“พวกเราจะตั้งชื่อทีมว่าอะไรดี ข้าให้พวกเจ้าตั้ง” ครามยิ้ม อย่างน้อยก็รู้สึกผิดที่บังคับจิตใจทั้งสองสาวไปมากแล้ว
“ทีมวิปลาส” เฌอปรางเอ่ย ขณะที่อชิราสำทับ
“ตกลง” ครามพูดด้วยว่าง่าย
สองสาวสบตากัน พวกฉันประชดนะยะ!!!
เมื่อทั้งสามลงทะเบียนชื่อทีม แม้ผู้รับลงทะเบียนจะมองทั้งสามตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยว่าแต่งตัวดูไม่น่าเป็นผู้มีความรู้แขนงต่างๆ เมื่อเห็นชื่อทีมทำให้เขารู้สึกชัดเจนว่า สามคนนี้ลงแข่งขันไปก็น่าจะเปล่าประโยชน์
“ทีมวิปลาสอย่างนั้นรึ ชื่อพิลึกแท้ ว่าแต่พวกเจ้าเป็นบ่าวของที่ใด ได้แจ้งผู้เป็นนายแล้วรึยังว่ามาแข่งขัน หากวันแข่งอีก 7 วันพวกเจ้าไม่มา จะถือว่าสละสิทธิ์ และเราจะยึดค่าสมัคร”
“ท่านไม่ต้องเป็นห่วง พวกข้ามาแน่นอน” ครามเอ่ย พลันหันหน้าไปทางอชิรา ซึ่งเธอก็ยื่นค่าสมัครให้กับเจ้าหน้าที่ คนละ 100 เหรียญทอง สามคนรวมเป็น 300 เหรียญทอง เมื่อเทียบกับรายได้ของบ่าวในสำนักต่างๆ ที่ได้เพียงเดือนละ 90 เหรียญทองเท่านั้น เจ้าหน้าที่รับมาแล้วย้ำคำเดิมว่า ถ้าไม่มา เงินนี่พวกเจ้าจะสูญเปล่า
แพง!!! ครามคิดในใจ 300 เหรียญทองนี่ เลี้ยงคนได้ทั้งหมู่บ้านเจ็ดครัวเรือนเลย อยู่สบายไปได้เป็นปี
“ดี มีแค่สามคนสินะ ถ้าอย่างนั้นไปประจำที่ทั้งสามเสา แบ่งตามที่พวกเจ้าถนัด เราจะเริ่มทำการทดสอบ”
ตามถนัดนะ!!! เจ้าหน้าที่ย้ำ
ทั้งสามไปยืนประจำตำแหน่ง เมื่อการวัดระดับเริ่มขึ้นเสียงโฆษกได้ประกาศทีละคน
ทีมวิปลาส มีผู้ทดสอบ 3 คน!!! เสียงโฆษกประกาศด้วยเสียงครึกครื้น แค่ชื่อทีมก็เรียกเสียงฮาได้ทั้งลานทดสอบ
ครามแตะมือไปที่หินแห่งเวทมนตร์ มีแสงกระพริบเบาๆ ทันใดนั้นพลังแห่งธาตุบรรพกาลเริ่มตื่นขึ้นจนเขารู้สึกตัวได้ ไม่นะ!!! พื้นฐานของยุทธเวทคือการดูดเอาธาตุทั้งสี่รอบตัวมารวมตัวเป็นพลังเวทย์ โดยเฉพาะในอักชระชั้นแก้วจะมีการใช้ธาตุทั้งสี่แบบตรงๆ ครามรีบสื่อสารในทะเลแห่งจิตวิญญาณบอกให้กับมหาธาตุบรรพกาลทั้งสี่สงบลง ซึ่งทั้งสี่ก็ว่าง่าย
ด้วยความที่จิตวิญญาณของทั้งสี่เชื่อมกับของครามทำให้ทั้งสี่เข้าใจแผนการของครามดี แม้พลังที่ส่งไปยังแท่นหินจะสูงปรี๊ดไปจนถึงระดับอักขระขั้นแก้ว แล้วก็เลื่อนลงมากระพริบที่ขั้นที่ 1 เรียกได้ว่ามีเวทมนตร์เพียงรำไรเท่านั้น
