‘แก๊ง แก๊ง แก๊ง’ เสียงเคาะซี่กรงดังขึ้น
“โอยย ยังเช้าอยู่เลย เอะอะทำไมเนี่ย” เซนผู้ฝืนหลับในโรงนากลิ่นขมคอ ได้ถูกใครบางคนบังคับให้ตื่น
ไทก้าวางขวานประจำตัวด้ามั์ไว้หน้ากรง แล้วเปิดประตูเข้าไปในนั้น เพื่อเอาเชือกมัดพันธนาการ โดยมัดที่ข้อมือไพล่ด้านหน้า และข้อเท้าทั้งสองข้างของเซน ซึ่งได้ถูกมัดแยกกันระยะห่างประมาณหนึ่งศอก การมัดของไทก้านั้นหายห่วงเพราะเป็เงื่อนพิเศษที่มีแต่ผู้ชำนาญการระดับสูงอย่างเขาเท่านั้นที่รู้วิธีมัดและคลายมัน
“โอ๊ยยย ยอมทุกอย่างแล้ว ยังจะต้องมัดอะไรกันอีกล่ะพ่อคุ๊ณ” เซนไม่ได้ขัดขืนอะไร แม้จะหงุดหงิดเล็กน้อยที่ยังไม่หายเหนื่อยล้าจากเมื่อคืนยังต้องมาโดนมัดอีก แต่เขาคิดว่าโชคยังดีที่ไม่ถูกมัดมือไพล่หลัง
“ไปได้แล้ว ข้าเหม็นอึจะแย่” ไทก้าทั้งไอ ทั้งอุดจมูกเมื่อได้เข้าใกล้เซนมากๆเข้า
--ตูก็เหม็นว้อย เหม็นทั้งคืนเลยด้วย
“อรุณสวัสดิ์ นายชีเปลือย” เวลม่าแซวพร้อมโยนขนมปังก้อนหนึ่งสำหรับอาหารเช้าก่อนออกเดินทาง และวางรองเท้าหูนีบที่ทำจากฟางแบบง่ายๆไว้ที่ปลายเท้าของเซน
“นี่ อย่ามาเรียกฉันยังงั้นนะ ฉันใส่เสื้อผ้าแล้วไม่เห็นรึไง” เซนรับขนมปังไว้แต่โดยดี
“เชอะ จนป่านนี้ขอบคุณซักคำยังไม่มีเลย” เวลม่าทำสีหน้างอน พร้อมยกกระเป๋าที่ใส่อุปกรณ์สะพายหลังตัวเอง
“ก็ตอนนั้นฉันยังพูดกับเธอไม่รู้เื่นี่” เซนหยิบรองเท้าหูหนีบที่เวลม่าให้มาสวมใส่
“ตอนนี้ก็รู้เื่แล้วนี่”
“อะ อื้อ…ขอบใจละกันนะ”
“เก่งมาก เด็กดี”
“เลิกล้อเล่นกันซักที ไปกันได้แล้วทั้งคู่น่ะ” ไทก้ายังคงพูดและพ่นลมหายใจออกอยู่เรื่อย เพราะกลิ่นเหม็นอึหมักตลอดทั้งคืนของเซน
“ฉันล่ะเบื่อการเดินทางกับพี่ไทก้าจริงๆเล้ย ไม่มีอารมณ์ขันซักนิด”
--ฉันล่ะเบื่อทั้งคู่นั่นแหละเฟ้ย ไว้สบโอกาสฉันคงต้องหาโอกาสหนีซะแล้วล่ะมั้ง
เซนคิดหาจังหวะหนีเอาตัวรอดเป็ลำดับแรก พลางเคี้ยวขนมปังฝืดๆกลืนยากไปด้วย แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรกิน
ทีมเฉพาะกิจสามคนได้ออกเดินทางมุ่งเข้าสู่ป่าทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน โดยมีไทก้าเดินนำเพื่อไปยังจุดหมายปลายทาง นั่นคือการเก็บกุหลาบสนนั่นเอง
“แอลเอมันเป็ยังไงเหรอ?” เวลม่าที่เดินรั้งท้ายอยู่ได้เอ่ยถามเซนที่เดินอยู่ตรงกลางขบวน
“หา?”
