“ชุดเกราะแต่ละรุ่นมีพลังต่อสู้ที่ต่างกันจริงๆด้วยสินะ”
จากการสำรวจระหว่างรอทำข้อสอบ แอชเชอร์ได้สำรวจรอบๆจนพบว่าชุดเกราะแต่ละรุ่นที่กองทัพใช้งานมีพลังต่อสู้ที่ต่างกันออกไป
ชุดเกราะมาร์คทูของทหารหน่วยที่ช่วยเขาออกมาจากเขต A72 มีพลังต่อสู้ที่ 150 ในชีวิตก่อนของแอชเชอร์ ชุดเกราะรุ่นนี้ถูกเรียกว่าชุดเกราะ 1 ดาว เพราะมีพลังในการต่อกรกับมอนสเตอร์ 1 ดาว จากชีวิตก่อนของแอชเชอร์คนส่วนมากที่สวมใส่ชุดเกราะนี้มีความสามารถในการซิงโครไนซ์เพียงแค่ระดับ F การที่พวกเขาสวมใส่ได้เพียงแค่ชุดเกราะมาร์คทูก็เพราะว่าชุดเกราะระดับสูงต้องใช้ความเข้ากันได้ที่มาก การซิงโครไนซ์จึงต้องสูงตามไปด้วย หากการซิงโครไนซ์กับชุดเกราะน้อยเกินไปนอกจากจะดึงพลังของชุดเกราะออกมาได้น้อยแล้ว ยังเสี่ยงที่จะเสียชีวิตในตอนสวมใส่อีกด้วย
ชุดเกราะมาร์คธรีมีพลังต่อสู้ที่ 250 หน่วยเหมาะแก่การต่อสู้กับมอนสเตอร์ 2 ดาว เหมาะแก่เหล่าคนที่มีความสามารถในการซิงโครไนซ์ระดับ E
ชุดเกราะมาร์คโฟมีพลังต่อสู้ที่ 350 หน่วยเหมาะแก่การต่อสู้กับมอนสเตอร์ 3 ดาวส่วนชุดเกราะที่สูงกว่านี้เขายังไม่เห็นจึงไม่รู้พลังต่อสู้ โดยชุดเกราะมาร์คโฟชีวิตก่อนมันเป็ชุดเกราะสูงสุดที่แอชเชอร์ได้สวมใส่บ่อยที่สุด เนื่องจากว่าเขามีความสามารถในการซิงโครไนซ์ระดับ D เท่านั้น ถึงจะเคยสวมใส่ชุดเกราะมาร์คไฟฟ์และมาร์คซิกมาแล้วก็ตาม มันกลับเป็การขโมยใช้งานจากศพในสนามรบเพื่อเอาตัวรอด แม้เขาจะใช้งานมันจนรอดชีวิตมาได้ ร่างกายของเขาก็าเ็หนักจากชุดเกราะที่้าพลังในการซิงโครไนซ์ที่สูง
“เอ่ยชื่อ” ทหารมองหน้าแอชเชอร์ที่เดินเข้าไปประจำคอมพิวเตอร์หนึ่งในหลายสิบเครื่องที่กำลังให้การทดสอบ
“แอชเชอร์ แอสลาส อายุ 15 ปี”
“กดปุ่มเริ่มการทดสอบได้ มีเวลาให้เพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้น” แอชเชอร์มองทหารที่กำลังกรอกข้อมูลของเขา จากนั้นเขาก็เริ่มทำตามคำสั่งด้วยการกดปุ่มเริ่มการทดสอบข้อเขียน ที่เปลี่ยนมาเป็การสอบด้วยการใช้ปุ่มกดเลือกคำตอบข้อที่มีความเป็ไปได้ว่าจะถูกต้อง
ชีวิตก่อนแอชเชอร์ไม่ได้ทำอะไรมากเพราะข้อสอบจะถามเกี่ยวกับคุณธรรมและจริยธรรมภายในจิตใจ ยกตัวอย่างเช่น หากเจอคนาเ็พวกเขาต้องทำอย่างไร หากเจอคนแก่ข้ามถนนพวกเขาจะต้องทำอย่างไร หากเพื่อนาเ็เราควรจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด กองทัพไม่ได้้าให้ทุกคนสอบตก เพียงแค่กองทัพ้าให้ทุกคนได้นึกคิดเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาอาจจะหลงลืมในการเป็มนุษย์จึงได้ยกข้อสอบเหล่านี้มา
