ปราบพิภพสยบสวรรค์

    ปราบพิภพสยบสวรรค์ ตอนที่ 48 : บรรพชนของคนพื้นเมือง

    ปราบออกสำรวจทั่วเมืองจำลองเขาได้แต่ยิ้มเพราะเมืองจำลองเหล่านี้นั้นเป็นเมืองของทุกประเทศก่อนที่อารยะธรรมจะล่มสลาย

     

    หลังจากที่สำรวจทั่วเมืองจำลองแล้วเขาได้ออกสำรวจรอบเมืองอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มเข้าสู่เขตตึกสูงที่ยังอยู่ในสภาพดี มันก็ยิ่งทำให้เขาแปลกใจหนักกว่าเดิมเพราะว่ามิมีร่องรอยของอสูรสักตัว

     

    “ ทำไมที่นี่จึงรอดพ้น “ เขาพึมพำ

     

    ชายหนุ่มทะยานร่างสำรวจอยู่นานจึงได้ออกจากเมืองหลวง เข้าไปยังเมืองใหญ่ที่อยู่มิไกล

     

    ปราบใช้เวลาอีกหลายวันกว่าที่จะสำรวจทั่วแดนดินครบ เขาสังหารอสูรร้ายไปมากหลายพันตัวแต่ละตัวนั้นเป็นอสูรระดับสี่กับสาม แต่ที่ยังมิพบเจอก็คือระดับห้าแต่เขาก็ยังได้กลิ่นอายของมันอยู่

     

    ชายหนุ่มลังเลอยู่นานว่าจะเข้าใปในห้วงมิติดีรึไม่

     

    “ เจ้าคือใคร “ เสียงหนึ่งทักเขามาวิทยุ

     

    ชายหนุ่มพลันยิ้มออก

     

    “ ผมชื่อปราบมาจากโลก มาที่นี่เพื่อทำการสำรวจ “ ปราบเอ่ย

     

    “ โลก “ เสียงนั้นดังขึ้น

     

    “ ชื่อนี้เป็นเพียงเรื่องเล่าขานของพวกเรา มันเป็นบ้านเกิดของบรรพชนเรา มันเป็นสถานที่ที่งดงามพวกข้าเองก็อยากไปสักครั้ง “ เสียงลึกลับเอ่ย

     

    “ หากอยากไป ก็แค่เพียงออกมาแล้วผมจะพาพวกคุณไป “ ปราบเอ่ย

     

    “ อย่าเลย มันลำบากยิ่ง การที่จะข้ามไปมาระหว่างสองโลกนั้นทำได้ยากยิ่ง “ เสียงลึกลับเอ่ย

     

    “ เจ้าไปเถิด ปล่อยพวกเราไว้ที่นี่ สิ่งที่เจ้าทำนั้นมันมากเกินพอแล้ว “ เสียงลึกลับเอ่ย

     

    “ เมื่อไม่มีอสูรระดับสูงพวกเราก็พอที่จะอยู่ได้แล้ว “ เสียงลึกลับเอ่ย

     

    “ อืม “ ปราบพยักหน้าช้าๆ

     

    “ พวกคุณต้องการสิ่งใดรึไม่ “ ปราบเอ่ย

     

    “ เรามีน้ำและอาหารที่เพียงพอที่จะอยู่ได้อีกหลายร้อยปี เรามิต้องการสิ่งใด “ เสียงลึกลับเอ่ย

     

    “ พวกคุณเคยพบเจออสูรระดับห้าหรือไม่ “ ปราบเอ่ยถาม

     

    “ ไม่เคยสักครั้ง เพียงแต่ได้กลิ่นของมัน “ เขาเอ่ย

     

    “ ก่อนจะไปช่วยบอกเล่าเรื่องราวของบรรพชนของพวกคุณให้ผมฟังได้หรือไม่ “ ปราบเอ่ย

     

    “ บรรพชนของพวกเรานั้นก็มาจากโลกเช่นกันแต่ไม่รู้ว่ามาเวลาไหน เพราะสิ่งที่เหล่าบรรพชนบันทึกเรื่องราวไว้ พวกเรายังไม่สามารถเปิดได้ พวกเราจึงไม่สามารถรู้ได้ว่าพวกเขานั้นมาในเวลาไหน “ เขาเอ่ย

     

    “ เมื่อพวกเขามาที่นี่พวกเขาก็ได้ลงหลักปักฐานแล้วเริ่มทำการแพร่ขยายเผ่าพันธุ์ พวกเขาใช้เวลาสองร้อยกว่าปีในการสร้างรากฐานเมืองแรกก็คือเมืองหลวง แล้วขยับขยายออกจากเมืองหลวงเมื่อประชากรเริ่มหนาแน่น “ เขาเอ่ย