“ก็นายบอกว่ามาจากแอลเออะไรนั่นน่ะ ฉันอยากรู้ว่ามันเป็แบบไหน เจริญสู้ในเมืองเราได้รึเปล่า”
เซนมองไปที่ชุดพะรุงพะรังที่เต็มไปด้วยมีดสั้นที่ซ่อนอยู่ตามจุดต่างๆบนเสื้อผ้าของเวลม่า
“ฉันยังไม่เห็นแวดล้อมในเมืองก็ยังตัดสินไม่ได้หรอก แต่ถ้าจากเสื้อผ้าแล้ว ที่ที่ฉันจากมามันก็เอ่อ...รายละเอียดน้อยกว่านี้เยอะเลย” เซนพยายามระมัดระวังคำพูดให้ไม่รู้สึกดูแคลนฝ่ายชาวเผ่า “เทียบกันแล้วเสื้อผ้าของคนในเมืองเฮเลน่า ก็ถือว่าพะรุงพะรังพอสมควรนะ”
“พะรุงพะรังงั้นเหรอ” เวลม่ามองขึ้นฟ้าและเอาปลายนิ้วชี้จิ้มไปที่ฝีปากตัวเอง พลางคิดหาเหตุผลบางอย่างมาอธิบาย “แต่มันก็ใช้ประโยชน์ได้หลายส่วนนะ พวกอาวุธลับอย่างเช่นมีดสั้นฉันก็เหน็บไว้ได้ทุกซอกทุกมุมเลย”
“ที่ที่ฉันอยู่ไม่ต้องใช้อาวุธบ่อยๆจนถึงขั้นต้องพกหรอกนะ”
“แล้วนายจะเสียใจที่ไม่พกอาวุธติดตัวไว้ซะบ้าง”
“งั้นเหรอ แต่ฉันไม่ยักกะคิดยังงั้นแฮะ” เซนไม่คิดอะไรมากมาย เพราะภารกิจวันนี้ก็แค่หาพืชพรรณชนิดหนึ่งที่เขาไม่เคยเห็นเพื่อสร้างความเชื่อใจกับบ้านของเวลม่าเท่านั้น
‘แซ่ก แซ่ก’
“ชู่ววว เงียบๆ” ไทก้าสั่งทุกคนหยุดเดินกระทันหัน ทันทีที่ได้ยินเสียงแปลกปลอม
แม้เ้าล่ำจะมีรูปร่างที่บึกบึนเกินชายชาตรีมาตรฐานที่เซนเคยพบไปสักนิด แต่ก็ต้องยอมรับว่าไทก้ามีทักษะการย่องที่เบามากจริงๆ ไม่มีแม้แต่เสียงเหยียบหญ้าทั้งที่น่าจะมี
ไทก้าเยื้องย่างไปที่พุ่มไม้ที่น่าสงสัยพุ่มหนึ่ง พร้อมเงื้อขวานด้ามโตประจำตัวขึ้นเหนือศีรษะ
ทันทีที่ได้ยินเสียงพุ่มไม้ขยับอีกครั้ง ก็มีตัวอะไรบางอย่างความสูงเท่าหัวเข่าของไทก้า กลิ้งหลุนๆลอยอยู่กลางอากาศเล็กน้อย จนมองไม่เห็นหน้าตาของมันได้ชัดเจนนัก
“ย้ากก!!” ไทก้าฟาดขวานลงพื้นด้วยมือทั้งสองข้าง ความรุนแรงเรียกได้ว่าถ้ามีสิ่งมีชีวิตอะไรสักอย่างโดนเข้าไปเต็มๆรับรองว่าอย่างน้อยต้องผ่าเป็สองซีกแน่ ดีไม่ดีอาจจะสภาพเละจนดูไม่จืด
แรงกระแทกของขวานที่ไทก้าฟาดนั้นมากพอที่จะเกิดเป็พื้นดินแข็งๆแตกออกเป็รอยแยกทางตรงคดเคี้ยวเล็กน้อยเป็แนวยาวประมาณสามเมตรกว่า ขนาดที่ว่าพื้นดินที่เวลม่าและเซนยืนอยู่ห่างออกไประยะประมาณห้าเมตรยังสั่นจนฝ่าเท้ารู้สึกได้
