ตอนที่ 175 เบรกอร์
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ท่าทางอันหยิ่งยโสนั้นทำให้เดม่อนที่ยิ่งใหญ่รู้สึกขุ่นเคืองเป็นอย่างมาก ในสายตาของมันสิ่งมีชีวิตจากต่างโลกที่อยู่อีกฟากหนึ่งของประตูนั้นเป็นเผ่าพันธุ์ที่เล็กจ้อยไม่ควรค่าที่จะเจรจา แต่สิ่งมีชีวิตชั้นต่ำตนนี้กล้าที่จะผยองต่อหน้ามัน
ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่กลัวตายเสียจริง
“เจ้ากล้ามากที่ขโมยพลังสปีริตในดินแดนของข้า เป็นเพียงเผ่าพันธุ์อันกระจ้อยร่อยกล้าที่จะเหิมเกริมต่อหน้าข้าอย่างนั้นหรือ?” มอนสเตอร์ยักษ์ในร่างมหึมาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่โหดเหี้ยมดุทรราช มิติทั้งมิติราวกับจะตอบรับในเสียงของเขา
ความจริงแล้วภาษาที่เดม่อนตนนี้ใช้พูดคุยไม่ใช่ภาษาของมนุษย์ ซึ่งเฟิร์สเองก็ไม่รู้จักภาษานี้ แต่เขากลับสามารถเข้าใจได้ด้วยการสื่อสารทางวิญญาณ
เนื่องจากวิญญาณเป็นสากลโลก ยิ่งเฟิร์สมีโลกเพลิงสีเงินที่สามารถทำอะไรก็ได้ในโลกนั้นแล้ว ทำให้เขาสามารถเข้าใจคำพูดที่เดม่อนตรงนั้นสื่อสารมาผ่านทางดวงวิญญาณและเข้าใจมันได้
ซึ่งนี่ก็ไม่ต่างไปจากความสามารถเทเลพาธีมากนัก
แม้คำพูดของเดม่อนเบรกอร์จะดูดุดันและโหดเหี้ยม แต่ถึงอย่างนั้นเฟิร์สก็ยังคงเรียบสงบเหมือนดังเริ่มแรก เขาไม่ได้หวั่นไหวไปกับมันเลยแม้แต่น้อย
“อย่าได้คิดว่าท่านสูงส่งกว่าข้า หากท่านยังไม่รู้ว่าเบื้องหลังของข้าเป็นใคร ท่านบอกว่าข้าเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตอันเล็กจ้อย แต่หากท่านอยู่ต่อหน้าเบื้องหลังของข้าท่านก็ไม่ต่างไปจากมดปลวกเช่นกัน” เฟิร์สกล่าวด้วยท่าทีที่สบายๆ เขาดูผ่อนคลายเป็นอย่างมาก
แม้ว่าเฟิร์สจะไม่รู้ว่าสิ่งมีชีวิตหลากโลกาท่านนั้นเป็นใคร แต่สถานการณ์ในตอนนี้เขาต้องอ้างชื่อคนคนนั้นออกไป
โดยที่ไม่รู้เลยว่าการกระทำนี้เป็นการลบหลู่สิ่งมีชีวิตหลากโลกาเพียงใด
หากเป็นสิ่งมีชีวิตหลากโลกาท่านอื่น เฟิร์สอาจถูกทำลายดวงวิญญาณได้เมื่อเอ่ยถึง แต่โชคดีที่สิ่งมีชีวิตหลากโลกาท่านนี้เป็นคนใกล้ตัวของเขาและคนคนนั้นก็ไม่ได้ถือสา เขาจึงไม่ได้รับผลกระทบใดๆ
ทว่าท่าทางของเดม่อนตนนั้นพลันเปลี่ยนไปทันที ดวงตาของมันหรี่แคบลง อารมณ์ในดวงตามีความสงสัย
“หืม ... เจ้าคิดว่าคนคนนั้นของเจ้ายิ่งใหญ่มากหรอ?”
ตอนนั้นเองดวงตาของเดม่อนบรากอร์ก็เปลี่ยนเป็นเหี้ยมเกรียมในทันที
“เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตอันกระจ้อยร่อยเท่านั้น กล้าที่จะพูดจาข่มขู่ข้าอย่างนั้นหรอ? หากสิ่งมีชีวิตเบื้องหลังของเจ้านั้นแน่จริง ก็ ...”
