บรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายสังหารปกคลุมทั่วทั้งลานบ้าน ผู้คนต่างตกตะลึงและหวาดกลัว คิดว่าท่านราชครูโกรธเกรี้ยว ทุกคนจึงรีบหมอบลงกับพื้น ไม่มีใครกล้าขยับตัวแม้แต่น้อย
ทว่าไม่มีใครสังเกตเห็นตัวการที่แท้จริง
นั่นคือซิงซิง
‘ไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นเนตรมารในที่แห่งนี้ เด็กคนนั้นเป็ใครกันแน่’
พยัคฆ์ขาวใช้พลังจิตสื่อสารกับเป่ยมู่หาน
“ข้าไม่รู้” เป่ยมู่หานตอบเสียงเรียบ “แต่สิ่งที่แน่นอนคือเขาไม่มีทางเป็ลูกของนางคนนั้น”
‘เ้าก็รู้ว่านางไม่ใช่คนไร้ค่า เมื่อครู่พลังิญญาที่แผ่ออกมาชัดเจนว่าออกมาจากตัวนาง อีกทั้งใบหน้านางยังเหมือนกับคนคนนั้นราวกับแกะ เ้าไม่กลัวว่าตัวเองจะฆ่าผิดคนรึ’
“กลอุบายเช่นนี้ข้าเจอมานับไม่ถ้วนแล้ว” เป่ยมู่หานแค่นเสียงหัวเราะเ็า “ข้าฆ่าพวกที่ปลอมตัวเป็นางกับมือเป็สิบๆ คน เพิ่มอีกสักคนก็ไม่ต่างกัน”
‘พูดแล้วก็น่าขัน พวกนั้นคิดจะฆ่าเ้า แต่หลายปีมานี้กลับใช้อยู่เพียงวิธีเดียว’
แสร้งทำเป็คนผู้นั้นเข้าใกล้เป่ยมู่หาน แปลงโฉมให้เหมือนกันทั้งเสียงและท่าทาง ล้วนแล้วแต่เพื่อหลอกลวงให้เขาเชื่อใจ แล้วหาจังหวะเหมาะลงมือปลิดชีพเขา
น่าเสียดายที่แม้จะเลียนแบบรูปลักษณ์ได้ แต่แก่นแท้ย่อมไม่อาจเลียนแบบได้ ไม่ว่าจะพยายามสักเพียงใดพวกนางก็ไม่ใช่คนผู้นั้นอยู่ดี
เป่ยมู่หานแค่นเสียงหัวเราะเยาะ ดวงตาแฝงแววสังหารอย่างชัดเจน
“อีกสองเดือนข้างหน้า ข้าจะให้เ้าพวกนั้นได้เห็นกับตาตัวเองว่าข้าจัดการกับพวกตัวปลอมเหล่านี้อย่างไร หากพวกมันยังกล้าส่งตัวปลอมมาอีก ข้าก็จะฆ่าพวกมันให้หมดเสียเลย!”
สิ้นคำพูด เป่ยมู่หานก็ขี่พยัคฆ์ขาวบินจากไปอย่างรวดเร็ว พลังิญญาอันแข็งแกร่งค่อยๆ จางหายไป บรรยากาศที่กดดันทั่วทั้งลานเริ่มผ่อนคลายลง
บรรดาผู้คนที่คุกเข่าหมอบอยู่บนพื้นต่างเงยหน้าขึ้นช้าๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืน พวกเขามองไปรอบๆ ด้วยความตื่นตระหนกและตกตะลึง
เรือนถูกทำลายจนพังยับเยิน ลานกว้างเต็มไปด้วยซากปรักหักพัง
ทุกคนเต็มไปด้วยคราบเื ดูไปก็เหลือเพียงความวุ่นวายและสับสน ไม่มีใครคาดคิดว่าวันที่พวกเขามาเพื่อแสดงความยินดีจะกลายเป็เหตุการณ์น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้
เซียวเฟิ่งเอ๋อร์นอนไม่ได้สติอยู่บนพื้น เซียวจื้อหยวนรีบร้อนเรียกบ่าวรับใช้ให้มาพาตัวนางกลับเข้าไปในห้อง จากนั้นจึงหันขวับมามองต้นเหตุของเื่ทั้งหมดอย่างไม่พอใจ
เซียวจิ่วเอ๋อร์อุ้มซิงซิงไว้ในอ้อมแขน มือของนางคอยประคองใบหน้าของเด็กน้อยไม่ให้คนอื่นเห็นดวงตาแดงก่ำที่ยังคงเหลือร่องรอยความโกรธ
เมื่อนางสังเกตเห็นสายตาของเซียวจื้อหยวนที่มองมาก็เงยหน้าขึ้นจ้องกลับไปด้วยแววตาสงบนิ่งสุขุม
ในชั่วขณะนั้น เซียวจื้อหยวนรู้สึกสับสนและแปลกใจ เขาเห็นนางเป็เหมือนคนแปลกหน้าไปเสียแล้ว นางไม่ใช่ลูกสาวผู้อ่อนแอและโง่งมของเขาอีกต่อไป แต่กลับเหมือนคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนเลยสักนิดเดียว…
“เซียวจิ่วเอ๋อร์ เ้าช่างไร้ยางอายยิ่งนัก!” เซียวหรันะโอย่างเดือดดาล พร้อมจะเข้ามาลงมืออีกครั้ง “เ้ากล้ากล่าวหาข้าให้ท่านราชครูเข้าใจผิด ข้าจะฆ่าเ้าให้ตายเสียเดี๋ยวนี้!”
