กลับมาดูกันที่อี้เหรินเฟิ่ง เขาไม่ได้มีใครมาช่วย แล้วก็ไม่ได้หายไปไหนแต่เขาดันร่วงลงไปยังหน้าผาซะแล้ว ในตอนที่งูั์ฉกมาที่เขานั้น อี้เหรินเฟิ่งได้ใช้แรงทั้งหมดที่มี ะโถอยออกมาเขาหลบพ้นคมเขี้ยวมัจจุราชของงูั์มาได้
แต่ตอนที่คิดว่าตัวเองกำลังจะกระแทกพื้นนั้น ตัวเขากลับพบว่าไม่มีพื้นดินอยู่ตรงนั้นอีกต่อไป ตัวของอี้เหรินเฟิ่งได้ร่วงหล่นลงไปยังใต้หน้าผาเสียแล้ว "ตายแน่ๆแล้วคราวนี้ ไม่คิดว่าจะซวยขนาดนี้ แต่ข้าตกลงมาอย่างนี้ยังมีโอกาสที่จะรอด แต่ถ้าอยู่บนนั้นยังไงก็คงต้องไปนอนในท้องงูเป็แน่"อี้เหรินเฟิ่งคิดในใจ
หน้าผาช่างสูงชันยิ่งนักอี้เหรินเฟิ่งตกลงมาลึกเกินกว่าหนึ่งกิโลเมตรแล้ว แต่ก็ยังไม่ถึงพื้นแต่เหมือนมีเทวดาดลใจ ริมหน้าผาเริ่มมีต้นไม้ยื่นออกมา อี้เหรินเฟิ่งพยายามสุดชีวิต ตะเกียกตะกายพยายามเกี่ยวกิ่งไม้ไว้ ในที่สุดก็ทำสำเร็จ
เขาดึงได้กิ่งไม้กิ่งหนึ่งเขาจับไว้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่อนิจจาเขาตกลงมาสูงเกินไป
กิ่งไม้รับน้ำหนักไม่ไหวในที่สุดกิ่งไม้ช่วยชีวิตก็ได้หักลงไป โครม ! เขาตกลงมายังต้นไม้อีกต้นหนึ่งลำตัวพาดอยู่บนกิ่งไม้ขนาดเท่าโคนขาด้วยแรงกระแทกกิ่งไม้ก็ได้หักลงมาอีกครั้ง
อี้เหรินเฟิ่งกระอักเืออกมากองโต
โชคดีที่เขาจับได้กิ่งไม้ก่อนหน้านั้น เขาเลยไม่ได้ร่วงลงมาแรงเท่าตอนแรก ไม่อย่างนั้นเขาคงตายคากิ่งไม้นี้แน่ๆ โครมๆๆ อี้เหริ่นเฟิ่งตกลงมาใส่กิ่งไม้บนหน้าผาอีกห้าหกต้น ถูกกระแทกอย่างรุนแรงหลายต่อหลายที จนในที่สุดเขาก็หมดสติไป
"โอ๊ย เจ็บไปหมดทั้งตัวเลย นี่ถ้าข้าไม่ได้จับกิ่งไม้กิ่งแรกนั้นไว้ ป่านนี้ข้าคงต้องตายไปแล้ว" อี้เหริ่นเฟิ่งสำรวจดูรอบตัว ตอนนี้เป็เวลาเช้าของอีกวันแล้ว
อี้เหรินเฟิ่งตกลงมาจากหน้าผา ค้างเติ่งอยู่บนต้นไม้ลำตัวมีแต่รอยฟกช้ำเต็มไปหมด โชคดียิ่งนักที่ไม่าเ็หนัก เขาค้างอยู่บนต้นไม้ใต้หน้าผาเกือบจะถึงพื้นอยู่แล้ว มองไป้าหน้าผาเห็นแต่เพียงก้อนเมฆ เขาร่วงลงมาสูงกว่าหนึ่งกิโลเมตรโชคดีที่รอดมาได้ ด้านล่างที่เขาอยู่ไม่ไกลเป็แม่น้ำสายหนึ่งกว้างกว่าสามสิบเมตร ไหลทะลุออกมาจากหน้าผา คาดว่าจะเป็ทางน้ำใต้ดิน
อี้เหรินเฟิ่งพักฟื้นร่างกายอยู่บนนั้นกว่าสามวัน รอจนเริ่มหายดีเขาก็ตัดสินใจะโลงไปด้านล่าง
ตูม ! เสียงของอี้เหรินเฟิ่งที่ะโลงน้ำ แม่น้ำสายนี้เป็ธารน้ำใต้ดินลึกนับพันเมตรเย็นเยียบเสียดกระดูก ถ้าเป็คนทั่วไปมิแน่อาจจะแข็งตายไปแล้วก็ได้ แต่อี้เหรินเฟิ่งที่ถูกทรมานทรกรรม ให้ฝึกพลังหยินและหยางในตัวั้แ่เด็กแล้วนั้นรู้สึกราวกับอาบน้ำเย็นธรรมดา
