เทพมังกรเหนือโลก

    [ตอนที่ 57] เลือกทางเดิน!

            “เดี๋ยวก่อน! ข้าสามารถทนพิษได้หนิ!”

            หยุนเฟยที่นึกคิดคะนึงขึ้นได้พลันอุทานออกมาอย่างลืมตัวพร้อมกับมือขวาที่ยกขึ้นมากุมขมับ มันส่ายหัวไปมาเล็กน้อยก่อนที่จะหันไปกล่าวกับสาวใช้ข้างหลัง

             

            “ไปเตรียมเข็มกับน้ำต้มอุ่นมา!”

            เสียงที่ดูจริงจังของหยุนเฟยทำให้สาวใช้ที่ยืนอยู่หน้าข้างหลังพลันสะดุ้งเล็กน้อยก่อนที่นางจะรีบมุ่งหน้าไปเตรียมการตามที่ชายหนุ่มสั่งไว้ทันทีจนเวลาผ่านไปสักพักสาวใช้จึงเดินเข้ามาพร้อมกับชุดเข็มใหม่เอี่ยมพร้อมกับถ้วยใหญ่ที่ใส่น้ำร้อนนางวางไว้ข้างๆเก้าอี้ที่หยุนเฟยนั่ง ก่อนที่จะน้อมก้มหัวเคารพหนึ่งคราแล้วถอยหลังไปอยู่ข้างหลังชายหนุ่ม

             

            “เป็นเข็มที่ดี”เพียงคำกล่าวเดียวที่ออกมาจากปากของหยุนเฟยก็ทำให้สาวใช้ข้างหลังดูจะศรัทธามากนักนางได้แต่มองการกระทำของชายหนุ่มตรงหน้าอย่างใจจดใจจ่อเริ่มแรกด้วยการแผ่ปราณไหลไปทั่วฝ่ามือเพื่อทำให้ความอุ่นร้อนสมดุลกันกับน้ำร้อนแล้วจึงนำมือไปหยิบเข็มแล้วจุ่มลงไปในน้ำร้อนทันทีจากนั้นหยุนเฟยจึงใช้เข็มที่แสนจะเล็กทิ่มลงไปที่ข้อมือของหญิงชรานามหานเฉียงที่หลับไปอยู่ตรงหน้าอย่างรวดเร็วและแม่นยำ

             

            “!?”

            ช่างน่าอัศจรรย์ใจสำหรับสาวใช้มากนักท่วงท่าการใช้เข็มของชายหนุ่มทำให้นางต้องตะลึงอายุเพียงแค่นี้แต่กลับมีฝีมือเหนือล้นด้วยการที่นางเป็นสาวใช้ของหานเฉียงที่เป็นแพทย์หลวงจึงทำนางรู้ดีว่าการฝังเข็มมันต้องใช้สมาธิมากแค่ไหนแต่ชายหนุ่มตรงหน้ากลับทำมันได้เพียงไม่ถึงสามลมหายใจด้วยซ้ำ เพียงแค่คลุมปราณหยิบเข็มจุ่มน้ำร้อน และแทงเข้าไปแถมจังหวะที่แทงเข้าไปยังดูนุ่มนวลเหมือนกับผิวหนังดูดมันเข้าไปเองอีกต่างหากนางไม่สามารถรู้เลยว่าต้องอยู่กับเข็มแบบนี้มานานขนาดไหนถึงจะทำแบบนี้ได้เพราะนายหญิงของนางยังเรียกได้ว่าชิดซ้ายเลยด้วยซ้ำ และนางยังคงชำเลืองดูต่อไป

             

            ซ่า...

