สู่เหนือสรรพสิ่ง

    ตอนที่ 56 โทสะของชายรูปงามหัวแหว่งที่บ้าคลั่ง!

    ยามนี้มู่หยางสติแตกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ใบหน้าที่เคยหล่อเหลารูปงาม บัดนี้กลับบิดเบี้ยวจนดูไม่ได้ เขาไล่ฟันหลี่ซวนอย่างบ้าคลั่งในสภาพศีรษะโล้นแหว่งที่เคยมีเส้นผมเงางามอยู่บนนั้น โดยการงัดเอาทุกกระบวนท่าที่ตนเองล่วงรู้ออกมาใช้อย่างไม่กลัวว่าพลังวิญญาณจะเหือดแห้งไปแม้แต่น้อย!


    "กระบี่เชือดเฉือน!" "สะบั้นวารี!" "กระบี่สายน้ำบรรเลง!"


    ทุกการโจมตีล้วนเฉียบคมและดุดันเป็นอย่างมาก คลื่นวารีพวยพุ่งออกจากตัวกระบี่ ฟาดฟันเข้าใส่หลี่ซวนอย่างโหดเหี้ยม


    แม้หลี่ซวนจะตั้งรับด้วยฝ่ามือสยบแปดทิศ และใช้วิชาคล้อยตามสายลมหลบหลีก ทว่าในใจของเขากลับกำลังครุ่นคิดอย่างหนักว่าจะจบเรื่องนี้ลงเช่นไรดี


    แม้จะแอบรู้สึกผิดกับสิ่งที่ตนพลั้งมือทำลงไป แต่ในเมื่อนี่คือการแข่งขันประลองยุทธ์ เขาจึงไม่มีวันยอมให้เรื่องแค่นี้มาทำให้ตนต้องเอ่ยปากยอมแพ้อย่างเด็ดขาด


    หลังจากปะทะโต้ตอบกันไปมาได้ไม่นาน มู่หยางที่พลังวิญญาณใกล้เหือดแห้งก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขากระโดดทิ้งระยะห่างออกมา ก่อนจะแผดเสียงคำรามอย่างเหี้ยมโหด


    "ไอ้เดรัจฉาน! ตายซะ!"


    เขาร่ายรำกระบี่ในมือวาดลวดลายอย่างงดงามตระการตา ทว่าเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารล้นพ้น!


    "วิชาต้องห้ามสำนักชิงสุ่ย!" 


    "ยามฟ้านิ่ง คลื่นทะเลย่อมสงบ พลันบรรจบทุกสายธารประสานมั่น 


    ยามฟ้าร้อง คลื่นทะเลคลุ้มคลั่งพลัน แยกสะบั้นสายธาราออกจากกัน!" 


    "คลื่นวารีทมิฬพิโรธ!"


    พริบตานั้น เงาพายุคลื่นน้ำสีดำทะมึนอันโหดเหี้ยมและน่าสะพรึงกลัว พลันซัดสาดทะยานเข้าใส่หลี่ซวน! อานุภาพของมันสมจริงจนเขาแทบจะแยกไม่ออกเลยว่านี่คือภาพลวงตาหรือของจริงกันแน่ แต่ถึงอย่างไร เขาก็ต้องต้านมันเอาไว้ให้จงได้!


    หลี่ซวนตัดสินใจใช้ 'กระบี่ก้องยุทธภพ' โดยกะเกณฑ์ลดอานุภาพลงให้เหลือเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น แม้วิชาที่คู่ต่อสู้ใช้ออกมาจะดูทรงพลังมหาศาลปานใด แต่ด้วยระดับพลังบำเพ็ญของเขาในยามนี้ เพียงแค่ใช้กระบี่ก้องยุทธภพด้วยอานุภาพแค่ครึ่งเดียว ก็น่าจะต้านทานไหวแล้ว


    ฟู่ว...