‘ฝลุบ’ เ้าตัวเล็กที่พยายามกลิ้งหนี ได้ตกลงไปในหลุมรอยแยกนั้นทั้งที่ยังกลิ้งอยู่
ไทก้าสับขวานด้านหนึ่งลงพื้นเพื่อให้ตั้งอยู่ได้โดยไม่ล้ม
“จ๊ากกก ผมเอง พี่ไทก้า!” เสียงเอะอะแหลมดังออกมาจากในหลุม
“อา เห็นกลิ้งท่าทุเรศแบบนั้น ก็มีแต่เ้าคนเดียวนี่แหละคูก้า” เขารู้ดีอยู่แล้วว่าเป็น้องเล็ก จึงตั้งใจไม่ให้ฟาดขวานลงไปโดน “ทีหลังโผล่แบบนี้อีกข้าจะเฉาะหน้าผากเ้าเข้าสักวัน”
เซนพูดไม่ออก ได้แต่ยืนเหวออ้าปากค้าง และตัวเกร็งจนตัวสั่นกับภาพความป่าเถื่อนที่เห็นทั้งหมด
“ไม่มีอะไรหรอกน่า พี่น้องเขาหยอกกันเล่นน่ะ” เวลม่ายิ้มอย่างสดใสเพราะเป็เื่ปกติสำหรับเธอจริงๆ “ตามมาจนได้นะเ้าตัวแสบ!” เธอพูดพร้อมยีมะเหงกลงไปที่หัวเ้าน้องชายจอมกลิ้ง
“โอ๊ย” เซนโดนตัวอะไรบางอย่างชนที่น่องด้านหลังจนเขาล้มก้นจ้ำเบ้าทันที โดยเ้าเงานั้นมีมวลร่างกาย และวิธีการเคลื่อนไหวคล้ายคูก้าเมื่อสักครู่ หากแต่เร็วกว่า และรู้สึกได้ถึงความเจ็บจนเขาล้มหงายท้องไม่เป็ท่า
“อ๊ะนั่น!” เวลม่าชี้ไปที่เ้าสัตว์ความเร็วสูงนั่น ซึ่งมุ่งตรงไปยังหัวของคูก้าที่เพิ่งโผล่พ้นหลุมได้ไม่เท่าไหร่ ไม่ว่าจะดูยังไงก็ต้องชนหัวเ้าเด็กแสบเต็มๆแน่นอน
‘เปรี้ยง’ เ้าสัตว์ผู้โชคร้ายตัวนั้นขาดสะบั้นด้วยท่าขวานเสยจากล่างขึ้นบนของไทก้าเพียงครั้งเดียว เฉี่ยวหน้าของเ้าเด็กแสบคูก้าที่กำลังอ้าปากค้างไปเพียงไม่กี่นิ้ว
“โห เ้าโบอาโกลิ่นแบ่งออกเป็สองซีกเลยแฮะ” เวลม่าพูดด้วยสีหน้าประทับใจความสามารถพี่ชาย
เซนเห็นสังเกตว่าตัวโบอาโกลิ่นมีลักษณะหน้าหมูมีเขี้ยวคล้ายหมูป่า ผสมกับเกล็ดแข็งตามร่างกายส่วนบนคล้ายตัวลิ่นจากโลกของเขา ไม่ว่าจะในแง่การป้องกันหรือการโจมตี ถ้าเทียบกับหมูป่าปกติแล้ว เ้านี่ดูเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด แต่ไทก้าใช้เวลากำราบมันเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น
