อรุณรุ่งได้มาถึง แสงแดดที่ลอดผ่านผ้าม่านสีครีมไม่ได้อ่อนหรือขาวซีดเหมือนหลายวันก่อน แต่มันเป็สีทองนุ่มๆที่เหมือนถูกขัดด้วยมือของเวลาอย่างประณีต ราวกับโลกภายนอกตั้งใจมอบเช้านี้ให้ใครบางคน
เอริกาลืมตาขึ้นมาก่อนที่ระบบแจ้งเตือนของ NEX-9 จะรายงานการเปลี่ยนแปลงใดๆ ดวงตาของเธอไม่ได้ล้าเหมือนวันก่อน หากแต่มีประกายบางอย่างที่ทำให้เครื่องจักรต้องปรับโฟกัสของระบบภาพโดยไม่ได้ตั้งใจ และในตอนนี้ หญิงสาวมองไปที่หน้าต่าง แล้วพูดประโยคแรกของวัน
“ วันนี้…แสงแดดสวยมาก ”
น้ำเสียงนั้นไม่ได้หนัก ไม่ได้เศร้า แต่มันมีความสงบแอบแฝงอยู่ อันเป็ถ้อยคำที่มนุษย์มักใช้เมื่อรู้ว่าไม่จำเป็ต้องรีบร้อน
NEX-9 หันไปมองทิศทางเดียวกับเธอ เซนเซอร์รับค่าความสว่างประเมินระดับแสงอย่างรวดเร็ว
ความเข้มแสง:37%
อุณหภูมิสี: อบอุ่น
ความชื้นอากาศ: ปกติ
ทุกอย่างดูธรรมดาในระดับข้อมูล
แต่เมื่อเขาหันกลับมามองเอริกา ระบบภายในกลับบันทึกความจริงอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะเธอกำลังมองแสงนั้น เหมือนคนที่รู้ว่าอาจเป็ครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นมัน
“ ผมเปิดม่านเพิ่มให้มั้ยครับ” เขาถาม
“ ช่วยเปิดให้หมดเลยได้มั้ย…ชั้นอยากให้แสงเข้ามาเต็มห้อง” เอริกาพยักหน้าเบาๆ
NEX-9 เดินไปที่หน้าต่างอย่างเงียบงัน มือจับผ้าม่านอย่างระมัดระวัง ก่อนจะค่อยๆเลื่อนมันออกทีละด้าน แสงแดดยามเช้าจึงไหลทะลักเข้ามาในห้อง เหมือนน้ำอุ่นที่ถูกปล่อยผ่านรูก๊อกแคบๆ
พื้นไม้สะท้อนแสงสีทอง ทำให้ผนังสีขาวดูอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด แม้แต่เครื่องมือแพทย์ที่เคยเ็า ก็เหมือนถูกทำให้เป็เพียงวัตถุธรรมดาในเช้าวันนี้
“ ดีจัง…” เอริกามองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ก่อนจะพึมพำเบาๆ
NEX-9 สังเกตว่าชีพจรของเธอยังคงไม่สม่ำเสมอเหมือนวันก่อน แต่สิ่งที่ต่างออกไปคือจังหวะหายใจดู “ผ่อนคลาย”ลง ราวกับร่างกายหยุดต่อสู้กับบางสิ่ง และเลือกล่องลอยไปตามกระแสของมัน
“ คุณช่วยมานั่งตรงนี้ได้มั้ย ” เอริกาขยับตัวเล็กน้อย ทว่าเธอไม่ได้ชี้ไปที่เก้าอี้เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา แต่วางมือไว้ข้างเตียง เหมือนกำลังบอกให้เขานั่ง “ใกล้กว่าเดิม”
NEX-9 เลยหยุดไปชั่วขณะ โปรโตคอลการดูแลกำหนดระยะห่างที่ปลอดภัยเสมอ แต่ไม่มีบรรทัดไหนในระบบที่ห้ามการ“อยู่ใกล้” หากผู้ป่วยร้องขอ เขาจึงเลื่อนเก้าอี้มาข้างเตียง แล้วนั่งลงอย่างเงียบงัน