    ดวงตาของหลี่ซวนพลันเบิกกว้างขึ้น เขากระชับกระบี่ในมือไว้แน่น ก่อนจะปลุกเร้าเจตจำนงแห่งการไม่ลืมตัวตนขึ้นมาในใจ


    เมื่อเพ่งจิตนึกถึงภาพของตนเองที่ก้าวขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่ในอนาคต ทันใดนั้น... พลันปรากฏเงามายาจาง ๆ ขนาดใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งซ้อนทับอยู่เบื้องหลัง บุรุษผู้นั้นดูเติบโตเป็นผู้ใหญ่และแผ่ซ่านกลิ่นอายที่ทรงอำนาจกว่ามาก ทว่าโครงหน้าและแววตากลับคล้ายคลึงกับหลี่ซวนแทบจะทุกประการ!


    เขาขานนามของตนในใจ ก่อนจะตวัดกระบี่ฟาดฟันออกไปในทันที!


    "กระบี่... ก้องยุทธภพ!"


    ฉึบ!


    เสียงคมกระบี่ตัดผ่าทะลวงเกลียวคลื่นดังกึกก้องขึ้นในทันที!


    ตูมมม!!


    คลื่นน้ำมหาศาลซัดกระแทกจนแตกกระจาย ทะลักล้นข้ามขอบสนามและทะลวงผ่านม่านอาคมป้องกัน พุ่งตรงเข้าใส่อัฒจันทร์ผู้ชมจนผู้คนต่างแตกตื่นและตกใจกลัวสุดขีด!


    "แย่แล้ว! รีบกางโล่ไอวิญญาณป้องกันเร็วเข้า!" เสียงตะโกนแตกตื่นดังลั่น


    ตู้ม!


    ทว่าเมื่อคลื่นพลังเหล่านั้นซัดกระแทกเข้าใส่กลุ่มผู้ชม พวกเขากลับไม่รู้สึกเจ็บปวดหรือได้รับอันตรายใด ๆ เลยสักนิด


    ‘นี่มันภาพลวงตางั้นหรือ? เป็นภาพลวงตาอันใดกัน เหตุใดจึงเสมือนจริงถึงเพียงนี้!’


    ตัดกลับมาที่บนลานประลอง หลี่ซวนในยามนี้กำลังหอบเหนื่อยจากการสูญเสียพลังวิญญาณไปเกือบครึ่ง ซ้ำท่อนแขนทั้งสองข้างยังรู้สึกปวดชาอยู่นิดหน่อย


    ‘แฮ่ก ๆ... แค่แสดงอานุภาพออกมาเพียงครึ่งเดียวก็ยังรู้สึกเจ็บและผลาญพลังวิญญาณถึงเพียงนี้ หากปล่อยออกมาเต็มสิบส่วน แขนของข้าคงได้หักสะบั้นอีกเป็นแน่... ถึงอย่างไรข้าก็ยังไม่คุ้นชินกับภาระของวิชานี้เสียที’


    เมื่อเขากวาดสายตามองไปเบื้องหน้า ก็พบเพียงม่านหมอกไอน้ำและกลุ่มควันหนาทึบที่เกิดจากแรงปะทะเมื่อครู่ลอยคลุ้งอยู่รอบด้าน 


    เมื่อกลุ่มควันจางลง ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทุกคนคือร่างของผู้อาวุโสผู้ตัดสินที่ก้าวเข้ามาขวางเบื้องหน้า พร้อมกับกางม่านพลังปกป้องร่างของมู่หยางที่บัดนี้นอนหมดสติไปแล้ว โดยมีเศษซากกระบี่ประจำกายที่แตกหักเป็นเสี่ยง ๆ ตกอยู่ข้างกาย


