“แน่พระทัยหรือพ่ะย่ะค่ะว่าจะเข้าไป” รองแม่ทัพฉีถามสตรีที่มีผ้าปิดหน้ามิดชิดอีกครั้ง เขายังจำเหตุการณ์ตอนลอบเข้าตำหนักเย็นหวังซุ่ยได้ดีดังนั้นไม่มีทางที่คนใจเสาะอย่างองค์หญิงอู๋ิจะเข้าไปตรวจสอบศพคนร้ายด้วยตาตนเองแน่ แค่ได้กลิ่นเหม็นก็คงวิ่งแจ้นออกมาแล้ว
“ข้าแน่ใจ คนข้าก็พามาแล้ว อย่างไรก็ต้องเข้าไป” อู๋ิหันไปมองชายวัยกลางคนด้านหลังก่อนจะสูดลมหายใจลึก ๆ เรียกกำลังใจให้กับตัวเอง
“เข้าไปกันเถอะ”
รองแม่ทัพฉีส่ายหน้าระอาแต่ก็ยอมเดินตามไปติด ๆ
“บีหนึ่ง บีสอง พวกเ้ามาทำอะไรที่นี่” อู๋ิร้องทักคนสนิทของเหมยฮวาทว่าดูเหมือนพวกเขากำลังมีปัญหาบางอย่างเห็นได้จากสีหน้าไม่พอใจและท่าทางเอาเื่ของบีสอง
“ถวายพระพรองค์หญิงอู๋ิ พวกกระหม่อมได้รับคำสั่งจากท่านแม่ทัพให้ตรวจสอบศพคนร้ายเพื่อระบุตัวตนพ่ะย่ะค่ะ” บีหนึ่งตอบคำถามและหันไปมองตัวการด้วยแววตาขุ่นมัว
“แล้วมีปัญหาอะไรงั้นหรือ”
“พวกเขา้าเอกสารที่มีตราประทับของฝ่าาเท่านั้นจึงจะอนุญาตให้พวกเราเข้าไปพ่ะย่ะค่ะ” บีสองฟ้องเสียงดัง
“เหลวไหล! ฝ่าามอบหมายคดีนี้ให้ท่านแม่ทัพใหญ่ดูแล เหล่าขุนนางต่างได้ยินกันทั่ว ถอยไป! ปล่อยให้พวกเขาได้ทำงาน” อู๋ิหันไปเอาเื่ขุนนางผู้ดูแลห้องชันสูตรแต่เหมือนเขาไม่ได้ยำเกรงนางแม้แต่น้อย
“กฎย่อมต้องเป็กฎ คดีใดเกี่ยวข้องกับเชื้อพระวงศ์จะต้องมีเอกสารพร้อมตราประทับของฮ่องเต้เท่านั้นจึงจะสามารถเข้าถึงหลักฐานในนี้ได้ หากไม่มี ไม่ว่าใครก็ห้ามเข้าไปทั้งนั้น”
อู๋ิหรี่ตามองเขาอย่างพิจารณา คิดว่าขุนนางผู้นี้ไม่ได้ยึดมั่นในกฎเกณฑ์อะไรนักหรอกเพียงแต่้าขวางไม่ให้พวกนางสืบหาความจริงมากกว่า
“ช่างเป็ขุนนางซื่อสัตย์ บอกชื่อแซ่ของท่านมา ข้าจะได้กราบทูลความดีของท่านต่อฝ่าาได้อย่างถูกต้องและถูกคน” อู๋ิทำเสียงข่มขู่
ขุนนางผู้ทำหน้าที่เฝ้าห้องเก็บศพยืดอกก่อนจะบอกชื่อของตัวเองอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“กระหม่อมแซ่ลู่ ชื่อเถียน ลู่เถียนพ่ะย่ะค่ะ”
เข้าเฝ้าฮ่องเต้ไม่ใช่เื่ง่าย เอกสารมีตราประทับเองก็ต้องใช้เวลากว่าจะได้มา อู๋ิไม่อยากเสียเวลาโดยไม่จำเป็ อีกอย่างหากปล่อยเวลาให้เนิ่นนาน อาจจะมีการเล่นแร่แปรธาตุก็เป็ได้
“ใต้เท้าลู่เถียน ข้าคงต้องล่วงเกินท่านแล้ว เกิดอะไรขึ้นข้ารับผิดชอบเอง จัดการเขาเดี๋ยวนี้!” อู๋ิก้าวถอยหลังแล้วปล่อยให้รองแม่ทัพฉี บีหนึ่งและบีสองใช้กำลังจัดการ ด้วยวรยุทธ์และกำลังของพวกเขาแน่นอนว่าฝ่ายตรงข้ามไม่มีทางต้านทานอยู่
“ไม่! ข้าไม่ยอมให้พวกท่านเข้าไป”
อู๋ิกอดอกมองขุนนางลู่เถียนที่แบกร่างกายสะบักสะบอมไปยืนขวางประตูอย่างสงสัย นางสาวเท้าไปหาเขาและยกมือผลักเบา ๆ เพียงเท่านั้นร่างผอมของเขาก็ล้มไปกองกับพื้นอย่างง่ายดาย
“ใครส่งท่านมา” อู๋ิก้มถามเขา
“เอกสาร... ต้องมีเอกสารจึงจะเข้าไปได้...”
