ข้าจำเป็นจะต้องสนใจใบหน้าเหล่านั้นด้วยหรือ” หวังจื่อจินเผยสีหน้าขุ่นมัวอย่างมิสบอารมณ์
“การตามหาร่างจุติของบรรพชนมนุษย์นั้นก็เป็นเรื่องของพวกเขา ข้ามิคิดจะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรอก จะให้ข้ายอมเป็นเพียงเบี้ยหมากที่ไร้ชีวิตชีวาน่ะหรือ”
แรกเริ่มเดิมที นางถูกล่อลวงให้เข้ามาบำเพ็ญเพียรในวิหารบรรพชนมนุษย์อย่างมิเต็มใจ โดยที่มิได้รับรู้ถึงภาระหน้าที่นี้แต่แรก
หากเรียกให้ดูงดงามหน่อย วิหารบรรพชนมนุษย์นั้น หากจะพูดให้ตรงกับความเป็นจริง ที่แห่งนี้ก็คือสถานที่ที่สร้างเบี้ยมนุษย์ดีๆ เองมิใช่หรือ ด้วยเหตุผลนี้ หวังจื่อจินจึงมิเคยรู้สึกประทับใจกับจุดมุ่งหมายของการสืบทอดในวิหารนี้เลยแม้แต่น้อย
หากว่าผู้สืบทอดนั้นเป็นบุรุษ ก็คงจะมิเป็นไร ทว่าหากเป็นสตรีแล้ว เช่นนั้นก็คงมิต่างอันใดกับการฝึกฝนตนเพื่อให้กลายเป็นหนึ่งในนางสนมของบรรพชนมนุษย์ที่ไร้ตัวตน!
เพียงแค่คิดถึงเรื่องนี้ หวังจื่อจินก็รู้สึกสะอิดสะเอียนจนแทบอยากจะลบล้างทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับวิหารบรรพชนมนุษย์ออกจากตัวไปให้หมดสิ้น
บางที สำหรับสตรีอื่นๆ เรื่องเช่นนี้อาจจะถือเป็นเกียรติอันสูงส่ง ชนิดที่ต่างคงพร้อมพลีกายและใจเพื่อโอกาสนั้น ทว่าสำหรับนางแล้ว นางขอยกเว้นไว้เสียจะดีกว่า เฉียดให้ห่างได้เลยจะยิ่งดี!
“คุณหนูเจ้าคะ ท่านดูสิ เบื้องหน้านั้นคือเขตแดนชั้นในแห่งดินแดนอนันต์สวรรค์แล้ว ข้าได้ยินมาว่า คุณชายอู๋ซวงก็อยู่ในที่แห่งนั้น พวกเราไปพบเขาดีไหมเจ้าคะ บางทีพวกเราก็อาจจะได้พบกับเหล่าบุรุษหนุ่มผู้เปี่ยมล้นด้วยพรสวรรค์หลายคนด้วยก็ได้นะเจ้าคะ...”
หลังจากที่ท่องผ่านผืนดาราจักรและค่ายกลเคลื่อนย้ายมานับมิถ้วน ซิ่วเอ๋อร์ก็เผยรอยยิ้มระรื่นขณะเปิดม่านหน้าต่าง เมื่อแลเห็นทิวทัศน์ของแดนสวรรค์ที่กว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด ดวงหน้าของนางก็เปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นและยินดี
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แม้นางทั้งสองจะมิได้อยู่ในเขตพื้นที่นี้ ทว่าข่าวคราวจากโลกภายนอกก็ยังมีมาถึงพวกนางอยู่เสมอ
แดนสวรรค์อันไพศาลนั้นแบ่งออกได้เป็นเขตแดนต่างๆ ได้แก่ เขตแดนฟ้าพิสุทธิ์ เขตแดนชั้นใน เขตแดนชั้นกลาง และเขตแดนชั้นนอก ทว่าเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในแต่ละเขตนั้น ก็กลับสามารถแพร่สะพัดไปทั่วในชั่วพริบตา
โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ตกเป็นหัวข้อสนทนาในทุกพื้นที่ ทั้งปรากฏการณ์ของผู้สืบทอดวิชามาร และการเปิดเผยของเส้นทางสู่มรรคาแห่งเซียนบนดินแดนเซียนโบราณ…
แต่ละเรื่องล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดระลอกคลื่นอันยิ่งใหญ่ที่ก้องไกลไปทั่ว แม้กระทั่งพวกนางที่อยู่ห่างไกลในเขตแดนฟ้าพิสุทธิ์ ก็ยังมิอาจพลาดข่าวคราวเหล่านั้นไปได้!
