การโจมตีที่อันตรายถึงชีวิตพุ่งเข้ามาหาหลงเฉินในทันที
‘นี่เขาไม่ฟังเหตุผลและจะเอาชีวิตข้าให้ได้เลยรึ?’
หัวใจของหลงเฉินมิได้สั่นไหว ทว่ามันกลับสงบนิ่งอย่างที่สุด
เขารู้ดีว่าเขายังมีค่าในสายตาของหลิวหลานและนางคงไม่ยอมให้เขาตายด้วยน้ำมือฉู่ยวิ๋นซีเป็นแน่
ดังนั้น เขาจึงนั่งลงขัดสมาธิและใช้ทักษะฟื้นฟูร่างกายระดับลึกล้ำ --- [กายาย้อนกลับ] ทันที
และก็เป็นไปตามคาด ฉู่ยวิ๋นซีกำลังกระโจนเข้าใส่หลงเฉินด้วยความเกรี้ยวกราด แต่แล้วในทันใดนั้น ร่างเพรียวบางก็พุ่งตัวออกมาจากห้องและยืนอยู่เบื้องหน้าหลงเฉินก่อนจะตบหน้าฉู๋ยวิ๋นซีฉาดใหญ่ มือของนางนั้นเต็มไปด้วยแรงเหวี่ยงมหาศาลจนส่งให้ฉู่ยวิ๋นซีกระเด็นออกไป
เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นหลิวหลานลงมือ ความแข็งแกร่งของผู้ที่บรรลุระดับแก่นปฐพีขั้นสมบูรณ์นั้นมิอาจอำพรางได้ เพียงแค่การเคลื่อนไหวแสนธรรมดาก็ทำให้ยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเหล่ามรกตกระเด็นไปไกล!
“พี่หลาน ท่านลงมือกับข้าเพื่อเขางั้นหรือ?”
ดวงตาของฉู่ยวิ๋นซีแดงก่ำอย่างน่ากลัว
“ยวิ๋นซี อย่าคิดมากจนเกินไปนัก”
หลิวหลานหันกลับมา ดูราวกับหัวใจของนางแตกสลายเมื่อเห็นสภาพย่ำแย่ของหลงเฉิน สีหน้าของนางเจ็บปวดพลางเอ่ยกับฉู่ยวิ๋นซี
“ในเมื่อเจ้าก็เห็นกับตาแล้ว ข้าจะไม่ปิดบังอะไรเจ้าอีก แต่ไหนแต่ไรมาข้าไม่เคยตกลงปลงใจกับใคร และตอนนี้ข้าก็มีใครบางคนอยู่ในใจแล้วด้วย...”
หลงเฉินแทบจะกระอักเลือดออกมาเมื่อได้ยินคำพูดไร้ยางอายของนาง
เขากำลังจะว่ากล่าวหลิวหลาน แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือหลิวหลานดูเหมือนจะรู้ว่าเขาต้องการทำสิ่งใด นางจึงหันกลับมาและวางมือลงบนไหล่ของหลงเฉินในมุมที่ฉู๋ยวิ๋นซีมิอาจเห็นได้ และทันใดนั้นเอง คำพูดทั้งหมดที่หลงเฉินต้องการจะพูดก็ราวกับถูกกลืนหายลงไปในคอ
“ท่านหมายถึงเขางั้นหรือ?”
ราวกับฉู่ยวิ๋นซีจะกินเลือดกินเนื้อหลงเฉินเสียให้ได้ จู่ ๆ หลงเฉินก็มีศัตรูและเกือบจะถูกฆ่า ความเกรี้ยวกราดในใจของเขามิได้น้อยไปกว่าฉู่ยวิ๋นซีเลยแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตาม หลิวหลานก็แข็งแกร่งกว่าเขามาก ภายใต้การควบคุมของนางเขาจึงพูดอะไรออกมาไม่ได้แม้สักคำ
“ข้ารู้จักเขา ได้ยินว่าเขากำลังจะเข้าร่วมการคัดเลือกคนเข้าเหล่าคนในด้วยเหมือนกันสินะ? ดี... ดี... ดีมาก...!”
