วันพฤหัสบดีมาถึง
วันนี้เป็นวันที่นักเรียนทุกคนจะต้องเลือกชุมนุมในคาบเรียนที่7
อมเรศยืนอยู่ตรงบอร์ดหน้าห้อง 2/D ที่กลุ่มของหัวหน้าเป็นคนจัดเขากำลังคิดหนักว่าจะไปชุมนุมอะไร
ที่จริงถ้าอยู่ชุมนุมที่มีเพื่อนบ้างก็คงดีหรอกไม่รู้ภูวนาทกับตรีนุชจะอยู่ชุมนุมไหน แต่เขาว่าเขาเดาถูกนะเฮ้อ--พึ่งไม่ได้เลยจริง ๆ
…
..
.
“ช่ายยเราไปอยู่ชุมนุมอาจารย์กณิศ”
ตรีนุชพูดอย่างร่าเริงตอนที่เขานั่งกับเจ้าหล่อนและภูวนาทที่โรงอาหาร
“เราไปสมัครมาแล้วมึงล่ะอำ อยู่ชุมนุมไหน” ภูวนาททำหน้าสนใจใคร่รู้
“กูไม่รู้อ่า” เขาว่า
“ก็ไม่ไปอยู่กับพ่อเนอะ”
“ติดอยู่กับพ่อคนก็ด่ากูอะดิแม่กูก็… เฮ้อ กูไม่อยากศึกษาภูมิศาสตร์นี่หว่า”
“โห่ ฮ่า ๆๆ” ภูวนาทหัวเราะแบบไม่ปิดบัง “แต่กูชอบชุมนุมงานอดิเรกของพ่อมึงมากๆ เลยนะอำ กูแบบชิลมาก เหมือนได้คุยเรื่องการ์ตูนกับเพื่อนไรเงี้ย”
“อาจารย์ดูโคนันด้วยอะ”
“เขาดูทุกเรื่องแหละกระต่าย”
“เหยย”
“พ่อเธอเหมือนชอบพวกของสะสมอนิเมะไรเงี้ย”
“ใช่เขาก็มีทุกเซตน่ะแหละ”
“แต่มึงพูดเหมือนมึงไม่ค่อยสนใจสินค้าอนิเมะอ้ะ?” ภูวนาทหันมาถาม เออจริงแฮะ
“กูสนใจแต่--บัตรเติมเกมมั้ง”
“โธ่ไอ้… ฮ่า ๆๆ”ภูวนาทหัวเราะเสียงดังลั่นจนคนหันมามอง
“เนี่ยเดี๋ยวเลิกเรียนก็จะออกไปซื้อที่เซเว่นปากซอยกูเพิ่งไปเล่นเซิร์ฟเปิดใหม่มา แม่งกูต้องเติมสามร้อยเพื่อกระบี่ท็อปคลาส”
“แหมเล่นหลายเกมจัง”
“เล่นหมดถ้าสดชื่นไงครับคอมผมเล่นได้กี่เกมผมก็ลงแม่งทุกเกมครับ”
“อำ แม่มึงรู้ไหมเนี่ยโว้ ๆๆ ใจมึงรักจริง ๆ นะ”
“แม่กูก็ปล่อยให้เล่นอะไม่ได้ว่าอะไรแต่ต้องทำการบ้านเสร็จแล้วนะ”
“อาจารย์ยูมิใจดีจริงๆ แล้วพ่อล่ะ ?”
“ก็ไม่ว่านะ”
“เหยดด งั้นวันไหนสักวันเลิกเรียนแล้วเราไปเล่นเกมกันที่ร้านคอมข้างโรงเรียนป้ะมึง ไปสมัครตัวให้กูหน่อยดิ”
“ไปเล่นที่ร้านไม่ได้นะแม่คงว่าจริง ๆ เขาให้เล่นแต่ที่บ้าน”
“เอ้าปัดโธ่ อดเลยสม ๆ”กระต่ายเป็นฝ่ายกระทุ้งสีข้างแฟนหนุ่มภูวนาทนั้นดูไม่ค่อยมีความรู้เรื่องเกมออนไลน์เท่าไหร่ เหมือนหมอนี่จะชอบเล่นกีฬาเช่น เตะบอล ชู้ตบาส มากกว่าเล่นเกมมือถือคอมพิวเตอร์
ไม่หรอก…ที่จริงแล้วภูวนาทเป็นติ่งเกมออฟไลน์ ที่ใช้การซื้อเกมมาเล่นมากกว่าภูวนาทไม่สนใจเกมออนไลน์ตามกระแส หรือถ้าจะให้สนใจจริง ๆก็จะเป็นเกมจากแพลตฟอร์มประเภทสตีม ออริจิน เอปิค อะไรก็ได้ที่เล่นใหญ่ไว้ก่อนภูวนาทมองว่าอมเรศเล่นเกมเด็ก ๆ ด้วยซ้ำ
อมเรศนั่งคุยกับเพื่อนห้อง 2/H อย่างออกรสออกชาติภูวนาทหยิบมือถือเครื่องใหม่มาอวดเขากับตรีนุช เขาก็ฟังหมอนั่นโม้บ้างไม่ฟังบ้างเขาดูใบสมัครกิจกรรมชุมนุมในมือ มองนาฬิกาแล้วคิ้วก็ขมวดเข้าหากันเพราะมันจะถึงเวลาเลิกเรียนอยู่แล้ว นี่ยังไม่ได้สมัคร ทำยังไงดีเดี๋ยวถ้ามีอะไรผิดพลาดล่ะก็เขาต้องถูกอาจารย์ศรุตาครูประจำชั้นที่ไม่ค่อยถูกกันอยู่แล้วเล่นงานแน่
“แล้วเรื่องชุมนุม…?”ตรีนุชกำลังจะถามอย่างหวังดี แต่ตอนนั้นเองที่อมเรศเห็นอาจารย์ศรุตากำลังเดินลงจากตึก5 และมุ่งหน้ามาทางนี้
“เชี่ยกูต้องไป…”
“เกิดอะไรขึ้นอำ ?”