“อู๋ซวงหรือ น้องชายที่ข้าจำใจยอมรับคนนั้นน่ะหรือ”
ความคิดของหวังจื่อจินพลันสะดุดไปเล็กน้อย ก่อนจะระลึกถึงเขาขึ้นมาได้
นางหาใช่ผู้ที่หลงใหลในตัวน้องชายไม่ ยิ่งก่อนหน้านี้ นางที่มิเคยได้พบพานกับน้องชายผู้นั้นมาก่อนเลยด้วยซ้ำ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่นั้นราวกับคนแปลกหน้า มิได้มีความผูกพันใดๆ
ข่าวคราวเกี่ยวกับหวังอู๋ซวงที่นางได้รับรู้ ก็ล้วนมาจากคำบอกเล่าและข่าวสารภายในตระกูลเท่านั้น ทว่าถึงอย่างไรเขาก็ยังคงเป็นน้องชายของนางในชาตินี้ การที่จะมาเยี่ยมเยือนกันสักคราเมื่อผ่านทางมาก็หาใช่เรื่องเสียหาย
ด้วยความคิดเช่นนั้น หวังจื่อจินจึงพยักหน้าเล็กน้อยและกล่าวเบาๆ ว่า “เช่นนั้นก็แวะไปเยี่ยมเยียนเขาสักหน่อยก็แล้วกัน”
“ดีเลยเจ้าค่ะ! ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์นั้นเป็นหนึ่งในสำนักโบราณซึ่งเก่าแก่ที่สุดแห่งดินแดนอนันต์สวรรค์ ช่วงนี้นับว่าเป็นสถานที่ที่เหล่ายอดอัจฉริยะแห่งยุคหลั่งไหลมารวมตัวกัน บางทีคุณหนูอาจจะได้พบเจอกับผู้ใดบางคนที่ถูกตาต้องใจก็ได้นะเจ้าคะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น ซิ่วเอ๋อร์ก็ดูยินดีปรีดา และกล่าวออกมาด้วยความรื่นเริง
เห็นได้ชัดว่า ผู้ที่ปรารถนาจะได้เห็นเหล่ามหายุทธ์รุ่นเยาว์มากฝีมือจริงๆ ดูท่าคงจะเป็นนางเสียมากกว่า
“ได้ยินมาว่า ผู้สืบทอดแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์นั้นได้รับการขนานนามว่าเป็นรุ่นเยาว์อันดับหนึ่งแห่งยุคนี้ มิรู้ว่าคำเล่าลือนั้นจะเป็นจริงดังที่กล่าวไว้หรือไม่” นางเอ่ยพึมพำต่อ ราวกับคำกล่าวนี้ต่างหากที่เป็นเป้าหมายที่แท้จริงของนาง
“คนรุ่นเยาว์อันดับหนึ่งอย่างนั้นหรือ นั่นก็เพราะคุณหนูของเจ้ามิได้ปรากฏตัวต่างหากเล่า! หากข้าก้าวเข้าสู่ยุทธภพแล้วละก็ พวกเขาเหล่านั้นยังจะกล้าโอ้อวดตนเองกันอีกหรือ”
หวังจื่อจินคลี่ยิ้มบาง สายตาเปี่ยมล้นไปด้วยความเฉยเมยและมิใส่ใจกับคำเล่าขานเหล่านั้น
ด้วยร่างที่ถือกำเนิดมาพร้อมกับการเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ นางก็ย่อมจะมีความมั่นใจเช่นนี้อยู่แล้ว
แม้ในยามนี้จะเริ่มต้นเส้นทางแห่งการบำเพ็ญใหม่ ทว่านางก็ได้ทะลวงถึงขอบเขตว่าที่ผู้ศักดิ์สิทธิ์ขั้นต้นแล้ว ความรวดเร็วในวิถีบำเพ็ญของนางนั้น นับว่าเกินกว่าที่ผู้ใดจะเทียบเคียงได้ หากเรื่องนี้แพร่ออกไป ก็เกรงว่าทั้งโลกหล้าคงจะตกตะลึงและสั่นสะเทือน
เท่าที่นางทราบมานั้น เหล่ามหายุทธ์รุ่นเยาว์ในยุคนี้ บัดนี้ยังมิพ้นจากขอบเขตเทวะมายาเสียด้วยซ้ำ แล้วพวกเขาจะไปเทียบเคียงกับนางได้อย่างไรเล่า พวกเขาช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว! ดังนั้น นางจึงมิใส่ใจถึงเรื่องพวกนี้เลยแม้แต่น้อย
“คุณหนู ท่านมิรู้สึกสนใจบ้างหรือเจ้าคะ ว่ากันว่าเขาคือผู้ต้องห้ามรุ่นเยาว์ซึ่งมีวาสนาแห่งเซียนแท้! เขาคือนายน้อยกู้ฉางเกอ ในดินแดนอนันต์สวรรค์นั้น ว่ากันว่าอำนาจของเขานั้นยากจะหาผู้ใดเทียบเทียมได้!”
