สองวันต่อมา
กำหนดการในวันนี้คือ เสิ่นซูฉีต้องพาเสิ่นซัวหยางผู้เป็บุตรชายเดินทางเข้าวังหลวงเพื่อรับตำแหน่งนายอำเภอ คำแรกที่เขาบอกกับบุตรชายที่ได้ไปประจำการอยู่ในพื้นที่ห่างไกลก็คือ มันเป็ประสบการณ์ครั้งใหญ่ ไม่แน่ว่าหากตัวของซัวหยางทำผลงานได้ดี ก็ย่อมมีสิทธิ์ขอกลับมาประจำการภายในเมืองหลวงได้ (ในเมืองหลวงมีหลายอำเภอ) ซึ่งบิดาเช่นเขาจะคอยช่วยอีกแรง “ไปเถอะ ขึ้นรถม้า” ดันร่างบุตรชายที่ใส่ชุดสีขาวสะอาดไปทางรถม้า ในขณะที่ตนเองใส่ชุดประจำตำแหน่งเดินขึ้นรถตามหลังบุตรชายไปโดยไม่หันกลับ
ท้องพระโรง
เสียงถวายพระพรดังแซ่ซ้องกึกก้องไปทั่วท้องพระโรง เมื่อฮ่องเต้หลงจื้อโจวเดินเข้าไปถึง ด้านหลังของพระองค์คือพระอนุชารูปงาม หรือจะกล่าวให้ถูกตามยศศักดิ์ก็คือ ชินอ๋องหลงจางเหว่ยหรือผู้ว่าราชการแทนในปัจจุบัน ข่าวคราวฮ่องเต้ทรงพระประชวรเป็ความจริงที่เหล่าขุนนางต่างมองเห็น ทั้งๆ ที่พระองค์ควรกลับไปนอนพักผ่อนพระวรกาย แต่เพราะสองสามวันมานี้มีการแต่งตั้งขุนนางฝ่ายในและนอกเมืองหลวง แม้จะทรงพระประชวรพระองค์ก็ยังคงฝืนอดทนเดินไปนั่งบนแท่นทองคำเฝ้ามองเหล่าขุนนางมาใหม่เสียอย่างนั้น ส่วนสาเหตุที่พระองค์ทรงอ่อนแอเช่นนี้ เป็เพราะพระองค์ทรงถูกสนมขั้นเหรินวางยาปลุกกำหนัดชนิดสูดดมยามที่กำลังร่วมรัก ยามนั้นฝ่าาถึงกับหมดสติในทันทีเพราะเกิดอาการแพ้ขั้นรุนแรงและกระอักพระโลหิตจนเกือบจะสิ้นชีพ เหตุการณ์นั้นทำให้พระองค์ทรงกลายเป็โรคแข้งขาอ่อนแรงรักษาไม่หาย ความผิดโทษฐานลอบปลงพระชนม์ทำให้สตรีนางนั้นถึงขั้นต้องโทษอยู่ในตำหนักเย็นตลอดชีวิต ข่าวว่าทุกวันนี้ภายในตำหนักนั้นมีแต่เสียงร่ำไห้ทั้งวันทั้งคืน
“ลุกขึ้นได้”
สุรเสียงอันน่าเกรงขามนั้นมิใช่ฮ่องเต้ทรงกล่าว แต่เป็ชินอ๋องผู้นั่งถัดลงมาเป็ผู้รักษาแทน เหล่าขุนนางต่างลุกขึ้นจากการคุกเข่าคำนับและกลับเข้าไปนั่งประจำที่ทางด้านข้าง จะเหลือเพียงบัณฑิตใหม่ร่วมสามสิบคนที่ยังนั่งรวมกันอยู่ตรงกลาง ซึ่งบัณฑิตหลายคนในที่นี้ล้วนมีบิดาผู้เป็ขุนนางอยู่ก่อนแล้ว คอยเฝ้าสนับสนุน “เลขาซือจัดการขานรายชื่อผู้เข้าสอบมาเถิด”
“พะยะค่ะท่านอ๋อง” ซือเหล่าอวิ้นผู้เป็เลขาในวังหลวงลุกขึ้นแล้วยืนอ่านรายชื่อ หนึ่งในนั้นมีบุรุษแซ่เสิ่นร่วมอยู่ด้วย
เสียงขานรายชื่อให้ไปรับตำแหน่งพร้อมกับชุดเสื้อผ้า ดังเข้าสู่โสตประสาท เสิ่นซัวหยางมีความตื่นเต้นจนปิดไม่มิดเพราะตัวเขาเพิ่งจะเคยเข้าวังเป็ครั้งแรก พระพักตร์ของฮ่องเต้และท่านอ๋องเป็เช่นไร ตัวเขามิเคยรู้และเคยเห็น จากที่ฟังท่านพ่อของเขาเคยบอกนั้น ทั้งสองพระองค์คือพี่น้องที่รักใคร่ปรองดองกันมาก อีกทั้งฝ่าาเองทรงมีพระชนมายุเพียงสี่สิบสองชันษา ส่วนท่านอ๋องนั้นอายุน้อยกว่าฝ่าาถึงเจ็ดปี แต่ถึงอย่างนั้น ในสายตาของเสิ่นซัวหยาง ‘ทั้งสองพระองค์ ยังทรงดูอ่อนเยาว์ยิ่งนัก’