    การปะทะกันระหว่างวิชาที่ไม่สมบูรณ์ของบรรพจารย์สำนัก กับวิชาต้องห้ามของสำนักชิงสุ่ย แม้ในแง่ของกระบวนท่าจะดูสูสีกันอยู่บ้าง ทว่าระดับพลังของผู้ใช้ที่ปลดปล่อยออกมานั้น ไม่อาจนำมาเทียบเคียงกันได้เลยแม้แต่น้อย


    ‘เมื่อครู่นี้ ตอนที่ข้าโจมตีสวนออกไปและสัมผัสได้ถึงแรงปะทะ... นั่นน่าจะเป็นปราณกระบี่อันรุนแรงของเขาที่แอบซ่อนเร้นอยู่ในภาพมายาคลื่นยักษ์นั่น หากระดับพลังบำเพ็ญของเขาสูงกว่านี้ เกรงว่าคลื่นลวงตาพวกนั้นคงกลายเป็นคลื่นของจริงไปแล้ว’


    หลี่ซวนส่ายหน้าเบา ๆ พลางลอบเอ่ยในใจด้วยความเสียดาย ‘ถึงอย่างไรวิชานี้ก็ดูทรงพลังมาก หากข้าสามารถคัดลอกมันมาได้ก็คงจะดีไม่น้อย...’


    น่าเสียดายที่เวลาล่วงเลยผ่านมาเกือบจะหนึ่งวันเต็มแล้ว ทว่าเขาก็ยังไม่สามารถกระตุ้นการใช้งานความสามารถที่สี่ของดวงตาสีครามนี้ได้เลยสักครั้ง


    ตัดมาที่ผู้อาวุโสบนสนามประลอง


    เมื่อผู้อาวุโสผู้ตัดสินพลิกฝ่ามือของตนเองขึ้นมาดู ก็พบว่ามีรอยบาดเจ็บเป็นทางยาวคล้ายถูกคมกระบี่เฉือน แม้จะเป็นเพียงรอยแผลเล็กน้อย ทว่าก็สร้างความประหลาดใจให้เขาไม่น้อย


    ‘น่าสนใจ... เจ้าหนูนี่ถึงกับทำมือของข้าเป็นรอยได้เชียวหรือ?’


    แม้ผู้อาวุโสผู้นี้จะอยู่ในระดับฐานวิญญาณขั้นต้น แต่การที่ผู้บำเพ็ญระดับลมปราณแรกเริ่มสามารถทะลวงม่านพลัง แล้วทำร้ายผู้บำเพ็ญระดับฐานวิญญาณจนเป็นรอยได้นั้น... ในโลกบำเพ็ญนี้ จะมีสักกี่คนกันที่ทำได้!


    "สำนักชิงสุ่ย พ่ายแพ้! สำนักเฟิงหยวน ชนะ!"


    สิ้นเสียงประกาศ เสียงโห่ร้องยินดีจากศิษย์สำนักเฟิงหยวนก็ดังกึกก้องขึ้นทันที พวกเขาต่างพากันกระโดดโลดเต้นด้วยความปีติ


    "ฮ่า ๆ ๆ ไม่เบาเลยนี่หว่า! เสี่ยวหลี่น้อย เจ้าเด็กนี่แข็งแกร่งจริง ๆ!" อวี่ฟ่านเอ่ยปากชม


    "ใช่แล้วพี่อวี่ ตอนนี้หลี่ซวนแข็งแกร่งมาก ใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนที่เข้าสำนักมา เขากลับก้าวมาถึงจุดนี้ได้แล้ว" จางเหว่ยกล่าวสมทบด้วยความภูมิใจ ก่อนจะลอบทอดถอนใจอยู่เงียบ ๆ


    ‘เฮ้อ... หากสวรรค์ไม่ได้ประทานรากวิญญาณสี่ธาตุที่ฝึกฝนอย่างยากลำบากมาให้ ป่านนี้เขาคงกลายเป็นอัจฉริยะที่หาผู้ใดเปรียบไม่ได้ไปแล้ว’