“ทั้งเป็นทายาทตระกูลกู้แห่งชีวิตอันยืนยง ทั้งเป็นผู้สืบทอดแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ เบื้องหลังก็ยังมีสำนักอมตะนิรันดร์เช่นสำนักมารกำเนิดฟ้าคอยสนับสนุน...”
“ช่างมิน่าเชื่อเลยเจ้าค่ะว่าบุคคลเพียงหนึ่งเดียวจะสามารถมีเกียรติยศมากมายถึงเพียงนี้!”
ผิดกับท่าทีของหวังจื่อจินที่แลดูนิ่งสงบมิหวั่นไหว ซิ่วเอ๋อร์กลับแสดงอาการตื่นเต้นดุจสาวน้อยผู้หลงใหลในตัววีรบุรุษ ดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายแห่งความเลื่อมใสยิ่งนัก
ทว่าหากเปรียบเทียบกับความเมินเฉยต่อทายาทของตระกูลจ้าวโบราณแล้ว ท่าทีของหวังจื่อจินก็แทบจะเรียกได้ว่าต่างกันราวกับฟ้ากับเหว
นางหัวเราะเบาๆ อย่างดูแคลน ก่อนจะกล่าวว่า
“ซิ่วเอ๋อร์ เจ้าจะไปเข้าใจอันใดเล่า วาสนาแห่งเซียนแท้อย่างนั้นหรือ ถ้อยคำเช่นนี้คงจะออกมาจากปากของบิดาของเขาสินะ อย่างเช่น กู้ฉางเกอ บุตรของข้าย่อมมีวาสนาแห่งเซียนโดยแท้!”
“ข้าจะบอกอันใดให้ โดยทั่วไปแล้ว บรรดาอัจฉริยะที่มีชื่อเสียงเช่นนี้มักจะตายไวทั้งสิ้น มิพ้นคงเป็นเพียงตัวละครประกอบที่ไร้ความหมาย อยู่ดำเนินเรื่องในมิกี่บทก็จบสิ้น”
“และอีกอย่าง นามว่ากู้ฉางเกอน่ะหรือ แค่ฟังนามดูก็รู้แล้วว่ามิมีทางเป็นตัวเอกได้ ในนิยายของบุรุษทั่วไปแล้ว หากในนามมิพ่วงเอาไว้ด้วยคำว่าฝานหรือห้าวเอาไว้สักหน่อยละก็ ยังจะกล้าเรียกตนเองว่าเป็นตัวเอกไปได้อย่างไร”
“เพราะฉะนั้น คนที่เจ้าพูดถึงนั่นน่ะ ก็เป็นแค่ตัวประกอบที่ถูกยกขึ้นมาสร้างบรรยากาศเท่านั้นแหละ ดูเจ้าสิ ทำหน้าตาตื่นเต้นอันใดปานนั้น”
ซิ่วเอ๋อร์ถึงกับตะลึงงันเมื่อได้ฟังคำพูดจากปากของคุณหนู แม้นางจะมิเข้าใจในคำกล่าวบางส่วน ทว่าก็จับใจความได้ว่า คุณหนูของนางเห็นกู้ฉางเกอผู้ยิ่งใหญ่เป็นเพียงตัวละครเล็กๆ เท่านั้น
“เจ้าคงจะมิเข้าใจหรอกว่า สิ่งเหล่านี้นั้นเป็นเพียงแบบแผนอันซ้ำซากเท่านั้น” หวังจื่อจินส่ายหน้าช้าๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ
“อาจจะมีผู้ใดบางคนที่มีนามว่าฝานกำลังขัดแย้งกับกู้ฉางเกอ และเตรียมพร้อมที่จะโต้กลับอย่างรุนแรงก็ได้...”
ด้วยประสบการณ์ในอดีตชาติของนางที่ได้อ่านนิยายของบุรุษมามากมายนับมิถ้วน นักเขียนคนใดเล่าจะกล้าให้ตัวเอกของเขามีนามว่าเช่นนั้น นามนั้นน่ะ เป็นเพียงฉากหน้าเพื่อสร้างความหรูหราสง่างามให้กับตนเอง ก่อนจะถูกบดขยี้ให้หมดสิ้นต่างหากเล่า ทว่าซิ่วเอ๋อร์ดันกลับมีท่าทีลุ่มหลงเลื่อมใสเขาเสียจนนางรู้สึกจนใจนัก
“ฮึ! คุณหนู ห้ามพูดถึงนายน้อยกู้ฉางเกอเช่นนั้นนะเจ้าคะ! เขานั้นอุทิศตนเพื่อเผชิญหน้ากับผู้สืบทอดวิชามาร และถึงขั้นได้รับบาดเจ็บที่แก่นแท้พลังของตนเอง จนเกือบจะสิ้นชีพในดินแดนเซียนโบราณเสียด้วยซ้ำ!”
