cosmic Emperor! สงครามจักรวาลสะท้านภพ

    บทสนทนาของพ่อลูก

    หลังวันนั้นเป็นต้นมาข่าวที่ไป๋เฉินกำราบมังกรมารเก้าเศียรก็แพร่สะพัดออกไป จากที่เดิมที่ไม่มีใครรู้จักมากนักก็กลายเป็นคนที่มีอิทธิพลมากที่สุดบนโลกในพริบตา และแน่นอนว่าย่อมมีคนมากมายที่อยากจะผูกสัมพันธ์ แต่ไป๋เฉินก็ให้อู่จินหยางซึ่งเป็นอาจารย์ของไป๋ฉีช่วยปฏิเสธผู่คนเหล่านั้นไป

     

    หลังจากนั้นเป็นต้นมานอกจากโรงพยาบาลแล้วครอบครัวไป๋ก็ไม่เคยออกจากบ้านเลยแม้แต่ก้าวเดียว เนื่องจากพวกเขาไม่อยากไปพบเจอความวุ่นวายภายนอกเสียเท่าไรนัก

     

    ณ บ้านของไป๋ฉีในขณะที่แม่บ้านกำลังทำอาหาร จู่ๆไป๋เฉินก็เรียกไป๋ฉีขึ้นไปบนดาดฟ้าเพื่อพูดคุยอะไรบางอย่าง ซึ่งตัวของชายหนุ่มก็เดินตามขึ้นไปโดยไม่รอช้า

     

    "พ่อเรียกผมมามีอะไรจะคุยงั้นหรือครับ"เมื่อมาถึงไป๋ฉีก็เอ่ยปากถามด้วยความสงสัย

     

    "ฉีเอ่อร์ ตอนนี้ตบะของลูกอยู่ในระดับเทพสงครามขั้นสูงแล้วใช่ไหม"ไป๋เฉินถาม

     

    "ใช่ครับ ตั้งแต่ผมได้มังกรมารเป็นสัตว์อัญเชิญตัวที่สองการควบแน่นพลังของผมก็เร็วขึ้นมาก อีกไม่นานผมคิดว่าจะกลายเป็นระดับจ้าวพิภพได้" ไป๋ฉีพลันพยักหน้าตอบรับ พร้อมกับจับจ้องไปที่สัญลักษณ์กงล้ออัญเชิญที่อยู่บนหลังมือของตัวเอง

     

    "อืม ถ้าเช่นนั้นก็ดีแล้ว แต่ลูกไม่จำเป็นต้องรีบขนาดนั้น ตอนนี้หยุดพักการควบแน่นพลังเอาไว้ก่อน รอให้ไปถึงตระกูลไป๋แล้วค่อยเลื่อนระดับ"

     

    "หืม ทำไมต้องรอหรือครับ"ด้วยความสงสัยชายหนุ่มจึงถามออกไปเช่นนั้น

     

    ไป๋เฉินจึงตอบเพื่อไขความกระจ่างให้แก่ลูกชาย "นั่นเพราะลูกต้องปลุกจิตวิญญาณการต่อสู้และสายเลือดตระกูลไป๋อย่างสมบูรณ์ก่อนที่จะก้าวสู่ระดับจ้าวพิภพอย่างไรล่ะ"

     

    "ปลุกจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้และสายเลือดงั้นหรือครับ?"

     

    "ใช่แล้ว! เพราะถ้าหากลูกก้าวเข้าสู่ระดับจ้าวพิภพโดยไม่ปลุกทั้งสองอย่างนี้ กฏเกณฑ์ของจักรวาลก็จะถือว่าลูกได้ละทิ้งจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้และพลังสายเลือดดังเดิมเพื่อแสวงหาเส้นทางใหม่ของตัวเอง"

     

    "อะไรกัน มีแบบนี้ด้วยหรือ?"ไป๋ฉีอุทานออกมา

     

    ไป๋เฉินที่ได้ยินก็ยิ้มให้ "โดยปกติทุกๆดวงดาวในจักรวาลจะเริ่มปลุกจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้และพลังสายเลือดในช่วงอายุสิบสองปีกันทั้งนั้น จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องกฏเกณฑ์จักรวาลข้อนี้เสียเท่าไร"

     

    "แต่สำหรับลูกถือว่าโชคดีมากที่ไม่ได้ก้าวข้ามระดับไปเสียก่อน ไม่อย่างนั้นการปลุกจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้และสายเลือดจะลำบากหลายร้อยเท่า แถมยังต้องสูญเสียสมบัติล้ำค่าจำนวนมหาศาล"

     

    "ผมเข้าใจแล้วครับพ่อ ถ้าอย่างนั้นผมจะหยุดพักการควบแน่นพลังไปก่อนก็แล้วกัน"ไป๋ฉีกล่าวออกมาเช่นนั้น ไป๋เฉินก็พลันเดิมเข้ามาหาแล้วยกมือขึ้นลูบผมลูกชายด้วยความเอ็นดู

