บทที่ 53 เชื่อฟังหรือไม่?
ลู่เฉิงเฟิงรู้สึกปลาบปลื้มเป็นอย่างมาก ตอนนี้เขาปราบนักษัตรทมิฬได้สี่คนแล้ว อีกไม่นานเขาต้องปราบที่เหลืออีกเจ็ดคนให้ได้
เขาค่อย ๆ เก็บมีดบินและปืน
สาวน้อยตาโตเอามือลูบคอ เธอจ้องมองเขาด้วยสายตาไม่ยอมแพ้
ทันใดนั้นลู่เฉิงเฟิงก็เอื้อมมือไปบีบแก้มปุ๊กปิ๊กของเธอ ดึงไปมาอย่างแรง “ดูจากท่าทางเธอคงไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ งั้นฉันถามอีกครั้งว่าเธอยอมแพ้หรือยัง? ยอมแพ้หรือยัง?”
‘ฮ่า ๆ ๆ แก้มกลม ๆ แบบนี้น่าบีบจริง ๆ ฉันน่ะอยากบีบมานานแล้ว’
สาวน้อยตาโตตีมือของลู่เฉิงเฟิงอย่างแรง “ยอมแล้ว ๆ ฉันยอมแพ้แล้ว ยังไม่พออีกเหรอ?”
ลู่เฉิงเฟิง นวดคลึงบีบแก้มของเธออีกครั้ง ก่อนจะปล่อยมือด้วยความพอใจ
สาวน้อยตาโตนวดแก้มของเธอเบา ๆ ซึ่งตอนนี้แดงเป็นปื้นเพราะถูกเขาบีบ เธอถอยหลังไปสองสามก้าว จ้องมองลู่เฉิงเฟิงด้วยความโกรธ
ลู่เฉิงเฟิงแสยะยิ้มมุมปาก “ฉันว่าแก้มของเธอน่ะ บีบแล้วสบายกว่าบั้นท้ายงูแบล็กแมมบาซะอีก”
ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้น “แม้แต่งูแบล็กแมมบาก็ยังแพ้คุณงั้นเหรอ”
ลู่เฉิงเฟิงพยักหน้า “พรุ่งนี้จะแนะนำให้พวกเธอรู้จัก”
พูดจบ เขาก็หันไปมองอาชาล่าวิญญาณ “นายคอยก่อนนะ ฉันขอจัดการตรงนี้ก่อน”
ลู่เฉิงเฟิงทำความสะอาดรอยเลือดในที่เกิดเหตุ จากนั้นก็ขับรถตู้ที่พวกเขาขโมยมาไปจอดที่มุมหนึ่ง เพราะตรงนี้ไม่มีกล้องวงจรปิดอยู่แล้ว เจ้าของรถมาหาก็คงไม่รู้ว่าใครขโมยไป
ส่วนรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากลูกธนูและมีดบิน เจ้าของก็ซวยไปเถอะ เพราะยังไงพวกเขาก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ
หลังจากทำความสะอาดที่เกิดเหตุเสร็จแล้ว ลู่เฉิงเฟิงก็พยุงอาชาล่าวิญญาณกลับบ้าน สาวน้อยตากลมโตสะพายธนูคันใหญ่เดินตามหลังมา
ลู่เฉิงเฟิงเหลือบมอง “ตัวแค่นี้ แบกธนูอันใหญ่ขนาดนั้นไม่หนักเหรอ”
“ฉันมันตัวเล็กน่ารัก ผู้เฒ่าลั่ว ถึงให้ฉันใช้อาวุธโจมตีระยะไกลแบบนี้ ร่างกายบอบบางแบบนี้ ไม่เหมาะกับการต่อสู้ระยะประชิดหรอก”
“ไม่หรอก เธอเหมาะ”
“อะไรนะ?”
ลู่เฉิงเฟิงมองเธอพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “เธอเหมาะกับการต่อสู้ระยะประชิด ฉันอาจจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเธอด้วยซ้ำ”
สาวน้อยตาโตคิดอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้ากลมเกลี้ยงขาวนวลเป็นสีแดงระเรื่อ แก้มป่องด้วยความงอน ช่างน่ารักเสียจริง
ลู่เฉิงเฟิงเปลี่ยนเรื่อง “ทำไมเธอไม่ใช้ปืนในการโจมตีระยะไกลล่ะ?”
“ที่นี่คือประเทศจีน การควบคุมอาวุธปืนเข้มงวดมาก หาได้ยาก แต่ธนูต่างออกไป ฉันสามารถหักกิ่งไม้ทำเป็นคันธนูใหญ่ได้ทันที หักกิ่งไม้เล็ก ๆ ก็ใช้เป็นลูกธนูได้”
“จริง ๆ แล้วตอนแรกฉันก็ตั้งใจจะใช้ปืน แต่ผู้เฒ่าลั่วไม่อนุญาต บอกว่าปืนใช้ได้แค่ชั่วคราว ต่อไปจะใช้ไม่ได้แล้ว ฉันก็ไม่รู้ว่าหมายความว่าอะไร”
ลู่เฉิงเฟิงยิ้ม “ไอ้แก่บ้านี่ก็แบบนี้แหละ พูดจาเพ้อเจ้อ”
กลับถึงบ้าน ลู่เฉิงเฟิงพยุงอาชาล่าวิญญาณให้นั่งบนโซฟา “นายรอแป๊บนะ ฉันจะไปเอากล่องยา”
พยัคฆ์โลหิตได้ยินเสียงเดินออกมา
มองดูอาชาล่าวิญญาณ แล้วมองดูสาวน้อยตาโต จากนั้นจึงส่งสายตาเป็นคำถามให้ลู่เฉิงเฟิง
“ขอแนะนำให้รู้จัก นี่คืออาชาล่าวิญญาณ ส่วนเธอคือกระต่ายนักล่า”
พยัคฆ์โลหิตเบิกตากว้างอย่างตื่นตะลึง
ลู่เฉิงเฟิงยิ้มแล้วกล่าวแนะนำว่า “ผู้นี้คือพยัคฆ์โลหิต”
อาชาล่าวิญญาณและสาวน้อยตาโตก็ตกตะลึงเช่นกัน พวกเขาไม่คิดว่าแม้แต่พยัคฆ์โลหิตก็ยังถูกปราบโดยลู่เฉิงเฟิง
ลู่เฉิงเฟิงกลับไปที่ห้องและนำกล่องยาออกมา
พวกเขาล้วนเป็นคนที่คุ้นเคยกับการต่อสู้ การบาดเจ็บเป็นเรื่องปกติ การห้ามเลือดและเย็บแผลจึงเป็นเรื่องง่ายดาย
พยัคฆ์โลหิตมองดูลู่เฉิงเฟิงทำแผลให้อาชาล่าวิญญาณด้วยความสงสัย จึงเอ่ยถามว่า “ภารกิจลอบสังหารลู่เฉิงเฟิง ที่แท้พวกเธอก็เป็นคนรับมางั้นเหรอ?”
กระต่ายนักล่าพยักหน้าด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย “พวกเราไม่รู้ว่าเขาเป็นมังกรสะเทือนเวหา ผลสุดท้ายพวกเราก็เลยเสียรู้ แถมเขายังเล่นไม่ซื่อ หลอกพวกเราว่าเขาเป็นพยัคฆ์โลหิต แล้วก็อาศัยจังหวะที่พวกเราเผลอเล่นงานพวกเราน่ะสิ”
พยัคฆ์โลหิตพยักหน้าเห็นด้วย “เหมือนกันเลย เขาน่ะเจอกับงูแบล็กแมมบาทุกวันแท้ ๆ แต่งูแบล็กแมมบายังไม่รู้เลยว่าเขาเป็นมังกรสะเทือนเวหา พวกเราก็เลยเสียรู้เขาเต็ม ๆ ไร้ยางอายจริง ๆ”
“ใช่แล้ว เขายังเป็นพวกคนลามกอีกต่างหาก”
สีหน้าของพยัคฆ์โลหิตแข็งค้างไปครู่หนึ่ง “เขา... เขาลวนลามเธองั้นเหรอ?”