“แถมศิษย์มรรคาที่มีเรื่องบาดหมางกับเขา เขาก็ยังช่วยเหลือคนผู้นั้นมาจากเงื้อมมือของผู้สืบทอดวิชามารนั้นอีก! จึงเป็นที่ร่ำลือกันว่านายน้อยกู้ฉางเกอนั้นช่างงามสง่าเหนือปุถุชน งดงามประหนึ่งหยกเทพ...”
ซิ่วเอ๋อร์บ่นขึ้นอย่างมิพอใจ สีหน้านั้นดูเหมือนกับสาวน้อยผู้หลงใหลในตัวนายน้อยกู้ฉางเกออย่างมิปิดบัง
“พอเถิด ถ้าหลงใหลในตัวเขาขนาดนี้ เหตุใดเจ้าจึงมิไปเป็นสาวใช้ของเขาเสียเลยเล่า” หวังจื่อจินรีบเอ่ยตัดบท พลางมองดูนางด้วยท่าทีหมดคำจะพูด เมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่ายแล้วก็นึกอยากส่ายหน้า
ในทางกลับกัน หวังจื่อจินกลับสนใจผู้สืบทอดวิชามารที่ลึกลับผู้นั้นเสียมากกว่า ขณะที่จิตใจยังคงครุ่นคิด เสียงดังสนั่นก็พลันดังก้องสะท้อนขึ้นมา
ตูม!
มินานนัก ความสั่นสะเทือนอันรุนแรงก็ตามมา รถม้าฝ่าอาณาเขตของสองดินแดนที่แยกออกจากกัน รอยแยกของมิติที่สับสนอลหม่านนั้นดูราวกับฝนดาวตกยักษ์ที่พุ่งกระแทกลงมา และส่งแรงสั่นสะเทือนจนสะท้านถึงจิตใจ
ทว่าแรงสั่นสะเทือนที่น่าสะพรึงกลัวนั้นกลับถูกชายชราที่เพียงสะบัดแขนอาภรณ์เบาๆ เพื่อแผ่ระลอกคลื่นออกไป สลายความน่าหวาดกลัวให้จางหายไปอย่างง่ายดายราวกับลมพัดผ่าน
“คุณหนู ข้างหน้าคือเขตแดนของดินแดนอนันต์สวรรค์แล้ว จะให้พวกเราไปต่อ หรือจะไปยังนครโบราณมรรคาสวรรค์ขอรับ” ชายชราถามขึ้นอย่างเรียบง่าย
“ท่านปู่เสอ ไปยังนครโบราณมรรคาสวรรค์เถิด” หวังจื่อจินยิ้มตอบด้วยความนอบน้อม
ตูม!
ในชั่วพริบตา รถม้าก็ทะยานผ่านห้วงอากาศ ก่อนจะแหวกกาลเวลาและระยะทางนับหมื่นลี้ มุ่งตรงไปยังตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา สถานที่แห่งนี้ยิ่งคึกคักเป็นพิเศษ สำนักมรรคาและสำนักใหญ่ทั้งหลายต่างก็ส่งศิษย์และผู้แข็งแกร่งมาร่วมชุมนุม โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวว่ากู้ฉางเกอได้ปรากฏตัวขึ้นในดินแดนเซียนโบราณ และตั้งใจจะบีบบังคับให้ตระกูลมังกรโบราณยอมจำนน เรื่องนี้ยิ่งทำให้ผู้คนมากมายแตกตื่นกันอย่างมิเคยเป็นมาก่อน
กลยุทธ์ของกู้ฉางเกอนั้น เรียกได้ว่าน่าตื่นตะลึง เขาถึงกับกล้าลงมือกับตระกูลมังกรโบราณทั้งตระกูล ทั้งที่เป็นเพียงชนรุ่นเยาว์ ความกล้าหาญเช่นนี้ทำให้เหล่าผู้แข็งแกร่งแห่งยุคยังต้องครั่นคร้าม
มินานนัก หวังจื่อจิน ซิ่วเอ๋อร์ และชายชราผู้ขับรถม้าก็มาถึงนครโบราณมรรคาสวรรค์
เพื่อหลีกเลี่ยงสายตาของผู้คน หวังจื่อจินจึงปลอมตัวเป็นบุรุษ สวมใส่อาภรณ์ยาวสีเขียว ลำตัวบอบบาง ผิวพรรณขาวเนียนละเอียด เสียงที่พยายามทำให้หยาบกร้านก็กลับเจือด้วยความอ่อนหวานนุ่มนวลที่ยากจะปิดบัง
“คุณหนู…” ซิ่วเอ๋อร์ทำท่าจะเอ่ยปากพูด
“ป๊อก!”
