บทที่ 3: สกิลแรกทำงาน(เพิงหมาแหงนชั่วคราว)
ท่ามกลางความเงียบสงัดของป่าลึกที่เริ่มถูกโอบล้อมด้วยสีสันของยามอัสดงอีไลอัสในร่างเด็กชายวัยสิบสองขวบยืนนิ่งอยู่กลางพื้นที่ลาดชันของเนินเขาที่เขาเพิ่งจะยกฉายาให้เป็‘Prime Site’ ในใจสายลมเย็นที่พัดมาจากทางน้ำตกม่านไพลินเริ่มหอบเอาความชื้นและกลิ่นของพฤกษามาเตือนสติว่าเวลาสำหรับการชื่นชมทัศนียภาพนั้นหมดลงแล้ว
“เอาล่ะ...ถ้าจะเล่นเกมแนว Survival สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การออกไปล่ามอนสเตอร์แต่เป็การสร้าง ‘เซฟเฮาส์’ แม้จะเป็แค่เลเวลหนึ่งก็ตาม”
อีไลอัสพึมพำกับตัวเองพยายามเรียกสมาธิและนึกถึงหน้าจออินเทอร์เฟซที่เขาเห็นก่อนจะถูกวาร์ปมาที่นี่เขาจำได้แม่นยำว่าระบบมอบสกิลที่ชื่อว่า [สถาปนิกแห่งพงไพร (Architect of the Glade)] มาให้ซึ่งในคำอธิบายบอกว่ามันทำงานคล้ายกับเครื่องมือในโปรแกรมออกแบบสามมิติ
เขาลองเพ่งสมาธิไปที่มือขวาทันใดนั้น ความรู้สึกประหลาดก็เกิดขึ้น มันไม่ใช่ความเ็ปแต่เป็ความรู้สึกเหมือนมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ไหลวนอยู่รอบฝ่ามือเมื่อเขามองผ่านสายตาของตัวเองเข้าไปยังพื้นที่ว่างตรงหน้า เขากลับเห็น ‘ตารางกริด (Grid Line)’ สีทองจางๆ ปรากฏขึ้นมาบนพื้นดินมันเป็เส้นนำสายตาระดับสเกลหนึ่งต่อหนึ่งที่ดูสมบูรณ์แบบจนสถาปนิกอย่างเขาแทบจะหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความตื้นตัน
“นี่มัน...ยิ่งกว่าแว่นตา AR (Augmented Reality) รุ่นท็อปสุดในตลาดเสียอีก!”
เขาทดลองขยับนิ้วชี้ในอากาศแล้วพบว่าปลายนิ้วของเขาคล้ายเคอร์เซอร์ ปลายลูกศรสีทองกำลังเคลื่อนที่ไปตามจังหวะนิ้วของเขาอย่างแม่นยำ(High Precision) ไม่มีอาการหน่วง (Latency) แม้แต่มิลลิวินาทีเดียวมันให้ความรู้สึกเหมือนเขากำลังถือเมาส์ไร้สายความละเอียดสูงที่เชื่อมต่อเข้ากับสมองโดยตรง
อีไลอัสเริ่มออกตัววิ่งไปรอบๆบริเวณป่าชั้นนอกเพื่อรวบรวม ‘วัสดุก่อสร้าง’ เขาไม่ได้สุ่มหยิบกิ่งไม้ขึ้นมามั่วๆแต่ิญญาสถาปนิกเ้าระเบียบในตัวทำให้เขาคัดสรรเฉพาะกิ่งไม้ที่มีความตรงและหนาพอสมควรเพื่อใช้เป็‘เสาเอก’ และ ‘คาน’
“กิ่งไม้พวกนี้คือโครงสร้างหลัก(Primary Structure) ต้องรับแรงกด (Compression) ได้ดี ส่วนใบเฟิร์นั์พวกนั้นจะเป็วัสดุมุง (Cladding) ที่น้ำหนักเบาและกันน้ำได้”
เขาแบกกิ่งไม้ขนาดเท่าท่อนแขนสามสี่ท่อนมาวางกองไว้ที่โคนต้นไม้ใหญ่ซึ่งเขาวางแผนจะใช้ลำต้นของมันเป็จุดยึดเหนี่ยว (Anchor Point) อีไลอัสเริ่มการทดสอบสกิลทันที เขาหยิบกิ่งไม้ท่อนแรกขึ้นมาตั้งพิงกับลำต้นไม้ใหญ่ทำมุมเฉียงประมาณ 45 องศาซึ่งเป็องศาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการรับแรงลมและระบายน้ำฝน
“ในโลกเดิมถ้าไม่มีเชือกกล้วยหรือตะปู งานนี้ล้มเหลวั้แ่วินาทีแรกแน่นอนแต่ถ้าเป็ที่นี่...”