แต่แล้วแอชเชอร์กลับมองเห็นข้อสอบที่ปรากฎ มันมีด้วยกัน 5 ข้อ เขาจะต้องทำในเวลา 5 นาที จากตัวเลือกที่เขาเห็นในทุกๆข้อนี้ พวกมันล้วนเป็คำตอบที่ถูกต้องทั้งหมด ดูเหมือนว่าการสอบปีนี้ ในความง่ายจะมีความซับซ้อนอยู่ด้วยเพราะกองทัพไม่ได้้ายัดเยียดจริยธรรมให้กับผู้เข้าสอบ แต่พวกเขา้ามองดูตัวตนของคนที่เข้าสอบ ผ่านตัวเลือกที่ถูกทุกๆข้อ
[หากเพื่อนของคุณได้รับาเ็สาหัสในระหว่างา แล้วเพื่อนของคุณรู้ตัวว่าไม่สามารถรอดไปได้คุณจะทำอย่างไร]
แอชเชอร์มองคำถามแล้วมองคำตอบที่เป็ไปได้ ทุกๆข้อเป็คำถามที่มีทั้งการผ่อนปรน ปลอบประโลม และเด็ดขาดดูโหดร้าย อย่างไรก็ตามทุกคำตอบที่ให้กลับถูกทั้งหมด มันเป็ทางเลือกของทุกๆคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ตอนนั้น
เหล่าผู้เข้าสอบสามารถเลือกได้ว่าพวกเขาจะทำอย่างไร เมื่อเพื่อนาเ็สาหัส ถึงแอชเชอร์จะตอบคำถามนี้ด้วยการตอแหล เพื่อให้เพื่อนมีชีวิตรอด สุดท้ายเขาก็เห็นข้อสอบข้อต่อไปที่ถามเป็ลูกโซ่ให้เขาตอบว่าหลังจากข้อ 1 ที่ผ่านมา เขาจะต้องทำอย่างไรอีก แอชเชอร์จึงไม่รอช้า ตอบข้อที่เป็ไปได้มากที่สุด ที่เขาจะเลือกทำใน่ที่เพื่อนาเ็สาหัสและกำลังจะตาย
[1.ทำตามคำขอของเพื่อน ให้ฆ่าเขาเพื่อระงับความทรมานทั้งหมด]
แอชเชอร์ตอบตัวเลือกแรก แต่แล้วหน้าจอคอมพิวเตอร์กลับดับ ทำให้เขาเกิดความสงสัย ทหารที่ยืนอยู่ข้างๆและมีหน้าที่ควบคุมเครื่องเมื่อรู้ว่าคอมพิวเตอร์ปิดไปแล้วก็ได้ไล่ให้แอชเชอร์เดินต่อไปเพื่อตรวจสอบร่างกาย การสอบของเขาจบลงแล้ว โดยไม่จำเป็ต้องทำข้อ 2 ข้อ 3 ข้อ 4 หรือข้อ 5
“ชื่อ” ทหารมองหน้าจอแท็บเล็ตพลางรอแอชเชอร์เอ่ยชื่อของเขา ผู้ที่กำลังจะเข้าสู่การตรวจสอบร่างกาย
“แอชเชอร์ แอสลาส อายุ 15 ปี”
ไม่มีการอธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากทหารพูดจบแอชเชอร์ต้องทำมีเพียงแค่มองไปยังลู่วิ่งของเขาที่มีสิ่งกีดขวางมากมาย การวัดความสูง การชั่งน้ำหนัก การตรวจหาโรคประจำตัว ไม่จำเป็ต้องผ่านขั้นตอนหลายอย่างให้ยุ่งยาก เขาเพียงแค่เดินผ่านเครื่องสแกนด้านหน้าเท่านั้น อายุ ความสูง น้ำหนัก อัตราการเต้นของหัวใจ โรคทุกๆอย่างที่เขาเป็ล้วนถูกระบุออกมาทั้งหมด กระทั่งแอชเชอร์เดินผ่านเครื่องตรวจเขาก็ได้ยินเสียงร้องของทหารคนเดิม สั่งให้เขาออกตัววิ่งเข้าสู่สนามสอบที่จัดเอาไว้ให้
“ไปได้”
สองเท้าก้าววิ่งไปด้านหน้าด้วยการเปิดใช้งานสกิล วิ่งเร็ว แอชเชอร์ไม่กลัวว่าใครจะจับได้ว่าเขาใช้งานสกิล เนื่องจากว่าสิ่งที่เขากำลังใช้มาจากระบบ มันต่างจากสกิลของคนอื่นๆ เขาไม่จำเป็ต้องใช้มานา เพียงแค่เสียพละกำลังให้กับสกิลพื้นฐานที่กำลังใช้งานเท่านั้น ภายใต้การวิ่ง 1,000 เมตรของแอชเชอร์ทำเอาทหารหลายคนหันมองด้วยความใเพราะเขาเร็วมาก
