(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร

    ตอนที่ 153 เฉินอี้หานและหย่าอี้หาน

            ในตอนนั้น ฉากหลังของคุกมังกรโลหิตที่เคยตั้งตระหง่านดุจปราการ บัดนี้เหลือเพียงอาคารภายนอกกับซุ้มประตูทางเข้าอันแตกร้าว


            ส่วนโครงสร้างชั้นลึกทั้งเจ็ดที่เคยเป็นดั่งขุมนรกซ้อนขุมนรกได้ถูกทะลวงจนไม่เหลือเค้าเดิม เหนือซากปรักหักพังนั้นมีเพียงสายธารแห่งทองคำที่พุ่งทะยานขึ้นผ่านฟากฟ้า แสงสว่างสาดกระจายออกมาเป็นลำตรงราวกับเสาหลักเชื่อมผืนดินกับชั้นนภา


            ดูประหนึ่งเป็นแม่น้ำทองคำที่ระเบิดออกมาจากใจกลางพื้นพิภพแล้วไหลย้อนขึ้นสู่เบื้องบน


            กระแสพลังหมุนวนเป็นเกลียวสูงตระหง่าน เมฆรอบด้านถูกดูดกลืนเข้าหาศูนย์กลาง ก่อนจะถูกผลักกระจายออกไปเป็นวงกว้าง


            เหมือนท้องฟ้าถูกบิดเบี้ยวราวผืนผ้าไหมที่ถูกมือยักษ์บดขยี้


            พลังวิญญาณอันหนักแน่นที่แผ่ออกมาจากส่วนลึกเบื้องล่างยังคงสะท้อนอยู่ในอากาศ เจตจำนงที่เฉินอี้หานปลดปล่อยออกมาทรงอำนาจดุจขุนเขาโบราณที่ตั้งมั่นมานานนับหมื่นปี ผู้คนที่ยืนอยู่บริเวณรอบคุกมังกรโลหิตต่างเงยหน้ามองด้วยสายตาอันตื่นตะลึง


            ในตอนนั้นเอง พัศดีหวังผู้มีหนวดครึ้มหนาแน่นถึงกับทรุดตัวลงคุกเข่าโดยไม่รู้ตัว


            ตัวของเขาทำได้เพียงจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยใบหน้าซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริกเป็นอย่างหนัก


            “คะ.. คุกมังกรโลหิตของข้า.. ทั้งหมดได้จบสิ้นลงแล้ว ไม่เหลือกระทั่งอาชญากรให้คอยคุมขัง…”


            สายตาของพัศดีหวังไล่มองไปยังซากอาคารและทางเข้าที่เหลืออยู่ ความภาคภูมิใจที่เคยมีต่อสถานที่แห่งนี้เหมือนถูกฉีกทิ้งไปในคราเดียว


            “มีเพียงแค่อาคารส่วนนึงที่ถูกแหว่งหายไปกับสายธารแห่งทองคำนั้น!”


            ประโยคสุดท้ายดังออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่ขมขื่น


            เพราะตัวของมันไม่รู้ว่าตอนนี้ควรจะรู้สึกเช่นไรดี ระหว่างความโกรธ ความสิ้นหวัง หรือความยำเกรงต่อพลังที่เหนือความเข้าใจ


            ท่ามกลางกระแสลมที่ยังคงปั่นป่วน หย่าอี้หานที่ยืนอยู่ไกล ดวงตาของเขาสะท้อนประกายทองคำที่พุ่งขึ้นสู่ฟ้า มุมปากแสยะยิ้มเล็กน้อย


            “ยังบ้าพลังเหมือนเดิม.. ไม่ใช่สิ อาจจะแข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้นแล้วมั้งเนี่ย?”


            “ถึงระดับพลังวิญญาณจะอยู่เท่าเดิมก็เถอะ แต่พอได้สัมผัสจริงๆแล้ว มันกลับแฝงความล้ำลึกเอาไว้อยู่หลายชั้น!”


            คำกล่าวของมังกรเพลิงทรราชดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน


            บรรดาเจ้าหน้าที่ที่ยืนรายล้อมอยู่โดยรอบต่างกลืนน้ำลายอึกใหญ่พร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย พลังที่พวกเขารับรู้ผ่านสายตาและประสาทสัมผัสก็เพียงพอจะทำให้หัวใจสั่นสะเทือนอยู่แล้ว แต่เมื่อได้ยินการประเมินจากหย่าอี้หานโดยตรง ความหนักอึ้งกลับทวีคูณขึ้นอีกหลายเท่า


            ในเวลานั้น หยางกุ่ยปิง หนึ่งในลูกศิษย์ของชายหนุ่ม ก้าวออกมาข้างหน้า สีหน้าและแววตาของนางเต็มไปด้วยความหวั่นเกรง


            “ท่านอาจารย์คะ.. ท่านเฉินอี้หานคนนี้มีเจตจำนงธาตุทองคำระดับจักรพรรดิใช่ไหมคะ?”