     

    “ อืม “ ปราบพยักหน้าช้าๆ

     

    “ จากวันนั้นถึงวันนี้นานเพียงใดแล้ว “ ปราบเอ่ยถาม

     

    “ ราวห้าพันปีได้ “ เสียงลึกลับเอ่ย

     

    “ ห้าพันปี “ ปราบร้องลั่น

     

    “ ผมรู้สึกว่าเหมือนกับเพิ่งเกิดไม่กี่ปีที่ผ่านมา “ ปราบเอ่ย

     

    “ ในยุคแรกเริ่มนั้นพวกเราไม่มีวิทยาการใดเลย เพราะข้าวของเครื่องใช้ของเหล่าบรรพชนนั้นล้วนแล้วแต่เป็นของในยุคสมัยนั้น แลเหล่าบรรพชนแต่ละคนก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องราวใดมากนักนอกจากการทหาร “ เขาเอ่ย

     

    “ พวกเขาถ่ายทอดเพียงการเอาตัวรอด ภาษา แลการต่อสู้ให้ก็แค่นั้น “ เขาเอ่ย

     

    “ อืม “ ปราบพยักหน้าช้าๆ

     

    “ ทุกสิ่งที่เห็นนี้นั้นเพิ่งถูกสร้างขึ้นเมื่อราวสองร้อยปีนี่เอง “ เขาเอ่ย

     

    “ อืม “ ปราบพยักหน้า

     

    “ เจ้าออกไปได้แล้ว “ เขาเอ่ย

     

    “ ถามอีกเรื่อง ทำไมที่นี่ถึงไม่ถูกทำลาย “ ปราบเอ่ยถาม

     

    “ เพราะที่นี่ถูกคุ้มครองด้วยบรรพชนของพวกเรา มันจึงยังอยู่ในสภาพเดิม “ เสียงลึกลับเอ่ย

     

    ชายหนุ่มได้แต่ส่ายหน้ากับคำตอบ

     

    “ เอาล่ะไปได้แล้ว “ เขาเอ่ยไล่

     

    “ ได้ “ ปราบพยักหน้าช้าๆแล้วทะยานร่างออกจากเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว

     

    ราวสองชั่วโมงชายหนุ่มได้ปรากฏกายอยู่นอกหมอก

     

    “ ฮื่อห์ “ ชายหนุ่มถอนหายใจออกอย่างแรง

     

    เขาพยายามติดต่อเข้าไปอีกครั้งแต่ก็มิมีสัญญาณใดส่งกลับมา ทั้งอัลตรอนก็ยังไม่สามารถตรวจจับสิ่งใดได้

     

    “ คงถูกตัดขาดแล้ว “ ปราบเอ่ย

     

    “ ได้เวลากลับ “ ปราบเอ่ย

     

    “ ไป “ เขาเอ่ยแล้วทะยานร่างกลับอย่างรวดเร็ว

     

    ชายหนุ่มเร่งเข้ารายงานสถานการณ์ที่ศูนย์ขอนแก่นอย่างรวดเร็ว

     

    เมื่อเสร็จสิ้นเรื่องราวต่างๆแล้วปราบได้กลับไปยังบ้านที่นครราชสีมา เพราะพี่สาวของเขาได้หลอมโอสถแลศัสตราไว้ให้

     

    เมื่อเขามาถึงที่ร้าน เขาพลันยิ้มออกเมื่อพบโปสเตอร์ของเขาติดเต็มทั่วร้านในท่วงท่าต่างๆที่หล่อเท่ห์

     

    ชายหนุ่มยิ้มออกเมื่อเหล่าจอมยุทธมากมายเข้ารายล้อมขอลายเซ็นแลถ่ายรูปคู่ ชายหนุ่มไม่ได้ปฏิเสธผู้ใดเขาถ่ายรูปและแจกลายเซ็นให้กับทุกคนจนครบถ้วน

     

    “ ดังใหญ่แล้วนะน้องชายพี่ “ พีมเอ่ย

     

    “ ของมันแน่อยู่แล้ว “ ปราบเอ่ย

     

    “ อะไรกันพวกพี่ๆนี่นานแล้วทำไมยังเป็นแค่สร้างรากฐาน “ ปราบเอ่ย

     

    “ ใครจะเติบโตได้เร็วเท่าเอ็ง “ แพมเอ่ย

     

    “ ก็จริง “ ปราบพยักหน้าช้าๆ

     

    “ ผมว่านี่คงช่วยได้ “ ปราบเอ่ยแล้วสะบัดมือออก

     