ทันทีที่ถึงสิ่งกีดขวางหลังจากวิ่งออกมาจากทางตรง แอชเชอร์ก็เริ่มก้าวขาะโจนก้นของเขาลอยเหนือไม้กั้นเล็กน้อยเท่านั้น ทุกๆท่วงท่าที่เขาวิ่งผ่านไม้กั้น ทำเอาทหารที่กำลังจับตามองยืนอึ้งไม่คิดว่าจะมีเด็กอายุ 15 ปีสามารถวิ่งได้เร็วมากขนาดนี้ทั้งๆที่เขากำลังะโหลบสิ่งกีดขวางไปด้วย
กระทั่งไปถึงจุดที่ใช้สำหรับปีนป่าย แอชเชอร์ไม่ได้ใช้มือจับเชือกเพื่อดึงตัวเองขึ้นไป เขาได้ใช้เท้าเหยียบเชือกที่ถักกันเป็ตาข่ายให้แน่นแล้วออกแรงใช้เท้าะโเหยียบไปยังช่องของตาค่ายที่มีเชือกมัดกันเรื่อยๆจนผ่านไปได้
“ไอ้เด็กนี่มันมีของ”
ทหารที่มาดูการคัดเลือกต่างให้ความสนใจแอชเชอร์ ที่กำลังยกกระสอบทรายหนัก 50 กิโลกรัมวิ่งด้วยความรวดเร็วไม่ต่างจากพวกเขาที่ผ่านการฝึกมาอย่างหนัก กระทั่งเขาทิ้งกระสอบทราย แอชเชอร์ก็ได้ะโลงน้ำว่ายข้ามไปอีกฝั่งของสระที่มีระยะทาง 30 เมตรด้วยความรวดเร็ว เมื่อเขาไปถึงจุดที่ให้ยกน้ำหนักด้วยการยกหินขึ้นไปวางตามชั้นที่ระบุน้ำหนัก แอชเชอร์ก็จับหินที่มีน้ำหนักระบุเอาไว้ขึ้นไปวางตามชั้นที่สูงขึ้นไป ยิ่งสูงน้ำหนักหินที่ต้องยกก็ยิ่งมาก ด้วยการเผาผลาญพละกำลังตลอดเส้นทาง แอชเชอร์จะต้องหมดแรงแล้วเพราะคนที่อยู่ข้างๆเขาเริ่มตัวสั่น ถึงอย่างนั้นเขากลับสามารถยกก้อนหินวางไว้บนชั้นได้อย่างง่ายดาย ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดพละกำลัง
“ฉันไม่เชื่อหรอกว่ามันจะไม่เหนื่อย หากมันปีนขึ้นไปยังชั้น 3 ที่มีความสูง 30 เมตรได้ ฉันจะวิ่งแก้ผ้ารอบสนามสัก 10 รอบเลย”
เหล่าทหารพูดคุยกันด้วยท่าทางสนุกสนาน มองไปยังเชือกเส้นสุดท้ายที่แอชเชอร์จะต้องใช้มันปีนป่ายขึ้นไปยังตึก 3 ชั้นสูง 30 เมตร หากเขาขึ้นไป้าได้การสอบคัดเลือกก็เป็อันจบ
ซึ่งการปีนป่ายในด่านสุดท้าย เหล่าครูฝึกไม่ได้บีบบังคับผู้เข้าสอบปีนไปถึง 30 เมตร ขอเพียงแค่ปีนขึ้นไป 10 เมตรเท่านั้นก็พอแล้ว ทันใดนั้นเอง แอชเชอร์ที่ได้ใช้แขนจับไปยังเชือกเขาก็ใช้กำลังแขนดึงตัวเองขึ้นไปด้วยความรวดเร็วอย่างกับผู้เชี่ยวชาญ ท่ามกลางสายตาของเหล่าทหารที่กำลังอึ้งเมื่อเห็นแอชเชอร์กำลังดึงตัวเองขึ้นไปสูงกว่าตึก 1 ชั้น ทันใดนั้นแอชเชอร์กลับเป็ฝ่ายยิ้ม หลังจากเขาได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบ
[แจ้งเตือน โฮสต์ได้รับสกิล ปีนป่าย]
“เปิดใช้งานสกิลปีนป่าย”
สองแขนดึงเชือกด้วยพละกำลังเต็มกำลังดึงร่างของแอชเชอร์ขึ้นไปสูงกว่าตึก 1 ชั้น หลังจากเปิดใช้งานสกิลปีนป่าย ร่างของเขาก็ไต่ขึ้นไปตามเชือกด้วยความรวดเร็ว ที่แม้แต่เหล่าทหารที่ผ่านการฝึกและการรบมาหลายสนาม ต่างอึ้งกับความสามารถของแอชเชอร์