หวังจื่อจินดีดหน้าผากของนางเบาๆ พร้อมกับส่งสายตาดุ “บอกแล้วใช่หรือไม่ว่าเมื่ออยู่ข้างนอกให้เรียกข้าว่าคุณชาย เข้าใจหรือไม่”
“เจ็บๆๆ เข้าใจแล้วเจ้าค่ะคุณชาย…”
“ช่วงชิงกระดูกในวัยเยาว์ นี้ยังจะ... เป็นกลอุบายอะไรกันนี่…”
หวังจื่อจินลูบคางเรียวสวยไร้ที่ติของตน พลางฟังข่าวลือที่เกิดขึ้นในนครโบราณมรรคาสวรรค์เมื่อมินานมานี้ ใบหน้าของนางเผยแววสงสัยอย่างช่วยมิได้
การเดินทางมายังที่แห่งนี้ จุดมุ่งหมายหลักของนางนั้นคือเพื่อพบกับน้องชายที่มิได้ตั้งใจจะมีผู้นั้น ทว่าในเวลานี้ กลับรู้สึกว่าเรื่องราวช่างเริ่มชวนให้ขบคิด บางทีเส้นทางที่กู้ฉางเกอจะเป็นตัวร้ายอันไร้ค่า ก็อาจจะมิใช่เรื่องที่ผิดคาด ทว่าก็อดสงสัยมิได้ว่า เขาจะอยู่รอดไปได้อีกสักกี่บทกันแน่
เมื่อครุ่นคิดเช่นนั้น นายบ่าวทั้งสามก็ได้ออกเดินทางตามเหล่าผู้บำเพ็ญเซียน เพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่ดินแดนเซียนโบราณเพื่อร่วมชมเหตุการณ์อันน่าตื่นตาตื่นใจ
…
ดินแดนเซียนโบราณ ภายนอกเกาะมังกร
แสงอันเรืองรองจากอักขระนับมิถ้วนพุ่งทะลุฟากฟ้า เจิดจ้าดุจสายรุ้งห้าสี ส่องประกายพร่างพราวตระการตา
บรรยากาศนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียด หนักอึ้งราวกับมีบางสิ่งกดทับ บริเวณที่โดยปกตินั้นเปรียบเสมือนเขตแดนศักดิ์สิทธิ์อันสงบสุข บัดนี้กลับอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งการฆ่าฟัน ดุจเสียงของกองทัพที่กรูเกรียวโหมกระหน่ำ
โครม!
เรือรบโบราณแห่งยุคแรกเริ่มลำแล้วลำเล่าเคลื่อนตัวอย่างมโหฬาร ครอบครองนภาอันกว้างใหญ่ดั่งภูผามารจากยุคดึกดำบรรพ์ ซึ่งเปี่ยมล้นไปด้วยพลังอันน่าเกรงขาม และความยิ่งใหญ่ที่ทำให้ผู้คนหวาดหวั่น พลังมารพวยพุ่ง เสียงเพรียกร้องแห่งศึกสะท้านปฐพี
“เจ้าคนตระกูลกู้ อย่าได้คิดแม้แต่จะทำให้ตระกูลมังกรของพวกเราต้องยอมสยบ! ตั้งแต่โบราณกาลมา ตระกูลมังกรของพวกเรานั้นยิ่งใหญ่เกรียงไกร กล้าเย้ยหยันท้าทายสรวงสวรรค์ ต่อให้จะเป็นเซียนก็มิอาจจะทำให้พวกเราหวั่นเกรงได้ ข้าขอท้าสู้! เจ้ามันก็แค่เด็กอมมือ ยังหาญกล้าทำตนโอหังถึงเพียงนี้เชียวหรือ!”
เหนือเกาะมังกร ท่ามกลางนภาที่บิดเบี้ยวราวกับเงาสะท้อนในธารา ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ปรากฏขึ้น เขาเปี่ยมล้นด้วยบารมีอันน่าหวั่นเกรง ในขณะที่มิได้แม้แต่จะแสดงความโกรธเกรี้ยวออกมา บนศีรษะของเขาสวมมงกุฎทองคำของตระกูลมังกร มีเขามังกรโดดเด่นตามลักษณะเฉพาะของเผ่าพันธุ์ พลังที่แผ่ออกมานั้นคือพลังแห่งขอบเขตศักดิ์สิทธิ์!