หัวใจของฉู่ยวิ๋นซีบีบแน่นขณะนึกไปถึงภาพที่เขาเห็นก่อนหน้านี้ เขาพูดคำว่า ‘ดี’ ถึงสามครั้ง พลางจ้องเขม็งไปที่หลงเฉินและเย้ยหยัน
“ข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของท่านในเวลานี้ แต่ในเมื่อท่านต่อต้านข้าเพราะเขา เช่นนั้นก็จงรู้ไว้ว่าในวันคัดเลือกคนเข้าเหล่าคนในจะเป็นวันตายของเจ้าเด็กนี่!”
แววตาดุร้ายราวกับสัตว์ป่ามองไปที่หลงเฉินครู่หนึ่ง จากนั้นก็มองหลิวหลานด้วยแววตาเจ็บปวด เขากัดริมฝีปากอย่างขุ่นเคืองและจากไป
สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ทำให้เขาโกรธจนแทบเสียสติ
หลังจากฉู่ยวิ๋นซีไปที่หอพักต้นหลิวมรกต หลิวเยวี๋ยนและฉู่เฟิ่งชิงก็ไม่มีอะไรทำนอกจากดื่มกินและพูดคุยกันอย่างออกรส
“พี่หลิว ข้าได้ยินว่าบุตรสาวของท่านต้องการพบบุตรชายของข้าตามลำพัง เพราะเหตุใดกันรึ?”
หลิวเยวี๋ยนเองก็รู้สึกงุนงง เขาหัวเราะด้วยความละอายใจ
“นางไม่เคยทำอะไรที่ข้าสามารถคาดเดาได้อยู่แล้ว ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรเล่า?”
“บางที นางอาจจะต้องการให้บุตรชายของข้าได้เห็นห้องของนางก็เป็นได้?”
ฉู่เฟิ่งชิงทำเสียงจึกจักในปากอย่างเย้าหยอก
ด้วยอายุวัยนี้ ฉู่เฟิ่งชิงตระหนักว่าคำพูดของเขาไม่ได้ถูกต้องเหมาะสมเสียทีเดียว และหลิวเยวี๋ยนเองก็พูดไม่ออก เขาจึงพูดคุยเล่นกับฉู่เฟิ่งชิงไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งยวิ๋นซีเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
หลิวเยวี๋ยนผงะไป
“ยวิ๋นซี แล้วหลานเอ๋อร์ล่ะ?”
“ท่านยังมีหน้ามาถามข้าอีกรึ?” ฉู่ยวิ๋นซีเอ่ยพลางหันไปหาฉู่เฟิ่งชิง
“ท่านพ่อ ไปกันเถอะ พวกเราจะไม่มาเหยียบสำนักสุริยันมรกตอีกแล้ว!”
ผู้ที่อยู่ในห้องนั้นต่างตกตะลึงไปตาม ๆ กัน หลิวเยวี๋ยนคาดเดาได้ทันทีว่าต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นกับหลิวหลาน เขาจึงรีบเอ่ยถาม
“ยวิ๋นซี หลานเอ๋อร์พูดอะไรงั้นหรือ?”
ฉู่ยวิ๋นซีมองเขาตาเขม็ง
“ท่านกล้าบอกว่าไม่รู้เรื่องที่ลูกสาวของท่านทำจริง ๆ หรือ?”
ก่อนที่จะทันได้โต้ตอบ ฉู่ยวิ๋นซีก็จากไปเสียแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ ฉู่เฟิ่งชิงก็รู้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ
อันที่จริงแล้ว หากมิใช่เพราะการดึงดันของบุตรชาย เขาย่อมไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานในครั้งนี้ นับประสาอะไรกับการที่ต้องทนผ่านเรื่องราวไร้สาระไปกับหลิวเยวี๋ยน --- ผู้ที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาผู้อาวุโสใหญ่ทั้งแปดผู้นี้
เมื่อได้ยินคำพูดของบุตรชาย เขาจึงตระหนักได้ว่าหลิวหลานได้ทำให้ฉู่ยวิ๋นซียอมตัดใจจากนางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
‘ดีจริง หลิวหลานเองก็ไม่ได้มีชื่อเสียงดีนักหนา หากนางแต่งเข้าตระกูลเราละก็ นางคงทำให้พวกเราต้องอับอายขายหน้าแน่ ๆ!’