“อืม เขาบีบแก้มฉัน”
พยัคฆ์โลหิตเต็มไปด้วยจุด ๆ บนหน้าผาก ‘บีบแก้มแค่นี้เรียกว่าลวนลาม?’
เมื่อลู่เฉิงเฟิงช่วยทำแผลให้อาชาล่าวิญญาณเสร็จ ก็ชำเลืองมองพวกเขาด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย “เฮ้! พวกนายไม่คิดว่าทำแบบนี้มันโจ่งแจ้งเกินไปเหรอ ฉันยังอยู่ตรงนี้นะ เวลาพวกนายจะพูดถึงฉันในแง่ลบ ไม่ควรจะระวังหน่อยเหรอ?”
สาวน้อยตาโตทำเสียงฮึในลำคอ แล้วมองลู่เฉิงเฟิงด้วยสายตาประจบประแจง ลูบท้องน้อยแล้วพูดว่า “บ้านนายมีอะไรกินบ้างไหม? ฉันหิวมากเลย”
“มีแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป”
“บะหมี่ก็ได้ อยู่ไหนล่ะ?”
“ตู้ในครัว เดี๋ยวฉันไปหยิบให้”
“ไม่ต้องหรอก ฉันไปเองได้ พวกนายมีใครอยากกินด้วยไหม?” สาวน้อยตาโตถามพลางเดินไปทางห้องครัว
ชายหนุ่มทั้งสามคนส่ายหน้า
ลู่เฉิงเฟิงมองไปที่อาชาล่าวิญญาณ “พวกนายมาถึงเหยียนเฉิงตั้งแต่เมื่อไหร่”
“เมื่อวานซืน” อาชาล่าวิญญาณตอบ
พยัคฆ์โลหิตถามอย่างสงสัย “ทำไมไม่ติดต่อฉันก่อน พวกเราจะได้ร่วมมือกันจัดการเจ้าหมอนี่”
ลู่เฉิงเฟิงมุมปากกระตุก ‘ไอ้คนทรยศนี่ คิดจะร่วมมือกันเล่นงานฉันงั้นเหรอ’
“เดิมทีฉันก็ว่าจะติดต่อนายาอยู่ แต่กระต่ายนักล่าดันติดต่อฉันมาก่อน พวกเราคิดว่าแค่สองคนก็น่าจะรับมือกับมังกรสะเทือนเวหาได้แล้ว ใครจะไปคิดล่ะ” อาชาล่าวิญญาณส่ายหน้า พูดด้วยน้ำเสียงขมขื่น
“แล้วมีคนอื่นอยู่ในเหยียนเฉิงอีกไหม” ลู่เฉิงเฟิงถาม
อาชาล่าวิญญาณส่ายหน้า “ไม่รู้”
“ถ้ามีใครมาถึงเหยียนเฉิงแล้วติดต่อพวกนายต้องรายงานฉันทันที นี่เป็นคำสั่ง! ในเมื่อพวกนายเลือกที่จะสวามิภักดิ์ ก็ต้องเชื่อฟังฉัน”
“ไม่มีปัญหา” พยัคฆ์โลหิตตอบตกลงทันที ก่อนจะยื่นมือออกมา “ห้าล้านเป็นค่าปิดปาก ไม่งั้นพวกฉันไม่รับประกันนะ ว่าจะไม่เอาเรื่องของนายไปบอกคนอื่น”
ลู่เฉิงเฟิงค่อย ๆ ดึงมีดบินออกมาหนึ่งเล่ม แล้ววางลงในมือของพยัคฆ์โลหิต เขาหรี่ตาถามว่า “ฉันคิดว่าในเมื่อเป็นการปิดปาก ก็ควรจะปิดให้สนิทหน่อย นายว่าใครเป็นคนที่เก็บความลับได้ดีที่สุดล่ะ?”
