ในห้วงทะเลไร้สิ้นสุด ณเกาะเทพหลักของตระกูลมู่
ร่างกำยำสง่างามของบุรุษหนุ่มยืนหยัดท้าทายอยู่ใต้น้ำตกธารดาราเงินเก้าพันจั้ง
เส้นผมดำขลับดุจน้ำตกปล่อยยาวสยายคลอเคลียไหล่มีภาพนิมิตแห่งการล่มสลายของสรรพสิ่ง และดวงดาราแตกดับหมุนวนอยู่ภายในดวงตาคมลึก
ทว่าทั่วร่างกลับไม่ได้ปล่อยกลิ่นอายใดๆราวกับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับห้วงนภาแห่งนี้
เขาคือมู่เสินฉวนผู้ไม่ได้ลงมือมานานนับสิบปี
“เส้นทางจักรดาราโบราณกำลังจะเปิดแล้วหรือ…”
มู่เสินฉวนทอดสายตาไปยังเบื้องหน้าอันไกลโพ้นพลางพึมพำอย่างแผ่วเบา
เขามิได้ลงมือมานานนับสิบปีเลยไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าระดับพลังของเขาบรรลุถึงระดับใดแล้ว!
สุดปลายทางแห่งจักรพรรดิมีขุมทรัพย์ที่จักรพรรดิมนุษย์ทิ้งเอาไว้
ทว่าสำหรับเขาแล้ว มันช่างไร้สาระสิ้นดี!
คัมภีร์เซียนมหานิรวาณเพียงเล่มเดียวก็เพียงพอให้เขาหยามเหยียดเหล่าศัตรูในอดีต ปัจจุบัน อนาคตและก้าวย่างสู่หนทางของตนเองได้แล้ว
ไม่ต้องอาศัยหนทางแห่งจักรพรรดิของผู้ใด!
พลันนั้นเอง กลิ่นหอมจางๆ โชยมาแต่ไกล
ไม่ได้พบพานกันนานนับสิบปีเหยาซีกลับงดงามผุดผ่องยิ่งขึ้นไปอีก ผมดำสลวยของนางเกล้าขึ้นเป็นมวยประดับด้วยปิ่นปักผมอันงามงด ชุดกระโปรงยาวสีม่วงช่วยขับเน้นร่างอรชรนั้นได้ลงตัว
“ช่วงนี้ ดูเหมือนว่าตงฮวงจะไม่สงบสุขนัก”
“มีเรื่องใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นหรือ?”
เหยาซีกะพริบตา ก่อนไถ่ถามเสียงแผ่ว
“อืม” มู่เสินฉวนพยักหน้า
พลังบ่มเพาะของเหยาซีที่ผ่านมานานนับสิบปีบรรลุถึงระดับกึ่งเซียนขั้นกลางแล้ว
ทว่าจิตสัมผัสยังมิอาจครอบคลุมไปทั่วตงฮวงได้
“เส้นทางแห่งการฝึกตนกำลังจะเปิดออก”
“ผู้แข็งแกร่งนับหมื่นเผ่าพันธุ์จากห้วงดาราต่างๆจะทยอยพากันเข้ามา”
“ให้เวิ่นเซียนไปฝึกฝนเสียหน่อยก็ดี”
มู่เสินฉวนยืนกอดอกไม่ปรากฏร่องรอยยินดีหรือความเศร้าในน้ำเสียง
“อืม ก็ดีเหมือนกัน”
“ข้าจะไปเรียกเขา”
เหยาซีครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ พยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะอันตรธานหายไปจากที่เดิม
……
เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปเหล่าผู้แข็งแกร่งจากห้วงดาราต่างๆ ก็ยิ่งมารวมตัวกันที่ดาวฝังจักรพรรดิมากขึ้นเรื่อยๆ
ในยุคสมัยอันยิ่งใหญ่นี้เหล่าทายาทจากตระกูลต่างๆ ล้วนบรรลุถึงระดับกึ่งเซียนแล้ว
เหล่าเซียนโบราณของแต่ละเผ่าพันธุ์ยังซ่อนตัวในเงามืดอยู่บ้างซึ่งมิอาจคาดเดาได้เลยว่าเป็นผู้พิทักษ์ของทายาทเผ่าพันธุ์ต่างๆ ด้วยหรือไม่
พวกเขาร่อนเร่อยู่บนผืนแผ่นดินของแต่ละแคว้นและสำรวจดาวหรือพิภพโบราณแห่งนี้
กระทั่งสืบเจอบางเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งอยู่บ้างโดยพวกเขาสถาปนาเมืองใหญ่ขึ้นในที่ใดที่หนึ่ง
เชื้อเชิญผู้แข็งแกร่งจากทุกสารทิศมาหารือเพื่อช่วงชิงความเป็นจ้าวแห่งใต้หล้า
ในวันนี้บนเขาศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลจีแห่งแคว้นใต้
แก่นเทพสูงเท่าตัวคนก็พลันระเบิดเสียงเกรียวกราวดึงดูดให้เหล่าผู้อาวุโสของตระกูลจีวิ่งตรงไปยังที่แห่งนั้น
บุรุษหนุ่มผู้สง่างามดุจหยกและมีดวงตาเปี่ยมด้วยความผันผวนของกาลเวลาก้าวเท้าออกมาจากที่นั่น
ร่างของเขาสูงโปร่ง สวมเสื้อผ้าเรียบง่ายดวงตาเฉยเมยทอดลงมองไปยังผู้คนตระกูลจี พร้อมเปล่งเสียงแหบแห้ง
“ตอนนี้เป็นยุคใดแล้ว?”
