หมอกยังคงอยู่
แม้พวกเขาจะออกห่างจากพื้นที่อันตรายมาแล้ว
แต่มันยังไม่จางหายไปทั้งหมด
เพียงแต่ความหนาแน่นลดลง
จนสามารถมองเห็นพื้นที่ด้านหน้าได้ไกลกว่าก่อนหน้านี้เล็กน้อย
อาเรนนำขบวนเคลื่อนที่ต่อไป
ไม่มีใครพูดมากนัก
หลังจากผ่านเหตุการณ์หลายอย่างติดต่อกัน
ทั้งการถูกลอบโจมตี
การหลบหนี
กองทัพอันเดด
และการหลงเข้าไปในพื้นที่ที่ไม่มีใครรู้จัก
ความเหนื่อยล้าเริ่มสะสมขึ้นเรื่อย ๆ
แม้สัตว์พาหนะจะถูกนำออกมาช่วยเดินทางอีกครั้งแล้วก็ตาม
นัทนั่งอยู่บนหลังสัตว์พาหนะ
สายตาของเขามองไปตามเส้นทางเบื้องหน้า
พื้นที่โดยรอบเริ่มแตกต่างจากก่อนหน้านี้
ป่าไม่ได้หนาแน่นเหมือนในเขตหมอก
พื้นดินเองก็ค่อย ๆ เรียบขึ้น
แต่ก็ยังไม่มีใครกล้าพูดว่า
พวกเขากลับออกมาได้แล้ว
เพราะไม่มีใครรู้ว่า
ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหนกันแน่
“พี่”
นัทหันไปทางมาร์โก
มาร์โกยังคงมองไปข้างหน้า
“อะไร?”
“เหนื่อยไหม?”
มาร์โกหันมามองเขาเล็กน้อย
“ถามอะไรแปลก ๆ”
นัทหัวเราะเบา ๆ
“ก็เห็นพี่ใช้สกิลมาตลอด”
มาร์โกเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนตอบ
“ยังไหว”
นัทพยักหน้า
เขาไม่ได้ถามต่อ
แต่ในความเป็นจริง
เขารู้ว่ามาร์โกเหนื่อยกว่าที่พูด
ตั้งแต่เข้าสู่พื้นที่หมอก
มาร์โกแทบไม่ได้หยุดใช้ความสามารถของตัวเอง
คอยตรวจสอบด้านหน้า
ด้านหลัง
และพื้นที่โดยรอบ
หลายครั้ง
สิ่งที่มาร์โกรู้
ช่วยให้พวกเขาหลีกเลี่ยงอันตรายได้ก่อนที่มันจะเข้ามาถึงตัว
แต่แน่นอน
ไม่มีใครรู้เรื่องนั้นทั้งหมด
นอกจากนัท
“มาร์โก”
เสียงของไคดังขึ้นจากด้านข้าง
มาร์โกหันไป
“อะไร?”
ไคมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนพูดตรง ๆ
“ฉันมีเรื่องอยากถาม”
นัทเงียบลงทันที
รันที่อยู่ด้านหน้าหันมามองเล็กน้อย
ส่วนอาเรน
ยังคงเดินนำอยู่
แต่ดูเหมือนเขาจะฟังอยู่เช่นกัน
มาร์โกตอบสั้น ๆ
“ถามมา”
ไคถอนหายใจเบา ๆ
“ตั้งแต่เข้ามาในเขตหมอก”
“นายรู้หลายอย่างเกินไป”
บรรยากาศเงียบลง
“รู้ว่าพวกนักฆ่าอยู่ตรงไหน”
ไคพูดต่อ
“รู้ว่าพวกมันแยกกำลัง”
“รู้ว่ามีอะไรอยู่ข้างหน้า”
“แล้วตอนกองทัพอันเดด...”
เขาหยุดไปชั่วครู่
“นายก็รู้ก่อนพวกเราทุกคน”
มาร์โกไม่ได้ตอบทันที
นัทมองพี่ชายอยู่เงียบ ๆ
เพราะเขารู้ว่า
เรื่องนี้ต้องมาถึงอยู่แล้ว
“เป็นสกิล”
มาร์โกพูดขึ้นในที่สุด
ไคขมวดคิ้ว
“สกิล?”
“ใช่”
“สกิลที่ใช้ตรวจสอบพื้นที่”
รันหันมามอง
“ตรวจสอบได้ไกลแค่ไหน?”