“ท่านราชครูของเ้าเพิ่งพูดเองมิใช่รึว่า อีกสองเดือนข้าต้องไปสอบเข้าสำนักศึกษาซิงเฉิน หากเ้าฆ่าข้าตอนนี้จะเป็การขัดคำสั่งเขาไม่ใช่หรือ”
เซียวจิ่วเอ๋อร์ยิ้มเย้ยหยันอย่างไม่แยแสราวกับไม่รู้สึกกลัวแม้แต่น้อย
นางจับทางได้แล้วว่าคนพวกนี้ต่างเกรงกลัวเป่ยมู่หานเป็ที่สุด
ถึงแม้เซียวจิ่วเอ๋อร์เองก็ไม่ได้คิดว่าเป่ยมู่หานจะมีเจตนาดีอะไร ซ้ำยังค่อนข้างมั่นใจว่าการที่เขาไว้ชีวิตนางไปอีกสองเดือนไม่น่าจะเป็เื่ดีแน่ แต่สำหรับนางแล้ว เวลาสองเดือนนี้สำคัญยิ่งนัก
หากนางสามารถใช้เวลานี้ทะลวงระดับกลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเจ็ดได้สำเร็จ และสามารถอัญเชิญอสูริญญาที่ทรงพลังสักสองตัวมาเป็พวกได้ นางมั่นใจว่าในวันนั้นเซียวหรันจะต้องตายตกไปด้วยน้ำมือตนเอง!
เซียวจิ่วเอ๋อร์เคยให้คำมั่นกับฉงซวงเอาไว้ว่า นางจะล้างแค้นให้กับทั้งฉงซวงและลูกสาวของนางให้จงได้
นางจะไม่ปล่อยเซียวหรันและตระกูลเซียวทั้งตระกูลให้รอดไปได้ แม้แต่คนเดียวก็ไม่มีสิทธิ์ตายดี!
ในเมื่อฉงซวงเป็อสูรและถูกฆ่าตายด้วยน้ำมือของเซียวหรัน เช่นนั้นนางก็จะทำให้เซียวหรันตายด้วยน้ำมือของอสูร! และร่างของนางต้องถูกอสูรกินแก่นิญญาเท่านั้น นั่นจึงจะเรียกว่าความยุติธรรม!
“พอได้แล้ว!” เซียวจื้อหยวนเอ่ยขัดการโต้เถียงของทั้งสองคนเสียงดัง “พวกเ้าทั้งคู่ยังทะเลาะกันไม่พออีกหรือไร ถึงได้มาทำเื่ขายหน้ากลางที่สาธารณะเช่นนี้!”
เซียวหรันจำต้องปิดปากเงียบอย่างไม่เต็มใจ แต่นางยังคงจ้องมองเซียวจิ่วเอ๋อร์และเ้าตัวน้อยในอ้อมแขนของอีกฝ่ายอย่างคั่งแค้น
วันนี้น่าจะเป็วันที่นางเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ แต่กลับถูกสองคนนี้ทำลายจนพังไม่เป็ท่า! ความแค้นครั้งนี้นางจะไม่มีวันปล่อยให้มันผ่านไปง่ายๆ!
