บทที่39ผู้เฒ่าสูงสุดตระกูลลู่
แต่สิ่งที่เขาคาดคิดไม่ถึงก็คือจะนำยาตัวนี้มาปรุงเป็น “ยาศักดิ์สิทธิ์ชำระล้างเทียนเฟิง”ขั้นห้าที่ตัวเองต้องการได้นั้นจะยากถึงเพียงนี้ เดิมทีคิดว่าคนปรุงโอสถเพียงไม่กี่คนที่เขารู้จักและมีความสัมพันธ์อันดีงามต่อกันจะปรุงยาอายุวัฒนะที่ตัวเองต้องการออกมาได้เพราะอย่างไรเสียเขาเองก็เตรียมตัวกับเรื่องนี้มาเป็นร้อยปีแล้ว นอกจากยาล้ำค่าในสวรรค์และโลกที่เป็นตัวยาหลักเม็ดนี้แล้วตัวยาหลักอื่นๆ และตัวยาเสริมหลายร้อยชนิดล้วนเตรียมไว้อย่างเพียบพร้อมแล้ว ขอเพียงเป็นคนปรุงโอสถขั้นห้าก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมากดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่ได้ปรึกษาผู้ใดไว้ล่วงหน้า
มีหรือจะรู้ว่าคนปรุงโอสถไม่กี่คนก่อนหน้านั้นที่เขาไปเยี่ยมเยือนเมื่อได้ยินว่าเขาจะปรุง “ยาศักดิ์สิทธิ์ชำระล้างเทียนเฟิง” หากไม่อ้ำๆ อึ้งๆก่อนเอ่ยปฏิเสธ ก็รีบปฏิเสธออกมาตรงๆ ทั้งยังเดินหนีโดยที่ไม่บอกแม้แต่เหตุผล จนกระทั่งก่อนหน้านี้ไม่นานเขาเพิ่งรู้ว่า“ยาศักดิ์สิทธิ์ชำระล้างเทียนเฟิง” แม้จะเป็นยาอายุวัฒนะขั้นห้า แต่มีคนปรุงโอสถที่รู้สูตรยาและมีความสามารถปรุงยาได้น้อยยิ่งและแทบไม่มีคนปรุงโอสถที่ปรุงยา “ยาศักดิ์สิทธิ์ชำระล้างเทียนเฟิง” ได้จริงๆ อีกอย่างหากคิดจะประสบความสำเร็จในการปรุงยาออกมานั้นไม่เพียงแต่ต้องใช้เวลามากแต่ความสำเร็จนั้นช่างห่างไกลเสียเหลือเกิน นี่จึงเป็นเหตุผลหลักที่คนปรุงโอสถส่วนใหญ่ไม่ยอมปรุงยาให้
หุบเขาหลิงหยวนจึงเป็นสถานที่สุดท้ายในการเดินทางเพื่อมาขอร้องให้คนปรุงยาอายุวัฒนะให้ครั้งนี้ของเขา แม้ว่าเทียนตูจะกว้างใหญ่แต่จำนวนคนปรุงโอสถกลับมีน้อยนิด ยิ่งคนปรุงโอสถขั้นห้าแล้วนั้นยิ่งหาตัวจับได้ยาก
ราชาโอสถแห่งเขาหนิงชุยเฟิงเหตุใดถึงมีชื่อเสียงโด่งดังไม่ใช่เพราะว่ามีเขาเป็นคนปรุงโอสถขั้นห้าเพียงผู้เดียวของเทียนตูหรือ? ราชาโอสถผู้นี้ใช้เวลาเพียงสามร้อยกว่าปี ก็บรรลุขั้นพลังขึ้นมาเป็นคนปรุงโอสถขั้นห้าได้และพลังยุทธ์ก็บรรลุขั้นมาถึงขั้นตงซวน สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขามีพรสวรรค์และความมุมานะมากเพียงใดทางด้านยาอายุวัฒนะแต่ไม่อาจกล่าวได้ว่าเขาเป็นผู้รู้ขั้นสุดยอดในวิชาปรุงยาของเทียนตู
สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือเขาหนิงชุยเฟิงเป็นสำนักที่เน้นเรื่องการปรุงโอสถเป็นหลักและมียาอายุวัฒนะจำนวนมากถูกปรุงออกมาทุกปี เพื่อสนองความต้องการทางยาอายุวัฒนะในหมู่นักพรตแต่นับเป็นเรื่องเพ้อเจ้อที่บอกว่ามียาอายุวัฒนะขั้นสูงปรุงออกมาได้จำนวนมาก เพราะมีคนปรุงโอสถขั้นห้าเสิ่นตานเจวี๋ยเพียงคนเดียวในเขาหนิงชุยเฟิงและยาอายุวัฒนะขั้นห้าที่รับประกันความสำเร็จได้ก็มีเพียง “ยาชิงซิน” ชนิดเดียวเท่านั้น
ดังนั้นลู่ไท่ชังจึงไม่ได้เดินทางไปขอความช่วยเหลือจากเขาหนิงชุยเฟิงและมีเพียงพวกนักพรตชั้นต่ำที่มีพลังยุทธ์ต่ำพวกนั้นที่นับถือว่าเขาเป็นปรมาจารย์ปรุงโอสถผู้มีอำนาจมากที่สุดในเทียนตูและยังตั้งฉายาราชาโอสถนี้ให้เขาด้วย มิฉะนั้นเกิดคนจากเขาหนิงชุยเฟิงผูกขาดการจัดสรรยาอายุวัฒนะในโลกบำเพ็ญเพียรเทียนตูจริงในขณะที่อยู่ในสภาพที่ไม่มีกำลังอาวุธใดสนับสนุน คงถูกคนกำจัดทิ้งไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
เวลานี้ตรงปากทางเข้าหุบเขาหลิงหยวนเกิดสั่นไหวจากนั้นร่างทิพย์หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศรางๆ จนกลายเป็นรูปร่างของชายวัยกลางคนหน้าตาหล่อเหลาไว้หนวดเคราดำยาวอายุราวๆ สี่สิบปี
ลู่ไท่ชังรู้ว่านี่ไม่ใช่ร่างกายที่แท้จริงแต่เป็นกายทิพย์ของเจ้าของหุบเขาหลิงหยวน ผู้ซึ่งมาแสดงตนผ่านค่ายกลกระบี่ ถึงแม้พลังจะไม่เทียบเท่ากายจริงแต่เพราะมีค่ายกลกระบี่หนุนอยู่ พลังในการต่อสู้จึงไม่ได้ด้อยไปกว่าร่างที่แท้จริงดังนั้นหลังจากโค้งคำนับทำความเคารพแล้วก็พูดด้วยความสุขุมว่า “ได้ยินชื่อเสียงสหายนักพรตจี้มานาน จู่ๆ ก็มาเยี่ยมเยือนโปรดอภัยด้วย!”
ชายวัยกลางคนนั้นก็คือเจ้าของหุบเขาหลิงหยวนจี้หลิงหยวน หลังจากโค้งคำนับรับคำทักทายกลับพอเป็นพิธี แต่การกระทำนั้นไม่บ่งบอกว่าจะเชิญลู่ไท่ชังเข้าไปด้านในแม้แต่สักนิดเดียวเพียงขมวดคิ้วและเอ่ยถามอย่างสงสัยว่า “สหายนักพรตลู่เหตุใดจึงนึกถึงสถานที่อันห่างไกลและโดดเดี่ยวของข้าขึ้นมาได้? เวลานี้ภายในหุบเขาไม่ใคร่จะสะดวกก็ขอไม่เชิญสหายนักพรตลู่เข้าไปแล้ว หากมีเรื่องก็โปรดชี้แจ้งมาตอนนี้ได้!”