ตอนนั้นเองร่างจริงของเบลกอร์ก็รู้สึกเย็นวูบไปทั้งร่าง
ทั้งกายและวิญญาณนั้นสั่นเทาอย่างไม่รู้ตัว ราวกับมีแรงกดดันที่ทำให้รู้สึกไม่สบายตัวกดลงมา แรงกดดันนี้เหมือนฟ้าถล่มกดมาที่ร่าง ทำให้จิตวิญญาณ จิตสำนึก ทุกอย่างในร่างกายถูกแยกออกในฉับพลัน จนต้องหยุดคำพูดที่เกินเลยนี้ไป
เขาไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ ก็รู้สึกแบบนี้ขึ้นมา แต่สิ่งที่คิดได้คงจะเกี่ยวข้องกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังสิ่งมีชีวิตอันเล็กจ้อยผู้นี้อย่างแน่นอน
เฟิร์สมองการกระทำของเบรกอร์ทุกรายละเอียด และแน่นอนว่าเขาสังเกตเห็นสิ่งผิดปกตินี้
วินาทีนั้นเองแม้แต่ความคิดของเขาก็ยังหยุดชะงัก
‘หรือว่าสิ่งที่ฉันกล่าวอ้างออกไปจากมีอำนาจที่ยิ่งใหญ่จริงๆ ไม่ใช่ว่าฉันเองก็กำลังรบหลู่ตัวตนนั้นอยู่หรอกหรอ?’ เฟิร์สคิดในใจ
เหงื่อเย็นพลันปรากฏบนใบหน้า เขานั้นเคยพบกับเศษเสี้ยวพลังบางส่วนของสิ่งมีชีวิตหลากโลกามาแล้ว แม้จะเป็นตัวตนที่ตายไปแล้วแต่พลังที่หลงเหลือก็ยิ่งใหญ่เกินพรรณาอยู่ดี
เมื่อเทียบกับเขาในตอนนี้ ตนเองไม่ควรค่าจะเทียบได้กับเศษฝุ่นของตัวตนแบบนั้นด้วยซ้ำ
ขณะเดียวกันนั้นเองเดม่อนเบรกอร์ความคิดก็วิ่งอย่างรวดเร็ว เขาไม่กล้าที่จะเอ่ยคำพูดเพ้อเจ้อต่อไปออกมา
‘ความรู้สึกแบบนี้ ... หรือว่าตัวตนที่อยู่เบื้องหลังคนผู้นี้จะเป็นสิ่งมีชีวิตระดับบรรพชนโบราณ? เขาถึงกับมีบรรพชนโบราณอยู่เบื้องหลังเชียวหรือ? แต่ว่าการแทรกแซงอบิสของผู้อื่นและช่วงชิงพลังสปีริตได้ถึงขนาดนี้ หากมีบรรพชนโบราณอยู่เบื้องหลังก็นับว่าสมเหตุสมผล’ เดม่อนเบรกอร์ขบคิดอย่างรวดเร็ว
ความรู้สึกภายในใจพลันบังเกิดความหวาดกลัวขึ้นมา
สิ่งมีชีวิตระดับบรรพชนโบราณคือสิ่งมีชีวิตในตำนาน แม้แต่เผ่าเดม่อนอันยิ่งใหญ่ก็ยังไม่เคยมีใครไปถึงระดับขั้นบรรพชนโบราณด้วยซ้ำ
ว่ากันว่าบรรพชนโบราณเป็นสิ่งมีชีวิตปกครองโลก ภายในร่างมีจักรวาลที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งสามารถแสดงพลังบดขยี้สรรพสิ่งได้เพียงแค่นึกคิด
ตอนนั้นเองเดม่อนเบรกอร์ก็ไม่กล้าที่จะหยิ่งผยองอีกต่อไป ท่าทางของเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ในดวงตามีความเป็นมิตรมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้มีความคิดที่จะศิโรราบต่อสิ่งมีชีวิตกระจ้อยร่อยตรงหน้านี้อยู่ดี
แม้อีกฝ่ายจะสามารถต้านทานการโจมตีของเขาเอาไว้ได้ แต่ต้องรู้ไว้ว่าร่างจุตินี้สามารถรองรับพลังแค่หนึ่งในร้อยของเขาเท่านั้น หากร่างจริงของเขาอยู่ที่นี่ เพียงหายใจแรงๆ อีกฝ่ายที่อยู่ตรงหน้านี้ก็สามารถดับดิ้นได้แล้ว
“เจ้ามีธุระอะไรกับข้า?” เบรกอร์ยังคงมีท่าทีที่ขึงขัง
การที่เขาเจรจากับอีกฝ่ายก็ถือว่าเป็นการไว้หน้ามากแล้ว
เฟิร์สที่ได้ยินดังนั้นดวงตาจึงเบิกกว้างขึ้นมา ในดวงตามีความรู้สึกยินดีอย่างลิงโลด
“ทำไมพวกท่านถึงได้รุกรานโลกของฉัน?” เฟิร์สไม่ได้บอกจุดประสงค์ของเขาในทันที แต่เขาต้องการแก้ไขปัญหาอย่างถาวรให้กับโลกของเขามากกว่า
หากเขาสามารถรู้เงื่อนงำในข้อนี้ได้ บางทีเขาอาจจะทำให้โลกปลอดภัยจากการรุกรานก็ได้
ทว่าตอนนั้นเองร่างอันมหึมาก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้าเรียกดาวเคราะห์ดวงเล็กๆ นั้นว่าโลกอย่างนั้นหรอ? สถานที่เล็กจ้อยเช่นนั้นยังไม่คู่ควรพอที่จะเรียกว่าโลกได้”
เฟิร์สไม่ได้มีความรู้สึกใดๆ ต่อคำพูดที่เย้ยหยันนี้
“ท่านจะตอบข้าได้หรือยัง?”
