ศพของเซลฟิสแน่นิ่งไม่เคลื่อนไหว หยาดโลหิตหลั่งไหลอาบคมดาบสีทมิฬ เปรอะเปื้อนใบหน้าอันเย็นยะเยือกของกวี สะท้านเป็นสีแดงอย่างงดงามไปพร้อมกับนัยน์ตา
ไม่มีผู้ใดกล้าเอื้อนเอ่ยเข้าแทรกแซง แม้กระทั่งแมรี่และพวกพ้อง
“นี่มันพลังบ้าอะไรกันแน่ เจ้านั่นยังเป็นคนอยู่รึเปล่า” กามูกล่าวราวกับกำลังไม่เชื่อมั่นในสายตา พลังมานาของกวีที่กามูสัมผัสได้กลับแฝงความน่าสะอิดสะเอียนจนอยากจะอ้วก บ้าคลั่งและเดือดระอุ ราวกับกำลังรับฟังเสียงหัวเราะที่ทอดยาวอย่างเป็นอนันต์
เมื่อนั้นเรเชลจึงเหลียวมองไปหาแมรี่และเอ่ยถาม “ท่านโรเมเรียคิดเห็นว่าเยี่ยงไรคะ ?”
แมรี่มิได้โต้ตอบ แววตาของเธอจดจ้องมองไปข้างหน้า ภาพที่เธอเห็นคือชายหนุ่มผู้มีนามว่ากวีซึ่งยามนี้กำลังนิ่งสงบอยู่ตรงหน้าซากศพของเซลฟิส
ตัดภาพมาที่เขา ยามนี้กวีมิได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมา เขาช่างรู้สึกว่างเปล่า
“พอแล้วใช่ไหม นายฆ่าหัวหน้าของพวกเราไปแล้ว แค่นี้พวกเราก็สามารถไปได้แล้วใช่ไหม ?” หนึ่งในลูกน้องผู้ทรยศเอ่ยถาม พวกมันจดจ้องไปที่แผ่นหลังของกวี กระนั้นกลับไร้ซึ่งคำตอบใด ๆ ถูกเอ่ยขึ้นเพื่อยืนยัน
ยิ่งเวลาล่วงผ่านไป จิตใจของพวกมันจึงเพิ่มทวีสังหรณ์ถึงลางร้าย กวียังมิได้เอ่ยสิ่งใด จนกระทั่งในท้ายที่สุด กวีได้เหลียวมองกลับมาหาพวกมัน เขาเผยยิ้มอย่างน่าสะพรึงและตะโกนว่า “ปล่อยไปให้โง่สิ พวกแกล่วงรู้ถึงพลังของชั้นแล้ว พวกแกทุกตัวจะต้องตายที่นี่ !!”
จิตสังหารแผ่ขยายไปทั่วทั้งบริเวณ ออร่าสีเทาเปล่งปลั่งเป็นประกายไปทั่วร่างของกวี ไม่จำเป็นต้องเอื้อนเอ่ยสิ่งใด บรรดาลูกน้องของเซลฟิสที่เหลือจึงไม่รีรอ หันหลังและเร่งฝีเท้าวิ่งหนีไปโดยไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมามอง
“อย่ามายุ่งล่ะกอลัม นี่เป็นการล่าของชั้น” กวีกล่าวเพื่อสั่งการ เมื่อนั้นเจ้าอสูรโครงกระดูกจึงพยักหน้าเพื่อตอบรับ
“ซุ่ม !!”