“เฮ่อ เราก็ออกมาไกลกันแล้วซะด้วย ไปส่งเ้าเปี๊ยกตอนนี้ก็มีแต่รังแต่จะเสียเวลาแฮะ” ไทก้าพูดด้วยความเบื่อหน่ายที่แผนเปลี่ยน พลางมัดชิ้นส่วนซากของโบอาโกลิ่นด้วยเชือก แล้วสะพายขึ้นหลังอย่างชำนาญ
“ไม่เป็ไรพี่ไทก้า ฉันดูแลเ้าเปี๊ยกนี่เอง เด็กอะไรติงต๊องชะมัด”
“เย้ ผจญภัยก๊านนน!” เ้าตัวแสบเย้วๆคนเดียวอยู่ในหลุมที่ไทก้าใช้ขวานขุดไว้
“เห็นมั้ย ฉันบอกแล้วว่านายจะเสียใจที่ไม่พกอาวุธ” เวลม่ายิ้มเยาะพลางหยิบมีดเล่มเล็กๆเล่มหนึ่งใส่กระเป๋าเสื้อของเซนเป็การปลอบใจ
“ต่อให้ฉันพก ใครจะไปทำอย่างเ้ากล้ามปูนั่นได้ล่ะฟะ!”
จากทีมสามคน ในที่สุดก็เพิ่มมาอีกหนึ่งคนด้วยความจำเป็ ทุกคนต่างก็มุ่งหน้าต่อโดยมีไทก้าเดินนำอยู่ในระยะสามเมตร แน่นอนว่าถ้าทุกคนเผลอลดความเร็วลงเมื่อไหร่ ไทก้าก็พร้อมที่จะเดินห่างไปเกินสามเมตรเสมอ
ผู้นำขบวนกล้ามปูทำมือป้องสายตา แล้วแหงนหน้ามองพระอาทิตย์
“หืม เที่ยงวันแล้วนี่ พวกเราพักกันก่อนดีกว่า” ไทก้าพูดพลางกวาดสายตาหาที่ร่ม
“กราบขอบพระคุณเป็อย่างสูง” เซนที่เหนื่อยล้ากว่าใครเพื่อนจากการแทบไม่เคยออกกำลังกายในชีวิตเมือง บัดนี้ผลลัพธ์ของความอ่อนแอได้สำแดงผลแล้วโดยการลิ้นห้อย
ไทก้าเดินนำทุกคนไปยังร่มไม้ต้นหนึ่งที่ไม่สูงมากนัก แต่ให้ร่มเงาจากใบไม้ที่กว้างมาก แน่นอนว่าเซนไม่รู้จักว่ามันคือต้นอะไร แต่อะไรก็ยังไม่สำคัญเท่ากับการได้หยุดพักจากการเดินทางบ้าง เขาจึงล้มตัวลงนอนทันทีที่ได้เข้าร่ม
ระหว่างที่เซนนอนพักในร่มอย่างเหนื่อยล้า เขาเหลือบมองไปเห็นไทก้าที่เอาเศษใบไม้และกิ่งไม่เล็กๆมากองรวมกัน แล้วใช้หินก้อนชนิดหนึ่งขูดเข้ากับขวานั์ของเขาเพื่อให้เกิดประกายไฟที่เยอะมาก มันพวยพุ่งพอๆกับการเชื่อมเหล็กในโลกของเซน มีคนรับหน้าที่เขี่ยไฟและใส่ฟืนชิ้นใหญ่ขึ้นเรื่อยๆโดยพี่น้องอีกสองคน เขาแอบคิดว่ามีอะไรที่ขวานั์นี่มันทำไม่ได้บ้างนะ แล้วเ้ากล้ามปูนี่ก็พึ่งพาได้ไม่ใช่น้อย แถมยังใจดีกับพี่น้องซะอีก ทำให้เซนหมดความอยากที่จะหนีไปแล้วโดยที่เขาไม่รู้ตัว
