หญิงสาวของดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนมองดูเรือบินทั้งสี่ลำด้วยแววตาเรียบเฉย จากนั้นนางก็สั่งให้เรือบินทั้งสี่ลำหยุดก่อน เพราะหลังจากนี้คือพื้นที่ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนและตอนนี้กำลังจะเริ่มสงครามกับเผ่าปีศาจ ดินแดนศัักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนจึงจำเป็นต้องระมัดระวังตัวอย่างมากและต้องตรวจสอบทุกอย่างอย่างละเอียด
ไม่แน่ว่าเผ่าปีศาจอาจจะส่งสายลับเข้ามาในดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนก็ได้ เพราะฉะนั้นแล้วยิ่งต้องเพิ่มความระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ
“ ข้ามีนามว่า เซวียนซานเย่ว ข้าได้รับคำสั่งจากท่านผู้นำให้มาดูแลพวกท่านเป็นการส่วนตัว ” เซวียนซานเย่วกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ
“ ทุกท่านโปรดแจ้งกองกำลังในสังกัดของพวกท่านให้ข้าทราบด้วย ” เซวียนซานเย่วกล่าวขึ้นพร้อมกับหยิบเอาสมุดเล่มหนึ่งออกมา
“ เดี๋ยวนะเมื่อกี้นางบอกว่านางชื่อ เซวียนซานเย่ว? ” เจ้าสำนักหยุนชิงชะงักก่อนที่จะเบิกกว้างด้วยความตกใจ
“ มีอะไรงั้นหรือเจ้าสำนักหยุนชิง? ” เจ้าเมืองแสงสวรรค์ถามขึ้นด้วยความสงสัย
เจ้าสำนักหยุนชิงพยักหน้ารับและกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า " เนื่องจากพวกท่านอยู่ทวีปหยุนเทียนจึงไม่รู้ว่าชื่อเสียงของแม่นางเซวียนซานเย่วโด่งดังมากแค่ไหน นางได้รับการยอมรับจากเหล่าบรรพชนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ว่านางเป็นอัจฉริยะในรอบหลายหมื่นปีของดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนเลยทีเดียว เพราะนางเพิ่งจะอายุเพียงแค่ร้อยกว่าปีนางก็มีความแข็งแกร่งระดับเทพยุทธ์ขั้นกลางแล้ว คาดว่าในอนาคตนางจะไปถึงกึ่งเซียนได้อย่างแน่นอน
นอกจากนี้เซวียนซานเย่วยังได้กลายเป็นศิษย์ของบรรพชนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียน ซึ่งบรรพชนท่านนั้นก็ยังเป็นถึงกึ่งเซียนที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย ซึ่งบรรพชนท่านนั้นก็คือบรรพชนซือเส้าไป่
ในอดีตบรรพชนซือเส้าไป่มีชื่อเสียงอย่างมาก เขาสามารถกดกึ่งเซียนคนอื่นๆทั่วทั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียน แม้กระทั้งในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนก็ยังยากที่จะหาใครเอาชนะบรรพชนซือเส้าไป่ได้
ด้วยการสนับสนุนจากบรรพชนซือเส้าไป่ เซวียนซานเย่วจึงพัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็วและกลายเป็นรุ่นเยาว์ที่มีชื่อเสียงอย่างมากในดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนและทวีปหลัวเทียน "
เมื่อทุกคนได้ยินที่เจ้าสำนักหยุนชิงบอกมา พวกเขาจึงมองไปยังเซวียนซานเย่วด้วยความประหลาดใจ พวกเขานึกไม่ถึงเลยว่าสตรีที่อยู่ข้างหน้าของพวกเขาจะมีชื่อเสียงขนาดนี้
เซวียนซานเย่วหรี่ตาลงด้วยความไม่พอใจและถามขึ้นอีกครั้งว่า “ อย่าให้ข้าต้องพูดย้ำอีกครั้ง ”
เดิมทีเซวียนซานเย่วไม่จำเป็นต้องออกมาต้อนรับแบบนี้ แต่ไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆนางถึงได้ขอเสนอตัวเองกับอาจารย์ออกมาต้อนรับแขกแบบนี้
เจ้าสำนักหยุนชิงจึงรู้ตัวว่าสร้างความไม่พอใจให้กับเซวียนซานเย่วแล้วเขาจึงรีบกล่าวขึ้นว่า “ ข้าน้อยมาจากสำนักหยุนชิงแห่งเขตที่สี่ ”
เมื่อได้ยินที่เจ้าสำนักหยุนชิงกล่าวมา เซวียนซานเย่วก็พยักหน้ารับก่อนที่นางจะเปิดตำราดูและเปิดไปยังหน้าของเขตที่หก เมื่อเห็นว่ามีชื่อของสำนักหยุนชิงนางจึงกล่าวต่อว่า “ เจ้าผ่าน ”
เจ้าสำนักเซี่ยและเจ้าเมืองหยางเองก็บอกถึงกองกำลังของตัวเองเช่นกัน
เซวียนซานเย่วเปิดไปยังหน้าของทวีปหยุนเทียนและเห็นว่าชื่อของกองกำลังทั้งสองอยู่นางจึงบอกให้พวกเขาผ่านเข้าไปได้
สาเหตุที่นางต้องเปิดตำราดูรายชื่อก็เพราะทวีปหลัวเทียนและทวีปหยุนเทียนมีขนาดใหญ่ นางไม่สามารถจำรายชื่อของกองกำลังได้ทั้งหมด นางจึงต้องมีรายชื่อของกองกำลังต่างๆเพื่อให้แน่ใจว่ากองกำลังเหล่านั้นมีตัวตนจริงๆ
ซึ่งสมุดรายชื่อกองกำลังนี้อาจารย์ของนางเป็นคนเตรียมให้หลังจากที่รู้ว่านางจะรับหน้าที่ในการออกไปต้อนรับกองกำลังต่างๆ
“ แล้วพวกเจ้าล่ะ? ” เซวียนซานเย่วมองดูหนานหมิงและถามขึ้น
สาเหตุที่นางถามหนานหมิงก็เพราะนางเห็นว่าหนานหมิงยืนอยู่ในกลุ่มของเจ้าสำนักและเจ้าเมืองทั้งหลาย นางจึงลองถามขึ้น
“ ข้ามาจากตระกูลหนานจากทวีปฮุยต้วน แน่นอนว่ากองกำลังของข้ามาจากที่ห่างไกลแน่นอนว่าชื่อเสียงของตระกูลหนานของข้าคงไม่ได้อยู่ในรายชื่อในสมุดของแม่นางเซวียนหรอก ” หนานหมิงกล่าวด้วยรอยยิ้มจางๆ
เซวียนซานเย่วมองดูหนานหมิงก่อนที่จะเปิดสมุดไปยังหน้าของทวีปฮุยต้วนก่อนที่จะเห็นว่ามีรายชื่อของตระกูลหนานอยู่แถมยังมีเครื่องหมายเขียนเอาไว้ว่า ‘ เทียบเท่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ’
‘ ท่านอาจารย์หมายความว่ายังไงกัน? เดี๋ยวค่อยกลับไปหาอาจารย์เพื่ือสอบถามสักหน่อยแต่ตระกูลหนานก็มีอยู่ในรายชื่อกองกำลังเช่นนั้นพวกเขาก็สามารถผ่านเข้าไปในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ ’ เซวียนซานเย่วครุ่นคิด
ดวงตาของนางหรี่ลงทันทีจากนั้นนางก็มองไปยังหนานหมิงก่อนที่จะถามขึ้นอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่า “ เจ้ามาจากตระกูลหนานทวีปฮุยต้วนจริงๆ? ”