เรือนร่างของกวีเลือนหายไปด้วยความเร็วเหนือแสง หลงเหลือเอาไว้เพียงภาพติดตาซึ่งปรากฏขึ้นและคงอยู่ได้เพียงไม่กี่วินาที
การฆ่าล้างเริ่มต้นเปิดม่าน ผู้โชคร้ายซึ่งอยู่ ณ ปลายแถวค่อย ๆ ล้มตายไปทีละคน ศีรษะขาดสะบั้นออกจากคอแม้ยังไม่ทันได้กรีดร้อง
กวีเคลื่อนกายไปข้างหน้ารวดเร็วประหนึ่งสายลม ศีรษะของพวกมันขาดสะบั้นลงอย่างต่อเนื่อง ทว่ากลับไม่มีแม้แต่ผู้เดียว ที่จะกล้าเผชิญหน้าและหันคมดาบเข้าใส่กวี
“ฮ่าๆๆ วิ่งกันเข้าไปซะไอ้พวกโง่ !!” ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงความบ้าคลั่ง ทุกครั้งที่เขาตวัดดาบ เสียงหัวเราะกลับก้องกังวานประหนึ่งเขาแปรเปลี่ยนตนกลายเป็นคนบ้า
ศัตรูถูกสังหารจนหลงเหลือเพียงครึ่งเดียวง
“ชั้นยังไม่อยากตาย !!”
“ชั้นจะต้องรอด ไม่ว่าจะต้องสละชีวิตใครก็ตาม !!”
พวกมันที่เหลือวิ่งหนีจากกวีอย่างไม่คิดชีวิต บ้างก็ผลักคนที่วิ่งเคียงข้างเพื่อให้ล้มลง บ้างก็สะดุดล้มขาตนเองและถูกเหยียบซ้ำจากบรรดาผู้คนที่วิ่งตามมาหลังจนกระทั่งสิ้นใจ ในยามนี้ ทุกคนต่างสนเพียงชีวิตของตนเอง เมื่อความตายอยู่ใกล้เพียงปากประตู คำว่าพวกพ้องย่อมถูกกลืนหายไปเหลือเพียงการเอาชีวิตรอด
“ตุ่บ-”
ชายคนหนึ่งสะดุดขาตนเอง โชคยังดีที่ตนอยู่นอกแถว จึงไม่ถูกเหยียบย่ำจากบรรดาพวกพ้องคนอื่น
มันพยายามเค้นแรงเพื่อลุกขึ้นยืนอีกครั้ง กระนั้นกลับช่างโชคร้าย เมื่อขาขวาของเขาพลิกจนรู้สึกเจ็บปวด แม้จะลุกขึ้นมาได้ก็มิอาจวิ่งต่อ
คนอื่น ๆ นำหน้าเขาไปไกลแล้ว ไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าช่วยเขา จิตใจจึงร่วงหล่นสู่ความสิ้นหวัง จนกระทั่งในท้ายที่สุด เงาของใครบางคนได้ปรากฏขึ้นมาจากด้านหลัง เมื่อลองหันกลับไปมอง ภาพแรกที่ได้เห็นกลับเป็นยมทูตกำลังมองต่ำลงมาซึ่งมีสายตาเยือกแข็งประหนึ่งเหมันต์
“ทำไมถึงไม่ทำตามสัญญา ?” มันเค้นแรงเพื่อเอ่ยถาม
กระนั้นกวีกลับทำหน้าราวกับตนกำลังไม่แยแส “สัญญาอะไรของแก ?” เขาเริ่มต้นว่ากล่าว “เอาล่ะ ลองนึกภาพตามสิ่งที่ชั้นกำลังจะพูดให้ดี สมมุติว่ามีกลุ่มคนอยู่สองกลุ่ม ทั้งสองล้วนเป็นคู่อริ เจอกันเมื่อไหร่ก็มักจะท้าตีท้าต่อยกันเป็นเรื่องปกติ จนกระทั่งวันหนึ่ง พวกเขาได้หันปืนเข้าหากัน แต่ละฝ่ายฆ่าพวกพ้องของอีกฝ่ายกันไปสองหรือสามคน แล้วจู่ ๆ ทั้งสองฝ่ายก็อยากจะจบเรื่องทั้งหมด หวังว่าจะมีใครสักคนตะโกนขึ้นมาว่า ‘เรามาหยุดยิงกันเถอะ !!’ ในกรณีนี้ แกคิดว่าฝ่ายไหนจะเป็นฝ่ายวางปืนลงเป็นฝ่ายแรกกันล่ะ ?”