กลิ่นหอมของโบอาโกลิ่นย่างในมื้อกลางวัน ที่เซนผู้หิวโหยคาดหวังว่ามันจะเข้าท่ากว่าขนมปังฝืดๆในมื้อเช้า เขาเขมือบคำโตเป็คำแรก แล้วก็พบว่ารสชาติฝืดพอๆกันจนเกือบต้องคายออกมา แถมยังมีกลิ่นคาวแรงมาก แต่ทุกคนในวงทั้งไทก้า เวลม่า และคูก้าก็กินเนื้อโบอาโกลิ่นย่างได้อย่างเอร็ดอร่อยจนเขาแอบอิจฉาในรสนิยมของคนบ้านนี้
นี่อาจจะเป็ข้อเสียของการอยู่ในเมืองเจริญอีกอย่างหนึ่งของเซน ทำให้เขาไม่เคยรับรู้ว่าอาหารที่ไม่ปรุง และไม่ผ่านกรรมวิธีที่ซับซ้อนอะไรเลยมันกระเดือกได้ยากขนาดไหน แม้เขาจะหิวมากก็ตาม
“คราวหน้าให้ฉันทำอาหารบ้างนะ” เซนขอเสนอตัวทั้งที่ไม่ได้เป็คนทำอาหารเก่งมาจากไหนนักหรอก แต่อย่างน้อยก็ยังเคยใช้เกลือ ใช้พริกไทยเพื่อเพิ่มรสชาติบ้าง
“แก๊ซ! แก๊ซ!”
--อ๊ะ เสียงนี้คุ้นๆ
เซนลุกขึ้นและทิ้งเนื้อลงพื้นทันที
“เฮ้ย เสียดายของนะเ้าบ้า ของอร่อยๆทิ้งได้ไง” ไทก้าของขึ้นทันทีที่เห็นพฤติกรรมมักง่ายของเซน
“ชู่ววว ฉันว่าฉันได้ยินเสียงคุ้นเคยแฮะ”
สัตว์ตัวกะเปี๊ยกหน้าตาเหมือนนกแก้วผสมเมียร์แคตปรากฏตัวอีกครั้งให้เซนได้เห็น แต่เขายังไม่แน่ใจว่าใช่ตัวเดิมที่คุ้นเคยตอนที่เขาวิ่งหนีจนใบตองหลุดรึเปล่า
“อ๋อ ไอ้เปี๊ยกนั่นตัวเมียร์คีธ ไม่มีอะไรหรอก มันแค่ได้กลิ่นอาหารน่ะ” เวลม่ายิ้มเยาะเซน
เ้าเมียร์คีธตัวเล็กที่กำลังค่อยๆแทะเนื้อย่างติดกระดูกที่เซนทำหล่นเมื่อสักครู่ เป็ภาพที่ช่างดูน่ารัก จนเ้าตัวแสบของแก๊งอย่างคูก้าเอาเนื้อของตัวเองยื่นให้กินพลางลูบหัวไปด้วย
--ฉันว่าฉันก็คุ้นการเพลิดเพลินกับความน่าเอ็นดูของเ้าตัวเล็กนี่นะ
‘ตึง ตึง ตึง ตึง’ เสียงฝีเท้าขนาดใหญ่ สั่นะเืพื้นที่ทุกคนนั่งพักกลางวันกันอยู่
เงาของเ้าตัวเมียร์คีธขนาดั์สูงใหญ่กว่าไทก้าถึงสองเท่า ที่คาดว่าน่าจะเป็แม่ของมันได้โผล่ออกมาเหยียบกองไฟครั้งเดียวดับ
“แก๊ซซซซซซซ!!” เสียงขู่ฝ่อดังขึ้นหลายเท่าตัว จนไทก้าต้องทิ้งเนื้อย่างใช้มืออุดหู
เมียร์คีธตัวแม่ก้มหัวลงมาจ้องหน้าเซนให้เห็นชัดๆ แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน
“ตัวนี้มันไอ้เ้าเบิ้มตัวเดิมเลยนี่หว่า!”