“ท่านปู่เล็ก!”
“บัดนี้คือช่วงปลายของยุคโบราณ!”
เหล่าผู้อาวุโสตระกูลจีก้มกายลงและตอบรับด้วยความเคารพ
หนึ่งในนั้นคือประมุขคนปัจจุบันของตระกูลจี
เพียงเท่านี้ก็พอจะเห็นได้ว่าชายหนุ่มผู้นี้มีสถานะสูงส่งเพียงใดในตระกูลจี!
กระทั่งเหนือกว่าเหล่าเซียนทั่วไป!
“ยุคโบราณ…”
“ล้านกว่าปีแล้วหรือ…”
จีจื่องึมงำแผ่วเบาดวงตาสลับซับซ้อนสอดส่ายไปยังฟากฟ้าอันไกลโพ้น
ทันใดนั้นแสงสีหลายสายก็พุ่งมาจากผืนแผ่นดินโบราณที่ไม่ไกลนัก!
เป็นคันฉ่องสุญญะหรือคันฉ่องโบราณชนิดหนึ่งซึ่งมันเปี่ยมไปด้วยกระแสพลังของอาวุธจักรพรรดิ
คันฉ่องสุญญะลอยคว้างอยู่กลางอากาศเคียงข้างกายจีจื่อและสื่อความคิดอันชิดใกล้
จีจื่อลูบไล้ลวดลายสลับซับซ้อนบนคันฉ่องแล้วสบถออกมาด้วยความเศร้า
หลังจากถอนหายใจเบาๆเขาก็ก้าวเท้าแล้วหายวับไปพร้อมกับคันฉ่องสุญญะ
……
ณ ขณะนี้บนผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่ของแคว้นใต้
มิรู้ว่าเมื่อใดที่เมืองสูงตระหง่านได้ผุดขึ้นมา
มีแสงสีนับสิบส่องต้องลงมาเป็นครั้งคราวส่งกลิ่นอายอันแข็งแกร่งถึงขีดสุดออกมา
ภายในเมืองมีผู้คนนับพันยืนหยัดอยู่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดของแต่ละเผ่าพันธุ์ในยุคสมัยนี้
หากไม่ใช่บุคคลระดับทายาทจักรพรรดิก็มิอาจย่างกรายเข้ามา!