ถึงแม้ลู่ไท่ชังรู้สึกจะไม่ค่อยพอใจแต่เขามาเพื่อขอให้อีกฝ่ายปรุงยาอายุวัฒนะให้ อีกอย่างหนึ่งทั้งสองก็ไม่ได้เป็นสหายกันด้วยดังนั้นจึงทำเสียมารยาทมากไม่ได้ จึงได้แต่พูดว่า “ได้ยินมาว่าสหายนักพรตจี้มีความรู้อันลึกซึ้งถึงสายทางยาอายุวัฒนะและใช้เวลากว่าร้อยปีในการเก็บสะสมวัตถุดิบบางอย่างเอาไว้ ซึ่งสามารถนำมาปรุง ‘ยาศักดิ์สิทธิ์ชำระล้างเทียนเฟิง’ ได้พอดี ดังนั้นครั้งนี้จึงตั้งใจมาที่นี่เป็นการเฉพาะเพื่อขอให้ศิษย์พี่จี้ลงมือปรุงยาให้ ส่วนเรื่องค่าตอบแทน ข้าย่อมมีให้ศิษย์พี่จี้อย่างพึงพอใจแน่นอน”
โลกบำเพ็ญเพียรเทียนตูจะว่าใหญ่ก็ใหญ่จะว่าเล็กก็เล็กแต่สำหรับแวดวงของคนปรุงโอสถแล้วมันเล็กจนน่าสงสาร เรื่องที่ลู่ไท่ชังอยากจะปรุง “ยาศักดิ์สิทธิ์ชำระล้างเทียนเฟิง”เขาก็ได้ยินข่าวคราวมาช่วงนี้ ได้ยินว่าไม่มีคนปรุงโอสถแม้แต่คนเดียวที่กล้ารับปรุงยาเพราะไม่มีผู้ใดกล้ารับประกันผลสำเร็จนั้นได้
ยิ่งไปกว่านั้นจี้หลิงหยวนไม่ชอบคนจากตระกูลใหญ่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะคิดว่าในตระกูลใหญ่เหล่านี้มีผู้บำเพ็ญเพียรจริงๆ อยู่เพียงไม่กี่คน และส่วนใหญ่ก็ใช้ชีวิตซอกซอนเจาะเข้ารังโน้นรังนี้และมีเพียงยอดฝีมือเพียงไม่กี่คนที่พึ่งพาหาประโยชน์จากผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างเท่านั้นเอาสมบัติของมีค่ามาหลอกล่อ แต่ตอนนี้มีหลายตระกูลในเทียนตูที่มีอำนาจ เขาก็ไม่ชอบสร้างปัญหาดังนั้นถึงได้ปลีกวิเวกมาอาศัยอยู่ในสถานที่ห่างไกล
ยิ่งไปกว่านั้นแม้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จในเส้นทางยาอายุวัฒนะอยู่บ้าง แต่คนอย่างเขาที่ทุ่มเทให้กับการฝึกฝนจะไปมีเวลาสิ้นเปลืองไปกับการปรุงยาให้ผู้อื่นได้อย่างไรกัน“ยาศักดิ์สิทธิ์ชำระล้างเทียนเฟิง” ที่ลู่ไท่ชังต้องการให้ปรุงออกมานั้นขึ้นชื่อว่าปรุงได้ยากคิดคำนวณดูอย่างไรก็ไม่มีประโยชน์ต่อตัวเอง
สำหรับค่าตอบแทนที่ลู่ไท่ชังพูดถึงนั้นเขาไม่ได้เห็นมันอยู่ในสายตาอยู่แล้ว สำหรับผู้รอบรู้ขั้นเกิดเทพเจ้าแล้วสิ่งเดียวที่สนใจคือความลึกลับของสัจธรรมหรือเคล็ดวิชาต่อสู้พลังวิเศษหรือเคล็ดวิชาลับสุดยอดเหล่านี้เท่านั้น แต่ของพวกนี้ลู่ไท่ชังไม่มีทางหามามอบให้เขาได้เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่อาจครอบครอง
ดังนั้นเขาจึงรีบส่ายหน้าปฏิเสธทันทีและพูดว่า “เรื่องนี้เกรงว่าข้าจะช่วยไม่ได้ ศิษย์พี่ลู่น่าจะรู้ว่ายาศักดิ์สิทธิ์ชำระล้างเทียนเฟิงนั้นปรุงออกมาได้ยากเพียงใด แม้ว่าข้าจะลงมือปรุงยาให้แต่เก้าในสิบส่วนย่อมคว้าน้ำเหลว อีกอย่างข้าคิดว่าศิษย์พี่ลู่คงไม่มีวัตถุดิบยาเพียงพอสำหรับให้ข้าปรุงยาอายุวัฒนะสิบเตาได้ใช่หรือไม่? ยิ่งไปกว่านั้นการปรุงยาอายุวัฒนะนี้ย่อมใช้เวลานานมาก หากปรุงยาอายุวัฒนะสิบเตาหลอมยาสองสามปีผ่านไปอาจยังไม่เห็นผลสำเร็จ หากเอาเหตุและผลมาหักล้างกันเช่นนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลา” หลังจากพูดเช่นนั้น ก็ไม่สนใจลู่ไท่ชังอีกเขาหันหลังเตรียมหายวับไป
ทันใดนั้นลู่ไท่ชังก็รู้สึกกังวลและรีบพูดออกมาทันทีว่า “ศิษย์พี่จี้ท่านยังไม่ถามข้าด้วยซ้ำว่าข้าจะจ่ายค่าตอบแทนให้ท่านอย่างไร?”