“คราม เป็นนักยุทธเวทขั้นที่ 1” เมื่อสิ้นเสียงประกาศ แม้จะมีการลุ้นระทึกอยู่บ้าง แต่พลันเกิดเสียงหัวเราะเย้ยหยันดังกึกก้อง แต่ครามกลับไม่สนใจ กระนั้นอีกสองดรุณีล่ะ
ใช่แล้ว นางรู้สึกอับอายไปล่วงหน้าก่อนจะแตะมือ
“คนที่สองเฌอปราง ชื่อละม้ายธิดาผู้งดงามของเจ้าสำนักศิลา แต่ดูจากการแต่งตัวและฝีมือก็คงไม่ใช่ เพราะเธอจะมาวัดระดับด้านศาสตราวุธ”
สิ้นเสียงปรางก็ไม่สามารถรีรอความอับอายที่จะเกิดขึ้นได้ สถานภาพตั้งแต่เกิดของเธอก็เป็นคุณหนูที่มีชื่อเสียง ระดับนักบำเพ็ญขั้นที่ 10 นับว่าเป็นอัจฉริยะผู้หญิงในนครเนรดี ชั่วครู่มีแสงสว่างวาบขึ้น ไปหยุดที่ขั้นที่ 4
ผู้ฝึกศาสตราขั้นที่ 4 !!! นี่ข้าไปฝึกตอนไหน
แม้เธอจะแปลกใจว่าทำไมเธอถึงมีพลังด้านศาสตรา เพราะปกติเมื่อเราเลือกสายการฝึกวิชาแล้ว เราจะมุ่งไปทางใดทางหนึ่ง เหตุเพราะมนุษย์เรามีเวลาจำกัดในด้านอายุขัย จึงถูกสอนกันมาแต่โบราณว่าให้เลือกเอาสักทาง อย่างไรก็ตามเธอก็ลุ้นที่จะให้มันพุ่งขึ้นมากว่านี้เช่นกัน
“โอ้ผู้ฝึกศาสตราขั้นที่ 4 เลยทีเดียว เหมือนจะเป็นบ่าวสำนักชื่อดังที่ไหนสักแห่งแน่นอน แต่พลังฝีมือดาบก็กลางๆ ไม่ได้โดดเด่นอะไร เรามาดูคนสุดท้ายกัน ว่าจะมีพลังอิทธิแค่ไหนกันเชียววววว”
เอ้า!!! ให้กำลังใจกันหน่อย “สายอิทธิฤทธิ์ ที่จะมาวัดพลังอิทธิ คือ ชื่อแม่หนูนี่ก็คุ้นอีกแล้ว อชิรา เอ้า ทาบมือเลย”
พูดจบอชิรารีบทาบมือไปกับเสาหิน ระดับของเธอค่อยๆ เลื่อนขึ้น แสงสว่างหยุดลงที่ระดับที่ 5
นักบำเพ็ญระดับที่ 5 !!!
โอ้!!! ทุกคนตะลึงทั้งสนาม ไม่ธรรมดา
“เป็นบ่าวแท้ๆ ยังบำเพ็ญเพียรได้ถึงนักบำเพ็ญขั้นที่ 5 ไม่รู้ว่าแอบเอาเวลางานตอนไหนไปบำเพ็ญกันแน่ หากทุกท่านอยากทราบคงต้องไปถามที่เธอเอง ว่าสำนักไหนใจดีจ้างเธอกัน”
บางทีโฆษกก็ฟังดูเหมือนเพียงจะ ‘พล่าม’ มากกว่าที่จะประกาศตามหน้าที่ แต่มันก็เรียกเสียงหัวเราะในสนาม แต่คนที่ไม่ได้เฮฮาไปด้วยก็น่าจะมีเฌอปราง ที่ตอนนี้เธอรู้สึกอับอายจนแทบเป็นบ้า แทนที่จะกลายเป็นอัจฉริยะให้โลกจำ กลับกลายมาเป็นตัวตลก