หนานหมิงพยักหน้ารับและกล่าวว่า “ ถ้าหากไม่มีกองกำลังไหนกล้าเรียกตัวเองว่าตระกูลหนานจากทวีปฮุยต้วน เช่นนั้นก็คงเป็นข้าแล้วล่ะ ”
เซวียนซานเย่วพยักหน้ารับและกล่าวขึ้นว่า “ เช่นนั้นข้าจะเป็นผู้นำทางให้ ”
ไม่นานเรือบินทั้งสี่ก็มุ่งหน้าไปยังใจกลางของดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียน ซึ่งเป็นที่ตั้งของนิกายศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียน
ทางด้านของเซวียนซานเย่วนางได้พักอยู่ที่เรือบินของตระกูลหนาน
ภายในห้องพักของเซวียนซานเย่วที่ถูกจัดเตรียมโดยหนานหมิง
เซวียนซานเย่วได้ยินเอายันต์ส่งสารและติดต่อไปหาอาจารย์ของนางทันที
ภายในคฤหาสน์หรูหราบนภูเขาในนิกายศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียน
เนื่องจากภูเขาลูกนี้มีขนาดใหญ่จนเกือบจะทะลุเมฆา จึงทำให้ถูกเรียกว่าภูเขายอดเมฆา ซึ่งคฤหาสน์หลังนี้ก็ถูกเรียกว่าคฤหาสน์เมฆาสวรรค์
ที่ระเบียงของคฤหาสน์เมฆาสวรรค์ ได้มีคนสองคนกำลังนั่งดื่มชาและสนทนากันอย่างเพลิดเพลิน
ชายชราคนแรกสวมชุดคลุมสีเทาอ่อน ใบหน้าดูอ่อนโยน เส้นผมสีเทาทำให้ดูมีอายุอย่างมาก เขาคือบรรพชนสูงสุดของนิกายศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียน ซือเส้าไป่ และยังเป็นอาจารย์ของเซวียนซานเย่วอีกด้วย
อีกคนที่กำลังนั่งดื่มชาอยู่กับซือเส้าไป่ก็คือชายวัยกลางคนรูปร่างสมส่วน ใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาเด็ดเดี่ยวดุจกระบี่ เขาคือไท่จื้อหยาง และยังเป็นผู้กุมอำนาจด้านข่าวกรองทั้งหมดของนิกายศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนอีกด้วย
ทันใดนั้นยันต์ส่งสารก็ปรากฏขึ้นที่ด้านหน้าของซือเส้าไป
“ ดูเหมือนว่ายัยตัวแสบมีปัญหาบางอย่าง ” ซือเส้าไป่หัวเราะร่าพร้อมกับหยิบเอายันต์ส่งสารมาอ่านข้อความทันที
ไม่นานนักซือเส้าไป่ก็ต้องแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาเล็กน้อยและยิ้มอย่างตื่นเต้น
ไท่จื้อหยางเหลือบมองท่าทีของซือเส้าไป่ด้วยความสงสัย
“ เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือท่านลุงซือ? ” ไท่จื้อหยางถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ ตระกูลหนานมาที่นิกายศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราน่ะ เห็นว่านำกำลังคนมาที่นี้เพื่อเข้าร่วมสงครามด้วยเช่นกัน ” ซือเส้าไป่กล่าวด้วยน้ำเสียงยินดี
ไท่จื้อหยางชะงักก่อนที่จะถามขึ้นว่า “ ใช่ตระกูลหนานจากทวีปฮุยต้วนหรือไม่? ”