คนผู้นั้นคือหัวหน้าตระกูลมังกรในปัจจุบัน!
"คำกล่าวนี้ของท่านหัวหน้าตระกูลมังกรช่างคลาดเคลื่อนไปจากความจริงยิ่งนัก ข้าผู้แซ่กู้นี้เป็นเพียงคนรุ่นหลัง ไฉนเลยจะหาญกล้ากดดันพวกท่านได้"
"ทว่าในครานั้น ตระกูลมังกรกลับประกาศคำสั่งมังกรแท้ ส่งตระกูลปักษามนุษย์มาไล่ล่าข้าผู้แซ่กู้ บัดนี้ตระกูลปักษามนุษย์ก็ล้วนแล้วแต่ยอมสยบต่อข้า ข้าอยากจะถามว่า ความแค้นในครั้งนั้นควรจะชำระเช่นไรดี"
กู้ฉางเกอยืนกอดอกอยู่ ณ ที่แห่งนั้น สายตาจ้องมองเหล่าผู้แข็งแกร่งแห่งตระกูลมังกรที่อยู่เบื้องล่าง เขาแย้มยิ้มบางเบา ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
"ปั้นเรื่องกล่าวหา! เจ้าหนุ่ม หากเจ้าปรารถนาจะต่อสู้ เช่นนั้นก็จงลงมือเถิด! ทว่าการจะอ้างความชอบธรรมแล้วบิดเบือนความบริสุทธิ์ของตระกูลมังกร เช่นนี้สมควรจะต้องโทษถึงตาย!"
ผู้แข็งแกร่งคนหนึ่งในตระกูลมังกรคำรามด้วยโทสะ แววตาเต็มเปี่ยมไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความแค้นและการดูแคลน พวกเขามิเคยจะต้องเผชิญกับความอัปยศเช่นนี้มาก่อน ทั่วทั้งตระกูลกลับถูกกู้ฉางเกอกดข่ม!
"ไม่ พวกท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้ามิได้มุ่งหวังจะอ้างถึงความชอบธรรม เพียงแต่ต้องการความยุติธรรมสำหรับตนเองเท่านั้น" กู้ฉางเกอกล่าวพลางแย้มยิ้มและส่ายศีรษะเบาๆ
"ในเมื่อพวกท่านตระกูลมังกรยึดมั่นในตนจนยอมตกตาย เช่นนั้นก็อย่าได้กล่าวโทษว่าข้าผู้แซ่กู้จะไร้เมตตาอีกต่อไป"
เมื่อกล่าวจบด้วยดวงหน้าที่เย็นชาไร้อารมณ์ ทันใดนั้น เบื้องหลังของเขาก็ปรากฏดวงตะวันสีดำส่องสว่างขึ้น รัศมีอันมืดมนเผาไหม้ราวกับจะปกคลุมเก้าชั้นฟ้าแปดดินแดน รังสีสีดำหมื่นสายพลุ่งพล่าน กฎเกณฑ์อันทรงพลังปั่นป่วน
สิ่งนั้นคือกงล้อแห่งวัฏสงสาร ผลงานเลียนแบบอาวุธแห่งมหาเทพวัฏสงสาร กู้ฉางเกอได้แย่งชิงอาวุธชิ้นนี้มาจากเย่หลิงเมื่อคราวสังหารเขา หากแต่ของจริงนั้น สามารถจำลองวัฏสงสารทั้งหก บงการการกำเนิดและดับสูญได้ด้วยอานุภาพอันไร้ขอบเขต!
แม้กงล้อที่เป็นของเลียนแบบนี้จะด้อยกว่าของจริง ทว่าก็ยังเหนือชั้นกว่าจิตวิญญาณของศาสตราวุธทั่วไปเป็นอย่างมาก
ตูม!
ทันใดนั้น อักขระมรรคาพลันลุกโชน ส่งเสียงกัมปนาทกึกก้องไปทั่วทิศ สาดแสงสีทองดั่งกระแสน้ำหลากเข้าปกคลุมทั้งสากลโลก
กู้ฉางเกอก้าวขึ้นมาในฐานะผู้สืบทอดของมหาเทพวัฏสงสาร บัดนี้คือโอกาสที่เหมาะที่สุดที่จะเปิดเผยตน
ยิ่งไปกว่านั้น มหาเทพวัฏสงสารในยุคเซียนโบราณ ก็มีความหมายอันลึกซึ้งที่มิอาจจะลบเลือนได้
นามนี้เพียงพอที่จะขจัดปัดเป่าความยุ่งยากมากมายของกู้ฉางเกอ
“เฮือก... นี่มันคือ…”
“กงล้อแห่งวัฏสงสารโบราณ มันหาใช่เครื่องมือแห่งการบรรลุวิถีอันแท้จริง…”
“หากแต่เป็นของลอกเลียนแบบที่มหาเทพวัฏสงสารเคยใช้ในอดีต!”