มาร์โกส่ายหน้าเล็กน้อย
“ไม่ตายตัว”
คำตอบนั้นไม่ได้อธิบายอะไรมากนัก
แต่ไคกลับเงียบลง
เขาเหมือนกำลังนึกถึงบางอย่าง
ก่อนหน้านี้
ในดันเจี้ยน
เขาเคยเห็นนัทและมาร์โกใช้ความสามารถของระบบมาก่อน
สำหรับเขา
ทั้งสองคนเป็นคนจากโลกที่มีระบบ
หลายอย่างแตกต่างจากผู้ใช้ปราณหรือผู้ใช้เวทมนตร์ทั่วไป
บางความสามารถ
เพียงกดใช้
ผลของมันก็เกิดขึ้นทันที
ไม่จำเป็นต้องฝึกวิธีควบคุมพลังแบบเดียวกับพวกเขา
ไคมองมาร์โก
“ก็เหมือนตอนที่อยู่ในดันเจี้ยนนั่นสินะ”
มาร์โกไม่ได้ตอบทันที
ก่อนพยักหน้าเล็กน้อย
“ประมาณนั้น”
ไคถอนหายใจ
“พวกนายสองคน...สะดวกดีจริง ๆ”
นัทหัวเราะเบา ๆ
“มันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นนะครับ”
“เหรอ?”
ไคหันมามอง
“ฉันจำวันที่นายเพิ่งใช้พลังจิตครั้งแรกได้อยู่เลย”
นัทชะงัก
“อย่าเอาเรื่องนั้นมาพูดสิครับ”
รันมองนัท
“อย่างน้อยตอนนี้นายก็ควบคุมได้ดีขึ้นแล้ว”
นัทเกาศีรษะเล็กน้อย
“ก็...นิดหน่อยครับ”
บทสนทนาที่ตึงเครียด
ผ่อนลงเล็กน้อย
แต่อาเรนกลับพูดขึ้น
“เรื่องสกิลของมาร์โก”
ทุกคนหันไปมองเขา
“เอาไว้เท่านี้”
น้ำเสียงของเขาไม่ได้บังคับ
แต่ชัดเจน
“ทุกคนมีความสามารถของตัวเอง”
“ถ้ามันไม่ได้สร้างปัญหาให้ทีม”
“ฉันไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียดทั้งหมด”
มาร์โกมองอาเรน
ก่อนพยักหน้า
“เข้าใจ”
ไคเองก็ไม่ได้ถามต่อ
เพราะอาเรนพูดถูก
หลายคนในทีมมีความสามารถที่ไม่ได้เปิดเผยทั้งหมด
และในโลกนี้
การถามเรื่องพลังของคนอื่นมากเกินไป
ไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก
โดยเฉพาะคนที่เพิ่งร่วมทีมกันไม่นาน
แต่หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง
ไคก็พูดขึ้นอีกครั้ง
“ถึงอย่างนั้น”
ทุกคนหันมามองเขา
ไคมองไปยังหมอกด้านหลัง
“ฉันยังมีเรื่องหนึ่งที่สงสัย”
รันพยักหน้าเล็กน้อย
“ฉันก็เหมือนกัน”
นัทเริ่มรู้สึกว่า
บรรยากาศเปลี่ยนไปอีกครั้ง
อาเรนเองก็เงียบ
ไคพูดขึ้นช้า ๆ
“พวกนักฆ่าพวกนั้น”
“มันมาจากไหน?”
ไม่มีใครตอบ
“ตอนแรกฉันคิดว่าเราแค่โชคร้าย”
ไคพูดต่อ
“อาจไปเจอคนที่ไม่ควรเจอ”
“หรือเข้าไปในพื้นที่ของใครบางคน”
เขาส่ายหน้า
“แต่หลังจากทั้งหมดที่เกิดขึ้น”
“ฉันไม่คิดแบบนั้นแล้ว”
รันมองไปด้านหน้า
“พวกมันเตรียมตัวมา”
คำพูดสั้น ๆ
แต่ไม่มีใครโต้แย้ง
อาเรนจึงพูดขึ้น
“ใช่”
นัทหันไปมองเขา
อาเรนมีสีหน้าจริงจังกว่าก่อนหน้านี้
“การโจมตีครั้งแรกอาจอธิบายได้หลายอย่าง”
“แต่หลังจากพวกมันยังตามเรามาถึงขนาดนั้น”
“ฉันก็คิดเหมือนพวกนาย”
ไคถาม
“มันรู้เรื่องภารกิจ?”
อาเรนเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนตอบ
“นั่นแหละปัญหา”
สัตว์พาหนะยังคงเดินต่อไป
เสียงกีบเท้าดังสม่ำเสมอ
ไม่มีใครเร่งให้อาเรนพูด
แต่ทุกคนกำลังรอฟัง
อาเรนมองไปข้างหน้า
ก่อนพูดขึ้น
“ปกติภารกิจคุ้มกันสินค้า”
“คนคุ้มกันไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียดทั้งหมด”
นัทพยักหน้า
เพราะเขาเข้าใจเรื่องนี้
ตั้งแต่รับภารกิจ
เขากับมาร์โกก็ไม่ได้มีหน้าที่ตรวจสอบสินค้าทุกชิ้น
หน้าที่ของพวกเขา
คือเก็บสินค้าไว้ในมิติเก็บของ
และนำมันไปให้ถึงปลายทาง
อาเรนพูดต่อ
“แต่ครั้งนี้”
“สินค้าไม่ได้ถูกขนแบบปกติ”
ไคมองเขา
“เพราะนัทกับมาร์โก”
“ใช่”
อาเรนตอบ
“เพราะพวกเขามีมิติเก็บของ”
นัทนิ่งไป
อาเรนพูดต่อ
“นั่นเป็นเหตุผลที่ฉันคิดว่าภารกิจนี้ปลอดภัยกว่าปกติ”
“สินค้าไม่ได้วางอยู่บนรถ”
“ไม่ได้ถูกบรรทุกไว้ในลังตลอดทาง”
“และไม่ได้มีร่องรอยให้คนอื่นมองเห็นง่าย ๆ”
รันขมวดคิ้ว
“ถ้าอย่างนั้น”
“ยิ่งแปลก”
อาเรนพยักหน้า
“ใช่”
มาร์โกเงียบมาตลอด
แต่ในใจของเขา
คำพูดของอาเรนทำให้บางอย่างเริ่มชัดเจนขึ้น
เขาไม่เคยสนใจเรื่องนี้มากนักในตอนแรก
งานก็คืองาน
รับของ
เดินทาง
คุ้มกัน
แล้วส่งถึงปลายทาง
จบ
แต่ตอนนี้
มันไม่ใช่ภารกิจธรรมดาอีกต่อไป
พวกนักฆ่าไม่ได้โจมตีเพราะบังเอิญเจอพวกเขา
พวกมันตามมา
และดูเหมือนจะรู้ว่าทีมนี้กำลังทำอะไรบางอย่าง
มาร์โกมองไปทางนัท
นัทเองก็เงียบเช่นกัน
มาร์โกพูดขึ้น
“แล้วนายรู้ไหมว่าข้างในคืออะไร?”
ทุกคนหันไปมองอาเรน
อาเรนเงียบไปชั่วครู่
ก่อนตอบ
“ฉันรู้เท่าที่จำเป็น”
คำตอบนั้นทำให้ไคขมวดคิ้ว
“หมายความว่า?”
“หมายความว่า”
อาเรนตอบ
“ฉันรู้ว่ามันเป็นสินค้าสำคัญ”
“และรู้ว่าปลายทางต้องการมัน”
“แต่รายละเอียดบางอย่างไม่ได้อยู่ในหน้าที่ของฉัน”
รันมองเขา
“แล้วคนอื่นรู้?”
“เท่าที่ฉันรู้”
อาเรนตอบช้า ๆ
“คนที่จำเป็นต้องรู้เท่านั้น”
ความเงียบกลับมาอีกครั้ง
มาร์โกไม่ได้ถามต่อ
แต่ความสงสัยในใจของเขา
กลับมากขึ้นกว่าเดิม
ถ้าข้อมูลถูกจำกัด
ถ้าสินค้าถูกเก็บไว้ในมิติ
ถ้าตามแผน
ไม่มีใครควรรู้รายละเอียดของการขนส่งมากนัก
แล้วพวกนักฆ่า
รู้ได้อย่างไร?
วันแรกของการเดินทางผ่านไปอย่างช้า ๆ
พวกเขายังคงเดินหน้า
อาเรนเลือกหยุดพักในพื้นที่ที่พอจะมองเห็นโดยรอบได้
มาร์โกตรวจสอบพื้นที่
ก่อนทุกคนจะตั้งจุดพักชั่วคราว
ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนักฆ่าอีกในคืนนั้น
แต่ความสงสัย
ยังคงอยู่ในใจของทุกคน
วันที่สอง
เช้าวันถัดมา
หรืออย่างน้อย
เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนคิดว่าน่าจะเป็นเช้า
พวกเขาก็ออกเดินทางอีกครั้ง
หมอกยังบดบังท้องฟ้า
ทำให้การคาดเดาเวลายากกว่าปกติ
อาเรนจึงอาศัยตำแหน่งของแสง
และทิศทางที่พวกเขาเดินทางมาตลอด
นำทีมต่อไป
เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง
พื้นที่เริ่มเปลี่ยนอีกครั้ง
ต้นไม้ลดจำนวนลง
พื้นดินแข็งขึ้น
และร่องรอยบางอย่าง
เริ่มปรากฏขึ้นบนพื้น
รันเป็นคนแรกที่สังเกตเห็น
เขาหยุดมองลงไป
“รอยล้อ”
ทุกคนชะลอความเร็ว
อาเรนลงจากสัตว์พาหนะ
เดินเข้าไปใกล้
รอยนั้นไม่ได้ใหม่มาก
แต่ชัดเจน
มีรถหรือเกวียนจำนวนมาก
เคยผ่านเส้นทางนี้
ไคมองไปข้างหน้า
“เส้นทางหลัก?”