“ก็พวกเราไงล่ะ พวกเราไม่มีใจจะสู้แล้ว เพราะฉะนั้น ปล่อยชั้นไปเถอะนะ” มันตอบโดยไม่ลังเล ทุกคนย่อมเกรงกลัวต่อความตายเป็นเรื่องธรรมดา
เพียงแต่ว่า กวีกลับเผยยิ้มออกมาอีกครั้ง พร้อมแววตาเริ่มต้นเปล่งประกายแสงสีแดงฉานสว่างไสว ดาบในมือขวาถูกยกขึ้นอยู่เหนือหัว “เรื่องของพวกแกสิวะ ต่อให้พวกแกจะยอมแพ้ ชั้นก็จะฆ่าพวกแกอยู่ดี !!” เมื่อสิ้นเสียง ศีรษะของศัตรูจึงขาดสะบั้นลงในชั่วพริบตา พร้อมกับเรือนร่างของกวีได้เลือนหายพรางตัวไปกับสายลมเพื่อเริ่มต้นการสังหารศัตรูอีกครั้ง
ตัดกลับมาที่อีกฟากหนึ่ง ในขณะที่พวกพ้องของเซลฟิสถูกสังหารลงจนหลงเหลือเพียงหนึ่งในสี่ แมรี่และพวกพ้องคนอื่น ๆ กลับทำได้เพียงเฝ้ามองจากที่ห่างไกล
“ถึงจะเป็นศัตรู แต่การสังหารหมู่มันก็..” เรเชลกล่าว เธอนั้นคัดค้านหัวชนฝา ทว่าลึกเข้าไปในจิตใจ ตนกลับรู้สึกยินดีปรีดาและปลาบปลื้มไปกับการตายของเซลฟิสและพวกพ้อง
ทว่าในเรื่องของศีลธรรม การกระทำของกวีคงมิได้แตกต่างไปจากพวกนอกรีต
“นั่นสินะ นี่มันก็มากเกินไปจริง ๆ นั่นแหละ” กามูกล่าวพลางกำหมัดจนแน่นขนัด ความรู้สึกอันหลากหลายได้ต่อต้านกันและกันอยู่ ณ ห้วงลึกของจิตใจ แม้ตนจะไม่เห็นด้วย กระนั้นอีกหนึ่งความคิดกลับปฏิเสธด้วยความย้อนแย้ง
เรเชลหันกลับไปหาแมรี่ “พวกเราควรจะทำยังไงดีเพคะท่านโรสเมเรีย ?” ในใจเฝ้าสงสัยว่าเธอนั้นคิดเห็นเช่นไร จะหยุดยั้งดีไหม? หรือจะปล่อยปละละเลยต่อไปจนกระทั่งศัตรูตนสุดท้ายสิ้นชีพลง
ทว่าแมรี่กลับไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมา ทันใดนั้น องค์หญิงผู้เยาว์วัยจึงเร่งฝีเท้ามุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต
“ท่านโรสเมเรีย !!”
กลับมาที่สนามรบที่แปดเปื้อนไปด้วยกลิ่นคาวเลือดอีกครั้ง กองซากศพได้เพิ่มพูนทวีขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จากหนึ่งกลายเป็นสอง จากสองกลายเป็นสี่ จากสี่กลายเป็นห้าสิบ จนกระทั่งจากห้าสิบกลายเป็นแปดสิบห้า
“ตาย ตาย ตาย ตายซะให้หมด !!” เสียงหัวเราะของกวียังคงก้องกังวานอย่างบ้าคลั่ง ตวัดดาบในมือดาบด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีอยู่ ศีรษะของศัตรูขาดสะบั้นออกจากร่างกายจนหลงเหลือเพียงไม่ถึงสิบชีวิต
.
< น่าขยะแขยง.. >
.
< น่ารำคาญ.. >
.
< ชั้นไม่ชอบเสียงนี้เอาซะเลย.. >
.
< มัน (ง่วงนอน ᴗ˳ᴗ) คล้ายกับเสียงของใบเลื่อยที่ดังก้องกังวานอยู่ข้างในหู.. >
.
< ในขณะที่กลิ่นเหม็นของน้ำสีขาวขุ่นฟุ้งไปทั่วทั้งบริเวณ.. >
.