“เสิ่นซัวหยาง! ตำแหน่งนายอำเภอขั้นห้า”
เ้าของนามสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะขาน “ขอรับ” และเดินอย่างนอบน้อม ค้อมตัวเข้าไปรับชุดประจำตำแหน่งจากท่านอ๋องหลงจางเหว่ย เสิ่นซัวหยางยื่นมือเข้าไปรับชุดประจำตำแหน่งพร้อมกับกล่าว “ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ”
“เ้าน่ะรึ เสิ่นซัวหยาง” ชินอ๋องทรงทักทายและกล่าวต่อว่า “เงยหน้าขึ้นมาให้ข้าดูหน่อยสิ”
“…” ในความไม่เข้าใจ มาพร้อมกับความสงสัยแต่เสิ่นซัวหยางก็ยังคงเงยหน้าขึ้นมองสบพระพักตร์ หากมองไม่ผิด…ชินอ๋องเหมือนกำลังไม่พอใจกับอะไรบางอย่าง? ‘แต่มันคืออะไร ในเมื่อตัวเขาและพระองค์มิใช่ว่าเพิ่งเคยพบเจอกันครั้งแรกมิใช่รึ?’
“ดีแล้วสินะ เสิ่นซัวหยาง จากที่ข้ารู้มาว่าเ้าคือบุตรชายของเสิ่นซูฉี นายอำเภอขั้นหนึ่งแห่งเมืองหลวงของเรา ข้าจะมอบสมรสให้เ้ากับคุณหนูสกุลซือเป็รางวัล วันพรุ่งนี้ยามซื่อ สมรสพระราชทานนี้จะถึงจวนสกุลซือทันที อย่าลืมเตรียมการไว้ด้วยเล่า ข้ายินดีด้วย” แผ่นป้ายสีทองของสมรสพระราชทานหนึ่งแผ่นถูกส่งไปให้ขันทีด้านข้าง และอีกหนึ่งแผ่นถูกส่งให้กับนายอำเภอคนใหม่ตรงหน้าที่ยังคงนิ่งอึ้ง
°∆° “อะ อะไรนะพะย่ะค่ะ” หัวใจของเสิ่นซัวหยางเต้นแรงด้วยความใ เขารีบหันไปมองเลขาซือทันที ‘จำได้ว่าก่อนหน้านี้ เขากับบิดาเคยเข้าไปเยี่ยมท่านเลขาซือและบุตรสาวเพียงแค่ครั้งเดียว แต่เหตุใดจึงมีสมรสพระราชทานได้!! “กระหม่อม คือ มิชะ”
“จะปฏิเสธไม่รับสมรสพระราชทานงั้นรึ” ชินอ๋องเคาะนิ้วบนแท่นของตนดัง ตึ่กๆ มิใช่ว่าอยากจะกดดันอะไร เพียงแต่อยากเห็นว่าเสิ่นซัวหยางจะทำสิ่งใดมากกว่า อีกอย่างคือ…ยังมิเคยมีใครหาญกล้า ไม่รับ
เสิ่นซัวหยางใบหน้าเคร่งเครียดทันที การขัดราชโองการมีผลเป็อย่างไรตัวเขาย่อมมิอาจรู้ แต่หากจะให้เดาถึงความผิด…คงจะหนักหนาสาหัสจนถึงขั้นปลดตำแหน่งนายอำเภอที่เขาเพิ่งสอบได้ รวมทั้งอาจจะบานปลายไปถึงสกุลเสิ่นที่ต้องร่วมกันรับโทษ สุดท้ายเขาจึงต้องจำใจส่งมือไปรับราชโองการสีทองนั้นก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่ วันเวลาในราชโองการของงานมงคล ตัวเขามิคิดจะสนใจเปิดดูเพราะไม่อยากส่งคนไปสู่ขอสตรีสกุลซือ ‘เื่มาถึงขั้นนี้เสียแล้ว เขากับเย่วซินควรจะทำอย่างไรดีนะ’ หัวคิ้วคมขมวดขรึมอยู่ตลอดเวลาโดยที่เสียงขานรายชื่อผู้ผ่านการสอบคัดเลือกยังคงดำเนินต่อไปไม่หยุด ‘แต่มันช่างน่าแปลกนักที่มิมีบุรุษผู้ผ่านการสอบขุนนางคนใดได้รับสมรสพระราชทานเพื่อตบแต่งฮูหยินเข้าจวนแบบเขา!!’
จวนสกุลเสิ่น
“เหตุใดเลขาซือจึงทำเช่นนี้”