เมื่อเื่ราวไม่มีอะไรให้ดูอีกต่อไป ผู้คนที่มาเพื่อร่วมแสดงความยินดีก็พากันทยอยกลับไป แต่ละคนต่างรีบกลับบ้านเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังจากต้องพบกับความสกปรกและความวุ่นวายในวันนี้
ท้ายที่สุดในลานบ้านที่ยับเยินก็เหลือเพียงเซียวจิ่วเอ๋อร์ที่อุ้มซิงซิงไว้ในอ้อมแขนและเซียวจื้อหยวน
เซียวจิ่วเอ๋อร์กวาดตามองรอบๆ พลางหัวเราะเยาะอย่างประชดประชัน
“สภาพบ้านเดิมก็ย่ำแย่อยู่แล้ว ตอนนี้ช่างดีนัก บ้านหลังเดียวที่มีก็พังครืนลงไปอีก”
เซียวจื้อหยวนขมวดคิ้วแน่นมองไปที่นางและเด็กน้อยในอ้อมแขนของนาง ก่อนเอ่ยเสียงต่ำว่า “เด็กคนนี้...เป็ลูกของเ้าจริงๆ รึ”
“เหตุใดจึงถามเช่นนั้นเล่า” เซียวจิ่วเอ๋อร์ตอบกลับอย่างไม่ยี่หระ “ข้าเป็ลูกสาวของท่าน แต่ข้ามีลูกหรือไม่ ท่านกลับไม่รู้รึ”
“เ้า!” เซียวจื้อหยวนถึงกับพูดไม่ออก เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยใส่ใจดูแลเซียวจิ่วเอ๋อร์และฉงซวงอย่างแท้จริงเลยสักครั้ง
ลานบ้านหลังเล็กแห่งนี้เดิมทีเคยเป็เพียงห้องเก็บของเก่าที่ถูกทิ้งร้าง แต่เมื่อฉงซวงเข้ามาในจวนสกุลเซียวในฐานะอนุภรรยา นางก็ถูกจัดให้อยู่ที่นี่เพราะฐานะต่ำต้อย อีกทั้งยังให้กำเนิดลูกสาวที่แก่นิญญาเสียหายแต่กำเนิดอย่างเซียวจิ่วเอ๋อร์ ทำให้นางไม่มีที่ยืนใดๆ ในตระกูลเซียว
เซียวจิ่วเอ๋อร์เติบโตขึ้นในสถานที่แห่งนี้พร้อมกับมารดาของนางฉงซวง พวกนางอาศัยอยู่ด้วยกันอย่างยากลำบาก แม้แต่บ่าวไพร่ในจวนสกุลเซียวก็ยังมีชีวิตความเป็อยู่ที่ดีกว่าพวกนางหลายเท่านัก
นางและฉงซวงไม่เคยได้รับการดูแลจากใครในตระกูลนี้ บ่าวรับใช้สักคนก็ไม่มี ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับเซียวจื้อหยวนพ่อของนาง การได้พบหน้าเขาปีละครั้งถือเป็เื่ที่น่าประหลาดใจที่สุดในชีวิตของนางแล้ว
่เวลาที่นางไม่ได้พบเขายาวนานที่สุดนั้นกินเวลาถึงห้าปีเต็ม ดังนั้นคำถามที่ว่านางเคยตั้งครรภ์และคลอดลูกหรือไม่นั้น ในจวนสกุลเซียวเองก็ไม่มีใครรู้เื่เลย
“หญิงไร้ยางอาย!”
เซียวจื้อหยวนโกรธจัดจนไม่อาจควบคุมตนเองได้ เขาตวาดด่าพลางมองนางด้วยความอับอาย
“ยังไม่ทันออกเรือน เ้ากลับไปตั้งท้องลูกของชายอื่น! เ้ากับพวกหญิงแพศยาที่ใครๆ ก็ร่วมเตียงด้วยได้มีอะไรต่างกันเล่า! หากเื่นี้แพร่งพรายออกไป ข้าจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด! แทนที่จะให้เ้าทำตระกูลเซียวต้องอับอายขายขี้หน้า ข้าสู้ฆ่าเ้าทิ้งเสียตอนนี้ยังจะดีกว่า!”