“ครูประจำชั้นกูมา ไม่กูไม่อยากให้เขาเห็นกูนั่งอยู่นี่ เดี๋ยวเขาจะมาถามกูคงแย่”
ตรีนุชและภูวนาทเข้าใจได้ทันทีว่าอมเรศตื่นตระหนกกับอะไรเพราะยังนั่งเอ้อระเหย ไม่ได้สมัครชุมนุมเลยนี่เอง
อมเรศรีบคว้ากระเป๋าแล้วเดินออกจากตรงนั้นทันทีเดินไปคนละทางกับที่อาจารย์ศรุตาเดินมาในที่สุดเขาก็มายืนอยู่ที่หน้าบันไดทางขึ้นตึก 1 เขามองใบสมัครในมือ กลืนน้ำลายลงคอและคิ้วขมวดเข้าหากัน
ที่จริงมีอยู่ชุมนุมหนึ่งที่เขาอยากไปสมัครมากแต่มันแบบ--จะดีเหรอถามจริง ?
ถ้าจะไปสมัครจริงเขาจะต้องเข้าไปในห้องหมวดภาษาต่างประเทศและที่นั่นเขาก็จะเจอพ่อ และพ่อของเขาก็จะเห็นเขา และพ่อของเขาก็จะเกิดคำถาม
เขาไม่อยากให้พ่อรู้สิ่งที่เขาคิดพ่อของเขาดูเหมือนใจดีจริง แต่ถ้าพ่อดุขึ้นมาเขาคงจะรับไม่ไหวแน่เพราะพ่อเขาจะซักจนถึงที่สุด และเขาคงไม่สามารถตอบได้
ใช่แล้ว อมเรศคิดว่าตัวเอง…เขาอยากไปอยู่ชุมนุมของกฤตธีรา
ไม่ใช่อยากไปเรียนแต่แค่อยากอยู่--ใกล้ ๆ
เขากำลังจะไปสมัครเรียนชุมนุมเกี่ยวกับภาษาอังกฤษซึ่งแม้พ่อของเขาจะสอนวิชาภาษาอังกฤษแต่เขาก็มีความถนัดน้อยแล้วนี่มีหน้าจะไปสมัคร เฮ้ย ! พ่อของเขาคงรู้แล้วแปลกใจ
แต่อย่างน้อยชุมนุมของกฤตธีราก็เป็นชุมนุมเกี่ยวกับพวกภาพยนตร์และเพลงต่างประเทศไม่ใช่เหรอไงเอาวะ พ่อคงไม่สงสัยหรอก ยังไงก็รู้ว่าเขาชอบเสพภาพยนตร์ฮอลลีวูด
อมเรศกำใบสมัครในมือเขาตัดสินใจแล้วก็มุ่งหน้าไป--ห้องกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศที่ตึก 4 ชั้นสอง
ไปเดี๋ยวนี้ จะมีใครคนอื่นในห้อง ม.2/D ของเขามาสมัครไหมนะแต่พวกนั้นติ่งเกาหลีนี่หว่าไม่ใช่ติ่งสากล โอเค เอาล่ะสูดลมหายใจลึก ๆ อำ ‘นายต้องทำได้ !’
