จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 10 โกรธจนผมตั้ง

            ฉินอวี่มองยันต์กระบี่ที่นางมอบให้และเหลือบมองใบหน้าของหลงอวี่ที่กำลังยิ้มอีกครั้ง เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะพูดอย่างเรียบเฉย “คุณหนูหลง แม้คนแซ่เฉินอย่างข้าจะไม่เอาไหนแต่ก็สามารถจะซื้อของเช่นนี้ได้”

            “ถ้าเช่นนั้นพี่เฉินก็ถือเสียว่าเป็นน้ำใจจากคนอื่นที่เสี่ยวอวี่มามอบให้เป็นอย่างไร?” หลงอวี่ยิ้มอย่างร่าเริง

            ฉินอวี่เหลือบมองหลงอวี่ และรับกระบี่ไม้ไว้จากนั้นจึงหยิบหินวิญญาณระดับล่างสิบก้อนส่งให้หลงอวี่ และพูดอย่างเรียบเฉย“สหายหลง หากไม่มีเรื่องอะไรแล้ว ข้าขอตัวก่อนก็แล้วกัน”

            ฉินอวี่ในร่างก่อนมีความรักความชื่นชมหลงอวี่เป็นพิเศษแต่ความรักเหล่านั้นอยู่แต่เพียงในใจของเขาเท่านั้นและฉินอวี่ไม่เคยแม้แต่จะติดต่อกับหลงอวี่โดยตรงเลยสักครั้งแต่ถึงกระนั้นเมื่อรับรู้เรื่องนี้ ฉินเฟิงผู้ชื่นชมหลงอวี่เช่นเดียวกันก็ถึงกับพาลโกรธใส่เขาไปด้วยจนทำการสั่งสอนฉินอวี่ไปสองสามครั้ง และเมื่อหลงอวี่เข้าใกล้ฉินเฟิงมากขึ้นทำให้ฉินอวี่จำต้องออกห่างหลงอวี่ไปโดยปริยาย

            ในใจของหลงอวี่รู้สึกผิดเล็กน้อยสัมผัสที่หกของผู้หญิงคือสิ่งที่อ่อนไหวที่สุดนางรู้สึกได้ถึงความเกลียดชังและความเอือมระอานางจากฉินอวี่ได้แต่นางก็ไม่เคยรู้จักเขามาก่อน?

            นับตั้งแต่การอำลาครั้งล่าสุดหลงอวี่ก็ได้แต่สืบเรื่องของฉินอวี่อย่างลับๆ แต่สิ่งที่ทำให้นางต้องผิดหวังก็คือบุคคลผู้นี้ดูเหมือนไม่มีเบาะแสอะไรให้พบเจอเลย ราวกับโผล่ออกมาจากอากาศ

            จื่อซวินเอ๋อเป็นผู้สูงส่ง หลงอวี่ไม่มีสิทธิ์ที่จะติดต่อกับนางโดยตรงดังนั้นจึงมุ่งความสำคัญมายังฉินอวี่ ก่อนหน้านี้สายลับของหลงอวี่สังเกตเห็นฉินอวี่ที่กำลังเดินไปตามร้านค้าแต่ละร้านหลงอวี่จึงได้เดินตามเขามาตลอดทาง

            แม้อยู่ในฐานะองค์หญิงแคว้นอู่แต่หลงอวี่ไม่กล้าแสดงอำนาจขององค์หญิงกับพี่เฉินผู้มีประวัติลึกลับคนนี้เลยแคว้นอู่เป็นเพียงหุ่นเชิดตัวหนึ่ง ตำแหน่งองค์หญิงสูงส่งเหนือบรรดามนุษย์ปุถุชนแต่ต่อหน้าผู้ฝึกตนแล้ว สถานะองค์หญิงไม่มีค่าอะไรเลยและยังมีระดับรากฐานที่ธรรมดา ไร้วาสนาสู่สำนักเซียนแต่หลงอวี่ก็ไม่พอใจที่จะเป็นเช่นนั้น เหตุที่นางต้องทำความรู้จักกับสหายเอาไว้ก็เพื่อให้ตนเองได้มีคุณสมบัติที่จะเข้าสู่สำนักเซียนแม้ว่ามันจะดูเลือนรางมากก็ตาม