เมื่อคิดเช่นนี้ ทัศนคติของฉู่เฟิ่งชิงจึงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เขาหัวเราะและตามฉู่ยวิ๋นซีออกจากสำนักสุริยันมรกตไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมา
‘รีบไปหาหลิวหลานและดูว่าเกิดอะไรขึ้นดีกว่า!’
เขาเองก็เป็นถึงผู้อาวุโส แต่หลิวเยวี๋ยนกลับถูกดูแคลนถึงเพียงนี้ เขาทุบโต๊ะด้วยสีหน้าแข็งกร้าวและยืนขึ้น!
เมื่อเห็นว่าหลิวเยวี๋ยนบันดาลโทสะ ผู้อาวุโสและผู้คุมกฎที่อยู่รอบ ๆ ต่างนิ่งเงียบด้วยความหวาดกลัว
“เกิดอะไรขึ้นกับผู้คุมกฎหลิวนะ? แม้นางจะไม่เห็นด้วยกับการสู่ขอจากสำนักจักรพรรดิมรกต แต่นางก็ไม่จำเป็นต้องทำให้สถานการณ์ตึงเครียดเช่นนี้ สำนักจักรพรรดิมรกตเป็นสำนักอันดับหนึ่งของเหล่ามรกตและมีชื่อเสียงดีงามในหมู่เหล่าคนนอก เหตุใดหลิวหลานจึงไม่รู้เลยว่าเรื่องนี้สำคัญมากเพียงใด?”
เหล่าผู้อาวุโสต่างพากันสับสน
แม้จะบาดเจ็บสาหัส หลงเฉินก็ใช้เคล็ดวิชา [กายาย้อนกลับ]ได้ทันท่วงที พร้อมกับที่หลิวหลานนำยาระดับลึกล้ำขั้นกลางออกมาจากถุงมิติจำนวนหนึ่ง หลังจากดูดกลืนพวกมันแล้ว อาการของหลงเฉินก็ค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ
เขาเงยหน้าขึ้นมองหลิวหลานด้วยท่าทีนิ่งเฉยพลางหัวเราะ
“ดูท่าความบาดหมางระหว่างพวกเราช่างยิ่งใหญ่เหลือเกินนะ”
“เช่นนั้นรึ?”
หลิวหลานเอ่ยออกมาอย่างไม่สนใจไยดี
“แค่บาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ข้าก็ให้เจ้าเห็นจนพอใจแล้วมิใช่รึ?”
“เรือนร่างของท่านมีค่าถึงเพียงนั้นเชียว?” หลงเฉินลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล
“เข้ามาในห้องเถอะ หลังจากบาดแผลของเจ้าได้รับการเยียวยาแล้วข้าถึงจะยอมให้เจ้าไป”
“อย่าคิดว่าสิ่งที่ท่านทำจะระงับโทสะของข้าได้ล่ะ ไม่ว่าจะเป็นท่านหรือฉู่ยวิ๋นซี ข้าจะต้องแก้แค้นอย่างแน่นอน หากท่านกล้าพอก็สังหารข้าเสียตั้งแต่ตอนนี้เถอะ ไม่ต้องรอจนถึงวันที่ข้าจะขยี้ท่านจนแหลกคามือหรอก...”
หลงเฉินเดินไปข้างหน้าไม่กี่ก้าวและหันกลับมา
“ข้าเล่นงานท่านแน่”
หลิวหลานผงะไป แต่แล้วก็หัวเราะออกมาพลางยั่วยุเขา
“อย่าเพิ่งพูดอะไรเลย หากเจ้าเอาชนะฉู่ยวิ๋นซีและเข้าเหล่าคนในได้ เจ้าจะเล่นงานข้าอย่างไรก็ได้ตามที่เจ้าต้องการ”
หลงเฉินกำหมัดแน่น แต่แล้วก็คลายออก เวลานี้เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหลิวหลาน ดังนั้นแม้ว่านางจะหลอกใช้เขา เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้อยู่ดี
“ท่านคิดว่าปรารถนาในตัวท่านรึ?” หลงเฉินยิ้มเยาะ
“ข้ามีผู้หญิงมากกว่าที่ท่านรู้ เหตุใดข้าจะต้องพยายามอย่างหนักให้ได้ผู้หญิงแก่อย่างท่านด้วยล่ะ?”