            เสียงของพิษค่อยๆไหลออกมาจากทางเส้นลมปราณของหานเฉียงทำให้สาวใช้หน้าซีดลงในทันทีนางเตรียมตัวที่จะห้ามปรามชายหนุ่มแต่กลับต้องผงะไปเมื่อพบว่าชายหนุ่มยังคงนิ่งเงียบและไม่แสดงท่าทีร้อนรนนางจึงทนดูต่อไป จะว่านางก็มิได้เนื่องจากพิษหงส์สวรรค์จะอาศัยอยู่ภายในจุดตันเถียนและลุกลามไปจนถึงเส้นลมปราณและจะพิการลมปราณในที่สุดนั่นจึงทำให้วิธีการบำบัดพิษนี้ต้องสะกัดพิษเอาไว้มิให้มันลามมายังเส้นลมปราณและชายหนุ่มตรงหน้านี่กลับเจาะเข้าไปในเส้นลมปราณของหานเฉียงพร้อมกับขับปราณเร่งพิษออกมาสู่ลำเส้นลมปราณ นี่มันเองตลกอันใดกัน? แต่นางยังคงได้แต่ยืนมองต่อไปอย่างร้อนรน

             

            “เอาล่ะเจ้าออกไปก่อน”หยุนเฟยกล่าวกับคนข้างหลังด้วยน้ำเสียงจริงจังทำให้สาวใช้ยอมถอยกลับไปนอกห้องในที่สุดแม่จิตใจจะร้อนรุ่มซักเท่าใดแต่คุณชายคนนี้เป็นคนที่นายท่านไว้ใจนางจึงไม่คิดจะโต้แย้งและเดินออกมาเองทันนี้

             

            ภายในห้อง...

             

            “ออกไปซักทีจะให้ใครรู้ไม่ได้ว่าข้าสามารถทนพิษได้” หยุนเฟยกล่าวพลางกระทำการรักษาขั้นต่อไปเริ่มจากถอนเข็มเดิมออกแล้ววางทิ้งไว้ในที่ไกลๆก่อนที่ฝ่ามือจะหมุนวนชักนำลมปราณเข้าแทรกไปข้างในเส้นลมปราณของหานเฉียงมันเข้าไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ และเรื่อยๆ จนมาถึงจุดหมาย ตอนนี้ลมปราณของหยุนเฟยได้เคลื่อนเข้ามาอยู่ในตันเถียนของหานเฉียงเรียบร้อยจากนั้นจะรออะไรล่ะ?หยุนเฟยรีบมุ่งพลังจิตเพ่งไปยังกระแสเลือดให้สายเหลืดหนึ่งหยดของพระเจ้าจากต่างโลกทำงาน

             

            สวบ!

            เพียงเสียงเดียวเท่านั้นที่ดังขึ้นมามันดังออกมาจากภายในตันเถียนของหานเฉียง สาวชราที่นอนซมตรงหน้าชายหนุ่มก่อนที่ลมปราณทั้งหมดจะถูกชักนำกลับมา มันหายไปแล้ว! พิษมันหายไปแล้ว ลมปราณของชายหนุ่มลบล้างพิษของออกไปได้! ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก มันช่างน่าอัศจรรย์เสียจริงๆชายหนุ่มถึงกลับปาดเหงื่อในทันที จะไมใครเล่าที่ทำเช่นเขาได้? ไม่มี ตั้งแต่ขั้นตอนที่สองแล้ว ไม่มีอย่างแน่นอนหรือไม่ก็ส่วนน้อยกระมังจะมีใครบ้างที่สามารถแทรกซึมลมปราณของตนเข้าไปในเส้นลมปราณของผู้อื่นได้? ไม่แน่ว่าคำถามนี้อาจจะทำให้คนที่ได้ยินหลุดขำออกมาก็เป็นได้

             

            เนื่องจากเส้นลมปราณนั้นอยู่ภายในร่างกายเคียงคู่ข้างๆกับเส้นเลือดแต่ขนาดของมันกลับเล็กจิ๋วยิ่งนัก! อย่างที่เคยกล่าวไป การบ่มเพาะนั้นเป็นการขยายจุดตันเถียนและเส้นลมปราณแล้วต้องขยายเส้นลมปราณเท่าใดล่ะ?แล้วมันจะไม่ใหญ่จุดกล้ามเนื้อปูดผิดรูปหรือ?คำตอบคือไม่อย่างแน่นอน เพราะเส้นลมปราณนั้นมีขนาดเล็กมาก เล็กขนาดไหนงั้นรึ?