            แต่ตอนนี้เมื่อได้พบกับฉินอวี่ผู้มีที่มาลึกลับหลงอวี่จะยอมแพ้ปล่อยไปง่ายๆ ได้หรือ? นางรีบเดินตรงตามฉินอวี่ออกไป จับแขนซ้ายของฉินอวี่ไว้อย่างสนิทสนมและพูดอย่างสุภาพ “พี่เฉิน ท่านรังเกียจเสี่ยวอวี่ขนาดนั้นเชียวหรือ? เสี่ยวอวี่ทำอะไรให้พี่เฉินไม่พอใจหรือไม่? หรือเป็นเพราะเรื่องฉินเฟิง?”

            ฉินอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อยและมองไปที่หลงอวี่อีกครั้ง จากนั้นเขาก็เริ่มรู้สึกได้ว่าองค์หญิงสิบสามที่ดูแปลกประหลาดคนนี้มีอะไรไม่ธรรมดา

            “พี่เฉินไม่ตอบเสี่ยวอวี่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าฉินเฟิงจะเป็นเช่นนั้นก่อนหน้านี้เมื่ออยู่ต่อหน้าข้าเขาจะดูฉลาดมีปฏิภาณแต่นึกไม่ถึงเลยว่าเมื่ออยู่ลับหลังจะโอหังอวดดีเช่นนั้น ได้ยินมาว่าเขายังรังแกน้องชายของตนเองด้วย” หลงอวี่กล่าวอย่างไร้เดียงสา

            ฉินอวี่ดูเย็นชา และทำหูหนวกตาบอดเมื่อเขาหลุดพ้นจากมือของหลงอวี่ เขาก็มองเห็นร่างที่คุ้นเคยร่างหนึ่ง

            เขามองเห็นเด็กสาวคนหนึ่งที่กำลังต่อรองกับผู้ฝึกตนอยู่ที่แผงขายของเด็กหญิงคนนั้นคือฉินเสวี่ยผู้เป็นน้องสาว

            “สหาย นี่คือยาเม็ดชุบหลอม เมื่อใช้มันแล้วปุถุชนธรรมดาก็สามารถเข้าสู่ขั้นยุทธ์ได้หนึ่งร้อยศิลาวิญญาณระดับล่างนับว่าถูกมากเลยเชียว”

            คิ้วของฉินเสวี่ยขมวดขึ้นเล็กน้อยราวกับใบหลิวดวงตาทั้งสองของนางจ้องมองไปยังยาเม็ดชุบหลอมที่มีขนาดเท่าผลลำไย นางกัดริมฝีปากและพูดขึ้น“ยาเม็ดนี้สามารถช่วยให้มนุษย์ปุถุชนเข้าถึงขั้นยุทธ์ได้จริงหรือ?”

            “แน่นอน แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ข้าตั้งใจนำมาหรอกนะตัวยาชนิดนี้ในร้านขายยาหมื่นสรรพสิ่งขายอยู่ที่ราคาสองร้อยศิลาวิญญาณระดับล่างเชียวหากไม่ใช่เพราะข้ารีบใช้ศิลาวิญญาณละก็ ข้าไม่มีทางขายหรอก สหายหากผ่านที่นี่ไปแล้วก็ไม่มีขายที่ไหนแล้วนะ เจ้าจะซื้อหรือไม่แล้วอย่ามาเสียใจทีหลังล่ะ หากในบ้านเจ้ามีใครที่ยากจะเข้าถึงขั้นยุทธ์ละก็ตัวยาชนิดนี้สามารถช่วยให้เขาเข้าสู่ขั้นยุทธ์และกลายเป็นผู้ฝึกตนได้”เจ้าของแผงลอยผู้น่าเกลียดคนนี้ใช้สายตากลมโตทั้งสองจ้องมองฉินเสวี่ยอย่างต่อเนื่องพริบตาเดียวก็สามารถล่วงรู้ความคิดของนางได้ทันที