เป็ประโยคเดิมที่อีกฝ่ายยังยึดมั่น อู๋ิหันไปทางลูกสมุนทั้งสามและส่งสัญญาณให้พวกเขาหยุดมือ
“ใต้เท้าลู่ ข้าจะบอกอะไรท่านให้ คนเราเมื่อตายไปแล้ว ทรัพย์สินเงินทอง ลาภยศสรรเสริญ เอาติดตัวไปด้วยไม่ได้หรอกนะ” พูดจบอู๋ิก็ลุกขึ้นผลักประตูเพื่อเข้าไปด้านในแต่ไม่นึกว่าเขาจะยังคงดื้อดึงกอดขานางไว้แน่น
“เอกสาร... ตะ... ต้องมีเอกสารจึงจะเข้าไปได้”
อู๋ิมองมือที่ยังคงเกาะแน่นอย่างชั่งใจ หรือนางจะมองผิดไปจริง ๆ คนที่ยึดมั่นในกฎ ไม่เกรงกลัวต่ออำนาจและความตาย คนเช่นนี้จะเป็คนเลวจริง ๆ น่ะหรือ
“ให้คนไปตามหมอมารักษาพวกเขา”
บีหนึ่งและบีสองหันมองหน้ากันก่อนจะหันไปมองคนสั่งอย่างสงสัย
“พวกเขาอาจเป็คนดี” อู๋ิป้องปากบอกทั้งสองคน
“รองแม่ทัพฉี พวกเรารีบกลับวัง”
“จะไม่เข้าไปหรือพ่ะย่ะค่ะ” รองแม่ทัพฉีเองก็สงสัยที่องค์หญิงเปลี่ยนใจไปมา ก่อนหน้าใช้กำลังจะเข้าไปให้ได้ ตอนนี้ทางโล่งแล้วกลับเปลี่ยนใจทั้งยังตามหมอมารักษาคนเจ็บอีก
“วันนี้อย่างไรก็ต้องเข้าไปให้ได้” อู๋ิมองประตูบานนั้นอย่างมุ่งมั่น
“เช่นนั้นก็เข้าไป”
“ไม่ล่ะ ข้าจะกลับวังไปเอาเอกสารก่อน รีบตามมาเร็วเข้า!” หากใต้เท้าลู่เป็คนดีก็นับว่านางทำผิดต่อเขาแล้ว หากยังฝืนดึงดันเข้าไปก็เกรงเขาจะยอมตายก่อนนางได้ก้าวเท้าเข้าไปด้านในเสียอีก
"กงกงเซ่อ! กงกงเซ่อ!” อู๋ิรีบวิ่งเข้าไปหาคนสนิทของฮ่องเต้ทันทีที่พบ ไม่นึกว่าโชคจะช่วยไม่ต้องวิ่งตามหาฮ่องเต้ให้วุ่นวายเพราะกงกงเซ่อต้องทราบแน่ว่าตอนนี้ฮ่องเต้ประทับอยู่ที่ใด
“องค์หญิงอู๋ิ เสด็จไปไหนมาพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมตามหาพระองค์ทั่วทั้งวังแต่กลับไม่พบ”
“ท่านตามหาข้าทำไมงั้นหรือ”
“ฝ่าามีรับสั่งให้องค์หญิงอู๋ิเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ"
"ฮ่องเต้เองก็้าพบข้า ดียิ่ง! ไปสิ รีบไปเข้าเฝ้าฝ่าากัน" อู๋ิรู้สึกยินดีเป็อย่างมาก นอกจากไม่ต้องตามหาตัวให้เหนื่อยแล้ว เขายังให้นางเข้าพบโดยไม่ต้องขออนุญาตอีกด้วย
หลังไปถึงอู๋ิก็รีบทำความเคารพแบบเร่งรีบและเดินตรงรี่ไปหาฮ่องเต้และบอกถึงสิ่งที่้าทันที
“ขอเอกสารมีตราประทับของฝ่าาด้วยเพคะ”
ทุกกิริยาของเด็กสาวทำให้เ้าเหนือหัวต้องคิดหนักและรู้สึกไม่สบายใจหากต้องมอบหน้าที่สำคัญแก่นางผู้มีกิริยามารยาทต่างไปจากเหล่าพี่น้องอย่างสิ้นเชิง
“ทรงเขียนตอนนี้เลยนะเพคะ หม่อมฉันจะช่วยฝนหมึกให้ เร็วหน่อย หม่อมฉันมีเวลาไม่มากแล้ว” มือเล็กจัดการวางกระดาษเปล่าและส่งพู่กันให้ฮ่องเต้ เมื่อเขารับมันไปก็หันไปฝนหมึกอย่างขะมักเขม้น
“ได้ ข้าจะเขียนให้แต่มีข้อแม้...”
