[จบ]Death System จอมเวทย์ท้าความตาย

    103 การร่ายรำของภูติ

    “มันจะใหญ่เกินไปหรือเปล่า”


    15 วันกับการอาศัยอยู่ภายในเขต 10 แอนเดอร์สันได้ฆ่ามอนสเตอร์ไปมากมายระหว่างที่เขาเดินทางไปตามแผนที่ที่แม่ของตนให้ไว้ พอมาถึงตำแหน่งแผนที่ชี้นำทางไปเขาก็พบเข้ากับม่านพลังขนาดใหญ่ขวางกั้น มันเป็นม่านพลังที่เอลฟ์สามารถเดินผ่านเข้าไปได้ง่ายดาย แต่แอนเดอร์สันทำไม่ได้ เขาจึงเสียเวลาในการวิ่งวนรอบๆม่านพลังเพื่อหาจุดที่เขาจะเข้าไปได้พลางฆ่ามอนสเตอร์ระหว่างทาง จนในที่สุดการวิ่งหาทางเข้าของแอนเดอร์สันก็ได้มาหยุดตรงที่ทิศเหนือ ในตำแหน่งนี้มีเอลฟ์อยู่ 10 ตนด้วยกัน พวกเขายืนอยู่ด้านหลังม่านพลังเหมือนกำลังเฝ้ารักษาการ แอนเดอร์สันจึงคิดจะสอบถามเอลฟ์กลุ่มนี้ว่าการเข้าไปด้านในนั้นทำได้ด้วยวิธีไหน


    “พี่ชาย ผมมีเรื่องจะสอบถาม”


    แอนเดอร์สันถือแผนที่เอาไว้ในมือ ทำตัวให้เหมือนกับนักเดินทาง การที่ป่าเขต 10 มีจิตวิญญาณธาตุไม้คงจะมีมนุษย์มากมายเข้ามาด้านในเมืองตามหาจิตวิญญาณ ดังนั้นเขาจึงอยากรู้ว่าเอลฟ์ที่อยู่มานานและเป็นเจ้าของป่าแห่งนี้จะให้ความช่วยเหลือด้วยวิธีใด


    “มนุษย์อย่างนั้นเหรอ เจ้าต้องการสิ่งใด”


    หนึ่งในเอลฟ์ถามแอนเดอร์สัน พวกเขายังคงอยู่ด้านในม่านพลังไม่คิดจะเปิดให้ใครเข้าไปนอกจากเอลฟ์ด้วยกัน


    “พี่ชาย คือผมตามแผนที่นี้มาแล้วมันชี้ให้เข้าไปในม่านพลังนี่ พี่ชายพอจะบอกได้หรือไม่ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะเข้าไปได้”


    แอนเดอร์สันชูแผนที่ในมือพร้อมกับทำหน้าปั้นยาก ทางฝั่งเอลฟ์ที่มองเห็นแผนที่ในมือแอนเดอร์สันพวกเขาจึงกวักมือเรียกกันมามุงดูแผนที่ในมือ  แอนเดอร์สันที่เห็นว่าเอลฟ์สนใจบางอย่างที่อยู่ด้านหลังแผ่นหนังที่สร้างแผนที่เขาจึงยกมือค้างไว้ให้เอลฟ์ได้มองสำรวจ


    “มนุษย์ เจ้าได้ของชิ้นนี้มาได้อย่างไร”


    “คุณเอลฟ์ คือสิ่งนี้แม่ของผมมอบเอาไว้ให้ก่อนตาย ผมจึงต้องเดินตามมาเพราะคิดว่าน่าจะมีจิตวิญญาณไม้อยู่ตามแผนที่นี้”


    “เชิญเจ้าเข้ามาก่อน พยายามถือสิ่งนี้เอาไว้อย่าเอาไว้ห่างตัว”


    แอนเดอร์สันเลิกคิ้วในทันที เขาตกใจมากที่สามารถเข้าไปได้อย่างง่ายดายเกินกว่าที่จินตนาการเอาไว้ หลังจากเห็นเอลฟ์ใช้มือแหวกม่านพลังรอให้เขาเข้าไป แอนเดอร์สันจึงเดินตามเอลฟ์มุ่งหน้าสู่ตำแหน่งแผ่นที่ระบุ


    “เก็บสายตาของเจ้าเอาไว้ด้วย เจ้าอาจจะมองสิ่งที่ไม่ควรมอง”