อี้เหรินเฟิ่งลอยตัวไปตามแม่น้ำไปเรื่อยๆอย่างไม่รีบร้อน ล่องลอยไปตามนาวาเขียวอย่างมิอนาทรร้อนใจ ปล่อยกายปล่อยใจไปตามสายน้ำ ตูม ! ตูม ! ตูม ! เสียงดังมาจากริมแม่น้ำ เสียงดังตูมตามไม่ขาดสาย พอได้ยินเสียง อี้เหรินเฟิ่งรีบหันหัวกลับไปดูทางต้นเสียง เป็ฝูงจระเข้ั์ลำตัวดำเมื่อมตัวใหญ่ยาวนับสิบเมตร
เกล็ดดำสะท้อนแสงแยงตาทำเอาหัวใจแทบหยุดเต้น ฝูงจระเข้แอบซุ่มอยู่หลังกอหญ้า พอพวกมันเห็นอี้เหรินเฟิ่งลอยมาตามแม่น้ำ พวกมันจึงรีบกระโจนลงน้ำมา อี้เหรินเฟิ่งเห็นเช่นนั้นจึงรีบว่ายเข้าฝั่งกระโจนหนีอย่างรวดเร็ว ช่างเคราะห์ซ้ำกรรมซัดยิ่งนัก ตกหน้าผามายังไม่ถึงสามวันเต็ม กลับต้องมาโดนตามล่าอีกครั้งซะแล้ว
อี้เหรินเฟิ่งขึ้นฝั่งได้ก็รีบวิ่งลัดเลาะไปตามชายฝั่ง ด้วยวิชาตัวเบางูๆปลาๆของเขาทำได้เพียงวิ่งนำหน้าฝูงจระเข้เท่านั้น ไม่อาจสลัดหลุดได้เลยเด็กน้อยวิ่งสุดฝีเท้าด้วยความรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ฝูงจระเข้ก็วิ่งตามมาจนทันแล้ว จระเข้บางตัวพยายามะโงับเขา เด็กหนุ่มก็ได้แต่ะโหนีเป็ครั้งคราว จวนเจียนจะโดนกัดอยู่หลายรอบจนมาถึงทางโค้งแห่งหนึ่งน้ำเซาะตลิ่งจนพังทลายไร้ทางวิ่งต่อ
ด้านข้างเป็ผาสูงชัน อีกด้านเป็แม่น้ำแสนเย็นเยียบ พอดีเด็กหนุ่มเหลือบไปเห็นตรงตลิ่งแม่น้ำอีกด้านมีรอยแตกของชั้นหินอยู่รอยแตกอยู่ริมตลิ่งแม่น้ำพอดี ขนาดกว้างแค่คนมุดเข้าไปได้ อี้เหรินเฟิ่งเห็นทางรอดอันแสนริบหรี่นั้นแล้ว ก็กระโจนลงน้ำไปทันทีเขารีบว่ายน้ำจะไปไห้ถึงร่องหินนั้นไห้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ตูมๆๆๆฝูงจระเข้ะโตามมาติดๆ ว่ายเข้ามาจวนจะถึงตัวรอมร่อ เด็กหนุ่มแทบหยุดหายใจ จระเข้ั์กระโจนงับใส่ขาของอี้เหรินเฟิ่งเต็มแรง อี้เหรินเฟิ่งเห็นดังนั้นก็งอขาขึ้นมา อาศัยจังหวะที่จระเข้ั์งับพลาด เขาก็เหยียดขาเหยียบตรงปลายปากของเ้าจระเข้ั์ เด็กน้อยเหยียดขาสุดแรงถีบส่งตัวเองพุ่งหายเข้าไปในรอยแตกของหน้าผาริมแม่น้ำได้สำเร็จ
โครม ๆ ๆ เสียงจระเข้พุ่งชนกับผนังผาอย่างแรง อี้เหรินเฟิ่งพอหลุดเข้าในร่องหินได้สำเร็จก็รีบวิ่งเข้าไปไห้ได้ลึกที่สุด เขากลัวพวกจระเข้จะกระแทกหน้าผาไห้แตกแล้วคาบเขาไปกินในน้ำ เขารีบคลานลึกเข้าไปตามรอยแตกของหน้าผา หนทางคดเคี้ยวเลี้ยวลดทั้งมืดมิด เขาไม่สนใจไดๆทั้งสิ้นคืบคลานไปตามทางเรื่อยๆทางมีทั้งแคบทั้งชัน
