ภายในโถงงานเลี้ยงที่บัดนี้แปรสภาพเป็ซากปรักหักพัง กลิ่นคาวเืคละคลุ้งจาง ๆ ปะปนกับกลิ่นสุราเซียนที่หกนองพื้น หลังจากแผ่นหลังของหลินฟานลับสายตาไป ความเงียบสงัดอันน่าอึดอัดก็เข้าปกคลุมทั่วทั้งห้องโถง ไม่มีใครกล้าส่งเสียงแม้แต่ลมหายใจ
"อวี่เอ๋อร์! พวกเ้ามัวยืนบื้ออยู่ทำไม! รีบพานายน้อยไปรักษาเดี๋ยวนี้!"
หลินจง ผู้นำตระกูลหลินสายรองแผดเสียงคำรามลั่น ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวจนดูน่าเกลียด เส้นเืที่ขมับปูดโปนด้วยความโกรธแค้นและอับอาย ศิษย์รับใช้สะดุ้งสุดตัว รีบกุลีกุจอเข้าไปแบกร่างที่กระดูกแหลกเหลวและหมดสติของหลินอวี่แยกย้ายออกไปทันที
หลินจงกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เืซึมตามร่องนิ้ว มันสะกดกลั้นโทสะอันบ้าคลั่งของยอดฝีมือ ขอบเขติญญาแรก ขั้นที่ 1 ไว้อย่างยากลำบาก ในใจของมันเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย 'หลินจิ้น... เ้าตาเฒ่าใกล้ตาย! หากไม่ใช่เพราะจิตสังหารของเ้าในห้องกักตน วันนี้ข้าคงบดขยี้เ้าขยะหลินฟานเป็ผงธุลีไปแล้ว!' มันแค้นใจนักที่ฐานะขอบเขติญญาแรกอันสูงส่งกลับต้องมาเสียหน้าต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้
มันหันไปมองผู้าุโสำนักกระบี่นภากระจ่างหลิงเซียวและมู่หรงฉิงที่ยามนี้สีหน้ายังคงไม่สู้ดีนัก หลินจงสูดหายใจลึกก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำเยือกเย็น
"ผู้าุโ ทุกท่าน... วันนี้ตระกูลหลินต้อนรับได้ไม่ดีพอ ทว่าเื่ของเ้าขยะนั่น ข้าหลินจงไม่มีทางปล่อยมันไว้แน่ เพียงแต่ตอนนี้ตาเฒ่าหลินจิ้นยังคงคอยคุ้มกะลาหัวมันอยู่กลางตระกูล ข้าจึงไม่อาจลงมือได้อย่างโจ่งแจ้ง"
ผู้าุโสำนักกระบี่ฯ พยักหน้าพลางเช็ดคราบเืที่มุมปาก แววตาฉายแววอำมหิต "แล้วผู้นำหลินคิดจะทำเช่นไร? ปล่อยให้มันกำเริบเสิบสานต่อไปรึ?"
"หามิได้..." หลินจงฉีกยิ้มเหี้ยมเกรียม "อีกหนึ่งเดือนข้างหน้า จะมี งานประลองล่าสัตว์อสูรประจำเมือง จัดขึ้นที่หุบเขาอสูรคร่ำครวญ งานนี้มีกฎเหล็กสืบทอดมาแต่โบราณ ห้ามผู้เฒ่าและยอดฝีมือขอบเขตสูงเข้ายุ่งเกี่ยวเด็ดขาด ต่อให้หลินจิ้นจะยิ่งใหญ่เพียงใดก็ไม่อาจยื่นมือเข้าไปในป่าอสูรได้ ข้าจะบีบให้เ้าขยะหลินฟานต้องเข้าร่วมงานนี้ และในป่าลึกแห่งนั้น... ข้าจะส่งยอดฝีมือสายรองที่แข็งแกร่งที่สุด หรือแม้กระทั่งจ้างนักฆ่าจากนิกายทมิฬไปรุมทึ้งสับร่างของมันเป็หมื่น ๆ ชิ้น!"
มู่หรงฉิงที่ยืนฟังอยู่เงียบ ๆ ดวงตาคู่สวยสั่นไหวจาง ๆ นางมองไปยังทิศทางที่หลินฟานเดินจากไป ในใจเกิดความหวาดระแวงและระทึกขวัญลึก ๆ อย่างบอกไม่ถูก แผลเหวอะหวะบนอกของหลินอวี่เป็หลักฐานชั้นดีว่าหลินฟานไม่ใช่สวะอีกต่อไป... นางเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองในใจว่า การตัดสินใจมาถอนหมั้นในวันนี้ มันถูกต้องแล้วจริง ๆ หรือ?