สีหน้าของพยัคฆ์โลหิตเกร็งไปเล็กน้อย คนที่เก็บความลับได้ดีที่สุดก็คือคนตายนั่นเอง สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นประจบประแจงทันที เขาหยิบแอปเปิ้ลขึ้นมาลูกหนึ่ง แล้วรีบใช้มีดบินปอกเปลือกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะยื่นให้ลู่เฉิงเฟิง “หัวหน้าครับ ผมล้อเล่นน่ะ เชิญทานแอปเปิ้ลครับ”
อาชาล่าวิญญาณมองพยัคฆ์โลหิตแวบหนึ่ง เผยสีหน้ารังเกียจเล็กน้อย
ในตอนนั้นเอง สาวน้อยตาโตก็เดินออกมาพร้อมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสองถ้วย วางลงบนโต๊ะ แล้ววิ่งกลับไปหยิบมาอีกสองถ้วย
ลู่เฉิงเฟิงยิ้มแล้วพูดว่า “บอกแล้วว่าพวกเราไม่กินนะ”
สาวน้อยตาโตมองเขา “ไม่ได้บอกว่าให้พวกนายกินนี่ นี่ของฉันทั้งหมดเลย”
สีหน้าของลู่เฉิงเฟิงเกร็งค้าง จากนั้นภายใต้สายตาที่ตกตะลึง เขาก็ได้เห็นสาวน้อยตาโตโซ้ยบะหมี่รวดเดียวจนหมด ตามด้วยยกถ้วยซดน้ำซุปจนไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว แล้วก็หยิบอีกถ้วยขึ้นมา
ลู่เฉิงเฟิงได้สติกลับมา จึงถามว่า “พอพวกนายฝึกจนมีพลังนั้นออกมาแล้ว ก็กินจุขึ้นใช่ไหม?”
พยัคฆ์โลหิตและอาชาล่าวิญญาณพยักหน้า จริงอย่างนั้น ตั้งแต่ฝึกลมปราณนั้นออกมา ปริมาณอาหารที่พวกเขากินก็เพิ่มขึ้นหลายเท่า
“ใช่! ใช่!” สาวน้อยตาโตเงยหน้าขึ้น ดูดเส้นบะหมี่เข้าปากอีกสองสามเส้น พูดเสี้ยงอู้อี้ว่า “ฉันกลายเป็นราชินีนักกินไปแล้ว เดิมทีอยากหาแฟน แต่ก็กลัวคนอื่นจะรังเกียจว่าฉันกินจุเกินไป”
ลู่เฉิงเฟิงอดขำไม่ได้ “งั้นต่อไปนี้ฉันเลี้ยงเธอเอง!”
“ดีจริง แบบนี้ฉันก็ประหยัดเงินได้เยอะเลย เยี่ยมไปเลย” สาวน้อยตาโตพูดด้วยความดีใจ
ลู่เฉิงเฟิงถามด้วยความอยากรู้ “หลายปีมานี้เธอก็หาเงินได้เยอะนะ ค่ากินเธอยังประหยัดอีกเหรอ”
“เงินของฉันต้องเก็บไว้สิ เก็บไว้ใช้ตอนแก่ ถ้าทำงานแบบนี้ไม่ได้แล้ว แล้วฉันก็กินเก่งแบบนี้ ถ้าไม่เก็บเงินไว้บ้าง ฉันก็คงต้องอดตายแน่ ๆ “
ลู่เฉิงเฟิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหัวและยิ้มออกมา