< คล้ายกับกลิ่นของขนมปังเปียก (ง่วงนอน ᴗ˳ᴗ) ที่หมักเอาไว้นานแรมเดือน.. >
.
< ชั้นไม่ชอบมัน.. >
.
< ชั้นเกลียด (ง่วงนอน ᴗ˳ᴗ) มัน.. >
.
< เพราะฉะนั้น.. >
.
< ขอร้องล่ะ (ง่วงนอน ᴗ˳ᴗ).. >
.
< ช่วยหยุดสักทีเถอะ >
.
ถ้อยคำอันไร้ซึ่งเสียงได้วนเวียนอยู่ในหัวของกวี จนกระทั่งเดินทางมาถึงคนสุดท้าย ตระเตรียมท่วงท่าและดาบให้พร้อม ฝีเท้าเพิ่มความเร็วมุ่งไปข้างหน้าเพื่อสังหารศัตรู
คมดาบใกล้เข้าถึงคอ เพียงแต่ว่า กลับมีเสียงใครบางคนได้ก้องกังวานขึ้นมาในหัวอย่างฉับพลัน
.
< กวีน้อยของแม่.. >
.
< ลูก.. >
.
< คงจะเหนื่อยสินะ >
.
เป็นเสียงของหญิงสาว ในขณะที่กล่าวกวีราวกับกำลังถูกลูบหัวคล้ายกับตนคือทารกน้อย เขาหยุดยั้งการโจมตี ทำให้ศัตรูตนสุดท้ายจึงหลงเหลือลมหายใจในท้ายที่สุด
“เกิดอะไรขึ้น.. ทำไมเราถึงหยุดมือซะล่ะ ?” กระทั่งกวียังสงสัยในตัวของตนเอง พวกพ้องตนสุดท้ายของเซลฟิสจึงล้มลงพลางหลั่งปัสสาวะโดยมิได้ตั้งใจ
ทันใดนั้น ใครบางคนได้พุ่งทะยานเข้ามาใกล้และโอบกอดเขาอย่างเหนี่ยวแน่นจากด้านหลัง
“มะ- แมรี่ คุณจะทำอะไรกันแน่ ?!!” กวีแปรเปลี่ยนสีหน้าในฉับพลัน ใบหูกลับกลายเป็นสีแดงก่ำเพราะความเขินอาย
“ชั้นขอโทษ..” แมรี่เริ่มต้นว่ากล่าว “ชั้นขอโทษ แต่คุณทำสีหน้าราวกับกำลังเจ็บปวด”
“มะ- หมายความว่ายังไงกันครับ ?!!” กวียังคงลนลาน แต่แล้วในครู่ต่อมา เขากลับตระหนักได้ถึงความหมายที่แฝงอยู่ในถ้อยคำของแมรี่
“นั่นสินะ ดูเหมือนผมคงจะทำเกินไป” กวีกล่าวพลางขอโทษ เรเชลและกามูได้วิ่งเข้ามาหาทั้งสอง ถึงกระนั้น จนกระทั่งแมรี่ปล่อยมือจากเขา เรเชลกลับมิได้แสดงท่าทีน่ารำคาญเฉกเช่นครั้งก่อน
“ไปซะ แต่ห้ามบอกใครถึงสิ่งที่เกิดขึ้นข้างในนี่เป็นอันขาด” กามูเหลียวมองไปที่ศัตรู กล่าวพลางไล่อีกฝ่ายไปให้พ้นสายตา
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มันจึงไม่รอช้าพร้อมลุกขึ้นก่อนจะเร่งฝีเท้าหนีหายไป
กวีมิได้กล่าวสิ่งใดออกมา เขาก้มหน้าก้มตาพร้อมรับความผิด