มือที่กำลังสาละวนกับการฝนหมึกหยุดกึกก่อนหันหน้าไปมองอีกฝ่ายอย่างสงสัย
"วันมะรืนนี้องค์รัชทายาทซิ่งเฉิง้าให้เ้าพาเขาชมเมือง"
“พาชมเมือง? แล้วทำไมต้องเป็หม่อมฉันเพคะ หะ... ให้อะ... องค์หญิงลู่เอิน! หรือองค์หญิงเจียวมี่ไปแทนไม่ได้หรือเพคะ”
มีตัวเลือกที่ดีกว่าตั้งมากมายกลับไม่เลือก อู๋ิเชื่อว่าจะต้องมีเบื้องลึกเื้ัอย่างแน่นอน
ฮ่องเต้คิดถึงวันที่สนทนากับอาคันตุกะ เขาเองก็ถามคำถามเดียวกันนี้กับองค์รัชทายาทซิ่งเฉิงเช่นกันทว่าอีกฝ่ายยังยืนยันว่า้าเพียงอู๋ิคนเดียวเท่านั้น
“กราบทูลตามตรงนอกจากจวนแม่ทัพแล้ว หม่อมฉันก็ไม่เคยไปที่อื่นเลย ดังนั้นรับรองว่าเดินไม่ถึงสิบก้าวคงได้พากันหลงทาง สองวันก็ยังกลับไม่ถึงวังอย่างแน่นอน ของดี ของขึ้นชื่อของแคว้นคืออะไรหม่อมฉันก็ไม่เคยทราบมาก่อน อย่างไรหม่อมฉันก็ไม่เหมาะกับหน้าที่นี้เพคะ”
“เช่นนั้นจงรีบไปหาข้อมูลจะได้ไม่ทำให้แคว้นต่งต้องขายหน้า จะอย่างไรงานนี้ก็ต้องเป็เ้าเท่านั้น”
“หม่อมฉันขอปฏิเสธเพคะ” อู๋ิรู้สึกไม่ชอบหน้าองค์รัชทายาทซิ่งเฉิงเป็ทุนเดิมอยู่ เลี่ยงได้นางก็จะเลี่ยงไปให้สุด จะให้นางไปเป็ไกด์นำเที่ยวให้เขาน่ะหรือ ฝันไปเสียเถอะ
“เช่นนั้นเอกสารนี้เ้าคงไม่้ามันแล้วสินะ”
อู๋ิมองหน้าฮ่องเต้อย่างครุ่นคิด ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน คนอื่น ๆ ก็เหมาะกับหน้าที่นี้มากกว่านาง แล้วเหตุใดต้องจำเพาะเจาะจงนางด้วย
“ทรง้าให้หม่อมฉันตกล่องปล่องชิ้นกับองค์รัชทายาทซิ่งเฉิง จะได้ย้ายไปอยู่ที่ไกล ๆ ใช่หรือไม่เพคะ”
อู๋ิยกมือกุมหน้าอกด้านซ้ายก่อนจะเดินถอยห่างฮ่องเต้ด้วยท่าทีเสียใจอย่างสุดซึ้งที่ถูกบิดาผลักไส
ฮ่องเต้รีบลุกขึ้นยืนอย่างลืมตัวหลังเห็นอาการเสียใจของบุตรสาวและปฏิเสธเสียงดัง
“ไม่ใช่ข้า เป็องค์รัชทายาทซิ่งเฉิงต่างหากที่ระบุว่าต้องเป็เ้าเท่านั้น”
อู๋ิอ้าปากค้างจนลืมการแสดงบทโศกเศร้าไปเสียสนิท นางเดินกลับไปหาฮ่องเต้ด้วยสีหน้าไม่เชื่อ
“อย่าบอกนะว่าองค์รัชทายาทซิ่งเฉิงทรงตกหลุมรักหม่อมฉัน”
“ต้องไม่ใช่แน่นอน” ฮ่องเต้ปฏิเสธทันควันด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“คิดสักนิดก่อนตอบคงจะดีกว่ามาก” อู๋ิพึมพำและมิวายส่งค้อนไปให้ฮ่องเต้หนึ่งครั้งถ้วน
“งานนี้หม่อมฉันไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธใช่หรือไม่เพคะ”
“ไม่มี”
“เช่นนั้นก็ตกลง ขอเอกสารพร้อมตราประทับด้วยเพคะ”
ฮ่องเต้ก้มหน้าลงเขียนชั่วอึดใจก่อนจะลงตราประทับและยื่นมันแก่เด็กสาวที่ก็รับมันไปอย่างรวดเร็วและถลันไปที่ประตูโดยไม่คิดบอกลากันแม้แต่น้อย
"นางคงไม่ทำตัวเองาเ็ใช่หรือไม่"
กงกงเซ่อลอบยิ้มกับคำพูดเมื่อครู่และมองตามหลังองค์หญิงอู๋ิอย่างกังวลเช่นกัน ความผิดพลาดของเขาเปลี่ยนชีวิตของสตรีคนหนึ่งตลอดกาล เขาจะสามารถชดเชยความผิดนี้แก่นางได้ในชาตินี้หรือไม่
'พระสนมเหยาฉีโปรดคุ้มครององค์หญิงอู๋ิด้วย'