“นึกมิถึงเลยว่าของสิ่งนี้จะปรากฏขึ้น และยิ่งมินึกฝันเลยว่ากู้ฉางเกอจะมีตัวตนที่แท้จริงเช่นนี้!”
ทันทีที่ดวงอาทิตย์สีดำลอยขึ้นสู่ฟากฟ้า เหล่าศิษย์จากหลากหลายสำนักและผู้บำเพ็ญตนในบริเวณใกล้เคียงต่างก็ตกตะลึงจนพูดมิออก ดวงตาเบิกโพลงด้วยความเหลือเชื่อ
นี่คือสิ่งที่มิมีผู้ใดคาดคิดมาก่อน หากมิใช่กู้ฉางเกอเผยให้เห็นกับตาเอง ผู้ใดเล่าจะนึกได้ว่าเขาคือผู้สืบทอดของมหาเทพวัฏสงสารในยุคเซียนโบราณ
“เป็นไปได้อย่างไร! กู้ฉางเกอมีสิ่งนี้อยู่ในครอบครองหรือ”
“เขามีความเกี่ยวพันอันใดกับมหาเทพวัฏสงสารกันแน่”
เหล่าตระกูลเซียนโบราณที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่ต่างก็ตกอยู่ในความสั่นสะท้าน กงล้อแห่งวัฏสงสารโบราณนำมาซึ่งพายุแห่งความคิดคำนึง อันสร้างแรงกระเพื่อมในจิตใจของพวกเขา
บรรพชนของตระกูลเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เคยมีสายสัมพันธ์กับมหาเทพวัฏสงสาร มิว่าจะเป็นหนี้บุญคุณหรือความเกี่ยวพันอื่นๆ และเมื่อมองจากสิ่งที่ปรากฏขึ้นในวันนี้ กู้ฉางเกอซึ่งครอบครองกงล้อนี้ ก็ย่อมจะต้องเป็นผู้สืบทอดของมหาเทพวัฏสงสารโดยมิต้องสงสัย
ยิ่งไปกว่านั้น หากกู้ฉางเกอมิเชี่ยวชาญในวิถีแห่งวัฏสงสารของมหาเทพวัฏสงสาร เขาก็ย่อมมิอาจจะกระตุ้นพลังของสิ่งของลอกเลียนแบบนี้ได้เลยแม้แต่น้อย
เมื่อประเมินจากทุกสิ่งทุกอย่าง กู้ฉางเกอก็ย่อมมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับมหาเทพวัฏสงสารอย่างแน่นอน
แม้ว่าตระกูลมังกรโบราณจะแข็งแกร่งถึงเพียงใด ทว่าในยามนี้ก็เป็นเพียงการดิ้นรนเฮือกสุดท้ายเท่านั้น พวกเขามิอาจจะต้านทานพลังของกู้ฉางเกอและผู้ที่อยู่เบื้องหลังของเขาได้ และยิ่งเมื่อมีผู้อาวุโสใหญ่คอยสนับสนุนอยู่เคียงข้างแล้ว
ในชั่วขณะนั้น ผู้นำของตระกูลเซียนโบราณทั้งหลายต่างก็เริ่มมีความคิดที่วูบไหว ในสถานการณ์อันวุ่นวายเช่นนี้ หากพวกเขาเลือกที่จะติดตามกู้ฉางเกอ ก็อาจจะเป็นหนทางที่มิใช่ว่าจะไร้ค่าไปเสียทีเดียว
“น่าชังนัก! เจ้าคนผู้นี้กลับมีตัวตนเช่นนี้อีก…”
“เช่นนี้เราคงจะหนีมิพ้นหายนะเป็นแน่! หรือว่าพวกเราควรจะยอมจำนนเสีย”
ตามเกาะมังกรแต่ละแห่ง เหล่าผู้คนในตระกูลมังกรต่างเผยสีหน้าซีดเผือด ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ได้ทำลายความหวังสุดท้ายของพวกเขาไปโดยสิ้นเชิง
ยุครุ่งเรืองของตระกูลมังกรนั้นได้ผ่านพ้นไปนานแล้ว
“เจ้าเด็กน้อย! ตระกูลมังกรของพวกเรามีศักดิ์ศรีอันยิ่งใหญ่ ต่อให้จะต้องตายก็จะมิยอมสยบต่อผู้ใดทั้งสิ้น!”