    แอนเดอร์สันที่กำลังตื่นตกใจกับภาพรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้เรืองแสงหลากสีและสัตว์น้อยใหญ่มากมายหลากหลายพันธ์ุ เมื่อเอลฟ์ที่กำลังเดินนำได้แนะนำให้เขาเก็บดวงตาแล้วมองตรงเท่านั้น เขาจึงต้องทำตามพยายามเก็บความประทับใจแรกกับสถานที่อยู่ของเอลฟ์เอาไว้ ท่ามกลางการเดินผ่านอุโมงต้นไม้เรืองแสงไปเรื่อยๆ แอนเดอร์สันรู้สึกขอบคุณแม่ของเขาที่เหมือนจะมาทำบางอย่างภายในที่แห่งนี้ จนแผนที่ในมือของเขาสามารถเข้ามาได้โดยไม่ต้องแลกเปลี่ยน


    “จากตราที่เจ้าถือ”


    แอนเดอร์สันนำแผนที่ออกมาดู เขาสังเกตเห็นสัญลักษณ์บางอย่างด้านหลังแผนที่ มันกำลังเรืองแสงหลังจากได้รับมานาจากพื้นที่แห่งนี้จนตราชัดเจนมากกว่าเดิม เมื่อรู้ว่ามันเป็นตราสำหรับเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้เขาก็ฟังเอลฟ์อธิบาย


    “เจ้าสามารถเข้ามาในพื้นที่ของพวกเราได้ 1 ครั้งและสามารถใช้บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของหมู่บ้านได้ 1 หน”


    “บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์คืออะไรอย่างนั้นเหรอครับ”


    “มันเป็นสถานที่ที่จิตวิญญาณแห่งไม้อาศัยอยู่ ความเป็นจริงมนุษย์ไม่จำเป็นต้องเข้ามาในหมู่บ้านของเราก็ได้ เพียงแค่ออกตามหาจิตวิญญาณในป่าเขต 10 ก็ได้เช่นกันเพียงแต่ว่ามันจะหายากมาก ต่างจากหมู่บ้านของเราที่มีจิตวิญญาณอาศัยอยู่เป็นหลักแหล่ง”


    “หมายความว่าจิตวิญญาณแห่งไม้อยู่ที่นี่ตลอดเลยเหรอครับ”


    “ใช่ เจ้ามองไปยังตรงนั้นสิ”


    แอนเดอร์สันมองไปตามทิศทางที่เอลฟ์ชี้นำไป ปรากฎว่าตำแหน่งที่นิ้วชี้ไปมีต้นไม้ขนาดใหญ่ ความสูงของมันเกือบจะพุ่งถึงก้อนเมฆ ด้วยความใหญ่โตนี้เองทำเอาแอนเดอร์สันตกใจตื่นกับความใหญ่โตของมัน


    “เราเรียกสิ่งนี้ว่าต้นไม้แห่งชีวิต มันมีเพียง 1 ต้นเท่านั้น เมื่อต้นแรกเกิดจะไม่มีต้นที่ 2 โผล่ออกมา ต่อให้จะเพาะเมล็ดพันธ์ุก็ตาม จนกว่าต้นนี้จะตายเมล็ดพันธ์ุใหม่ถึงจะเพาะได้”


    แอนเดอร์สันพยักหน้าเข้าใจ ในนิยายก็เคยมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับต้นไม้โลกที่เอลฟ์อยู่อาศัย แม้มิสเทอรี่จะมีชื่อเรียกที่ต่างกัน มันกลับเป็นต้นไม้ที่กำลังปลดปล่อยมานามหาศาลออกมารอบๆ แม้จะมีกิ่งก้านและใบหนาปกคลุมทั่วบริเวณม่านพลังรอบๆ มานาที่ต้นไม้ชีวิตปลดปล่อยออกมากลับทำให้พื้นที่ด้านใต้ของมันสว่างไสว


    “เอาล่ะ เจ้าสามารถแช่มันได้ครั้งเดียว สำหรับมนุษย์ที่นี่ไม่ใช่สถานที่จะอยู่นานได้ เราจะพาเจ้าออกไปหลังจากปลุกจิตวิญญาณของเจ้าเสร็จ”


    แอนเดอร์สันพยักหน้าด้วยความเข้าใจก่อนจะถอดเสื้อผ้าเหลือไว้แค่ชุดชั้นในแล้วเดินลงไปในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์


    “จำเอาไว้ ต่อให้จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเจ้าออกมาจากบ่อน้ำจะถือว่าเจ้าหมดสิทธิ์แช่ตัวต่อ”


    แอนเดอร์สันพยักหน้าก่อนจะดำลงไปในบ่อปล่อยให้ตัวของเขารับรู้พลังรอบๆ ขณะที่กำลังจดจ่ออยู่กับกระแสมานาภายในบ่อแอนเดอร์สันก็พบว่าเขาไม่จำเป็นต้องหายใจเมื่ออยู่ใต้น้ำแห่งนี้ เขาจึงตัดปัญหาเรื่องการตายจากการขาดอากาศหายใจทิ้งไปแล้วจดจ่อกับกระแสมานาด้านใต้