ขาของเขาเหมือนจะก้าวไม่ค่อยออกตอนเดินขึ้นบันไดมาประหม่าตื่นเต้นอะไรเบอร์นี้วะอมเรศคิดไตร่ตรองอย่างหนักสิ่งที่กลัวคือท่าทีของกฤตธีราเขากำลังคิดระแวงระวังไปว่าครูจะโอเคกับเขาหรือไม่
แล้วดูดู๊ดูโต๊ะทำงานของพ่อน่ะดันอยู่หลังโต๊ะทำงานของอาจารย์กฤตธีรา
โอ้ พ่อนั่งอยู่ด้วยไปอี๊กกยังไงก็ไม่น่ารอดพ่อต้องสงสัยแน่แต่ในเมื่อคิดจะเดินหน้าก็ต้องไปอมเรศไม่รู้หรอกในตอนนั้นว่าสิ่งที่ตัวเองจะทำคือการ จีบครู
เขาไม่รู้ว่าการก้าวขาไปแล้วหนึ่งข้าง มันจะทำให้เรื่องราวในชีวิตของเขาถลำลึกลงไปอย่างยากถอนตัวในอีกต่อจากนั้น…
เด็กหนุ่มตัดสินใจเดินเข้าไปในห้องหมวดภาษาต่างประเทศมีนักเรียนนั่งรอสมัครกันอยู่สองสามคน อมเรศลงไปนั่งที่พื้นต่อแถวจากพวกนั้นกฤตธีรามองชื่อของนักเรียนหญิงที่กำลังเขียนอยู่ แต่ต่อมาชายหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นและมองเห็นอมเรศ
‘...’
แววตาคู่นั้นอีกแล้วอมเรศเพิ่งได้มามองใกล้ ๆ ก็ถึงเห็นว่าตาของครูออกจะเป็นสีน้ำตาลเทา ๆมากกว่าสีดำสนิทเฉกเช่นสีตาของเขา
เขามองหน้าของกฤตธีราและมองเลยไปยังพ่อที่กำลังคุยกับนักเรียนที่มาสมัครอย่างเป็นกันเอง “เดี๋ยวนั่งเขียนบนเก้าอี้เลยครับอ้าว--”
อาจารย์กณิศเบิกตากว้างทำหน้าสงสัยตอนเห็นลูกชายคนเดียวของตนกำลังต่อแถวสมัครชุมนุมของกฤตธีรา
“อำ เอ้อลูก--”
เขาฉีกยิ้มใส่หน้าพ่อไม่อยากพูดอะไรต่อหน้าอาจารย์กฤตธีรามากนักกลับกลายเป็นฝ่ายนั้นเองซะอีกที่ทักเขาพอถึงตอนที่เขากำลังจะเซ็นชื่อนั้น
“ไม่ไปอยู่กับพ่อเหรออมเรศ”
เขายิ้มแทนคำตอบ
“ยิ้มเก่งจังลยนะ”
เสียงนุ่ม ๆ ของกฤตธีราพูดอมเรศพยายามบังคับสายตาตัวเองให้อยู่ที่มือซึ่งกำลังเขียนชื่อนามสกุลชั้นเลขที่แต่ก็บังคับยากเพราะรู้สึกได้ว่าครูกำลังมองซีกหน้าของเขา
“เธอเหมือนอาจารย์ยูมิมากเลยนะเหมือนอาจารย์ยูมิเวอร์ชันผู้ชายเลย” กฤตธีราว่า
“ครับ” เขาตอบรับไปแบบนั้นและยิ้มอีกที
“ยิ้มเก่งเนอะน่าอิจฉาจัง”
‘เอ๊ะ ?!’ เขานึกแปลกใจในสิ่งที่ครูหนุ่มพูด กฤตธีราทำหน้าเศร้า ๆ ตอนพูดประโยคนี้นั่นทำให้อมเรศคิดว่าบางทีชายหนุ่มต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรสิ่งที่แม่ของเขากำลังจะเล่าแล้วพ่อเบรกไว้นั่นหรือเปล่า
“อาจารย์กณิศครับ”กฤตธีราเอี้ยวตัวไปพูดกับพ่อของเขาที่นั่งอยู่โต๊ะตัวหลัง “อีกหน่อยผมคงต้องเคี่ยวเข็ญอมเรศมากขึ้นแล้วล่ะ”
“ตามสบายเลยครับอาจารย์ยินดีครับ”
พ่อยิ้มแย้มแจ่มใสอย่างใจดี...ปรากฏการณ์น่ะนะ ส่วนพ่อจะคิดในใจยังไงเกี่ยวกับเรื่องนี้อมเรศไม่อาจหยั่งได้
พ่อของเขาไม่ชอบพูดมากเกี่ยวกับความสัมพันธ์พ่อลูกแท้ๆ พ่อจะไม่พูดเรื่องของเขาถ้าไม่มีคนถามต่างจากแม่ที่แสดงความเป็นแม่ลูกอย่างเปิดเผยและคนก็หมั่นไส้กันอย่างเปิดเผยเช่นกัน