“แม้ว่าค่าตอบแทนที่ศิษย์พี่ลู่มอบให้จะมากมายเพียงใด หากปรุงยาอายุวัฒนะออกมาให้ไม่ได้ศิษย์พี่ลู่ยังจะยินดีจ่ายค่าตอบแทนนี้ให้อยู่อีกหรือ?” จี้หลิงหยวนได้ยินเช่นนี้ก็หยุดไปสักพักและหันกลับไปถามด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยจางๆ
ลู่ไท่ชังพูดไม่ออกทันทีกับคำถามนี้เขายอมลงทุนลงแรงไปมากเพื่อรวบรวมวัตถุดิบสำหรับการปรุงยาอายุวัฒนะนี้ และเป็นเพราะมีตระกูลหนุนหลังอยู่จึงสามารถทำเรื่องเช่นนี้ได้แต่หากไม่สามารถปรุงยาอายุวัฒนะออกมาให้ได้ แล้วยังต้องจ่ายค่าตอบแทนก้อนใหญ่ให้อีกหากเป็นเช่นนั้นคงถูกเอาเปรียบเข้าจริงๆ แล้ว เช่นนี้จะให้ตกปากรับคำจี้หลิงหยวนได้อย่างไร?
จี้หลิงหยวนหัวเราะออกมาเบาๆพร้อมกันนั้นก็หันหลังแล้วเดินเข้าไปในค่ายกลกระบี่โดยไร้ซึ่งคำพูดใดๆ
ใบหน้าของลู่ไท่ชังบูดบึ้งไม่น้อยคิดไม่ถึงว่าสุดท้ายผลลัพธ์จะเป็นเช่นนี้ หรือว่าตัวเขาจะต้องไปที่ยอดเขาหนิงชุยเฟิงจริงๆหรือ?ความสัมพันธ์ระหว่างราชาโอสถเสิ่นตานเจวี๋ยกับตระกูลลู่นั้นธรรมดานักแต่จากที่เขารู้มา ยังไม่ชัดเจนว่าราชาโอสถเสิ่นตานเจวี๋ย จะสามารถปรุง “ยาศักดิ์สิทธิ์ชำระล้างเทียนเฟิง” ออกมาให้ได้หรือไม่ เพราะเขาเพิ่งได้บรรลุขั้นเป็นคนปรุงโอสถขั้นห้าเมื่อไม่นานมานี้และแม้ว่าเขาจะยอมปรุงยาให้แล้วอย่างไร? แต่ไม่อาจรับประกันความสำเร็จนั้นได้เลย?เขาเองก็ไม่ได้มีวัตถุดิบยามากนักที่จะให้เสิ่นตานเจวี๋ยนำไปเสี่ยงฝึกฝนฝีมือ
ทันใดนั้นลู่ไท่ชังก็พลันรู้สึกผิดหวังขึ้นมาและในขณะที่กำลังหมดหวังไร้ทางเลือก เขายืนครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนจะตัดสินอย่างเด็ดขาดเรียกแสงหลบหนีออกมาแล้วพุ่งทะยานไปทางที่ตั้งของตระกูลลู่
แม้ว่าตัวตนของลู่อวี่ในฐานะคนปรุงโอสถขั้นห้าจะถูกเปิดเผยในเมืองเทียนตูเซียนแต่กลับทำให้ตระกูลลู่ทั้งผู้เฒ่าและเด็กๆ รู้สึกตื่นเต้นกันไม่น้อย แต่จู่ๆเขากลับเดินทางมายังตระกูลลู่ในเวลานี้ นั่นยิ่งทำให้ทุกคนในตระกูลพลันตื่นตระหนก