             

            ในครั้นอดีตชาติหยุนเฟยที่ใช้เวลาทั้งชีวิตขึ้นไปเป็นจุดสูงสุดของผู้บ่มเพาะหรือตัวตนระดับจักรพรรดิบรรพกาลที่ใครๆก็ต้องศิโรราบหมอบแทบเท้าให้แก่มันจะมีใครรู้บ้างล่ะว่า แม้กระทั่งตัวตนระดับนั้นแต่เส้นลมปราณกลับเติบโตขึ้นมามีขนาดแค่ 1 ใน 2 ส่วนของเส้นเลือดเท่านั้น! ช่างน่าเหลือเชื่อ! โลกแห่งการบ่มเพาะช่างน่าเหลือเชื่อนัก! ในตอนนั้นสิ่งที่หยุนเฟยคิดได้ก็คือสิ่งนี้แลแล้วจะเทียบอะไรกับหานเฉียงที่นอนสลบที่มีระดับปราณอยู่ที่สวรรค์ขั้น 4 ล่ะ? เส้นลมปราณของนางช่างดูบางตาคลับคล้ายคลับคลากับเส้นของเครื่องพิณยิ่งนักแล้วไม่ต้องพูดถึงเย่ชิงหยูฮูหยินของมันในครานั้นนางมีระดับอยู่แค่ปราณแท้จริงเพียงเท่านั้น!แต่หยุนเฟยกลับสามรถชักนำลมปราณเข้าสู่เส้นลมปราณของนางได้!ตัวตนเช่นนี้หากใครที่ไม่ได้เห็นกับตาคงต้องลงไปนอนขำกลิ้งเป็นแน่

             

            ตึงตึง ตึง! ปัง!!

            จู่ๆเสียงเคาะสุดแรงก็ดังขึ้นพร้อมกับประตูบานใหญ่จะพังจนล้มกองอยู่กับพื้นอย่างระเนระนาด แล้วหยุนเฟยจึงหันไปมองต้นเสียงจึงได้พบกับไป๋อี้ที่กำหมัดแน่นสีหน้าดูไม่ได้

             

            “เจ้า! เจ้าฝังเข็มใส่นาง แถมยังปล่อยให้พิษแทรกซึมเข้ามาในเส้นลมปราณอีกงั้นรึ! เจ้ามัน เจ้ามัน!”

            ไป๋อี้อาวุโสสูงสุดตำหนักโอสถทองคำอันเลื่องชื่อถึงกับต้องน้ำตาไหลพรากและล้มลงกับพื้นอย่างสิ้นหวังมันหันมามองชายหนุ่ม ถึงจะโกรธเคืองแต่ไม่แค้นอาฆาตแถมยังแฝงไปด้วยความเอ็นดูเล็กน้อยในแววตาด้วยเหตุผลนี้ทำให้หยุนเฟยนับถือในตัวไป๋อี้ค่อนข้างมากดั่งหลักคำที่ตั้งเอาไว้ว่า‘ให้สิบคืนหมื่น ชิงสิบเอาคืนล้าน’ หยุนเฟยเดินไปทางไป๋อี้แล้วค่อยกล่าวบางอย่างออกมา

             

             “ภรรยาท่านก็คือแม่ยายของข้าใยข้าจะทำร้ายนางได้ลงเล่า? ท่านจงมองดูเถิดมองดูความสามรถของลูกเขยของท่าน มองดูภรรยาสุดที่รักของท่าน”กล่าวจบหยุนเฟยก็พลันพยุงไป๋อี้ที่กำลังพยายามตีสีหน้านิ่งแล้วค่อยพาร่างชายชราไปยังทางข้างหน้าทางที่หานเฉียงนอนอยู่ ด้วยจังหวะลมหายใจธรรมดา