เป็เส้นทางธรรมชาติมีน้ำไหลเอื่อยๆมาตามทางไม่ขาด น้ำที่ไหลเป็น้ำอุ่น เขาคิดในใจว่าคงเป็น้ำจากด้านนอกเป็แน่ ถ้าตามทางน้ำนี้ไปเรื่อยๆต้องออกไปด้านนอกได้แน่นอน คลานมาตามทางเป็เวลากว่าหนึ่งชั่วโมง ในที่สุดเขาก็เจอแสงสว่าง เขามุดออกมาจากร่องหินได้ในที่สุด อี้เหรินเฟิ่งปรับสายตาเล็กน้อย มองออกไปดูโดยรอบพบว่าเขามาโผล่ที่ทะเลสาบแห่งหนึ่ง
ทะเลสาบแห่งนี้อยู่ใจกลางหุบเขาโดยแท้ทุกด้านของทะเลสาบเป็ผาสูงเสียดฟ้า แสงแดดส่องลงมาจาก้า กลางทะเลสาบมีเกาะอยู่หนึ่งเกาะขนาดประมาณห้าถึงหกไร่ กลางเกาะปลูกเรือนไม้ไว้หนึ่งหลัง รอบเรือนไม้เต็มไปด้วยสมุนไพรนาๆชนิด อี้เหรินเฟิ่งเห็นดังนั้นก็ค่อยๆว่ายน้ำเข้าไปยังเกาะกลางทะเลสาบทันที เขาขึ้นมายังเกาะช้าๆสำรวจดูรอบๆบริเวณ ไม่เจอร่องรอยว่ามีคนอยู่อาศัยมาก่อน แต่กลับมีเรือนไม้อยู่ที่นี่
เรือนไม้เป็ไม้หงหมู่อายุร้อยปี สีแดงอมดำเนื้อมันวาวไม้ชนิดนี้น้ำมาทำบ้านสามารถอยู่ได้นับหมื่นปี อี้เหรินเฟิ่งเดินตรงเข้าไปสำรวจในเรือนไม้ เรือนไม้มีเพียงหนึ่งห้องนอนกับโถงใหญ่ ช่างเรียบง่ายยิ่งนัก
ห้องโถงมีชั้นหนังสือมากมายกับโต๊ะหนังสือ อีกฝั่งมีโต๊ะน้ำชากับเก้าอี้เพียงสองตัว เขาเดินไปสำรวจดูคร่าวๆ พบว่าไม่มีคนอยู่นานแล้วหยากไย่และฝุ่นเกาะเต็มโต๊ะเก้าอี้ เดินสำรวจเข้าไปในห้องนอน พบเตียงนอนหนึ่งหลัง โต๊ะเก้าอี้หนึ่งตัว บนโต๊ะมีจดหมายและแหวนหนึ่งวง อี้เหรินเฟิ่งเดินเข้าไปหยิบจดหมายขึ้นมาอ่าน
บนจดหมายเขียนไว้ว่า ถึงผู้มีวาสนา ตัวข้านาม เฉินซ่านเทียน ฉายานาม ดาบประกายแสง ตัวข้าพำนักอยู่ที่นี่เป็ที่สุดท้ายก่อนจะแหวกฟ้าบรรลุเป็เซียน สำหรับผู้มีวาสนาที่สามารถมาพบเจอที่แห่งนี้ ถือว่าเป็ผู้มีดวงชะตาต้องกันข้าจึงขอมอบ สุดยอดเคล็ดวิชาเพลงดาบสุญตาไว้ เพื่อหวังจะไห้สุดยอดวิชาดาบคงอยู่บนโลกนี้ต่อไป . . .
อี้เหรินเฟิ่งอ่านจดหมายจบก็หยิบแหวนขึ้นมาดูพอกรอกพลังเข้าไปเจาก็ทำการสำรวจภายในแหวนมิติว่าจะพบสิ่งไดบ้าง ภายในแหวนมิติ มีเพียงหยกิญญาที่ใช้บรรจุเคล็ดวิชาเท่านั้น
อี้เหรินเฟิ่งเห็นดังนั้นก็ไม่เกรงใจหยิบหยกิญญาขึ้นมาแตะที่หน้าฝาก ถ่ายพลังเข้าไปเล็กน้อยสุดยอดเคล็ดวิชาที่บรรจุอยู่ภายใน ก็ไหลเข้ามาในสมองของเขาอย่างแปลกประหลาดสักพักก้อนหยกก็หายไป อี้เหรินเฟิ่งตกอยู่ในอาการตระหนักรู้ รีบนั่งลงหลับตาทำสมาธิ จิตใจจมจ่อมอยู่กับเคล็ดวิชา