            “ได้ยินมาว่าท่านผู้นั้นมีร่างกายและพละกำลังแข็งแกร่งอย่างหาสิ่งใดเปรียบ โดยเฉพาะกับกายจักรพรรดิทองคำคงกระพันของเขา!”


            คำถามนั้นแฝงทั้งความเคารพและความสงสัย


            หย่าอี้หานพ่นควันออกมาช้าๆ ควันสีเทาลอยเคลื่อนไปตามกระแสลม ก่อนจะตอบคำถามลูกศิษย์ตน


            “ถูกต้องแล้ว!”


            “เจ้านั่นอาจจะไม่มีเจตจำนงระดับเทพเหมือนข้าหรือเสาหลักของอารยธรรมคนอื่นๆก็จริงอยู่ ทว่าเจ้านี้กลับแข็งแกร่งเหนือยิ่งกว่าเทพสงครามส่วนใหญ่ อาจไม่แข็งแกร่งเท่ากับตัวของข้าก็จริง แต่ก็ไม่ได้ห่างกันประมาณนั้น!”


            “บอกตามตรงว่าถ้าต้องต่อสู้กันจริงๆจังๆ ข้าเองก็ต้องมีบาดเจ็บสาหัสบ้างละ”


            คำยอมรับที่หลุดออกมาจากปากของมังกรเพลิงทรราชทำให้บรรยากาศโดยรอบหยุดนิ่งชั่วขณะ


            เทพสงคราม ราชันย์สงคราม นักบุญสงคราม รวมถึงเจ้าหน้าที่อีกนับไม่ถ้วนต่างรู้สึกเหมือนหัวใจถูกกระแทกอย่างแรง


            เพราะการที่ท่านหย่าอี้หานกล่าวเช่นนั้นออกมาตรงๆโดยไม่ปิดบัง มันย่อมหมายความว่าชายชราผู้หนึ่งในส่วนลึกของคุกมังกรโลหิตแห่งนี้เอง ท่านผู้นั้นมีพลังใกล้เคียงกับเสาหลักแห่งอารยธรรมเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างแท้จริงเลยก็ว่าได้


            ขณะที่สายธารทองคำซึ่งพุ่งทะยานอย่างดุดันก็เริ่มลดความเข้มข้นลงทีละน้อย เมฆที่ถูกฉีกแยกก่อนหน้านี้เริ่มเคลื่อนกลับเข้าหากันอย่างช้าๆ ท้องฟ้าเริ่มกลับคืนสู่สภาพเดิม แม้ยังคงมีร่องรอยของแรงกระแทกที่ไม่อาจลบเลือนในทันทีเลยก็ตาม


            ในตอนนั้น ท่ามกลางสายตาของเหล่าเจ้าหน้าที่นับหลายพันคนซึ่งยังคงยืนตกตะลึงอยู่เบื้องหน้าซากคุกมังกรโลหิต


            จู่ๆอากาศเหนือพื้นดินก็สั่นไหวอีกครั้ง ก่อนที่เงาร่างขนาดใหญ่จะปรากฏขึ้นกลางอากาศอย่างฉับพลัน


            ชายชราร่างใหญ่ผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่กลางท้องฟ้า กล้ามเนื้อทั่วร่างแน่นตึง เส้นเอ็นปูดโปนคล้ายมังกรเลื้อยใต้ผิวหนัง ความสูงของเขาเกินสองเมตรอย่างชัดเจน ไหล่กว้างดุจประตูเมือง ปราณทองคำยังคงแผ่ออกจากกายเหมือนแสงของอาทิตย์ยามเที่ยง


            และในมือของชายชราได้มีชายหนุ่มคนหนึ่งถูกหิ้วคอเสื้ออยู่


            ไม่ใช่การพยุง ไม่ใช่การประคอง หากเป็นการหิ้วอย่างแท้จริง ราวกับกำลังถือของชิ้นเล็กที่ไร้น้ำหนักยังไงยังงั้น


            วินาทีนั้นเอง ร่างของเขาก็เคลื่อนไหวดั่งสายฟ้าทองคำ แสงสว่างวาบหนึ่งพาดผ่านสายตาทุกคน ก่อนที่จะพุ่งเข้ามายังด้านหน้าของหย่าอี้หานอย่างฉับพลัน ทำให้เทพสงครามทั้งหมดแทบจะตอบสนองไม่ทัน บางคนเพิ่งยกมือขึ้นเตรียมตั้งท่า บางคนเพิ่งจะเพ่งสัมผัสวิญญาณ


            ทว่าก่อนที่ความคิดจะทันก่อรูป เฉินอี้หานก็หยุดยืนอยู่ห่างจากหย่าอี้หานเพียงไม่กี่ก้าว


            เมื่อทุกคนได้สติ พวกเขาต่างหันขวับไปยังจุดเดียวพร้อมกัน


            ภาพตรงหน้าทำให้หัวใจของผู้พบเห็นกระตุกวูบ


            ชายชราร่างใหญ่สูงเกินสองเมตร กำลังยืนประจันหน้ากับชายหนุ่มร่างเล็กที่มีความสูงเพียงหนึ่งเมตรเจ็ดสิบกว่าๆ


            ความแตกต่างทางรูปลักษณ์ชัดเจนราวภูผาเทียบกับสายลม


            “นะ.. นี่น่ะเหรอ.. มนุษย์ยักษ์ทองคำ ท่านเฉินอี้หาน!”