“ผู้หญิงแก่งั้นหรือ?”
หลิวหลานแทบจะเป็นลมด้วยความโกรธ นางกำลังจะระเบิดอารมณ์ออกมา ทว่าหลงเฉินจากไปไกลแล้ว
นางมองหลงเฉินขณะที่เขาเดินจากไป แม้ว่าจะบาดเจ็บ แต่เขาก็ยังดูผึ่งผายและสง่างาม
‘การที่ข้าหลอกใช้เขาเช่นนี้มันเกินไปหรือไม่นะ? เมื่อเขาแข็งแกร่งขึ้น เขาคงแก้แค้นข้าเข้าสักวัน...’
เมื่อนึกไปถึงจุดจบของหวงเฟยหยางและจ้าวลัทธิ หลิวหลานรู้สึกเสียวสันหลังขึ้นมาทันที
‘ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ทำให้ฉู่ยวิ๋นซียอมตัดใจได้แล้ว แม้ว่าเขาจะรูปงามแต่ก็อารมณ์รุนแรงและหยิ่งยโสนัก หากข้าตบแต่งกับเขาจริง ๆ ละก็ อนาคตของข้าคงถูกทำลายแน่ ๆ แล้วข้า...หลิวหลาน...จะฝากชีวิตไว้กับคนเช่นนั้นไปตลอดชีวิตได้อย่างไรกัน?’
ทั้งหมดนั้นคือความรู้สึกที่แท้จริงของนาง เป็นเพราะนางรู้สึกไม่ชอบฉู่ยวิ๋นซีอย่างมาก ดังนั้นนางจึงคิดแผนการนี้ขึ้นมาและทำให้เขายอมตัดใจในที่สุด
‘เมื่อเป็นเช่นนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างสำนักสุริยันมรกตและสำนักจักรพรรดิมรกตคงถูกทำลายลงแล้ว อย่างไรก็ตาม ชะตากรรมนี้ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ที่ฉู่ยวิ๋นซีหมายปองในตัวข้าต่างหาก’
ไม่มีหนทางอื่นอีกแล้ว เมื่อนึกถึงหลงเฉินและความก้าวหน้าของเขา หลิวหลานพยักหน้า
‘ข้าทำได้เพียงฝากความหวังทุกอย่างไว้ที่เขา เขาเป็นคนที่น่าอัศจรรย์นัก และยิ่งข้ากดดันเขามากเพียงใด เขาก็จะยิ่งพัฒนาได้เร็วขึ้น ฉู่ยวิ๋นซีพยายามจะสังหารเขาในวันนี้ และด้วยนิสัยของเขา เขาจะต้องวางแผนแก้แค้นระหว่างการคัดเลือกเข้าเหล่าคนในแน่ ๆ!’
หลิวหลานรู้ดีว่าหลงเฉินเองก็เป็นคนใจร้อนทั้งภายนอกและภายในเช่นกัน
สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้อาจจะกะทันหันเกินไป แต่ทุกอย่างก็อยู่ในแผนการของหลิวหลาน นางรู้จักฉู่ยวิ๋นซีและหลงเฉินดีพอว่าพวกเขาจะไม่ทำอะไรนาง เห็นได้ชัดว่านางสามารถรับมือกับเรื่องนี้ได้อย่างดีเยี่ยม
‘แต่หากเขาโชคดีจนเข้าเหล่าคนในได้ล่ะ? ข้ามิต้อง...’