    ทว่าในระหว่างที่จางเหว่ยกำลังลอบทอดถอนใจอยู่นั้น เสียงของอวี่ฟ่านก็ดังแทรกขึ้นมาจากด้านข้าง


    "แต่วิชาที่เสี่ยวหลี่น้อยใช้ออกมาเมื่อครู่คือวิชาอันใดกัน? เหตุใดจึงดูคุ้นตานักล่ะ..." อวี่ฟ่านเอ่ยถามด้วยความฉงน


    จางเหว่ยได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป เขาขมวดคิ้วครุ่นคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบิกตากว้างคล้ายฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้...


    ‘เป็นไปไม่ได้... ตอนนั้นข้าก็เห็นกับตาว่าหลี่ซวนเลือกวิชาของท่านบรรพจารย์ที่ไม่สมบูรณ์ไปจริง ๆ นี่นา... หรือว่าเขารู้ตัวแล้วว่ามันฝึกไม่ได้ จึงแอบไปฝึกวิชาหลักของสำนักอย่าง 'วายุแห่งเฟิงหยวน' ที่ดัดแปลงมาจากวิชาของท่านบรรพจารย์แทนกันนะ?’


    จางเหว่ยนึกย้อนไป ตอนนั้นเขาก็กะจะแนะนำวิชาวายุแห่งเฟิงหยวนที่ฝึกยากเกือบจะพอ ๆ กันให้กับหลี่ซวน แต่เจ้าตัวกลับดึงดันจะเอาวิชากระบี่ก้องยุทธภพให้ได้ เมื่อคิดไตร่ตรองอยู่ชั่วครู่ จางเหว่ยก็สรุปเอาเองว่า หลี่ซวนคงแอบไปฝึกวิชาวายุแห่งเฟิงหยวนมาเป็นแน่ ส่วนกระบวนท่า 'วายุสะบั้นฟ้า' ที่หลี่ซวนใช้ได้เหมือนกับตน เขาก็คิดแค่เพียงว่าหลี่ซวนคงไปฝึกฝนเพิ่มเติมมาเช่นเดียวกัน


    ตัดกลับมาที่ลานประลอง เป็นรอบการแข่งขันของ จ้าวเทียนเหอ ที่กำลังปะทะกับศิษย์หลักจากสำนักจินหยางอีกคน แม้การต่อสู้จะดุเดือด แต่ก็ไม่อาจเทียบเคียงความอลังการของศึกสองคู่แรกได้ ท้ายที่สุดจ้าวเทียนเหอก็สามารถคว้าชัยชนะมาได้ ทว่าก็ต้องสูญเสียพลังวิญญาณและออกแรงไปไม่น้อยเช่นกัน


    และแล้ว การแข่งขันรอบแรกเพื่อคัดเลือกก็จบลง ยามนี้เหลือผู้ที่ผ่านเข้ารอบเพียงห้าคนเท่านั้น! ได้แก่ สำนักหยุนซานสามคน (จ้าวเทียนเหอ, ฉืออิง และศิษย์หลักอีกหนึ่งคน) สำนักเฟิงหยวนหนึ่งคน (หลี่ซวน) และสำนักจินหยางที่เหลือศิษย์หลักรอดเข้ามาได้อีกเพียงหนึ่งคน


    หลังจากผู้เข้าแข่งขันทั้งห้าได้กลืนโอสถฟื้นฟูพลังและรักษาอาการบาดเจ็บ จนร่างกายกลับคืนสู่สภาพสมบูรณ์สูงสุดเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ก้าวออกมารวมตัวกันเพื่อรับฟังกฎการประลอง


    กฎการประลองรอบต่อไปคือการจับสลาก และเนื่องจากมีผู้เข้าแข่งขันจำนวนห้าคนซึ่งเป็นเศษคี่ ทำให้ไม่อาจจับคู่ประลองให้ลงตัวได้ ดังนั้นผู้ที่โชคดีจับได้ 'ป้ายพิเศษ' จะได้รับสิทธิ์ผ่านทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศไปรอในทันที!