พวกเขาหารือกันที่นี่เฝ้ารอการเปิดออกของเส้นทางจักรดาราโบราณอย่างเงียบๆ
เหล่าราชันย์อสูรต่างๆ ก็มาเฝ้าคอยทั้งยังปรากฏร่างของผู้สืบทอดของลัทธิเต๋าโบราณด้วย พวกเขามีจำนวนมากมายจนลายตา
ชั่วอึดใจนั้นมีแสงสีเงินหลายสายพุ่งลงมาจากฟากฟ้าอันไกลโพ้น
คือราชันย์เนตรเงินและสิ่งมีชีวิตโบราณรุ่นเยาว์อีกสองตนพวกเขาเพิ่งลงมา จิตสัมผัสอันกว้างใหญ่ก็คลุมไปทั่วทั้งเมืองเหมือนกำลังค้นหาใครบางคน
ในเวลาไม่นานพลังแห่งสายเลือดที่สืบเชื้อสายเดียวกันทั้งสองก็เริ่มผสานรวมเป็นหนึ่ง
สองสายเลือดแห่งเผ่าเนตรสีเงินที่พลัดพรากจากกันนับศตวรรษได้หวนมาพบเจอ
พวกเขาใช้ภาษาเทพบรรพกาลสื่อสารกันบรรพชนทั้งสองในระดับเซียนตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งพูดคุยผ่านจิตกันด้วยใบหน้ากระตือรือร้น
ทว่าเมื่อทายาทเนตรเงินกวาดสายตามองไปยังสิ่งมีชีวิตบรรพกาลรุ่นเยาว์ทั้งสองที่ติดตามมานั้นก็กลับขมวดคิ้ว
สีหน้าของเขาเชิดหยิ่งแล้วเปล่งถ้อยวาจาด้วยภาษาเทพบรรพกาล
“สายเลือดของฝั่งดาราฝังจักรพรรดิตกต่ำถึงเพียงนี้แล้วหรือ?”
"ไม่มีรุ่นเยาว์ผู้ใดบรรลุถึงระดับกึ่งเซียนได้?”
สิ่งมีชีวิตโบราณรุ่นเยาว์ทั้งสองได้ยินดังนั้นใบหน้าก็แดงก่ำอับอายถึงที่สุดพร้อมรีบเถียงทันใด
“มิใช่พวกเราตกต่ำแต่เป็นเพราะมีผู้แข็งแกร่งที่สุดในเผ่าพันธุ์มนุษย์จงใจเล่นงานเรา”
“เข่นฆ่าเหล่าอัจฉริยะของเผ่าพันธุ์ข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่ากระทั่งบุตรสายตรงของบรรพชนที่เกิดก่อนกำหนดก็ยังต้องสิ้นชีพ!”
ผู้คนจากนอกพิภพได้ยินเช่นนั้นแสงสีเงินในดวงตาก็ปั่นป่วน บังเกิดโทสะและแผ่พุ่งจิตสังหารเย็นเยียบ
“ฮ่าๆๆ"
“เส้นทางจักรดาราโบราณเปิดออกยังมีคนข้ามหลายดาราเขตมาเพื่อญาติดีกันด้วยหรือ”
“ช่างน่าสนใจยิ่งนัก”
ไม่ไกลนักสตรีจากเผ่าพันธุ์มนุษย์คนหนึ่งยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวานดุจกระดิ่งเงิน
นางมีใบหน้างดงามไร้ที่ติผิวพรรณขาวผ่องดวงตาพริ้มพรายดูคล้ายมีความเย้ายวนอันไร้สิ้นสุดที่จะทำให้ผู้คนติดหล่มไปตลอดกาล
“หึ”
ทายาทเนตรเงินเหลือบมองนางด้วยสายตาเย็นชาพลางแค่นเสียงเบาๆ ในแววตาซุกซ่อนร่องรอยแห่งความหวาดระแวง
นั่นคือทายาทอันไร้ผู้ใดเทียมทานจากดวงดาวโบราณชางหลานอัจฉริยะที่แข็งแกร่งที่สุดจากสำนักเหรินอวี่
อย่าได้ติดกับกลิ่นอันเย้ายวนของนางเพราะนางกุมอำนาจแห่งวิถีไร้ใจอันน่าสะพรึงกลัว
ตัดทิ้งได้แม้อารมณ์และความรู้สึกทั้งเจ็ดของตนเองเพียงเพื่อสังเวยมันให้แก่กฎแห่งวิถี
ความแข็งแกร่งของนางเลื่องลือไปทั่วห้วงดารา!
ในขณะเดียวกันผู้สืบทอดจากมหาสำนักของตงฮวงก็ปรากฏตัวขึ้นเช่นกัน
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เหยาฉือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต้าเยี่ยน ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่ชู ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงเซียวกระทั่งตระกูลโบราณ
ในเมืองอันกว้างใหญ่ก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนทันที
เหล่าอัจฉริยะจากนอกพิภพต่างมีสีหน้าเย่อหยิ่งสายตาเหยียดหยามเหล่า ‘คนพื้นเมือง’ จากดาราฝังจักรพรรดิ
ในบรรดาผู้คนเหล่านั้นพวกเขาไม่พบเจอผู้ใดที่ต่อกรกับตนเองได้เลย จึงอดมิได้ที่จะปรามาส