     

    "โอ้ มีอีกเรื่องที่ยังไม่บอกลูก เมื่อปลุกจิตวิญญาณกับสายเลือด และยกระดับเป็นจ้าวพิภพแล้ว พ่อจะส่งลูกไปเรียนที่ดาราจักรแห่งการศึกษา"

     

    "ดาราจักรแห่งการศึกษา!!! มันคือที่ไหนกันครับ?"ไป๋ฉีถามด้วยความสงสัย เพราะสิ่งเหล่านี้เขาไม่รู้จักเลยสักนิด

     

    ไป๋เฉินจึงเริ่มอธิบาย "ถ้าจะพูดถึงดาราจักรแห่งการศึกษา เราต้องพูดถึงสหพันธ์จักรวาลเซียนเทียนเสียก่อน"

     

    "สหพันธ์จักรวาลเซียนเทียน?"ไป๋ฉีกล่าวย้ำ จากนั้นก็เงียบลงแล้วตั้งใจฟังเรื่องที่ไป๋เฉินกำลังจะเล่าต่อไป

     

    "สหพันธ์จักรวาลเซียนเทียนคือแหล่งรวมพันธมิตรของจ้าวจักรวาลที่เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์กว่าห้าร้อยคน จ้าวจักรวาลโบราณห้าสิบคน จ้าวจักรวาลอมตะสิบคน และเจ้าจักรวาลนิรันดร์สามคนด้วยกัน"

     

    "ซึ่งแน่นอนว่าจ้าวจักรวาลสามคนนั้นคือผู้ปกครองสูงสุดของสหพันธ์นี้ โดยจะประกอบไปด้วย จ้าวจักรวาลนิรันดร์กุ้ยจง จ้าวจักรวาลนิรันดร์ฉินหลง และสุดท้ายคือปู่ของลูกจ้าวจักรวาลนิรันดร์ไป๋เทียนซิน"

     

    "คุณปู่เป็นถึงจ้าวจักรวาลนิรันดร์เชียวหรือครับ?"เมื่อฟังมาถึงตรงนี้ดวงตาของไป๋ฉีก็เบิกกว้างอย่างช่วยไม่ได้ แม้เขาจะรู้อยู่แล้วว่าตระกูลไป๋นั้นไม่ธรรมดาก็ตามที แต่ก็ไม่คิดว่าจะทรงพลังถึงขนาดที่มีจ้าวจักรวาลนิรันดร์

     

    ไป๋เฉินหัวเราะออกมา "แน่นอนสิ ขนาดพ่อในตอนนี้ยังอยู่ในระดับจ้าวจักรวาลอมตะแล้วปู่ของลูกจะมีระดับน้อยกว่าพ่อได้อย่างไร"

     

    ไป๋ฉีพยักหน้าอย่างเข้าใจได้ก่อนที่จะถามออกไปว่า "ว่าแต่เมื่อไรจะถึงเรื่องเกี่ยวกับดาราจักรแห่งการศึกษาล่ะครับ?"

     

    ไป๋เฉินยิ้ม"ใจร้อนจังนะ ก็ได้ๆพ่อจะเล่าให้ฟังเดี๋ยวนี้"

     

    "ดาราจักรแห่งการศึกษาน่ะ คนที่คิดริเริ่มที่จะสร้างมันก็คือจ้าวจักรวาลนิรันดร์กุ้ยจง ส่วนเป้าหมายในการสร้างมันก็เพื่อใช้เป็นแหล่งรวมและสั่งสอนพัฒนารุ่นเยาว์ระดับหัวกะทิของเผ่าพันธุ์มนุษย์"ไป๋เฉินกล่าวอธิบายเพียงสั้นๆ

     

    "โอ้ ถ้าเป็นแบบนั้นพ่อก็เคยเรียนอยู่ในดาราจักรแห่งการศึกษาอะไรนี่ด้วยใช่ไหมล่ะครับ ถึงได้แนะนำผมอย่างนี้"

     

    ไป๋เฉินพยักหน้า "แน่นอน พ่อเองก็จบมาจากหนึ่งในสถานบันของดาราจักรแห่งการศึกษาเช่นเดียวกัน แต่กว่าจะจบมาได้ทำเอาเลือดตาแทบกระเด็น"

     

    "เอ๋! พ่อก็ดูเก่งออก ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นไปได้ล่ะครับ?"