ระหว่างที่คิดเช่นนี้ หลิวหลานก็นึกไปถึงสายตาที่หลงเฉินจ้องมองเรือนร่างของนาง จู่ ๆ นางก็รู้สึกว่าใบหน้าของตนร้อนผ่าวขึ้นมา…
เขาถูกหลอกใช้อย่างไร้เหตุผลและเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด เป็นไปไม่ได้เลยที่หลงเฉินจะไม่รู้สึกโกรธ
‘ยัยผู้หญิงร้ายกาจนั่นน่ากลัวจริง ๆ นางต้องวางแผนเอาไว้นานแล้วแน่ ๆ และข้าก็ดันโง่ไปตกหลุมพรางที่นางขุดไว้ จู่ ๆ ข้าก็กลายเป็นศัตรูกับฉู่ยวิ๋นซี และยังทำให้ตัวเองบาดเจ็บ...’
ความคิดเกี่ยวกับฉู่ยวิ๋นซีทำให้หลงเฉินรู้สึกกระหายเลือดขึ้นมา
หลิวหลานทำให้เขากลายเป็นคนโง่และหลอกใช้เขาเป็นไม้กันหมา อย่างไรก็ตาม ฉู่ยวิ๋นซีก็ต้องการชีวิตเขาจนเกือบจะทำสำเร็จไปแล้ว
‘ในเมื่อความแข็งแกร่งและสถานะของเขาสูงส่งกว่าข้า เขาจึงไม่ได้ปฏิบัติต่อข้าอย่างเท่าเทียมและคิดว่าชีวิตของข้าเป็นเพียงต้นหญ้าไร้ค่าเท่านั้น...’
หลงเฉินพยายามคาดเดาถึงลักษณะนิสัยของฉู่ยวิ๋นซี แม้เขาจะรู้ว่าเรื่องจริงเป็นเช่นไร เขาก็คงไม่ปล่อยหลงเฉินไปอยู่ดี
‘อีกอย่าง ตาแก่หลิวยังเคยพูดว่าพวกเราต้องจับคู่กันในการคัดเลือกเข้าเหล่าคนใน แล้วข้าจะร่วมมือกับฉู่ยวิ๋นซีภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ได้อย่างไรกัน? เขาคงเอาชีวิตข้าก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มเสียอีก’
หลงเฉินขมวดคิ้ว
‘หลิวหลานคอยแต่ปลุกความเป็นศัตรูในตัวผู้คนที่อยู่รอบ ๆ ข้าโดยเฉพาะในเวลานี้ อย่างไรก็ตาม ท่านไม่กลัวว่าเล่นกับไฟแล้วจะโดนไฟลวกงั้นรึ? ข้า...หลงเฉิน ไม่ใช่ลูกแกะที่ท่านจะบงการได้ง่าย ๆ หรอกนะ!”
หลงเฉินไม่กล้าให้หลิงซีเห็นบาดแผลของเขา แต่เขาก็ไม่รู้จะอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ได้อย่างไร และหลิงซีเองก็จงเกลียดจงชังหลิวหลานมากจนอาจจะออกไปสู้กับนางก็เป็นได้
เขาซ่อนตัวอยู่ในมุมหนึ่งของหอพักต้นหลิวมรกต หลงเฉินใช้เคล็ดวิชา [กายาย้อนกลับ] และดูดกลืนสมุนไพรวิญญาณระดับลึกล้ำขั้นกลางที่หลิวหลานมอบให้เขา เมื่อนั้นบาดแผลของเขาจึงดีขึ้น หากหลงเฉินพยายามอีกเล็กน้อยคงไม่มีใครดูออกอย่างแน่นอน
หลงเฉินมุ่งหน้าไปยังบริเวณที่พักของผู้ติดตามขั้นหนึ่ง แต่เมื่อเขากำลังจะเข้าไปเขาก็พบกับกานหลิน
เมื่อเขาเห็นหลงเฉิน กานหลินก็มีสีหน้าแปลก ๆ พลางส่ายศีรษะ
“หลงเฉิน ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะคบหากับผู้คุมกฎ อย่างไรเสีย ความกดดันที่เจ้าต้องพบเจอนั้นมากมายเกินกว่าที่เจ้าจะจินตนาการได้ ข้าแน่ใจว่าฉู่ยวิ๋นซีคงไม่ปล่อยเจ้าไปง่าย ๆ แน่...”
“ท่านว่าอย่างไรนะ?” หลงเฉินเบิกตาโพลงด้วยความประหลาดใจ
*******************