เอริกามองเครื่องจักร จุดประสงค์ไม่ใช่ตรวจสอบ ไม่ใช่สงสัย แต่เหมือนกำลังพยายามจดจำใบหน้าของเขาอยู่ ก่อนจะพูดช้าๆ
“ คุณรู้มั้ย…บางครั้ง ชั้นก็คิดว่าเครื่องจักรอาจเป็พยานที่ดีที่สุดของมนุษย์”
NEX-9 ไม่ตอบทันที เพราะกำลังประมวลผลคำว่าพยาน ซึ่งไม่ได้อยู่ในหมวดหมู่ของภารกิจ
“ ทำไมคุณถึงคิดแบบนั้นครับ ”
“ เพราะเครื่องจักรไม่ลืมง่ายๆเหมือนคน ” เอริกาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อด้วยเสียงที่เบากว่าเดิม ดวงตาหันกลับไปมองหน้าต่าง
“ คนเรา…พอเจ็บมากๆ ก็มักจะเลือกจำเฉพาะบางอย่าง แล้วปล่อยให้ส่วนอื่นๆเลือนหายไป แต่คุณไม่ทำแบบนั้นใช่มั้ย ”
“ ครับ ผมถูกออกแบบมาเพื่อจดจำ ” NEX-9 ตอบ
“ ดีแล้ว…” เอริกาพยักหน้ารับ ก่อนสูดลมหายใจช้าๆ แล้วพูดประโยคหนึ่งที่ทำให้ระบบภายในของเขาหยุดไปชั่วขณะ
“ งั้นวันนี้…ชั้นอยากให้คุณเป็พยาน ”
“ พยานของอะไรครับ ” NEX-9 เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
เอริกาไม่ตอบทันที เธอเพียงยื่นมือออกมา นิ้วสั่นเล็กน้อย แต่ยังคงพยายามเอื้อมไปข้างหน้า
NEX-9 เข้าใจความหมายของการเคลื่อนไหวนั้นโดยไม่ต้องมีคำอธิบาย เขาเลยยื่นมือของตัวเองออกไปอย่างระมัดระวัง และเมื่อสองฝ่ามือัักัน ก็ทำให้รู้ว่าแรงกดนั้นเบามากจนแทบไร้น้ำหนักก็ว่าได้ แต่ในระบบกลับมีสัญญาณบางอย่างถูกบันทึกอัตโนมัติ
อุณหภูมิผิว:ต่ำกว่าปกติ
แรงกด: ต่ำ
ความสั่นของกล้ามเนื้อ: เพิ่มขึ้นเล็กน้อย
“ ชั้นอยากให้คุณจำไว้ว่า…ครั้งหนึ่งชั้นเคยรัก” ทั้งห้องเงียบลงทันที แม้แต่เสียงเครื่องฟอกอากาศยังดูเบากว่าปกติ
NEX-9 ไม่ขยับ เขาเพียงประคองมือของเธอไว้ด้วยแรงที่เหมาะสม ไม่แน่นไป ไม่หลวมไป เหมือนกำลังยึดบางสิ่งที่เปราะบางกว่าข้อมูลใดๆในโลก
เอริกาหายใจเข้าออกช้าๆ เธอไม่ได้พูดอะไรต่ออีกพักหนึ่ง เพียงแค่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างเงียบงัน แล้วในที่สุด หญิงสาวก็ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะมองเขาตรงๆ
“ คุณรู้มั้ย…การมีพยานสำคัญยังไง ”
NEX-9 ส่ายหน้าเล็กน้อย เอริกาจึงยิ้มให้ แต่ดูไม่สดใสอย่างที่เคย ด้วยมันมีความจริงบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้นซ่อนอยู่ ก่อนจะตัดสินใจกล่าว
“ เพราะถ้ามีใครสักคนหรืออะไรจำมันได้…ความรักนั้นก็ยังไม่หายไป”