เพียงแต่ว่าลู่เหว่ยจุนรู้สึกไม่พอใจต่อการแสดงออกของลูกชาย“เจ้าออกไปเที่ยวเล่นไม่ว่า เหตุใดถึงได้เปิดเผยตัวตนของตัวเองในฐานะคนปรุงโอสถตามใจชอบเช่นนั้น?” มันไม่ใช่ว่าเขาต้องการปิดบังความลับที่ว่าลูกชายเป็นคนปรุงโอสถขั้นห้า แต่กังวลเรื่องความปลอดภัยมากกว่าเพราะท้ายที่สุดแล้ว “คนรวยที่สะสมทองนับพันไว้ในบ้านจะไม่นั่งหรือนอนใกล้ชายคาห้องโถงใหญ่เพราะกลัวกระเบื้องจะหล่นทับใส่”เป็นสุภาษิตโบราณ หากเกิดสิ่งที่ไม่คาดคิดขึ้น เพราะตัวตนถูกเปิดเผย จะมานึกเสียใจภายหลังคงสายไปแล้ว!
แม้ว่าลู่อวี่จะยังไม่สามารถเชื่อใจลู่เหว่ยจุนได้ในตอนนี้แต่ก็ยังคงสัมผัสได้ถึงความรักและความห่วงใยที่บิดามีให้ ดังนั้นจึงค่อยๆ อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองเทียนตูเซียนให้เขาฟังช้าๆอย่างละเอียด ถึงได้ทำให้ผู้เฒ่าทั้งสี่และคนอื่นๆ วางใจลงได้
และแม้ลู่อวี่จะบอกกล่าวไว้ล่วงหน้าแล้วว่าไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยของเขาแต่หากยังไม่เข้าใจสาเหตุหลักแล้วจะให้วางใจได้อย่างไร มันไม่ง่ายเลยที่ตระกูลลู่จะมีลูกหลานอัจฉริยะถือกำเนิดขึ้นมาได้สักคนหากเขาตายไปเช่นนี้ จะไม่ให้พวกเขาเสียใจได้อย่างไร!
ในศาลาเล็กๆสำหรับพักผ่อนนอกถ้ำที่ลู่เหว่ยจุนฝึกตนอยู่ ลู่เหว่ยจุนและผู้เฒ่าทั้งสี่มองหน้าลู่อวี่ด้วยสีหน้าจริงจังแม้ว่าจะไม่ได้พูดอะไร แต่ความหมายก็ชัดเจนว่าคราวหน้าคราวหลังเขาห้ามออกไปเสี่ยงอันตรายอีก
ความรักและความห่วงใยจากบิดาและผู้เฒ่าทั้งหลายลู่อวี่ไม่มีทางปฏิเสธได้อยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะตกปากรับคำ หากไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ก็จะไม่ทำให้ตัวเองตกอยู่ในอันตรายอีก
ในอดีตลู่อวี่เป็นคนเสเพลเจ้าสำราญก็พอว่า เพราะสำหรับผู้ที่มีอำนาจในมือแล้ว ต่างไม่มีผู้ใดมาสนใจคนเสเพลผู้หนึ่งถึงแม้คนเสเพลผู้นี้จะเป็นนายน้อยของตระกูลลู่ก็ตาม แต่หลังจากกลายเป็นคนปรุงโอสถขั้นห้าที่อายุน้อยที่สุดในเทียนตูแล้วทุกสิ่งย่อมแตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง ลู่อวี่ก็ไม่แน่ใจกับเรื่องนี้นักว่า ตนเองจะดึงดูดผู้มีอำนาจที่ร่วมคิดกระทำชั่วเข้าหาตนอีกหรือไม่