อีไลอัสยื่นนิ้วชี้ที่เรืองแสงสีทองไปแตะที่รอยต่อระหว่างกิ่งไม้กับเปลือกไม้ของต้นไม้ใหญ่ทันทีที่ัั ความรู้สึกเหมือนการ ‘คลิกเมาส์’ ก็ดังขึ้นในมโนสำนึกแสงสีทองวาบขึ้นที่จุดัั มันไม่ใช่แค่การติดกาวลวกๆ แต่มันคือการ ‘เชื่อม (Welding)’ ในระดับอะตอมที่มหัศจรรย์ที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นเส้นใยของไม้ทั้งสองส่วนเริ่มถักทอและขัดสานเข้าหากันเองอย่างนุ่มนวลแต่แข็งแกร่งจนน่าทึ่ง
“โอ้โห!นี่มันคำสั่ง Snap ในโปรแกรมชัดๆ! แถมยังเป็ Auto-ที่ฉลาดกว่าซอฟต์แวร์ตัวไหนๆ ในโลกสถาปัตยกรรมอีก!”
เขาตาเป็ประกายความตื่นเต้นทำให้เขาลืมความเหนื่อยล้าไปจนสิ้น อีไลอัสเริ่มหยิบกิ่งไม้ท่อนที่สองท่อนที่สาม และท่อนที่สี่ มาวางเรียงต่อกันเป็โครงสร้าง ‘จันทัน’ (Rafters) ของเพิงหมาแหงน (Lean-to Shelter) ทุกครั้งที่เขาแตะนิ้วลงไปสกิล [สถาปนิกแห่งพงไพร] จะทำหน้าที่เชื่อมต่อโครงสร้างเ่าั้เข้าด้วยกันอย่างแม่นยำเขาไม่ต้องเสียเวลามานั่งมัดปมเชือกให้เจ็บมือไม่ต้องกังวลว่าโครงสร้างจะเลื่อนไถล
การขัดสานของไม้ภายใต้สกิลนี้ดูราวกับงานหัตถกรรมชั้นสูงกิ่งไม้เล็กๆ ถูกดูดเข้าไปพันรอบกิ่งไม้ใหญ่ในลักษณะที่เป็ระเบียบ (Grid-based Interweaving) จนเกิดเป็แผงโครงสร้างที่แข็งแรงพอจะรองรับน้ำหนักของคนหนึ่งคนได้สบายๆ
“ต่อไปคือส่วนประกอบรอง(Secondary Structure) ต้องวางคานขวางเพื่อรองรับวัสดุมุงหลังคา”
เขาจัดวางกิ่งไม้เล็กๆขวางลงบนจันทัน โดยเว้นระยะห่าง (Spacing) อย่างสม่ำเสมอเพื่อความสวยงามและความแข็งแรงตามหลักวิศวกรรมเมื่อโครงสร้างหลักเสร็จสมบูรณ์ อีไลอัสก็หันไปหา ‘ใบเฟิร์นั์’ที่เขารวบรวมมาก้านของมันหนาและใบกว้างจนสามารถใช้แทนแผ่นสังกะสีหรือกระเบื้องมุงหลังคาได้เลย
เขาทดลองนำใบเฟิร์นมาวางซ้อนทับกันโดยเริ่มจากส่วนล่างสุดของหลังคาขึ้นไปหา้าสุด (Bottom-up Shingling) เพื่อให้น้ำฝนไหลผ่านรอยต่อได้โดยไม่ซึมย้อนกลับเข้าไปข้างใน
“คลิก...คลิก... คลิก...”