“ฆ่าข้ารึ แล้วใครจะไปสอบเข้าสำนักศึกษาซิงเฉินล่ะ”
เซียวจิ่วเอ๋อร์เอ่ยขึ้นเสียงเย็นเฉียบ นางยิ้มเยาะพลางมองเขาอย่างไม่หวั่นเกรง
“คำพูดของท่านราชครู ท่านกล้าขัดหรือ”
เซียวจิ่วเอ๋อร์แสยะยิ้มอย่างไม่ยี่หระ นางมั่นใจว่าเซียวจื้อหยวนไม่กล้าไปขัดคำสั่งของเป่ยมู่หานแน่นอน
นางอุ้มซิงซิงเดินออกจากลานบ้าน ขณะที่เดินผ่านเซียวจื้อหยวน นางก็เอ่ยขึ้นเสียงเบา
“ในเมื่อท่านคิดว่าข้าทำให้ตระกูลอับอาย ต่อไปก็ไม่ต้องเรียกกันว่าพ่อลูกอีก ข้าจะออกจากจวนสกุลเซียวในวันนี้ และจากนี้ไปข้าไม่ใช่คนตระกูลเซียวอีกต่อไป ท่านแม่ทัพใหญ่เซียว อีกไม่นานเราจะได้เห็นกันว่าใครจะหัวเราะเป็คนสุดท้าย”
“เ้าเด็กอกตัญญู! หากวันนี้เ้าก้าวเท้าออกจากประตูจวนนี้ ก็อย่าหวังว่าจะได้กลับมาอีก!”
“ข้าก็ไม่อยากกลับมาอยู่แล้ว”
หลังจากเดินออกจากจวนสกุลเซียว เซียวจิ่วเอ๋อร์ที่เต็มไปด้วยคราบเืทั่วทั้งร่างก็กลายเป็จุดสนใจของผู้คนไม่ว่าจะเดินไปทางใด
นางฉวยโอกาสฉกถุงเงินจากคนสองสามคนที่เดินผ่าน แล้วพาซิงซิงไปที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง ก่อนจะสั่งให้เสี่ยวเอ้อร์ช่วยไปซื้อเสื้อผ้าใหม่มาให้สองชุด
ั้แ่ซิงซิงถูกนางอุ้มขึ้นมาก็นอนหลับไม่รู้เื่ นางจึงอุ้มเขาไปชำระร่างกายอย่างเบามือ
เมื่อเห็นเขานอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงเหมือนก้อนแป้งน้อยๆ ที่น่ารักน่าชัง รอยยิ้มบางๆ ก็ผุดขึ้นมาบนริมฝีปากของนางอย่างห้ามไม่อยู่ ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกเอ็นดู
เด็กน้อยคนนี้หน้าตาดีเกินไปนัก นางคิดไม่ตกเลยว่าพ่อแม่ของเขาจะต้องเป็คนที่มีรูปลักษณ์งดงามเพียงใด ถึงได้ให้กำเนิดลูกที่น่ารักถึงเพียงนี้
แต่พ่อแม่ของเขาต้องเป็คนเช่นไรกัน ถึงใจร้ายพอที่จะทิ้งเขาไปแบบนี้!
เซียวจิ่วเอ๋อร์ใช้นิ้วชี้เขี่ยแก้มกลมๆ นุ่มนิ่มของซิงซิง พลางกระซิบกับตนเองว่า “แม้ข้าจะไม่ใช่แม่แท้ๆ ของเ้า แต่ในเมื่อข้าเก็บเ้ามาแล้ว ข้าจะไม่มีวันทอดทิ้งเ้าแน่นอน เราสองแม่ลูกจะจับมือกันฝ่าฟันทุกอย่าง แล้ววันหน้าเราจะร่ำรวยเปิดโรงน้ำชาหรือตั้งหอโคมเขียวดีไหม”
พูดจบนางก็นิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะหัวเราะให้กับความคิดของตัวเอง
“ข้าช่างเป็คนไม่เอาไหนเสียจริง เด็กแค่อายุสามขวบ ข้าพูดอะไรไม่เข้าท่าออกไปอีกแล้ว”
เซียวจิ่วเอ๋อร์ถอนหายใจเบาๆ พร้อมส่ายหัว แต่ก็ยังคงเอ็นดูเด็กน้อยในอ้อมแขนของนางไม่เปลี่ยน
“เฮ้อ…หากมารดาแท้ๆ ของเ้าได้ยินเข้า ข้าคงโดนเล่นงานเป็แน่”