    เมื่อผลการจับสลากออกมา ก็ปรากฏว่าเป็น ฉืออิง ศิษย์สตรีอันดับหนึ่งแห่งสำนักหยุนซาน ที่พกพาดวงมาเต็มเปี่ยม จับได้ป้ายผ่านเข้าไปยืนรอในรอบชิงชนะเลิศเป็นคนแรก!


    ส่วนหลี่ซวนจับได้หมายเลขหนึ่ง ต้องประมือกับศิษย์หลักของสำนักหยุนซานอีกคน และจ้าวเทียนเหอต้องพบกับศิษย์หลักจากสำนักจินหยาง


    เมื่อการประลองของหลี่ซวนเริ่มขึ้น... เวลาผ่านไปเพียงชั่วครู่ การประลองคู่นี้ก็รู้ผล!


    ทว่าครั้งนี้ เสียงเฮลั่นของสำนักเฟิงหยวนกลับดังกึกก้องขึ้นมาแทบจะในพริบตา สวนทางกับใบหน้าของเหล่าศิษย์สำนักหยุนซานที่ซีดเผือดไร้สีเลือด!


    สาเหตุก็เพราะ... หลี่ซวนรู้ดีว่าหากผ่านรอบนี้ไปได้ คู่ต่อสู้ที่เขารอคอยจะสะสางบัญชีแค้นก็คือ จ้าวเทียนเหอ! ดังนั้นเมื่อคู่ต่อสู้ตรงหน้าคือศิษย์จากสำนักหยุนซาน เขาจึงไม่คิดจะออมมือให้แม้แต่น้อย!


    ในเสี้ยวพริบตาที่การประลองเริ่มขึ้น หลี่ซวนระเบิดความเร็วสูงสุดที่ตนไม่เคยงัดออกมาใช้เลยตั้งแต่เริ่มงานประลอง เขาเร่งปฏิกิริยาของเนตรสีครามจนถึงขีดสุด ผสานกับการใช้วิชาคล้อยตามสายลมอย่างเต็มกำลัง ร่างของเขาหายวับไปดุจภูตผี ก่อนจะไปโผล่ที่ด้านหลังศัตรู แล้วตวัดกระบี่ใช้กระบวนท่า 'วายุสะบั้นฟ้า' เข้าใส่คู่ต่อสู้ในพริบตา!


    ทั้งหมดนี้... กินเวลาไปเพียงไม่ถึงสองลมหายใจ!


    ศิษย์หลักแห่งสำนักหยุนซานผู้นั้นยังไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ ก็โดนปราณกระบี่วายุสะบั้นฟ้าผ่าเข้ากลางหลังอย่างจังจนเกิดแผลเหวอะหวะ ร่างลอยละลิ่วตกลงไปนอนกองกับพื้น บาดเจ็บสาหัสและหมดสติไปโดยที่ยังไม่ทันได้ตั้งท่าป้องกันใด ๆ! หากไม่ใช่เพราะหลี่ซวนยั้งมือเอาไว้ คนผู้นี้คงเพลี่ยงพล้ำถึงแก่ชีวิตไปแล้ว


    ความเร็วของหลี่ซวนเมื่อครู่นี้ ก้าวข้ามขีดจำกัดของผู้บำเพ็ญระดับลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายไปหลายขุม! หากไม่ใช่อัจฉริยะระดับท็อปอย่างฉืออิงที่ดูเหมือนจะมีพลังเทียบเท่าเขา ก็คงไม่มีผู้ใดบนสนามมองตามการเคลื่อนไหวนั้นทัน


    ทุกสำนักที่รับชมอยู่ต่างตกตะลึงจนอ้าปากค้าง บางคนถึงกับเผลอลุกพรวดขึ้นจากที่นั่งด้วยความตกใจ