             

            ใช้แล้ว! ลมหายใจธรรมดา! ธรรมดาก็คือหายใจแบบไม่ติดขัดด้วยเรื่องแค่นี้ไม่รู้ทำไมถึงได้ทำให้ไป๋อี้ถึงกลับต้องทรุดเข่าลงอีกครั้งมื่อไม้สั่นระริกอย่างตื่นเต้น ก่อนที่มือบางของชายชราจะกุมเข้าจับไปที่จุดชีพจรบนข้อมือของหานเฉียง

             

            “!!”

            ดวงตาของมันถึงกลับต้องเปร่งประกายขึ้นมา

             

            “นางหายดีแล้ว! พิษ พิษหายไปหมดแล้ว...”

            ไป๋อี้กล่าวพึมพำอยู่หลายประโยคความก่อนที่มันจะได้สติคืนกลับมา แล้วจึงเตรียมมาตรเป็นชายชราที่น่าเกรงขามเช่นเดิม แล้วจึงหันมาสบตาเข้ากับชายหนุ่มที่ยืนหลับตายิ้มอยู่ข้างหลัง

             

            “ข้าขอบใจเจ้ามากข้ามิอาจรู้ได้ว่าเจ้าทำมันได้เช่นไร ข้ายอมรับว่าข้าอยากรู้ แต่ข้าจะมิซักไซ้ไขความจากเจ้าข้าเพียงอยากขอบคุณเจ้าจากใจจริง” ไป๋อี้กล่าวอย่างนอบน้อมมือทั้งสองกุมคารวะชายหนุ่มตรงหน้าพร้อมกับก้มหัวขอบคุณอย่างสุดซึ้ง

             

            “ท่านอย่าได้ทำให้ข้าหนักใจเลยท่านพ่อตาข้าเพียงทำตามหน้าที่เพียงเท่านั้น ภรรยาท่านคือแม่ยายของข้าข้าย่อมต้องช่วยเหลือเป็นธรรมดา” หยุนเฟยถึงขั้นบอกปัดไปอย่างลุกลี้ลุกลนถ้าใครได้มาเห็นฉากนี้เข้าคงต้องจ้องเขม็งมันจนเสียวสันหลังเป็นแน่

             

            และทั้งคู่ก็ได้คุยกันอยู่นานสองนานหยุนเฟยบอกไว้ว่าอีก 3 วันหานเฉียงจะตื่นขึ้นในอีก 3 วันเพราะเนื่องจากพิษที่สั่งสมอยู่เป็นเวลานานจึงมีกลิ่นติดค้างเลยต้องนอนพักอยู่เช่นนี้และผลกระทบอีกอย่างคือระดับหานเฉียงจะลดลงไปหนึ่งขั้นเนื่องจากต้องรีดปราณที่เหลือน้อยนิดไปลบกลิ่นอายของพิษไป๋อี้ใช้เวลาทำใจเล็กน้อยกลับเรื่องนี้ ก่อนที่ทั้งคู่จะกล่าวลาซึ่งกันและกันแล้วชายหนุ่มจึงมุ่งหน้ากลับมาตำหนักของตนทันที

             

            ..........

             

            “ช่างว่างเปล่ายิ่งนัก!”

            เพียงคำกล่าวเดียวของชายหนุ่มแต่กลับทำให้มันดูเปลี่ยวใจไม่น้อย‘อ่อนแอเกินไป’ มันคิดต่อไป ‘หรือข้าเก่งเกินไป?’ ความคิดยังคงไหลวน ‘ตั้งแต่ห้าพันปีที่แล้วก็ไม่มีบันทึกเกี่ยวกับนักบุญอีกเลย รวมถึงผู้ที่ขึ้นไปอยู่ในระดับจักรพรรดิบรรพกาลเช่นกันมันช่างน่าเสียดายนัก’ ชายหนุ่มยังคิดขึ้นกับตนเอง ‘แล้วข้าจะมุ่งแข็งแกร่งไปเพื่อสิ่งใด?’