ในเวลานี้เมื่อเห็นบรรดาผู้เฒ่าปล่อยเขาไป ก็รีบเปลี่ยนเรื่องพูดและหยิบยาอายุวัฒนะบางอย่างที่เขาปรุงขึ้นตอนที่อยู่ที่เมืองเทียนตูเซียนมามอบให้บิดาเพื่อแจกจ่ายถือว่าเป็นการช่วยบรรเทาความกลัวเล็กๆ น้อยๆ ให้พวกเขา
“อืม ดีมาก ยาไท่หยวน ยาหุยหยวน ยาหุยหยวนเป่า ยายืดอายุไป่เฉ่า ยาปรับร่างสามหยางยาเม็ดมรณะ ยาอายุวัฒนะน้ำค้างขาว ยาชะล้างอวี้จิงและยามหัศจรรย์ทำลายล้างเจ็ดดาว นี่เจ้ากำลังเปิดประชุมยาหรือ?”ผู้เฒ่าใหญ่ลู่หงเซิ่งหัวเราะและพูดไปด้วยอย่างมีความสุข
ผู้เฒ่าสามลู่หงจีหยิบขวดยาหุยหยวนเป่าขึ้นมาขวดหนึ่งแล้วหัวเราะเสียงดังพูดว่า “มียาล้ำค่าเหล่านี้อยู่ ตระกูลลู่ของเรา ยังมีอะไรให้ต้องกลัวอีกเล่า? ฮ่าฮ่า!”
ลู่อวี่เห็นบิดาและบรรดาผู้เฒ่ามีสีหน้ายิ้มแย้มเมื่อเห็นยาอายุวัฒนะมากมายก็ยกยิ้มและเตือนสติไปว่า “แม้ว่ายาอายุวัฒนะจะดี แต่การฝึกฝนเองย่อมมีความสำคัญกว่าหากพึ่งพามันมากเกินไป อาจกลายเป็นผู้ที่ไม่ให้ความสำคัญกับรากฐานและสนใจแต่ปลายทางเท่านั้น ผู้อาวุโสที่ถ่ายทอดการปรุงโอสถให้ข้าเมื่อแรกเริ่มนั้นก็เคยบอกไว้ว่าหากไม่มีใจแน่วแน่ที่จะแสวงหาทางธรรมและคิดแต่จะใช้ทางลัดเท่านั้น ก็ไม่อาจยืนหยัดและแสวงหาความหมายที่แท้จริงของสัจธรรมได้!”
เมื่อลู่เหว่ยจุนและคนอื่นๆ ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มค้าง และตกตะลึง ผู้อาวุโสท่านนั้นที่สอนให้คนเสเพลอย่างลู่อวี่ให้กลายเป็นคนเก่งและเป็นถึงคนปรุงโอสถขั้นห้าผู้หนึ่งได้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะจินตนาการออกเลยแม้แต่น้อย และที่ผู้สูงส่งท่านนั้นกล่าวไว้ ก็คงไม่ใช่เพียงคำพูดลอยๆอย่างขอไปทีแน่นอน
เมื่อลู่อวี่เห็นว่าคำพูดของเขาทำให้บรรดาผู้เฒ่าครุ่นคิดอย่างหนักจึงโค้งคำนับให้เล็กน้อยแล้วถอยออกมา เขาไม่อยากให้สมาชิกในตระกูลจดจ่ออยู่แต่กับการบรรลุขั้นพลังยุทธ์และพุ่งเป้าไปที่ยาอายุวัฒนะเพียงเพราะเขาเป็นคนปรุงโอสถขั้นห้า เขายังคงจดจำบทเรียนที่เขาได้รับเมื่อชาติก่อนได้อย่างไม่อาจลืมเลือนดังนั้นถึงได้พูดเตือนสติในครั้งนี้ และแน่นอนว่าทั้งหมดนี้ก็ต้องขอยืมใช้ “ชื่อเสียงอันโด่งดัง” ของปรมาจารย์ผู้นั้นมากล่าวอ้างเสียหน่อย