    “ วู๊มม “ ห้วงมิติพลันพร่าเลือนเมื่อปราณพลังในโลหิตต้นกำเนิดแผดพลังออก

     

    ทั้งสี่มองจ้องยังโลหิตต้นกำเนิดของชายหนุ่มสิบสองหยดล่องลอยอยู่ต่อหน้าของทุกคน

     

    “ ปราบ นี่มันอะไรลูกเหตุใดถึงได้สิ้นเปลืองเช่นนี้ “ อิงอรเอ่ย

     

    “ แม่ ไม่ได้เห็นสิ้นเปลืองอะไรเลย เดี๋ยวผมพักสักหน่อยก็หายแล้ว “ ปราบเอ่ย

     

    “ แต่นี่มันมากไปรึไม่ “ อิงอรเอ่ย

     

    “ แม่ ไม่มากหรอก “ ปราบเอ่ย

     

    “ เพื่อทุกคนแล้วแค่นี้ไม่เห็นจะเป็นไร “ ปราบเอ่ย

     

    “ ทั้งอีกอย่างไปที่โลกนั่นผมได้ทรัพยากรมาเยอะมาก กินเข้าไปสักสองสามอย่างก็ฟื้นฟูพลังได้แล้ว “ ปราบเอ่ย

     

    “ นี่เป็นขั้นสร้างวิญญาณ นี่เป็นขั้นสร้างกายา นี่เป็นขั้นหลอมรวมกายา “ ปราบเอ่ย

     

    “ ปราบโลหิตธรรมดากับโลหิตต้นกำเนิดเป็นอย่างไรลูก “ สมชายเอ่ย

     

    “ โลหิตธรรมดาก็มีพลังปราณอยู่นะแต่ไม่มาก โลหิตต้นกำเนิดนั้นเป็นเปี่ยมล้นไปด้วยสามพลัง มูลค่ามหาศาล “ ปราบเอ่ย

     

    “ ใช่ โลหิตต้นกำเนิดของจอมยุทธขั้นสร้างวิญญาณที่หนูเห็นขายกันก็มากมายถึงหยดละหนึ่งล้านเหรียญโลกาแล้ว “ แพมเอ่ย

     

    “ แพงขนาดนั้น “ อิงอรร้องลั่น

     

    “ นั่นคือของของยุทธทั่วไปนะ หากเป็นปราบพิภพซุปตาร์ระดับโลกแม่คิดว่าจะมากมายขนาดไหน “ แพมเอ่ย

     

    “ ใช่ “ พีมเอ่ย

     

    “ ไม่น้อยกว่าสิบล้าน “ แพมเอ่ย

     

    อิงอรถึงกับเป่าปากออกอย่างแรง

     

    “ ปราบ โลหิตต้นกำเนิดของเอ็งนี่ สมบูรณ์รึไม่ “ พีมเอ่ย

     

    “ แน่นอน ทุกขั้นฝึกของผมต้องสมบูรณ์ไม่อย่างนั้นผมจะเดินลำบาก “ ปราบเอ่ย

     

    “ ใช่ “ พีมพยักหน้า

     

    “ ต้องใช้อะไรก่อนหลัง “ พีทเอ่ยถาม

     

    “ เวลานี้ทุกคนเป็นสร้างรากฐาน ต้องใช้สร้างวิญญาณถึงจะเหมาะสม “ ปราบเอ่ย

     

    “ เมื่ออยู่สร้างวิญญาณก็ใช้สร้างกายา “ พีมเอ่ย

     

    “ ใช่ “ ปราบพยักหน้า

     

    “ ชั้นจะทะลวงขั้นพลัง “ พีมเอ่ยแล้วเก็บโลหิตต้นกำเนิดสามหยดลงไปแล้วเข้าไปในห้องของตน

     

    ชายหนุ่มเข้าสู่ห้องนอนของตนแล้วทำการฝึกฝน

     

    รุ่งเช้าอีกวันชายหนุ่มไปยังโรงเรียนเก่าของเขา

     

    เหล่านักเรียนแลอาจารย์ทั้งหลายต่างพากันตื่นเต้นกันยกใหญ่ เพราะผู้เป็นเสมือนฮีโร่มาเยือนอย่างไม่ทันตั้งตัว

     

    ปราบขึ้นพูดเพื่อให้กำลังใจกับทุกคนที่ไม่สามารถฝึกฝนเป็นจอมยุทธได้

     

    “ ขอเพียงไม่ท้อและไม่ยอมแพ้ทุกอย่างก็จะเป็นของเรา “ ปราบเอ่ยทิ้งท้ายก่อนที่จะจากไป