“ไอ้เด็กนี่ขึ้นไปยังตึกชั้นที่ 3 จริงๆ”
“เฮ่ย แกคงไม่ลืมใช่ไหมว่าจะแก้ผ้า”
“บ้าเอ๊ย ไอ้เด็กนี่เล่นฉันแล้ว ขอเป็วิ่งตอนกลางคืนได้ไหมวะ”
“ฮ่าๆๆ”
เหล่าทหารต่างหัวเราะเยาะ พลางมองการสอบของคนอื่นๆที่กำลังใช้ร่างกายทดสอบในด้านต่างๆ แอชเชอร์ที่ขึ้นมายังตึกชั้น 3 เขาก็ได้แต่ยิ้มเยาะ หลังจากรู้ว่าการกระทำของเขาผ่านด่านทุกๆด่านด้วยความง่ายดาย เขายังเหลือพลังอีกมากมายที่มีให้ใช้ หากให้เขาลงไปทดสอบอีกครั้ง เขาคิดว่าตัวเองคงจะทดสอบได้อย่างต่ำไม่ 10 หรือไม่ก็ 11 รอบแน่นอน นับว่า 1 เดือนที่เขาเพิ่มความสามารถในการวิ่งให้ผลดีกับการทดสอบครั้งนี้ไม่น้อย
แอชเชอร์ยังคงจำได้ดีเกี่ยวกับวันแรกที่เขาถูกส่งมายังกองทัพที่ 7 เขาผ่านการทดสอบทุกๆอย่าง ถึงอย่างนั้นมันกลับเป็การผ่านที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งหมด การวิ่ง การว่ายน้ำ การปีนป่าย ความยืดหยุ่นทางร่างกายของเขานับว่าอ่อนแอในรุ่นเดียวกัน แต่ชีวิตนี้ทุกๆอย่างกลับพลิกผัน ด้วยการกระทำของเขาที่มีเครื่องตรวจจับทุกๆอย่างตลอดการทดสอบ เขาคิดว่าตัวเลขที่มันวัดออกมาได้ คงจะทำให้เขาติดท็อป 10 ของคนที่โดดเด่นอย่างแน่นอน มันเป็ก้าวแรกที่เขาวางแผนเอาไว้ในการเข้าไปในค่ายฝึกนี้
“ปีนป่ายสินะ นอกจากไต่เชือกแล้วคงต้องไปลองกับต้นไม้”
แอชเชอร์เก็บความสงสัยเอาไว้ สกิลปีนป่าย ที่พึ่งได้มาใหม่คงจะทำให้เขานำไปปรับใช้กับอย่างอื่นได้นอกจากเชือก เขาเชื่อว่ามันจะปรับใช้กับอย่างอื่นได้ก็เพราะว่าเชี่ยวชาญดาบเบื้องต้นและเชี่ยวชาญมีดเบื้องต้นที่เขาได้มา ขอเพียงแค่เขาถืออาวุธที่ใกล้เคียงกับดาบหรือไม่ก็มีด สกิลก็สามารถเปิดใช้งานได้เช่นกัน
—-----------------------
“มีเด็กที่ดูโดดเด่นไหมปีนี้”
ภายในห้องกระจกเต็มไปด้วยอากาศหนาวจากแอร์ ผู้บัญชาการของกองทัพที่ 7 มองจ้องผ่านกระลงไปดูการทดสอบที่กำลังจัดขึ้น ภายใต้คำถามของเพื่อนที่พึ่งเปิดประตูเข้ามาถามไถ่ เขาจึงทำได้เพียงแค่ยิ้มพลางมองจ้องไปยังเด็กที่น่าสนใจในปีนี้
“เหมือนจะมีของดีปรากฎแล้ว แต่ก็ยังหวังไม่ได้จนกว่าจะผ่านการซิงโครไนซ์ครั้งแรก”
“แสดงว่ามีสินะ”
“ไม่เพียงเท่านั้น เขายังเลือกที่จะตอบตรงๆ ด้วยการฆ่าเพื่อนในข้อสอบแรกด้วย”
ชายแก่ทั้งสองมองการทดสอบด้วยความสนใจ ดูเหมือนว่าปีนี้จะมีเหล่าคนมากมายที่เตรียมตัวมาเป็อย่างดี ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่สามารถดีใจจนออกนอกหน้าได้ ทหารที่แข็งแกร่งนอกจากจะต้องมีพละกำลังที่ดีเยี่ยมแล้ว พวกเขาจะต้องมีการซิงโครไนซ์ที่สูงด้วยเช่นกัน เพื่อให้พวกเขายืนหยัดในสนามรบได้