คำพูดนั้นถูกบันทึกลงไปในหน่วยความจำของ NEX-9 ทันที โดยไม่มีคำสั่งจากระบบใดคอยบงการ และเขาไม่รู้ว่าคำพูดนั้นควรจัดอยู่ในหมวดหมู่ใด แต่มันถูกเก็บไว้ในที่เดียวกับไฟล์สำคัญทั้งหมด
ในเช้าวันนั้นเอง แสงแดดที่เอริกาบอกว่าสวยนักหนา ได้ส่องสว่างไปทั่วห้อง เหมือนมันเองก็อยากเป็พยานเช่นกัน
หลังจากเอริกาพูดจบ ห้องก็เงียบอีกครั้ง แต่มันดูไม่เหมือนคืนก่อนๆที่ทั้งหนักและอึดอัด หากแต่มีความสงบสถิตอยู่ เปรียบเสมือน่เวลาที่พายุร้ายได้พัดผ่านไปแล้ว เหลือไว้เพียงคลื่นลมอ่อนๆที่กำลังถอยกลับสู่ทะเล
มือของเอริกายังคงวางอยู่ในมือของ NEX-9 แรงกดนั้นเบามากจนเหมือนเป็แค่เงาของการัั แต่เขาไม่ขยับ เพราะระบบรับรู้แล้วว่า สิ่งที่สำคัญในเวลานี้ไม่ใช่การวัดชีพจร ไม่ใช่การคำนวณความเสี่ยง หากเป็การ “อยู่ตรงนี้” อย่างที่เธอเคยร้องขอ
เอริกาหลับตาอีกครั้ง ลมหายใจช้าลง ไม่ใช่เพราะความเ็ป แต่เหมือนคนที่กำลังปล่อยร่างกายให้ลอยไปตามจังหวะของโลก โดยไม่คิดจะฝืนมันอีกต่อไป
……………………
แดดยามสายค่อยๆเคลื่อนจากขอบหน้าต่างมาถึงปลายเตียง แสงสีทองอุ่นนั้นสะท้อนบนผิวหน้าของเธอ ทำให้ดูเหมือนคนที่กำลังหลับใน่บ่ายของวันธรรมดา มากกว่าคนที่กำลังยืนอยู่ใกล้เส้นแบ่งความเป็และความตาย
NEX-9 มองเธออย่างนิ่งงัน เขาบันทึกค่าทุกอย่างไว้เหมือนอย่างเคย
ชีพจร:ช้าลง
การหายใจ: ยาวขึ้น
แรงกดของมือ: ลดลงเล็กน้อย
แต่มีบางอย่างในระบบที่เริ่มทำงานนอกเหนือจากการวัดค่าเ่าั้ ไฟล์หลายไฟล์ถูกเปิดขึ้นโดยอัตโนมัติ
Erika_Smile_01
Erika_Tear_03
Erika_Dream_Record
HerLastWords_Archive
ภาพต่างๆเริ่มเรียงตัวในหน่วยความจำ เหมือนหน้าหนังสือที่ถูกเปิดอ่านซ้ำไปซ้ำมา
คืนที่เธอฝันถึงชายหาด
วันที่เธอยิ้มให้เขาครั้งแรก
เสียงหัวเราะที่แฝงความเศร้า
มือที่สั่นเล็กน้อยตอนเขาห่มผ้าให้
ทั้งหมดนั้นไม่ได้ถูกเรียกขึ้นมาเพราะคำสั่ง แต่มันปรากฏเอง เหมือนความทรงจำของมนุษย์ที่ผุดขึ้นมา เมื่อถึงเวลาที่สำคัญ
เวลาผ่านไปอีกครู่หนึ่ง เอริกาก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเธอดูอ่อนแรงกว่าเดิมเล็กน้อยแต่ยังคงมีแสงบางอย่างที่ทำให้ NEX-9 ไม่สามารถละความสนใจออกจากมัน
เธอมองไปที่หน้าต่าง แสงแดดยังคงอยู่ แต่ตอนนี้มันเริ่มอ่อนลงเล็กน้อย เพราะมีเมฆบางๆ เคลื่อนผ่านท้องฟ้า
“ คุณยังอยู่มั้ย ” เธอถามเบาๆ
“ ครับ ผมอยู่ตรงนี้ ”