            “ท่านพี่ ถูกลงกว่านี้สักนิดได้หรือไม่? ข้า... ข้า... ไม่มีศิลาวิญญาณมากขนาดนั้น”ฉินเสวี่ยกัดริมฝีปากสีแดงของนางแน่นและมองไปยังเจ้าของแผงลอยอย่างน่าสงสาร

            “เจ้ามีศิลาวิญญาณอยู่เท่าไร?” เจ้าของแผงลอยถาม

            “ข้ามีศิลาวิญญาณระดับล่างอยู่เพียงสิบเอ็ดก้อน...”ฉินเสวี่ยกล่าวอย่างเก้อเขิน ศิลาวิญญาณระดับล่างทั้งสิบเอ็ดก้อนเป็นสิ่งที่นางสะสมเอาไว้แม้ว่าฉินเสวี่ยจะมีรายรับมากกว่าฉินอวี่อยู่มาก แต่แม้จะมีคุณสมบัติเยี่ยมเช่นนี้ก็ยังต้องใช้ศิลาวิญญาณจำนวนมากไปกับการฝึกฝนผนวกกับนายหญิงของบ้านอย่างชุยหลิ่วที่แอบขัดขวางอย่างลับๆจึงทำให้ศิลาวิญญาณที่มาอยู่ในมือนั้นมีไม่มากนัก

            เมื่อเห็นท่าทางที่ดูลำบากใจของฉินเสวี่ยเพลิงชั่วร้ายก็ปะทุออกมาจากช่วงท้องน้อยของเจ้าของแผงลอยและจ้องมองฉินเสวี่ยด้วยความลามกอนาจารมากขึ้น

            ฉินเสวี่ยเป็นผู้มีความงดงามอยู่แต่เดิมแม้ว่าจะมีอายุเพียงสิบสามปี แต่จิตใจของนางเกินกว่าอายุนัก ประกอบกับการฝึกฝนอย่างหนักตลอดทั้งปีของนางทำให้ร่างกายของนางเพรียวบางได้สัดส่วน ผนวกกับพัฒนาการที่กำลังเกิดขึ้นหน้าอกที่กำลังเติบโตคู่นั้น ที่ให้ความรู้สึกถึงความตูมขึ้นมาเล็กน้อย

            หากเป็นคนอื่นเจ้าของแผงลอยคงจะทำการตกลงเสร็จสิ้นไปนานแล้ว และยาเม็ดชุบหลอมในมือของเขาเป็นยาเม็ดชุบหลอมแท้จริงที่ไหนกัน?มันสร้างมาจากวัสดุยาประเภททั่วไป ซึ่งคาดว่าคงมีค่าไม่ถึงสิบตำลึงและด้วยเหตุผลการชุมนุมที่จะจัดขึ้นในเมืองหลักเทียนอู่จึงมีคนปะปนกันไปหลายประเภทคนธรรมดาจำนวนมากต้องการเข้าสู่หนทางขั้นยุทธ์ ดังนั้น จึงเป็นธรรมดาที่จะมีผู้ฉวยโอกาสหลอกลวงและมีคนเป็นเหยื่อแล้วจริงๆ ด้วย

            เจ้าของแผงลอยแสร้งทำเป็นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและกล่าวด้วยความลำบากใจ “สหายยาเม็ดชนิดนี้หากเป็นร้านขายยาหมื่นสรรพสิ่งจะต้องใช้ศิลาวิญญาณระดับล่างจำนวนสองร้อยก้อนศิลาวิญญาณระดับล่างจำนวนสองร้อยก้อนนับว่าไม่มากเลย ข้านับว่าใจดีแล้วนะหากสหายยินดีตอบรับคำของข้าสักหนึ่งเรื่องข้าจะยอมให้ยาเม็ดนี้กับเจ้าในราคาเพียงสิบศิลาวิญญาณระดับล่าง เป็นอย่างไร?”