            เสียงกระซิบดังออกมาจากแถวเจ้าหน้าที่ด้านหลัง


            เพราะฉายานั้นไม่ได้ถูกกล่าวขึ้นเล่นๆ หากเป็นชื่อที่ผู้คนเรียกขานด้วยความยำเกรงมานานนับศตวรรษ


            ส่วนหวงเยี่ยซึ่งถูกพาออกมาจากใต้พิภพ บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงตัวประกอบที่ถูกหิ้วติดมาด้วย ทำได้เพียงหัวเราะแห้งๆขึ้นในลำคอ พยายามตั้งหลักยืนให้มั่นคง แม้เท้าจะเหยียบพื้นแล้ว ทว่าคอเสื้อโค้ทยังคงถูกมือใหญ่ของอาจารย์จับเอาไว้อย่างเหนียวแน่น


            ก่อนที่หวงเยี่ยจะเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มผมดำตรงหน้า จนแววตาของเขาต้องสั่นไหว


            ชายคนนี้กลิ่นอายที่แผ่ออกมาไม่ได้รุนแรงดุดันเหมือนอาจารย์ของเขา หากกลับสงบนิ่งจนยากจะหยั่งลึก


            ทว่าในความนิ่งนั้นเอง มันกลับซ่อนแรงกดดันบางอย่างที่ทำให้หัวใจของตนเองต้องเต้นผิดจังหวะ


            ความสนใจในใจของหวงเยี่ยพลุ่งพล่านจนแทบลืมความอับอายที่ถูกหิ้วออกมาต่อหน้าผู้คนมากมาย


            ขณะเดียวกัน หย่าอี้หานยังคงยืนสงบ ซิการ์คาบอยู่ที่มุมปาก จ้องมองเฉินอี้หานจากศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะหัวเราะขึ้น


            “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะเฉินอี้หาน รูปลักษณ์ดูแก่ลงไปเยอะเลยนี่ ทำไมเจ้าถึงไม่ใช้พลังวิญญาณคงรูปลักษณ์ความหนุ่มของตนเองไว้ละ”


            คำพูดนั้นถูกกล่าวอย่างผ่อนคลาย ราวกับกำลังทักทายสหายเก่ามากกว่าคู่ต่อสู้ระดับสูงสุดของยุค


            เฉินอี้หานจ้องมองควันนั้นชั่วครู่ ก่อนจะเผยรอยยิ้มกว้างอย่างยินดี


            “ว่าไงเจ้าไฟจุดเค้กวันเกิด!”


            “ไม่ได้เจอกันเกือบร้อยปีเห็นจะได้ ลมอะไรถึงหอบแกมายังทวีปทางเหนือละ?”


            “ปกติจะเห็นเอาแต่อุดอู้อยู่ภายในสมาพันธ์ทวีปกลางไม่ใช่เรอะ?”


            คำกล่าวนั้นทำให้ทุกคนที่ยืนอยู่รอบๆต่างเสียวสันหลังวาบ


            เพราะไม่มีใครในโลกกล้าเรียกมังกรเพลิงทรราชว่าไฟจุดเค้กวันเกิดหรอกนะ


            แม้แต่ผู้ที่มีอำนาจสูงส่งที่สุดในหมู่เทพสงคราม ก็ยังหลีกเลี่ยงคำล้อเลียนเช่นนั้น


            เจ้าหน้าที่นับพันไม่กล้าขยับเขยื้อน แม้แต่เสียงกระแอมไอก็ไม่มีใครกล้าปล่อยออกมา


            สองบุรุษยืนอยู่ท่ามกลางสายตาทั้งหมด


            หนึ่งคือมนุษย์ยักษ์ทองคำ ผู้โดดเด่นดั่งขุนเขาทองคำเคลื่อนไหวได้


            อีกหนึ่งคือมังกรเพลิงทรราช ผู้สงบนิ่งดุจเปลวไฟที่ไม่จำเป็นต้องลุกโชนเพื่อแสดงอำนาจ


            เพียงการพบหน้ากันก็เพียงพอให้ลานกว้างแห่งนี้ร้อนระอุยิ่งกว่าสมรภูมิใดๆเลยก็ว่าได้


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร ที่คุณอ่าน