“แบบนี้จะดีหรือคะ ถ้ามาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่ใช่ว่าพวกเราควรปิดปากเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่หลงเหลือใครที่รู้เหตุการณ์ทั้งหมดหรอกหรือ ?” เรเชลกล่าวพลางสังหรณ์ถึงลางร้าย ไม่มีสิ่งใดการันตีว่ามันจะทำตามที่บอก ดีไม่ดี แม้ทั้งสี่กลับคืนสู่โลกความจริง ศัตรูอาจเฝ้ารอและจู่โจมพวกเขาด้วยความแค้นที่กวีทำกับพวกตน
กามูนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งและกล่าวว่า “พวกเธอรู้รึเปล่า ว่าทำไมเจ้าจอสถึงไม่ยอมฆ่าพวกโจรที่กล้าข่มขืนลูกสาวและภรรยาสุดที่รัก ทั้ง ๆ ที่ด้วยความสามารถระดับนักบุกเบิกมืออาชีพ แค่พริบตาก็สามารถฆ่าโจรกระจอกไม่กี่คนได้อย่างง่ายดาย”
ในขณะที่กล่าว ทุกคนต่างรับฟังอย่างเงียบสงบโดยไม่แม้แต่จะปริปาก จนกระทั่งกามูเริ่มต้นว่าต่อ
“เจ้านั่นมันเป็นคนดีและอ่อนต่อโลกจนเกินไป ท่ามกลางสังคมที่ทุกคนพร้อมจะหักหลังกันและกันได้ทุกเมื่อหากผลประโยชน์ไม่ลงรอย เกลียดกัน เข่นฆ่ากัน นินทาลับหลัง ทุกสิ่งล้วนเป็นเรื่องปกติในสังคมมนุษย์” กามูกล่าวด้วยเสียงสะอื้น “แต่ก็เพราะแบบนั้นแหละ ทำให้ชั้นถึงชอบที่จะได้ร่วมงานกับเจ้าหมอนั่น ชั้นรู้สึกว่าได้รับความเป็นมนุษย์กลับมาอีกครั้ง เพราะฉะนั้น แม้จะเพียงแค่ครั้งเดียว แต่ชั้นก็อยากจะทำในสิ่งที่หมอนั่นจะทำเป็นครั้งสุดท้าย”
ไม่มีผู้ใดกล้าพูดต่อ ซึ่งหากจอสยังมีชีวิตอยู่ ตัวเขาคงกระทำการเช่นเดียวกับกามูโดยปราศจากความลังเล
เพียงแต่ว่า โลกใบนี้มิได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น สัจธรรมสองสิ่งคือสิ่งที่มิอาจเลี่ยงหลีก ว่าสิ่งที่ไม่คาดคิดมักเกิดขึ้นในช่วงเวลาอันไม่คาดฝันเสมอ และที่สำคัญยิ่งกว่า มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่มีจิตใจลังเลเป็นที่สุด
“ว่าก็ว่าเถอะ ไอ้ทักษะเมื่อกี้มันคืออะไรกันแน่ มันน่าเหลือเชื่อสุด ๆ ไปเลย !!” เสียงของกามูดังขึ้นเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ
กวีมิอาจเก็บงำความลับได้อีก ทุกสิ่งที่ตนได้กระทำล้วนเป็นประจักษ์แก่สายตาทุกคน
กวีเริ่มต้นเปิดใจถึงที่มา อธิบายถึงข้อสงสัยที่ทุกคนกล่าวถาม กระนั้นกลับเว้นเอาไว้บางเรื่อง เขายังคงปกปิดตัวตนที่แท้จริงเอาไว้ในเงามืด แต่ถึงจะเอ่ยเช่นนั้น คงไม่มีผู้ใดกล้าเชื่อเขาว่าครั้งหนึ่งเคยถูกอัญเชิญมาจากต่างโลก