     

    "เหอะๆนั่นเพราะปู่ของลูกนั่นแหละ ชอบตั้งกฏอะไรที่มันพิศดารๆออกมา หลังจากดาราจักรแห่งการศึกษาก่อตั้งอย่างเป็นทางการเขาก็ออกกฏกับลูกหลานว่า ต้องเข้าศึกษาที่นั่นทุกคน อีกทั้งระหว่างที่ศึกษาอยู่ในสถานบันห้ามเปิดเผยตัวตนเด็ดขาดว่าเป็นลูกหลานของตระกูลไป๋ แถมยังห้ามใช้จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้อีกต่างหาก"

     

    "คำพูดทิ้งท้ายของตาแก่นั่นพ่อยังจำได้ฝังใจ เขาบอกว่า 'ตระกูลไป๋มีชื่อเสียงมากพอแล้ว ระหว่างที่เรียนอยู่จงแข็งแกร่งขึ้นและสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองซะ'"

     

    "ว้าว เป็นคำพูดที่ดูเท่มากเลยนะครับ แต่ไอ้การที่ไม่ให้ใช้จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้เนี้ยมันก็ออกจะเกินไปหน่อย ถ้าให้เปรียบเทียบก็เหมือนกับการเข้าสู่สนามรบโดยไม่มีแขนทั้งสองข้างในการต่อสู้อย่างไรอย่างนั้น พ่อต้องเก่งมากเลยนะครับถึงได้อยู่สถานบันระดับหัวกะทิได้โดยไม่ใช้จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้"ไป๋ฉีกล่าวชมเชย

     

    ไป๋เฉินถอนหายใจ "เห้อ ก็ต้องปรับตัวไปล่ะนะ แต่พ่อว่าสำหรับลูกแล้วมันน่าจะง่ายมาก เนื่องจากลูกไม่ได้มีเพียงจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของตระกูลไป๋เท่านั้น แต่กลับมีพลังพิศดารมากมายอยู่ในตัว"

     

    กล่าวมาถึงตรงนี้ไป๋เฉินก็ยิ้มอย่างภาคภูมิใจในตัวของลูกชาย ส่วนทางด้านไป๋ฉีเองตอนนี้ก็มีความสนใจดาราจักรแห่งการศึกษาอะไรนี่เช่นเดียวกัน เพราะเขาอยากรู้ว่ารุ่นเยาว์ระดับกะทิของเผ่าพันธุ์มนุษย์จะแข็งแกร่งมากเพียงใด

     

    "เอ่อ พ่อครับผมมีอีกสองคำถาม?"

     

    "ว่ามา"

     

    "ภรรยาของผมจะได้ไปเรียนที่ดาราจักรแห่งการศึกษาด้วยกันไหมครับ? แล้วเราจะออกเดินทางกันตอนไหน?"สองคำถามนี้คือสองคำถามสุดท้ายของไป๋ฉี

     

    ผู้เป็นพ่อยิ้มจากนั้นก็ตอบไปตามตรงว่า "สำหรับคำถามแรกคือ ไม่! ภรรยาทั้งห้าคนของลูกจะไม่ได้ไปเรียนที่ดาราจักรแห่งการศึกษาแต่จะถูกเหล่าท่านย่าของลูกสอนแทน"

     

    "เหตุผลก็เพราะ มันเคยมีกรณีตัวอย่าง นั่นก็คือพี่ใหญ่ของพ่อเอง ในตอนนั้นเท่าที่พ่อจำได้ ภรรยาคนหนึ่งของพี่ใหญ่ถูกพูดจาเเทะโลมใส่แถมยังเกือบโดนลวนลาม พี่ใหญ่ฟิวส์ขาดไล่ล่าสังหารตระกูลของชายคนนั้นจนสิ้นซาก แถมยังมีรุ่นเยาว์คนอื่นๆบาดเจ็บสาหัสอีกมากมาย นับแต่นั้นเป็นต้นมาเพื่อตัดปัญหาเรื่องแบบนี้ลูกสะใภ้ของตระกูลไป๋จะถูกพวกท่านย่าของลูกสั่งสอนเป็นการส่วนตัว"

     

    "ส่วนเรื่องการออกเดินทางนั้นยิ่งเร็วเท่าไรยิ่งดี ถ้าอย่างนั้นเอาเป็นอาทิตย์หน้าก็แล้วกัน จากที่พ่อคำนวนดูเราน่าจะถึงตระกูลไป๋ก่อนวันรับสมัครนักศึกษาสองเดือนซึ่งน่าจะเพียงพอให้ลูกก้าวเข้าสู่ระดับจ้าวพิภพได้พอดี"

     

    ไป๋ฉีได้ยินเช่นนี้ก็พยักหน้าตอบรับ หลังจากจบบทสนทนาสองพ่อลูกก็พากันเดินลงไปยังด้านในบ้านเพื่อทานอาหารพร้อมกับแจ้งเรื่องการเดินทางให้กับสมาชิกในครอบครัวคนอื่นๆได้รับรู้ เพื่อให้พวกเธอได้มีเวลาเตรียมตัวในการเดินทาง