“เหอะ ... สถานที่ที่เจ้าอยู่ก็เป็นแค่ดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในจักรวาลเท่านั้น เพราะดาวของเจ้าอ่อนแอและมีสิ่งมีชีวิตที่เป็นทรัพยากรบ่มเพาะที่ดียังไงล่ะ ข้าไม่รู้ว่าเจ้าต้องการถามคำถามไร้สาระนี้ทำไม?”
หลังจากที่ได้ยินคำพูดนี้ เฟิร์สก็อดรู้สึกไม่ได้ที่จะเห็นด้วยกับคำพูดของอีกฝ่าย
บนเส้นทางการบ่มเพาะ ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะสามารถเรียกได้ว่ามันคือความยุติธรรม
กฏแห่งป่านั้นสามารถใช้ได้กับทุกโลก
เพราะดาวโลกของเขาอ่อนแอจริงๆ จึงได้ตกเป็นเหยื่อของเผ่าเดม่อน
เฟิร์สไม่รู้ว่าตัวตนข้างหน้านี้มีความแข็งแกร่งมากเท่าใด แต่สิ่งที่เขารู้คือคนคนนี้ย่อมแข็งแกร่งกว่าเดม่อนที่เขาเคยเจออย่างแน่นอน
“ฉันต้องทำยังไงถึงไม่ให้พวกคุณมาบุกรุกดาวเคราะห์ของฉัน ฉันเชื่อว่าการบ่มเพาะของพวกคุณย่อมต้องไม่ได้มีเพียงดาวเคราะห์ของฉันที่ถูกรุกราน?” เฟิร์สไม่ต้องการที่จะอ้อมค้อม พวกเขาไม่ใช่สหายกัน
คำถามของเฟิร์สทำให้เบรกอร์รู้สึกคันยุบยิบในใจ เพลิงโทสะพลันเกิดขึ้นเป็นระลอกๆ แต่ก็ถูกระดับได้จนหมดเมื่อคิดถึงตัวตนที่อยู่เบื้องหลังของสิ่งมีชีวิตเล็กจ้อยนี้
“เจ้าไม่รู้จริงๆ หรอ?” เบรกอร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่เชื่อ ผู้ที่มีเบื้องหลังยิ่งใหญ่ขนาดนั้นทำไมถึงโง่เขลาปานนี้
เฟิร์สส่ายศีรษะไปมาอย่างซื่อๆ เขาจำเป็นต้องอาศัยเหตุการณ์นี้เมื่อตัวตนที่เขากล่าวอ้างยังมีผล
หากเขาเป็นอีกฝ่ายคงจะมีความต้องการสังหารให้ดับดิ้นไปเช่นกัน แต่เขาคิดว่าสิ่งมีชีวิตหลากโลกาที่เขากล่าวอ้างต้องมีพลังที่ไม่ธรรมดา จึงทำให้อีกฝ่ายไม่กล้าที่จะทำอะไรบุ่มบาม
เบรกอร์มีสีหน้าที่จนใจ ความจริงแล้วดาวเคราะห์นั้นก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไรนัก เดิมทีอบิสของเขาก็ร่อนลงดาวเคราะห์ไปทั่วจักรวาลอยู่แล้ว ดาวโลกของเฟิร์สก็แค่หนึ่งในจำนวนเหล่านั้นเท่านั้น
อีกอย่างเขาก็ไม่ต้องการที่จะเกี่ยวข้องกับตัวตนที่มีเบื้องหลังแบบนี้อีกต่อไป เพียงเท่านี้อบิสของเขาก็สูญเสียพลังสปีริตไปเกือบครึ่งหนึ่งแล้ว
นี่คงเป็นความซวยของเขาที่ดึงดูดตัวตนเช่นนี้เข้ามาในอบิสของเขาได้
“เห้อ ... เอาเถอะ ข้าจะบอกเจ้าก็แล้วกัน การที่ดาวเคราะห์ของเจ้าถูกรุกรานนั่นก็เปลี่ยนเพราะกฎเกณฑ์โลกของพวกเจ้าอ่อนแอ กฎเกณฑ์ที่ป้องกันพลังมิติจึงปรากฏช่องโหว่ทำให้อบิสทั้งหลายสามารถร่อนลงยังดาวเคราะห์ของพวกเจ้าได้ ขอเพียงดาวเคราะห์ของเจ้าปรากฏผู้ที่แข็งแกร่งสักหน่อย ปรับปรุงกฎเกณฑ์ให้มั่นคงพอ แค่นี้ก็ไม่มีใครจากต่างมิติรุกรานพวกเจ้าได้แล้ว เว้นเสียแต่ว่าจะมีบางตัวตนร่อนลงยังดาวเคราะห์ของพวกเจ้าด้วยตนเอง” เบรกอร์กล่าวอธิบาย