สำคัญยิ่งกว่าเรื่องราวของกวี กลับมีบางสิ่งที่ชวนให้ฉงนสงสัยมากกว่า
“ถ้าที่นี่คือห้องของผู้พิทักษ์ แล้วทำไมดันเจี้ยนถึงไม่หายไปกันล่ะ ?” เรเชลเอ่ยขึ้น เธอและคนอื่น ๆ เหลียวมองไปรอบๆ กระนั้นกลับพบเพียงทางกลับทว่ากลับไร้ซึ่งหนทางไปต่อ
“ผมขอตัวสักครู่นะครับ” กวีขอตัวลาจาก เมื่อกล่าวจบ ฝีเท้าจึงเร่งตรงดิ่งไปยังซากศพของพวกบารากะ
กวีเริ่มต้นกระบวนการดูดกลืนซากศพ หากเป็นในช่วงเวลาเมื่อครู่นี้ การกระทำของเขาคงประหนึ่งการทำลายซากศพ แต่เมื่อล่วงรู้ถึงความจริง ทักษะที่กวีถือครองอยู่กลับทรงพลังและน่าอัศจรรย์ใจ
ซากศพกลายเป็นโครงกระดูกแห่งความว่างเปล่า ใช้เวลาสักพักจึงเสร็จสิ้นกระบวนการ ในบรรดาพวกพ้องรวมไปถึงเซลฟิสทั้งหนึ่งร้อยแปดซากศพ มีเพียงสี่สิบตนที่ถูกแปรเปลี่ยนโครงกระดูกแห่งความว่างเปล่า นับเป็นอัตราส่วนเพียงสามสิบเจ็ดในร้อยส่วนเท่านั้น ซึ่งในจำนวนดังกล่าว แบ่งออกเป็นระดับหนึ่งสามสิบห้าส่วนและระดับสองทั้งหมดเพียงห้าส่วน
หากลองเปรียบเทียบระดับพลัง ระดับของเซลฟิสคือหนึ่ง ด้อยค่ายิ่งกว่าบรรดาลูกน้องหลายคน ซึ่งเกณฑ์ในการแปรเปลี่ยนคือพลังหรือพรสวรรค์แต่กำเนิด จึงสามารถกล่าวได้ว่าเซลฟิสเป็นเพียงคนธรรมดาดั่งที่เขาเป็นมาตลอด
ถึงกระนั้น ผู้ด้อยพรสวรรค์เยี่ยงเขากลับได้มีตำแหน่งสูงส่งในฐานะนักบุกเบิกระดับเงินขั้นห้า ทว่าเมื่อเทียบกับหัวหน้าแห่งกลุ่มโจรงูเห่าดำเยี่ยงซีซ่า กลับกล่าวได้ว่าพลังของทั้งสองห่างกันราวฟ้ากับดิน
.
< เป็นอย่างนี้นี่เอง ดูเหมือนระดับของนักบุกเบิกจะไม่ได้วัดกันที่พลัง แต่จะวัดกันที่ผลงานต่างหาก ซึ่งสำหรับกรณีของเซลฟิส คงเพราะเขามีลูกน้องมือดีอย่างบารากะ ทำให้เขาในฐานะหัวหน้ากลุ่มจึงได้รับอานิสงส์มาอย่างเต็มเปี่ยม >
.
กวีครุ่นคิด ซึ่งทุกสิ่งล้วนเป็นจริงดั่งเช่นความคิดของเขา
เริ่มต้นกระบวนการต่อไป ในสถานการณ์ปัจจุบัน มีเพียงหนึ่งการจับคู่ที่เข้ากันระหว่างโครงกระดูกอันว่างเปล่าและแก่นแท้แห่งจิตวิญญาณ
.
[ เริ่มต้นกระบวนการผสาน ]
.
[ ตรวจสอบความเข้ากัน ]
.
[ พบความเข้ากันระหว่าง ‘โครงกระดูกแห่งความว่างเปล่าระดับสอง’ และ ‘แก่นแท้แห่งจิตวิญญาณของพลทหารก็อปลิน(ธนู)ระดับสอง’ ]
.
[ การผสานเสร็จสิ้น ]
.