     การปลุกจิตวิญญาณแห่งไม้ สิ่งที่เขารู้คือต้องพยายามเข้าใจในกระแสพลังของพวกมัน เพื่อให้เวทย์ธาตุไม้ของเขาเสถียรและแสดงความเป็นพืชพรรณออกมาให้ได้มากที่สุด 


    ในระหว่างที่แอนเดอร์สันหลับตาดำดิ่งไปกับความคิด มานามากมายภายในบ่อศักดิ์สิทธิ์ก็ได้รวมตัวกันเกิดเป็นรากไม้สีทองพุ่งเข้ามาห่อหุ้มร่างของเขาเอาไว้ จนเขาพบเข้ากับความอบอุ่นวิ่งไปตามส่วนต่างๆของร่างกาย แอนเดอร์สันจึงปล่อยตัวปล่อยใจให้ไหลไปกับการชักนำของกระแสมานาที่เข้าสู่ร่าง


    วิ๊ง!


    “เกิดอะไรขึ้น”


    เอลฟ์ที่พาแอนเดอร์สันมายังบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์มองจ้องไปยังบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เล็กๆที่ถูกสร้างไว้สำหรับให้มนุษย์ใช้งาน เนื่องจากว่าบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของจริงที่เป็นต้นน้ำไม่สามารถลงแช่ได้ เหล่าเอลฟ์ล้วนใช้น้ำในบ่อศักดิ์สิทธิ์ต้นน้ำในการดื่มกิน


    ภายใต้แสงสีเขียวสว่างเจิตจ้าที่กำลังพวยพุ่งออกมาจากก้นบ่อนี้เอง เอลฟ์ได้มองจ้องลงไปด้วยความสนใจก่อนจะพบว่าแอนเดอร์สันที่ลงไปแช่ในบ่อเป็นตัวกลางที่ทำให้เกิดแสง


    “แปลกจริง ทำไมเขาถึงเปล่งแสง ทั้งที่มนุษย์ก่อนหน้าไม่เคยมีใครเปล่งแสงออกมาเลย”


    ยิ่งมองเอลฟ์ก็ยิ่งสงสัยไม่รู้ว่าแอนเดอร์สันเปล่งแสงออกมาจากร่างได้อย่างไร ทันใดนั้นดอกไม้ที่อยู่รอบๆบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ก็เริ่มสั่นไหว เมื่อเอลฟ์รู้ว่าภูติดอกไม้ที่อาศัยอยู่ที่นี่กำลังดีใจเขาถึงขั้นค่อยๆถอยออกมาดูปรากฎการณ์ที่กำลังเกิด 


    ทันใดนั้นแอนเดอร์สันที่นอนอยู่ก้นบึงก็ได้ลอยตัวขึ้นมาเหนือน้ำโดยมีรากสีทองพันเกี่ยวตามร่างกาย ด้วยการยกร่างของแอนเดอร์สันที่กำลังหลับตาปล่อยตัวปล่อยใจไปกับกระแสมานาของน้ำศักดิ์สิทธิ์ เหล่าภูติดอกไม้ก็เริ่มลอยเข้าไปใกล้แอนเดอร์สันเพื่อเต้นรำ ต้นไม้รอบบ่อศักดิ์สิทธิ์ล้วนส่งเสียงกังวานจากการขยับเคลื่อนไหวกิ่งก่อเกิดเสียงที่มาจากมานากลายเป็นเสียงเพลงบรรเลงไปพร้อมๆกับภูติดอกไม้ร่ายรำด้วยความสนุกสนาน หิ่งห้อยมากมายที่อยู่ใกล้ๆนั้นล้วนบินวนจนกลายเป็นกลุ่มแสงระยิบระยับส่งผลให้เอลฟ์ที่เฝ้าจับตามองดูแอนเดอร์สันยืนตัวแข็งทื่อ


    “การร่ายรำของภูติ พวกเขาร่ายรำเพื่อมนุษย์คนหนึ่งเลยเหรอ”


    คลืน!


    ต้นไม้รอบๆหมู่บ้านเริ่มโยกตัวเล็กน้อยตอบรับการร่ายรำของภูติดอกไม้ ภูติมากมายที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเอลฟ์ล้วนแล้วบินออกมามากมายก่อนจะเข้ามาร่ายรำกับภูติดอกไม้อย่างสนุกสนาน ภายใต้การร่ายรำและการเดินทางมาของภูติรอบๆหมู่บ้าน ส่งผลให้เอลฟ์ทุกตนเริ่มสนใจเดินตามมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นถึงมีภูติมากมายปรากฎตัวพร้อมกันเช่นนี้


    “วาว”