             

            “ช่างเปล่าเปลี่ยวเสียจริงๆชีวิตที่หาคู่แข่งที่ทัดเทียมไม่ได้ช่างว่างเปล่ายิ่งนัก”

            เป็นผู้ใดไปมิได้นอกจากหยุนเฟยที่กล่าวขึ้นหลังจากที่มันเดินกลับมาตำหนักของตนจึงแวะเข้าไปอ่านตำราใน ‘หอความรู้’ และได้รู้ว่าตั้งแต่ห้าพันปีมานี้ในบันทึกประวัติศาสตร์ยังมิเคยมีผู้ใดเคยขึ้นไปอยู่ในจุดสูงสุดได้อีกจักรพรรดิบรรพกาล? อย่างหวัง เพราะเพียงแค่จักรพรรดิของทวีปนี้ก็ยังเป็นแค่จักรพรรดิเพียงเท่านั้น มหานักบุญ? นี่ก็อย่างหวังเช่นกันเพราะเพียงเมืองหลวงแห่งนี้ตันตนของนักปรุงยาขั้นสูงก็เปรียบดั่งพระเจ้าไปเสียแล้วคิดแล้วหยุนเฟยก็ปวดใจ ไม่มีคู่แข่งแล้วจะแข็งแกร่งไปเพื่อสิ่งใด?

             

            “ท่านปู่ทวด!”

            หยุนเฟยกล่าวขึ้นมาหลังจากที่จำคำกล่าวของท่านปู่ทวดของมันได้‘เจ้าจงอย่ายึดติดกับความแข็งแกร่ง ชีวิตต้องมีท้าทายพวกเราใช้ชีวิตเพียงเพื่ออยู่รอด มิได้ขวนขวายในอำนาจ จงทำในสิ่งที่เจ้ารักหลานข้าจงทำในสิ่งที่เจ้าต้องการ จงเบิกทางฝันของตัวเจ้าเอง’คำกล่าวตั้งแต่วัยเด็กดังกึกก้องในหัวทำให้ชายหนุ่มเลือกเส้นทางที่จะเดินต่อไปได้ความแข็งแกร่ง? หยุนเฟยปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความแข็งแกร่งมันไม่สำคัญแต่ทางที่จะก้าวเดินต่อไปล้วนมิใช่เพื่อแสวงหาความแข็งแกร่งอีกต่อไป มิใช้เพื่อเป็นใหญ่อย่างแน่นอนและมิใช่เพื่อล้างแค้นดังเช่นวันวาน ต่อไปนี้ทุกย่างก้าวฝีเท้าก้าวเดิน จะเป็นการเปิดโลกใบใหม่สำหรับมัน

             

            “ต่างภพงั้นหรือ? แน่นอนข้าจะไป ต่างโลกงั้นรึ? แน่นอนข้าจะไปเช่นกันต่อไปนี้ข้าจะออกผจญภัย จุดหมายต่อไปมิอาจทราบได้ เพราะข้าจะมิสนอะไรอีกแล้วข้าจะมิสนใครที่คอยกีดกันทางของข้า ข้าจะตามความต้องการของข้า ข้าจะ ทำตาม ใจของข้าเอง!”

             

            อันตัวข้าเกิดมามีสุขล้นอันตัวข้าเติบใหญ่ไม่ขาดสน อันตัวข้ามักขวนขวายให้เหนือตนอันตัวข้าจะเป็นคนเลือกทางเอง

             

            To be continue…

             

            [*] คิดกลอนนานมาก..........(มือใหม่หัดแต่งกลอนเด้อ!)

             

              [ ขออภัยที่หายไปนาน ฝึกเขียนต้นฉบับส่งสำนักพิมพ์มา...ไม่ผ่าน!!]

              

             

              

             

              

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องเทพมังกรเหนือโลก ที่คุณอ่าน