กวีผสานจนได้รับกองทัพแห่งโลกวิญญาณตนใหม่มาถึงห้าตน นับว่าช่างโชคดี ที่กระบวนการผสมผสานมิได้เกี่ยวข้องกับความน่าจะเป็น
“กลับมาแล้วครับ” กวีเอื้อนเอ่ยออกมาเมื่อตนอยู่ในระยะสายตาของทุกคน
“งั้นก็มาเริ่มกันเถอะ ฝากด้วยนะเรเชล” แมรี่กล่าวสั่งการ
เมื่อนั้นเรเชลจึงเปิดหน้าหนังสือไปยังหน้าถัดไป “บทสวดภาวนาต่อดาราประจักษ์ บทที่หนึ่ง ดาราส่องแสง !” เธอร่ายมนตร์เพื่อใช้งานทักษะ ดวงดาราสีเหลืองอ่อนได้ปรากฏขึ้นอยู่เหนือหัวพร้อมปัดเป่าเอาความมืดมิดให้มลายหายไปจนหมดสิ้น
ทุกคนเร่งแยกย้ายกันเพื่อควานหาเบาะแส ถึงที่มาว่าเหตุใดดันเจี้ยนจึงไม่ปิดลงแม้ผู้พิทักษ์จะถูกพิชิตไปแล้วก็ตาม
วันเวลาล่วงผ่านไปราวสิบห้านาที
“ทางนี้ครับ !!” เสียงของกวีถูกเปล่งขึ้นดังก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ เมื่อนั้นทุกคนจึงมุ่งตรงไปที่เขา
เมื่อมาถึง เบื้องหน้าของแมรี่และคนอื่นได้ปรากฏบัลลังก์อันสร้างมาจากไม้ผุ ซึ่ง ณ บริเวณบนสุดมีโครงกะโหลกร้อยเรียงประดับอยู่ตรงบริเวณขอบ เมื่อลองก้มมองด้านล่างพบแผ่นไม้สีแดงวางรองซึ่งอยู่ใต้บัลลังก์
“คิดว่าพวกเซลฟิสเป็นคนสร้างรึเปล่าครับ ?” กวีเริ่มต้นเอ่ยถาม
กามูมองพลางคิดวิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่งจึงตอบ “อาจจะไม่ ชั้นคิดว่าสิ่งนี้คงมีตัวตนอยู่ตั้งแต่แรก”
พลันได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มราวกับนักปราชญ์ได้ตรัสรู้จึงปรากฏขึ้น ณ ริมฝีปากของกวี “ทุกคน ได้โปรดถอยกันไปก่อนครับ” เขากล่าว ทุกคนจึงเร่งฝีเท้าถอยห่างตามที่สั่ง
กวียืนนิ่งอยู่หน้าบัลลังก์อยู่ครู่หนึ่ง ต่อมามานาสีเทาได้แผ่ขยายผ่านมือข้างขวา เขาง้างหมัดไปข้างหลังจนสุดแขน
“มานาสีเทานั่นมันคืออะไรกันแน่..” เรเชลรู้สึกสงสัยพลางฉงนใคร่รู้ ชายผู้นี้มีความแปลกประหลาด ความรู้ใด ๆ บนโลกใบนี้มิอาจอธิบายถึงตัวตนของเขา ทำให้เธอจึงใคร่รู้ยิ่งนักว่ากวีเป็นใครและมาจากที่แห่งใด
“เอ๊ะ! แต่เดี๋ยวสิ นั่นนายกำลังจะทำอะไรกันแน่ ?!!” เรเชลเปิดปากเพื่อตะโกนจนสุดเสียง ทว่ากลับไม่ทันการณ์ เมื่อชายหนุ่มกระหน่ำหมัดขวาเข้าไปจนบัลลังก์แตกสลายลงไปในชั่วพริบตา
ฝุ่นควันลอยฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณ ต่อมาพวกมันจึงค่อย ๆ เลือนหายไป จนในท้ายที่สุด ได้ปรากฏรูปลักษณ์ของกวียืนอยู่ โดยเบื้องหน้าปรากฏเส้นทางลับซึ่งซ่อนเร้นอยู่ภายใต้บัลลังก์
เมื่อนั้นกวีจึงเริ่มต้นเปล่งเสียงว่ากล่าวออกมาอีกครั้งเพื่อชี้แจงแถลงไข
“ที่ดันเจี้ยนไม่หายไปไม่ใช่เพราะเกิดความผิดพลาดหรอกครับ แต่เป็นเพราะ..”
‘ผู้พิทักษ์ที่แท้จริงยังไม่ถูกกำจัดต่างหาก’