นิ้วของเขาขยับไปมาราวกับวาทยากรที่กำลังควบคุมวงออเคสตราทุกครั้งที่นิ้วแตะลงบนก้านใบเฟิร์น มันจะ ‘ลอ็ก’ เข้ากับกิ่งไม้โครงสร้างทันทีอย่างมั่นคงเพิงหมาแหงนที่ดูเหมือนจะเป็แค่ที่พักชั่วคราวกลับเริ่มมีรูปร่างที่ดูสมมาตรและมีความสวยงามเชิงสถาปัตยกรรมอย่างประหลาด
อีไลอัสไม่ลืมที่จะสำรวจ‘ทิศทางลม’เขาจงใจหันหลังให้แนวป่าฝั่งที่ลมพัดมาจากน้ำตกเพื่อใช้ตัวเชลเตอร์และต้นไม้ใหญ่เป็ปราการกั้นลมหนาวที่จะพัดเข้ามาในตอนกลางคืน
“การระบายอากาศ(Ventilation) ก็สำคัญ แม้จะปิดล้อมสามด้านแต่ด้านหน้าต้องเปิดโปร่งเพื่อให้ความร้อนจากกองไฟไหลเวียนเข้ามาได้”
เขาทำการอุดรอยรั่วตามขอบเพิงด้วยมอสส์หินและดินเหนียวบางส่วนที่พบใกล้ๆนั้น โดยใช้สกิลช่วยผสานให้ดินเหนียวเกาะติดกับช่องว่างระหว่างใบไม้ราวกับปูนยาแนวภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงที่พักพิงขนาดกะทัดรัดแต่ถูกสร้างขึ้นด้วยความแม่นยำระดับมิลลิเมตรก็เสร็จสมบูรณ์
อีไลอัสทรุดตัวลงนั่งบนพื้นดินที่เขาปูทับด้วยใบไม้นุ่มๆภายในเชลเตอร์ เขาลองขยับตัวแรงๆ เพื่อทดสอบความแข็งแรงของมันผลที่ได้คือมันนิ่งสนิทราวกับเป็ส่วนหนึ่งของต้นไม้ใหญ่ต้นนี้ไปแล้ว
“ไม่มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดไม่มีการขยับเขยื้อน... นี่มันโครงสร้างระดับพรีเมียมชัดๆถ้าเอาไปพรีเซนต์ให้ลูกค้าดู ลูกค้าคงกดไลก์รัวๆ ั้แ่สามนาทีแรก”
เขาหัวเราะเบาๆกับตัวเอง ความภูมิใจเล็กๆ เริ่มก่อตัวขึ้นในใจสถาปนิกที่เคยสร้างแต่ตึกคอนกรีตและเหล็กกล้าบัดนี้กลับรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกกับการได้สร้าง ‘บ้าน’ หลังแรกในโลกใหม่นี้ด้วยกิ่งไม้และใบไม้เพียงไม่กี่ชิ้น
สายตาของเขามองลอดช่องเปิดด้านหน้าออกไปเห็นดวงดาวที่เริ่มพรายแสงบนท้องฟ้าที่มืดมิดกองไฟกองเล็กๆ ที่เขาก่อไว้หน้าเชลเตอร์ส่งเสียงปะทุเป็จังหวะและแผ่รังสีความร้อนเข้ามาโอบล้อมร่างกายของเด็กชายไว้ภายใต้หลังคาที่เขาสร้างขึ้นเอง
“นี่สินะ...คือรสชาติของการสร้างสรรค์ที่แท้จริง ไม่ต้องมีเดดไลน์ ไม่ต้องมีงบประมาณที่จำกัดมีแค่ฉัน สกิลนี้ และป่าที่กว้างใหญ่...”
อีไลอัสเอนหลังลงนอนพิงหัวกับโคนต้นไม้ใหญ่ที่แสนมั่นคงััของเปลือกไม้และกลิ่นหอมของใบเฟิร์นในที่พักพิงแห่งนี้ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยอย่างที่ไม่ได้ััมานานแสนนาน
หน้าจอโฮโลแกรมสีทองกะพริบขึ้นมาที่มุมสายตาอีกครั้ง
[ การก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างแรกสำเร็จ:เพิงหมาแหงนแห่งพงไพร ]
[ ความทนทานโครงสร้าง:100/100 ]
[ ค่าความพึงพอใจของผู้สร้าง:สูงมาก ]
[ คุณได้รับค่าประสบการณ์จากการพัฒนาอาณาเขต...]
อีไลอัสยิ้มมุมปากก่อนจะหลับตาลงช้าๆนำพาความเหนื่อยล้าจากการข้ามมิติเข้าสู่ห้วงนิทราที่แสนสงบ