ตัดสลับมายังบริเวณท้ายตระกูลหลินอันห่างไกลและทรุดโทรม ท่ามกลางความมืดมิดของราตรี กระท่อมไม้ฟืนหลังเล็กยังคงมีแสงตะเกียงน้ำมันริบหรี่ส่องสว่างอยู่ หลินฟานเดินแบกทวนสนิมเขรอะพาดบ่าขวาอย่างสบายอารมณ์ ย่างเท้าเข้าสู่เขตเรือนพักอย่างไม่ทุกข์ร้อน
"คุณชาย! คุณชายท่านกลับมาแล้ว!"
เสียงหวานใสที่เต็มไปด้วยความวิตกกังวลดังขึ้น พร้อมกับร่างบอบบางของ ชิงเอ๋อร์ สาวใช้คนสนิทที่รีบวิ่งพรวดพราดออกมาจากกระท่อม นางตรงดิ่งเข้ามาสำรวจร่างกายของหลินฟานด้วยแววตาตื่นตระหนก มือเรียวเล็กจับแขนจับไหล่ของเขาพัลวัน "คุณชาย ชิงเอ๋อร์ได้ยินข่าวลือจากพวกคนรับใช้สายรองว่าท่านไปก่อเื่ที่โถงงานเลี้ยง... ท่านาเ็ตรงไหนหรือไม่เ้าคะ? พวกมันทำร้ายท่านหรือเปล่า?"
เมื่อเห็นท่าทางกระวนกระวายจนบ่อน้ำตาแทบแตกของสาวใช้ตัวน้อย หลินฟานแววตาอ่อนแสงลง เขาเอื้อมมือไปลูบหัวนางเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู ยามนี้นางคือคนเดียวในตระกูลที่ห่วงใยเขาจากใจจริง
"ข้าไม่เป็ไรชิงเอ๋อร์ ดูสิ... ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน" หลินฟานยิ้มบาง ๆ "คนที่าเ็น่ะคือหลินอวี่ต่างหาก"
ชิงเอ๋อร์เบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ แต่เมื่อเห็นสง่าราศีและกระแสพลังชีวิตอันหนาแน่นที่แผ่ออกมาจากตัวคุณชายของนางที่ดูเปลี่ยนไปเป็คนละคน น้ำตาที่อั้นไว้ก็ไหลอาบแก้มด้วยความตื้นตันและโล่งอก หลินฟานจับไหล่นางแน่น เอ่ยคำมั่นสัญญาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าทรงพลัง
"ชิงเอ๋อร์ นับจากนี้ไป เ้าไม่ต้องหวาดกลัวสิ่งใดอีกแล้ว... จะไม่มีสุนัขตัวใดในตระกูลหลินกล้ารังแกพวกเราอีก ข้าสัญญา"
ในห้วงความคิด เสียงของต้าเฮยแผดหัวเราะร่าขึ้นมาทันที
"ฮ่า ๆ ๆ! เ้าหนู สายตาเฉียบแหลมไม่เบา แม่นางน้อยคนนี้ภักดีต่อเ้ายิ่งนัก แถมกายศักดิ์สิทธิ์ในร่างนางก็เริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อพลังปฐมกาลของเ้าแล้วด้วย! แต่ข้าขอเตือนไว้ก่อนนะ อย่าเพิ่งชะล่าใจไป ไอ้แก่หลินจงนั่นมันอยู่ถึงขอบเขติญญาแรก แม้มันจะขลาดเขลาต่อจิตสังหารของปู่เ้า แต่มันไม่มีทางยอมปล่อยเื่นี้ไปแน่ มันต้องลอบกัดเ้าในเงามืดเร็ว ๆ นี้ชัวร์!"
หลินฟานั์ตาหรี่ลง "ข้ารู้อยู่แล้ว... คนอย่างมันไม่มีทางยอมอยู่เฉยแน่ เพราะฉะนั้นข้าถึงต้องรีบแข็งแกร่งขึ้น!"