อาเรนยังไม่ตอบ
เขาเดินตามร่องรอยไปอีกเล็กน้อย
ก่อนมองออกไป
ผ่านแนวหมอกที่เริ่มบางลง
แล้วสีหน้าของเขา
ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
“น่าจะใช่”
ทุกคนเงียบลง
ก่อนจะเร่งเดินต่อไป
ไม่นานหลังจากนั้น
สิ่งที่อยู่ด้านหน้า
ก็ปรากฏชัดขึ้น
เป็นเส้นทางกว้าง
พื้นถูกบดอัด
และมีร่องรอยการใช้งานอยู่จริง
แม้จะไม่ใช่เส้นทางที่คึกคัก
แต่ทุกคนรู้ทันทีว่า
พวกเขาไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่หลงทางอีกแล้ว
อาเรนยืนมองเส้นทางอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนถอนหายใจออก
“เจอแล้ว”
คำพูดเพียงสองคำ
แต่ทำให้หลายคนรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอก
ไคนั่งลงบนสัตว์พาหนะ
“ในที่สุด”
นัทมองเส้นทางตรงหน้า
เขาเองก็รู้สึกโล่งขึ้น
แม้จะไม่ได้หมายความว่าปลอดภัย
แต่จากตรงนี้
อย่างน้อยพวกเขาก็กลับมามีเส้นทาง
มีทิศทาง
และมีโอกาสไปถึงเมืองถัดไปจริง ๆ
อาเรนหยิบแผนที่ออกมา
ตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนพูดขึ้น
“ถ้าเราไม่ได้คลาดจากตำแหน่งมากเกินไป”
“จากตรงนี้ เรากลับเข้าสู่เส้นทางหลักแล้ว”
รันถาม
“ไปเมืองถัดไป?”
อาเรนพยักหน้า
“ใช่”
“เดินทางต่อไปตามเส้นนี้”
“เราจะไม่ต้องเข้าไปในป่าลึกอีก”
มาร์โกมองไปตามเส้นทาง
แต่ยังคงระวังตัว
เส้นทางหลัก
ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัย
โดยเฉพาะหลังจากสิ่งที่พวกเขาเจอมา
แต่ครั้งนี้
อย่างน้อย
พวกเขากำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง
วันที่สาม
การเดินทางกลับมาเป็นปกติ
ไม่มีการหลงทาง
ไม่มีการวิ่งหนี
และไม่มีคำสั่งให้เร่งความเร็วตลอดเวลา
สัตว์พาหนะเดินไปตามเส้นทาง
ทุกคนเริ่มกลับเข้าสู่จังหวะเดิม
แต่บรรยากาศของทีม
ไม่เหมือนตอนก่อนเข้าพื้นที่หมอกอีกแล้ว
พวกเขาทุกคนผ่านอะไรมาด้วยกันมากเกินไป
และตอนนี้
ยังมีคำถามที่ไม่มีคำตอบ
นักฆ่ามาจากไหน
ใครเป็นคนส่งมา
และอะไรคือเหตุผลที่พวกมันตามพวกเขาไม่เลิก
มาร์โกมองไปด้านหน้า
มือของเขาวางอยู่ใกล้อาวุธ
แม้เส้นทางจะสงบ
แต่เขาไม่ปล่อยให้ตัวเองผ่อนคลาย
นัทที่อยู่ไม่ไกล
หันมามองเขา
“พี่คิดอะไรอยู่?”
มาร์โกเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนตอบ
“คิดว่า”
เขามองไปตามเส้นทางยาวตรงหน้า
“งานนี้คงไม่จบง่าย ๆ”
นัทมองตาม
ก่อนถอนหายใจเบา ๆ
“ผมก็คิดเหมือนกัน”
เบื้องหน้า
เส้นทางยังทอดยาวต่อไป
มุ่งหน้าไปยังเมืองถัดไป
และแม้ตอนนี้
พวกเขาจะกลับออกมาจากพื้นที่อันตรายได้แล้ว
แต่ไม่มีใครรู้ว่า
สิ่งที่กำลังรออยู่ข้างหน้า
จะอันตรายน้อยกว่า
หรือมากกว่า
สิ่งที่พวกเขาเพิ่งผ่านมา