ซือเส้าไปพยักหน้าและกล่าวขึ้นว่า “ ใช่…เป็นตระกูลหนานจากทวีปฮุยต้วน ตอนนี้ยัยตัวแสบกำลังนำทางพวกเขามาที่นิกาย ”
ไท่จื้อหยางหรี่ตาลงจากนั้นเขาก็กล่าวขึ้นว่า “ เช่นนั้นก็มาดูกันว่าที่หน่วยข่าวของข้ากล่าวมาเป็นความจริงหรือไม่!? ”
เนื่องจากไท่จื้อหยางได้วางสายลับของตัวเองไว้ยังทวีปทั้งเจ็ดอย่างลับๆโดยที่ไม่มีใครตรวจสอบได้ ซึ่งหลายปีก่อนสายลับของเขาที่ทวีปฮุยต้วนได้รายงานมาว่าตระกูลหนาน กองกำลังที่เพิ่งปรากฏตัวได้ไม่นานแข็งแกร่งอย่างมาก ในตอนแรกไท่จื้อหยางไม่ได้สนใจมากนัก เพราะกองกำลังจากทวีปเล็กๆจะแข็งแกร่งมากแค่ไหนก็ไม่ได้แข็งแกร่งไปกว่ากองกำลังระดับสามของทวีปหลัวเทียนหรอก
แต่ไม่นานนักสายของเขาก็รายงานว่าในวันที่ตระกูลฮวาซึ่งเป็นผู้นำของทวีปหยุนต้วนได้เรียกกองกำลังทั้งหมดมาประชุมเพื่อแจ้งข่าวเกี่ยวกับสงครามระหว่างสองเผ่าพันธ์ ในตอนนั้นเองตระกูลหนานก็อยู่ด้วยแถมในวันนั้นก็มีสิ่งที่ทำให้สายลับของเขาหวาดกลัวเป็นอย่างมาก
ซึ่งวันนั้นสายลับของเขาแจ้งมาว่าตระกูลหนานมีกึ่งเซียนปรากฏตัวขึ้นพร้อมกันถึงสิบสี่คน
ข่าวนี้ในตอนแรกเขารู้สึกว่ามันเป็นไปไม่ได้แม้แต่น้อย เพราะขนาดนิกายศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนที่ปกครองและมีอำนาจมาอย่างยาวนานในโลกใบนี้หลายแสนปีก็ยังมีกึ่งเซียนเพียงแค่แปดคนเท่านั้นเอง แล้วตระกูลหนานที่จู่ๆปรากฏตัวขึ้นจะมีกึ่งเซียนถึงสิบสี่คนได้อย่างไร
แต่หลังจากที่เขาให้ลูกน้องคนสนิทไปสืบอย่างละเอียดก็พบว่าในวันนั้นตระกูลหนานได้เรียกกึ่งเซียนสิบสี่คนมาจริงๆ เพราะในวันนั้นมีผู้เห็นเหตุการณ์เป็นจำนวนมาก แต่สาเหตุที่เรื่องนี้ไม่ได้แพร่พรายออกไปก็เพราะไม่มีใครกล้าที่จะประกาศออกไปนั่นเอง
หลังจากที่ไท่จื้อหยางทราบข่าวเขาก็ได้เรียกประชุมบรรพชน เจ้านิกายและผู้อาวุโสระดับสูงทั้งหมดของนิกายทันที
ไม่นานการประชุมก็จบลงโดยที่พวกเขาเฝ้าดูสถานการณ์ไปก่อน ถ้าหากตระกูลหนานไม่ได้เป็นภัยหรือสร้างปัญหาขึ้นก็ปล่อยเลยตามเลย แต่ถ้าหากตระกูลหนานสร้างปัญหาขึ้นมาจริงๆพวกเขาจะต้องหาทางทำอะไรสักอย่างขึ้น
“ จะว่าไปยัยตัวแสบนั่นบอกอะไรเพิ่มไหม? ” ไท่จื้อหยางถามขึ้น
ซือเส้าไป่ส่ายหน้าและบอกว่า " นางแค่สงสัยในสมุดรายชื่อกองกำลังเท่านั้น เพราะข้าได้เขียนเอาไว้ว่าตระกูลหนานมีความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับนิกายศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียน นางจึงสอบถามข้าถึงเรื่องนี้ โชคดีที่นางไม่ได้สร้างปัญหาขึ้นไม่อย่างนั้นคงได้เกิดปัญหาใหญ่ขึ้นมาแน่ๆ