หลังจากปลอบชิงเอ๋อร์จนนางเข้านอนเรียบร้อย หลินฟานนั่งขัดสมาธิลงบนเตียงไม้ผุ ๆ ภายในห้องพัก เขาหลับตาลง ดึงจิติญญาจมดิ่งเข้าสู่มิติศิลาลึกลับในพริบตา รอบกายแปรเปลี่ยนเป็ห้วงอวกาศอันเวิ้งว้างกว้างใหญ่ที่มีโซ่ตรวนเส้นมหึมารัดตรึงแท่งศิลาจารึกโบราณเอาไว้
"เ้าหนู! พละกำลังดิบ 3,000 ชั่งที่เ้าได้มาจากขอบเขตกลั่นหลอมกระดูกขั้นแรก ประกอบกับแรงกดดันข้ามขอบเขตที่เ้าเพิ่งต้านทานมาเมื่อครู่ มันเพียงพอที่จะกระตุ้นกลไกส่วนแรกของ ทวนทลาย์รกร้าง แล้ว!" ต้าเฮยสุนัขดำตัวเขื่องะโเข้ามาหาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
วู๊ม————
ทันใดนั้น ทวนสนิมเขรอะที่วางอยู่ข้างกายหลินฟานในโลกความจริง และร่างจำลองของมันในมิติศิลาก็สั่นะเืพร้อมกันอย่างรุนแรง เสียงครืนครั่นดังสะท้อนราวกับเสียงกลองศึกปฐมกาล คราบสนิมหนาเตอะที่เกาะอยู่บริเวณโคนทวนพลันกะเทาะร่วงหล่นลงมาเล็กน้อย เผยให้เห็นเนื้อเหล็กทมิฬลึกลับด้านในที่สลักลวดลายอักขระดวงดาวโบราณ
จากรอยแตกของสนิมนั้น มีของเหลวหนืดส่องประกายแสงสีทองแดงระยิบระยับประดุจธารดาราจักรลอยลอยเด่นออกมาจำนวน 3 หยด! มันคือ "โอสถเหลวกายาปฐมกาลระดับ์" ที่ท่านพ่อและท่านแม่ของหลินฟานกลั่นสกัดและผนึกไว้ในทวนเล่มนี้เพื่อรอวันที่บุตรชายจะพร้อมดูดซับ
กลิ่นอายอันเก่าแก่ รกร้าง และเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตอันมหาศาลฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งมิติ เพียงแค่สูดดมจาง ๆ กระดูกทั่วร่างของหลินฟานก็ส่งเสียงลั่นเกรียวกราวด้วยความกระหายพลัง พลังงานสายนี้บริสุทธิ์และเหนือชั้นกว่าโอสถระดับต่ำในโลกมนุษย์ตอนล่างนี้อย่างเทียบไม่ติด
"นี่มัน... ยอดเยี่ยมมาก!" หลินฟานแววตาสว่างวาบ
"ลุยเลยเ้าหนู! กลืนมันลงไปซะ! แล้วใช้เพลิงปฐมกาลแผดเผามัน ข้าจะคอยคุ้มกันจิตให้เอง!" ต้าเฮยตวาดสั่งการด้วยความจริงจัง
หลินฟานไม่รอช้า อ้าปากสูดดมกลืนเอาโอสถเหลวระดับ์ทั้ง 3 หยดเข้าสู่ร่างกายทันที พริบตานั้น ความร้อนสายหนึ่งที่รุนแรงประดุจลาวาูเาไฟะเิพลุ่งพล่านไปตามเส้นชีพจร ตรงเข้าแผดเผาและชะล้างกระดูกทั่วทั้งร่างของเขาในพริบตา!
หลินฟานกัดฟันแน่น เส้นเืตามร่างกายปูดโปน ใบหน้าขึ้นสีแดงก่ำ ข่มกลั้นความเ็ปเจียนตายจากการบดทำลายและสร้างใหม่ของกระดูกอย่างเด็ดเดี่ยว เขาเริ่มเข้าสู่สภาวะปิดกั้นกักตนอย่างสมบูรณ์ เพื่อแปรสภาพโครงสร้างร่างกาย ทะลวงผ่านเข้าสู่ ขอบเขตกลั่นหลอมกระดูก ขั้นที่ 2 (กระดูกเหล็กกล้า) เพื่อเตรียมพร้อมบดขยี้ทุกแผนการชั่วร้ายในงานประลองล่าสัตว์อสูรที่กำลังจะมาถึงในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า!