พ่อจะไม่ก้าวก่ายเรื่องของเขากับครูคนอื่นจนบางทีอมเรศก็รู้สึกว่าเขาถูกพ่อปล่อยปละละเลยให้เผชิญโลกอันโหดร้ายเพียงลำพังมีครูหลายคน และนักเรียนหลายคน ที่ไม่นิยมชมชอบอมเรศกับอาจารย์ยูมิอย่างมาก
อาจารย์ยูมิแม่ของเขาเอาจริงเอาจังกับการสอนและดุสุดยอดใครก็เกร็ง แต่จะพบว่านอกเวลานั้นอาจารย์ยูมิใจดีมากราวกับเป็นคนละคน
คนที่ซึมซับความใจดีของแม่ของอมเรศได้มากที่สุดก็คือใครก็ตามที่เป็นเพื่อนกับอมเรศอย่างภูวนาท-ตรีนุชสองคนนั้นรู้ดีเพราะแม่ของเขาเองก็ดีกับเด็กสองคนนั้นมากเช่นเดียวกับพ่อราวกับเป็นการแสดงความขอบใจที่ช่วยเป็นเพื่อนกับเขาอย่างไรอย่างนั้น
พอเขาลงชื่อเสร็จก็ไหว้กฤตธีราอีกครั้งอยู่ดี ๆ ก็มารยาทดีขึ้นมาเลยไม่ใช่เพราะกลัวพ่อที่นั่งอยู่หรอกนะเขาคิดว่าครูประเภทครูหนุ่มคนนี้ คงไม่ใช่ประเภทที่จะขี้ฟ้องพฤติกรรมของเขากับพ่อหรือแม่ซึ่งเป็นครูที่นี่อยู่แล้ว
ในความเป็นจริง--มันไม่มีใครเคยมาพูดอะไรกับพ่อหรือแม่ของเขานอกจากครูที่เคยสอนอยู่ที่เบญจมาภรณ์วิทย์แล้วย้ายมาที่นี่เหมือนพ่อแต่คนเหล่านั้นเลือกจะพูดกับพ่อมากกว่า สำหรับแม่แล้ว ไม่
ไม่ได้มีใครอยากจะเข้าใกล้กับอาจารย์ยูมิซึ่งมีบุคลิกภาพที่คนทั่วไปมองว่าประหลาดสักเท่าไหร่และไม่ใช่แค่นั้นแน่ ๆ เมื่อคนพวกนั้นมองออกว่าเขาดูจะสนิทกับแม่มากกว่าพ่อ
เขาก็เหมือนกับอาจารย์ยูมิเวอร์ชันจำลองและเปลี่ยนเพศหน้าตาของเขาคือหน้าตาของแม่ บุคลิกของเขาก็คือบุคลิกของแม่แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่เขามีไม่เท่าแม่คือสกิลปากและอย่างน้อยแม่ของเขาก็มือไม้อ่อนกว่าเขาแน่นอน
เขาไม่สนใจทั้งคู่ไม่ว่าจะเป็นวิชาสังคมศึกษาที่แม่สอนหรือวิชาภาษาอังกฤษที่พ่อสอน เขาสามารถเรียนได้ดีที่สุดในวิชาพลศึกษาเออแปลกประหลาดดีแท้แม้เขาจะไม่ค่อยถูกกับครูผู้สอนพละขนาดไหนแต่เขาก็เอาตัวรอดได้เพราะเก่งจริงโดยเฉพาะเซปักตะกร้อด้วยแล้วอันที่จริงความสามารถระดับเขาควรได้เป็นนักกีฬาโรงเรียนแต่ก็ไม่เพราะครูหมวดพละไม่ได้ปลาบปลื้มกับพ่อหรือแม่ของเขาอีกเช่นกัน
ที่จริงแล้วอมเรศอยากเรียนเก่งในวิชาคณิตแต่ก็แค่ฝันไปเพราะมันเป็นไปไม่ได้เขาก็แค่ชอบความเป็นเหตุเป็นผล และเขาคิดว่าคณิตศาสตร์มันก็มีความเป็นเหตุเป็นผลเขารู้สึกว่าคนที่เก่งคณิตจะดูเก่งมาก และเขาก็อยากเป็นอย่างนั้น
นึกไปแล้วการที่ภูวนาทมาขอให้เขาช่วยแต่งคำประพันธ์วิชาภาษาไทยเขาอยากจะบอกว่าตัวเขาเองก็ยังเอาไม่รอด ถ้าอยากจะให้ช่วยจริง ๆน่ะเหรอคงต้องถามแม่ เพราะแม่มีหัวด้านนี้อยู่บ้างถ้าหากจะให้ไปถามพ่อสิ่งที่ได้มาคงจะเป็น Haiku แทนที่จะเป็นกลอนแปด