    แอนเดอร์สันที่ถูกปลุกให้ตื่นจากเสียงเพลงเขาได้มองสิ่งที่เกิดรอบตัวด้วยความตื่นเต้นดีใจ ภาพในตอนนี้เหมือนกับเขาเข้ามาในโลกแห่งนิยายที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตสุดแสนจะอัศจรรย์ ต้นไม้เล็กๆรอบๆตัวของเขาต่างลุกขึ้นมาเต้นรำ ดอกไม้แต่ละดอกล้วนผลิบานส่งกลิ่นหอมออกไปไกลจนมองเห็นได้ถึงเส้นสายหลากสีสวยงาม เหล่าต้นไม้ที่อยู่รอบๆล้วนแล้วพยายามขยับตัวจนก่อให้เกิดเสียงเพลงบรรเลงให้เหล่ากลุ่มก้อนแสงกระโดดโลดเต้นไปรอบๆ แอนเดอร์สันที่มองทุกอย่างไม่ต่างจากดูภาพยนต์เขาถึงกลับยิ้มด้วยความดีใจ แต่แล้วเขากลับต้องหุบยิ้มเพราะตอนนี้มีเอลฟ์มากมายกำลังมองจ้องมายังเขาที่เหลือเพียงแค่กางเกงในตัวเดียวเท่านั้น


    “ยินดีต้อนรับสู่หมู่บ้านเอลฟ์”


    หนึ่งในเอลฟ์เอ่ยด้วยความยินดี แอนเดอร์สันที่ถูกรากไม้สีทองมัดร่างกายเอาไว้นี้เขาก็ปล่อยให้มันพาเขาไปยืนขอบบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ สำหรับการปลุกจิตวิญญาณไม้นี้เอง เขาไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลยนอกจากมองดูกระแสมานาไหลเข้าสู่ร่างของตนเพื่อปลุกจิตวิญญาณให้กับฉายาทั้งสอง


    “ข้าชื่อฟีโอน่าเป็นหัวหน้าหมู่บ้านแห่งนี้ เจ้าอยากจะไปดื่มชากับข้าสักหน่อยไหม”


    แอนเดอร์สันตกใจเล็กน้อยที่ผู้นำหมู่บ้านเดินทางมาพบเขาด้วยตนเอง อย่างไรก็ตามมันคงจะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดรอบตัวของเขา แม้ตอนนี้แอนเดอร์สันจะอยากตีตัวออกห่าง แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขาอาจจะได้รับความช่วยเหลือจากเอลฟ์ เขาจึงพยักหน้าตอบรับคำเชิญแล้วเดินตามผู้นำหมู่บ้านไป 


    สำหรับเอลฟ์มากมายที่มายืนดูแอนเดอร์สันพวกเขาก็กลับไปทำงานเช่นเดิม แอนเดอร์ที่เดินออกจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์เขาจึงหันกลับไปดูว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นภาพลวงตาหรือไม่  หลังจากที่เขามองกลับไปแอนเดอร์สันถึงขั้นฉีกยิ้มเพราะทุกอย่างไม่ใช่ความฝัน ต้นไม้ต้นเล็กๆรวมไปถึงสัตว์และก้อนแสงที่เรียกว่าภูตินั้น กำลังโบกมือลาเขาด้วยรอยยิ้มยินดี แอนเดอร์สันจึงยกมือขึ้นมาโบกลาตามมารยาท ชาติก่อนของเขาถึงแม้จะเป็นมือปราบแต่เวลาว่างเขาชอบไล่ตามหนังแฟนตาซีและเหล่าเกิร์ลกรุ๊ป การได้มาเห็นสิ่งอัศจรรย์แบบนี้จึงทำให้เขารู้สึกดีไม่น้อย


    [แจ้งเตือน ท่านได้รับการปลุกจิตวิญญาณสำเร็จ  ทำการปลดล็อกเสร็จสิ้น ท่านสามารถก้าวสู่ระดับนักเวทย์ 301 ได้]


    แอนเดอร์สันฉีกยิ้มกว้าง หลังจากได้ยินเสียงแจ้งเตือนบอกให้เขารู้ว่าตอนนี้ ฉายาทั้งหมดที่ได้ครอบครองทำการปลุกจิตวิญญาณครบทั้งหมดแล้ว เขาสามารถก้าวข้ามระดับ 300 ปีไปได้แล้วโดยไม่มีการปลดล็อกสิ่งใดเพิ่มเติม หลังจากที่รู้ความจริงแอนเดอร์สันไม่รอช้านำยาออกมา 1 โดสฉีดเข้าที่คอของตัวเอง พริบตาที่ยาออกฤทธิ์นี้เองพลังเวทย์สะสมของเขาก็เพิ่มขึ้นมาเป็น 301 ปี พร้อมกับระบบแจ้งเตือนให้เข้ารู้ว่าของในวงล้อการสุ่มได้เพิ่มระดับ 7 เข้าไปแล้ว



     




     







     

     

     


    คล้ายกับเรื่อง[จบ]Death System จอมเวทย์ท้าความตาย ที่คุณอ่าน