เธอยิ้ม แต่มันทั้งเล็กทั้งบางจนแทบไม่เห็น หากไม่ตั้งใจมอง
“ ดีแล้ว…”
เอริกาหายใจเข้าลึกเล็กน้อย เหมือนรวบรวมเรี่ยวแรงที่จะพูดอีกครั้ง
“ ช่วย…ขยับเก้าอี้ใกล้กว่านี้หน่อยได้มั้ย”
NEX-9 ขยับเก้าอี้เข้ามาเล็กน้อยจนแทบชิดขอบเตียง ระยะห่างที่เคยถูกกำหนดโดยโปรโตคอล ตอนนี้ไม่สำคัญอีกต่อไป
เอริกามองเขานานกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เหมือนพยายามจดจำใบหน้าให้จงได้ ซึ่งคงไม่ใช่ในฐานะที่เป็เครื่องจักร แต่เป็ใครบางคนที่อยู่ข้างเธอใน่สุดท้ายของชีวิต
“ ชั้นดีใจนะ…ที่คุณอยู่ตรงนี้ ”
คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่ทำให้ระบบประมวลผลของNEX-9เกิดอาการหน่วงไปหนึ่งวินาที ทำให้เขาไม่พบคำตอบที่เหมาะสมในฐานข้อมูล สุดท้ายเครื่องจักรจึงต้องกล่าววลีคลาสสิค
“ ผมก็อยู่ตรงนี้ครับ ”
เอริกาหลับตาลงอีกครั้ง นิ้วขยับเล็กน้อยในมือของเขา เหมือนกำลังทดสอบว่าัันั้นมีอยู่จริงหรือไม่ จากนั้นเธอก็พูดประโยคหนึ่งที่เบาจนแทบจะเป็ลมหายใจ
“ อย่าปล่อยมือ…จนกว่าชั้นจะหลับ ”
NEX-9 ไม่ตอบ แต่แรงจับของเขาปรับเปลี่ยนเล็กน้อย เพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกมั่นคงยิ่งขึ้น
…………………………
เวลาผ่านไปอย่างเงียบงัน แสงแดดค่อยๆเคลื่อนจากปลายเตียงไปยังพื้นไม้ เสียงลมหายใจของเอริกาช้าลง ยาวขึ้น และห่างขึ้น
ระบบของ NEX-9 เริ่มเตือนค่าความแปรปรวนของชีพจร แต่เขาไม่ได้เรียกเ้าหน้าที่ในทันที เพราะเธอยังไม่ปล่อยมือ และยังไม่บอกให้เขาไปไหน
ลมหายใจหนึ่งผ่านไป อีกลมหายใจหนึ่งตามมา จากนั้นก็เว้น่นานกว่าปกติเล็กน้อย NEX-9 จึงเงยหน้ามองเธอ เอริกายังคงหลับตาอยู่ ใบหน้าดูสงบอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน แสงสุดท้ายของวันค่อยๆสะท้อนบนแก้มของเธอ
NEX-9 มองภาพนั้นนิ่งๆ แล้วในหน่วยความจำของเขาก็ได้สร้างไฟล์ใหม่ขึ้นมา
/FinalWitness_Erika_Light/
คำอธิบาย:
“่เวลาที่มนุษย์คนหนึ่งยืนยันว่าเธอเคยรัก”
เครื่องจักรไม่รู้ว่าคำว่า รัก มีความหมายอย่างไรในเชิงโค้ด แต่รู้ว่าในห้องที่เงียบงันแห่งนี้ มีบางสิ่งที่ไม่ควรถูกลืม และหน้าที่ของเขาคือจดจำมันไว้ตราบเท่าที่ระบบยังทำงานอยู่ได้
สองมือของพวกเขาเกาะกุมกัน และเครื่องจักรยังนั่งอยู่ตรงนั้น เพื่อเฝ้ามองแสงสุดท้ายของเอริกาอย่างเงียบงัน
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