ตูม!
จากส่วนลึกของเกาะมังกร เสียงคำรามอันกึกก้องดังสะเทือนไปทั่วฟ้าดิน และดึงดูดพลังอันมหาศาลของว่าที่มหายุทธ์สูงสุดขึ้นมาหลายสาย พลังเหล่านี้ทรงอานุภาพล้ำลึก มิอาจจะเปรียบเทียบได้กับว่าที่มหายุทธ์ทั่วไป และย่อมจะต้องเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งว่าที่มหายุทธ์ขั้นเจ็ดหรือแปดชั้นฟ้าเป็นอย่างน้อย!
"ท่านผู้อาวุโสใหญ่…" กู้ฉางเกอแย้มยิ้มบาง ก่อนจะเอ่ยขึ้นกับผู้อาวุโสใหญ่ที่ยืนอยู่เคียงข้าง
ผู้อาวุโสใหญ่มองเขาด้วยสีหน้าซับซ้อน ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา
ครืน!!
เขาสะบัดฝ่ามืออันทรงพลังนั้น ก่อนที่จะปรากฏพลังอันทรงอานุภาพที่ยิ่งใหญ่สะท้านฟ้าดิน ก่อให้เกิดปรากฏการณ์แผ่นฟ้าสะเทือนเลื่อนลั่น
แทบจะในชั่วพริบตา ศัตรูที่อยู่ในขอบเขตว่าที่มหายุทธ์สูงสุดก็เผยวิชาสุดยอดของตนเช่นกัน
เสียงสวดภาวนาแห่งมังกรดังระงมไปทั่วทั้งท้องนภา แสงอันเจิดจ้าและเส้นสายลมปราณแผ่ซ่านออกมา แสดงให้เห็นถึงกฎเกณฑ์ของว่าที่มหายุทธ์สูงสุด
ตึง!
ความว่างเปล่าสั่นสะเทือน แสงศักดิ์สิทธิ์หลากสีพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า!
ศาสตราโบราณแห่งยุคบรรพกาลเริ่มตื่นขึ้น พลังอันไร้ขอบเขตแผ่ซ่าน ประหนึ่งจะกลืนกินนภาลัย
พรู่ด!
แต่แล้วในชั่วพริบตา เขาก็กลับกระอักโลหิต กระเด็นถอยหลังออกไปอย่างมิอาจจะต้านทานได้ แม้แต่เงาแห่งบรรพชนยังพ่ายแพ้ในวันนั้น แล้วเขาจะต้านทานผู้อาวุโสใหญ่ได้อย่างไรเล่า
"ฆ่า!!"
"ฆ่า!!"
"ฆ่า!!"
ในขณะนั้นเอง ก็ปรากฏกระแสแห่งการเข่นฆ่าที่สะท้านสะเทือนสามสายในจากทิศทางอื่นพุ่งทะลักเข้ามา
กองทัพขนาดมหึมาขับเคลื่อนเข้ามาอย่างเกรี้ยวกราด ราวกับสายธารแห่งความพินาศอันไร้ที่สิ้นสุด
ภาพที่เห็นนี้เปรียบเสมือนกับฟางเส้นสุดท้ายที่บดขยี้ความหวังของตระกูลมังกรจนหมดสิ้น
เหล่าตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล ตระกูลอสรพิษโบราณ และตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ ต่างก็เคลื่อนพลอย่างเกรียงไกร บดบังท้องฟ้าและพุ่งเข้ามาอย่างดุดัน ทว่ากลับชัดเจนเหลือเกินว่า พวกเขามิได้มาช่วยเหลือแต่อย่างใด!
"ตระกูลมังกรจบสิ้นแล้วในวันนี้…"
บรรดาผู้ฝึกบำเพ็ญจากสำนักมรรคาและสำนักใหญ่ที่เฝ้ามองดูเหตุการณ์อยู่ในที่ห่างไกล ต่างก็คิดเช่นนั้น หัวใจของพวกเขาสั่นสะท้านไหว
"คุณชาย ท่านรีบดูเถิด คนผู้นั้นจะต้องเป็นกู้ฉางเกออย่างแน่นอน! ท่วงท่าของเขาช่างเหนือสามัญยิ่ง!"
บริเวณยอดเขาอันห่างไกล ซิ่วเอ๋อร์ดึงมือหวังจื่อจินด้วยความตื่นเต้น ราวกับสาวน้อยที่ได้พบกับคนในอุดมคติของตนเอง