            “เรื่องอะไร?”ฉินเสวี่ยพูดด้วยความประหลาดใจอยู่เต็มใบหน้าของนาง ตลอดหลายปีมานี้ นางไม่เคยซื้อยาเม็ดชุบหลอมเพื่อฉินอวี่พี่ชายของตนเองแต่ราคานั้นสูงเกินกว่าที่นางคิดไว้มาก

            “แคกๆ ขอเพียงเจ้าอยู่กับข้าสักหนึ่งคืน... ยาเม็ดชุบหลอมนี้ก็...”เจ้าของแผงลอยพูดด้วยดวงตาเปล่งประกาย

            ไม่ไกลนัก ฉินอวี่ก็ระเบิดความเหี้ยมออกมาจากระหว่างคิ้วของเขาและพลังอำมหิตในดวงตาของเขาก็ปะทุออกมา เขายกเท้าขวาขึ้น เตรียมจะก้าวไปข้างหน้าดวงตาของเขาก็หรี่เล็กลงอย่างรวดเร็ว

            เจ้าของแผงลอยที่กำลังหมกมุ่นอยู่ในจินตนาการยังไม่ทันพูดจบเขาถูกมือใหญ่ข้างหนึ่งพัดโบกไป และชายหนุ่มที่แข็งแรงคนหนึ่งที่สูงกว่าหกฉื่อในชุดเกราะก็ปรากฏตัวขึ้นข้างฉินเสวี่ย

            ฉินเสวี่ยก็หน้าแดงด้วยความอ่อนเยาว์แม้ว่านางจะมีประสบการณ์เพียงเล็กน้อย แต่นางก็ไม่ใช่คนโง่นางรู้ว่าคำพูดที่จะให้อยู่ด้วยกันหนึ่งคืนของเจ้าของแผงลอยหมายถึงสิ่งใดเมื่อนางเริ่มโกรธเกรี้ยว กลับรู้สึกได้ถึงภูเขาลูกใหญ่โตที่อยู่เบื้องหน้านางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เมื่อเห็นชายหนุ่มร่างกำยำคนนั้น นางก็ชะงักครู่หนึ่งแล้วพูดด้วยความกลัว “พี่... พี่ใหญ่?”

            “พี่ใหญ่? เจ้าไม่มีสิทธิ์มาเรียกข้าว่าพี่ใหญ่ เจ้าสัตว์ร้ายนั่นอยู่ที่ไหน?”คนที่เข้ามาตัวใหญ่ราวระฆังพูดขึ้นอย่างเฉียบขาดคนผู้นี้คือฉินหย่งบุตรชายคนโตของตระกูลฉิน?และที่ตามหลังฉินหย่งมาคือฉินเฟิงที่ใบหน้าทั้งสองข้างบวมเป่งพร้อมทหารที่สวมชุดเกราะเช่นเดียวกันอีกมากกว่าสิบคน

            “พี่ใหญ่... ท่าน... ท่านกำลังพูดเรื่องอะไร”ฉินเสวี่ยถามอย่างสงสัย

            ฉินหย่งเยาะเย้ยและใช้มือตบไปยังฉินเสวี่ย ทำให้ฉินเสวี่ยถึงกับเวียนหัวตาลายเขาใช้มือขวาคว้าคอสีขาวราวหิมะและอ่อนโยนของฉินเสวี่ย แล้วยกขึ้นตรงๆพลางพูดอย่างเย็นชา “ข้าไม่เชื่อว่าจะหาเจ้าสัตว์ร้ายตัวนั้นไม่เจอ!”

            แม้ว่าการฝึกตนของฉินเสวี่ยจะต่ำกว่าฉินหย่งเพียงสองระดับแต่ประสบการณ์ต่อสู้ของฉินเสวี่ยแทบจะเหมือนกระดาษเปล่าจะไปเป็นคู่ต่อสู้ของคนที่ผ่านการสังหารมานานอย่างฉินหย่งได้อย่างไร?

            ไม่ไกลนัก ดวงตาของฉินอวี่แดงก่ำร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างรุนแรง และความโกรธของเขาแทบจะพุ่งออกจากอกเขาก้าวไปข้างหน้าดุดัน แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไรออกไปเขาได้ยินเสียงอันอ่อนหวานของหลงอวี่ “หยุดนะ!”