    "มะ... เมื่อครู่ข้าตาฝาดไปหรือไม่! พริบตาเดียวก็รู้ผลแล้วงั้นหรือ?!" เสียงศิษย์จากสำนักหนึ่งตะโกนดังมาจากอัฒจันทร์


    "ข้าเห็นเพียงอยู่ ๆ ร่างของเขาก็หายไป! โผล่มาอีกทีก็ใช้กระบวนท่ากระบี่อันรุนแรง แล้วก็ชนะไปเสียดื้อ ๆ! เหตุใดสำนักรั้งท้ายอย่างเฟิงหยวน ถึงได้ถือกำเนิดสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งปานนี้ขึ้นมาได้!"


    ทางด้านจ้าวเทียนเหอที่ยืนกอดอกมองอยู่ข้างสนามประลอง ก็ตกใจไม่แพ้กัน ความเร็วสูงสุดที่หลี่ซวนสำแดงออกมาเมื่อครู่ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังมองแทบไม่ทัน หากโดนการโจมตีชุดนั้นเข้าไปโดยไม่ทันตั้งตัว จุดจบของเขาก็คงต้องนอนจมกองเลือดเหมือนศิษย์ร่วมสำนักเป็นแน่


    แววตาของจ้าวเทียนเหอแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา ดวงตาของเขาจดจ้องร่างของหลี่ซวนไม่กะพริบ


    ‘เจ้าหมอนี่... ข้าเดาไว้ไม่มีผิด มันแข็งแกร่งมากจริง ๆ! เผลอ ๆ มันอาจจะแข็งแกร่งไม่ต่างกับสหายฉืออิงเลยด้วยซ้ำ... หากรอบหน้าข้าเอาชนะและต้องไปเจอกับมัน... ข้าคงต้องสู้สุดตัว’


    เมื่อถึงคิวของจ้าวเทียนเหอ เขาก็ก้าวเท้าเดินออกจากจุดพักเพื่อมุ่งหน้าสู่ลานประลอง ในจังหวะที่คนหนึ่งกำลังเดินลงจากสนาม และอีกคนกำลังเดินสวนขึ้นไป บุรุษทั้งสองสบตากันกลางทาง หลี่ซวนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง


    "อย่าชิงแพ้ไปเสียก่อนล่ะ... ข้ารอเจ้าอยู่"


    จ้าวเทียนเหอไม่ได้หันกลับมาแม้แต่น้อยเพียงเอ่ยด้วยนํ้าเสียงเย็นชาตอบกลับ


    "หึ... งั้นเจ้าก็เตรียมล้างคอรอไว้ได้เลย"


    และการประลองของจ้าวเทียนเหอก็ได้เริ่มต้นขึ้น... ผ่านไปไม่นาน ผลลัพธ์ก็เป็นไปตามคาด ศิษย์หลักจากสำนักจินหยางตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้อย่างง่ายดาย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียหน้าและต้องการข่มขวัญหลี่ซวนกลับ จ้าวเทียนเหอจึงตัดสินใจระเบิดพลังวิญญาณทั้งหมดที่มีตั้งแต่วินาทีแรก!


    เพียงไม่ถึงสิบลมหายใจ การประลองก็ถูกตัดสินด้วยกระบวนท่ากระบี่อันดุดันและเหี้ยมโหดของจ้าวเทียนเหอ!


    เมื่อเห็นผลลัพธ์บนลานประลอง หลี่ซวนก็ยกยิ้มมุมปากทันที


    ‘ในที่สุด... ก็ถึงเวลาเสียที สิ่งที่เจ้าทำไว้กับพี่จาง... ข้าจะขอมอบมันคืนให้เจ้าเดี๋ยวนี้แหละ!’

    คล้ายกับเรื่องสู่เหนือสรรพสิ่ง ที่คุณอ่าน