ข้าจึงได้บอกกับนางไปว่าตระกูลหนานแข็งแกร่งอย่างมากและมีกึ่งเซียนอยู่หลายคนในกองกำลังและบอกให้นางคอยดูแลผู้นำกลุ่มของตระกูลหนานให้ดีๆ ไว้กลับมาแล้วข้าจะบอกเรื่องราวทั้งหมดให้กับนางฟัง นอกจากนี้ถ้าหากตระกูลหนานต้องการสิ่งใดก็ให้ตอบตกลง ถ้าหากมันเป็นเรื่องใหญ่ก็ให้ติดต่อมาหาข้าทันที "
ไท่จื้อหยางพยักหน้าและเห็นด้วยกับสิ่งที่ซือเส้าไป่กล่าวมา
ตัดกลับมาที่เซวียนซานเย่ว
เมื่อนางได้รับข้อความจากอาจารย์ นางก็ต้องแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา
“ เป็นไปได้อย่างไรจะมีกองกำลังที่แข็งแกร่งเทียบเท่ากับนิกายศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนถ้าหากไม่ใช่นิกายศักด์สิทธิ์ซวนหยวน? ” เซวียนซานเย่วพึมพำด้วยความไม่อยากเชื่อ แต่ในเมื่ออาจารย์ของนางตอบกลับมาแบบนี้จะไม่เชื่อก็คงจะไม่ได้ เพราะนางเชื่อว่าอาจารย์ของนางคงไม่คิดที่จะหลอกนางแน่นอน
“ ดูเหมือนว่าข้าจะต้องจับตาดูคุณชายหนานเอาไว้ให้ดี ” เซวียนซานเย่วครุ่นคิด นางรู้ว่าคุณชายหนานคือผู้นำกลุ่มของตระกูลหนาน
ไม่นานกาลเวลาก็ผ่านไปอีกหลายวัน
ในที่สุดเรือบินทั้งสี่ก็มาถึงนิกายหลัวเทียน
ระหว่างทางเรือบินจำนวนมากก็ได้ต่อแถวเข้าไปยังนิกายหลัวเทียนตามระเบียบ
เนื่องจากการที่จะเข้านิกายหลัวเทียนได้จำเป็นต้องตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งหนึ่ง
แต่ทว่าเรือบินของตระกูลหนานและอีกสามกองกำลังไม่จำเป็นต้องตรวจสอบใดๆ เนื่องจากมีเซวียนซานเย่วอยู่ ทำให้พวกเขาสามารถจอดเรือบินที่ลานจอดได้เลย
หลังจากที่จอดเรือบินเสร็จเรียบร้อยแล้ว เซวียนซานเย่วก็ได้พาคนของทั้งสี่กองกำลังมุ่งหน้าไปยังที่พักที่เตรียมเอาไว้
สำหรับที่พักของตระกูลหนาน พวกเขาถูกจัดเตรียมเอาไว้ในระดับสูง ซึ่งเทียบเท่ากับที่พักของกองกำลังที่เป็นรองเพียงแค่นิกายศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนเท่านั้น
สำหรับกองกำลังอย่างสำนักปฐมวิญญาณ เมืองแสงสวรรค์และสำนักหยุนชิง ที่พักของพวกเขาก็อยู่ใกล้กับที่พักของตระกูลหนาน เพียงแต่ที่พักของตระกูลหนานจะตั้งอยู่บนยอดเขาสูงชัน ส่วนที่พักของสามกองกำลังที่เหลือจะตั้งอยู่ที่ด้านล่างของภูเขาที่เป็นที่พักของตระกูลหนาน
เวลานี้หนานหมิง เซี่ยเล่ยจีและเซวียนซานเย่วพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เนื่องจากอายุของทัั้งสามไม่ได้ห่างกันมาก แถมเซี่ยเล่ยจีก็นับว่าเป็นสตรี่ที่งดงามพอๆกับเซวียนซานเย่วอีกด้วย ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงสนิทกันราวกับพี่น้องที่คลานตามกันมาเลย
“ น้องสาวเซี่ย จากที่พักนี้ไปยังเมืองหลัวเทียนต้องใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วยามเท่านั้น ถ้าหากเจ้าอยากจะไปเดินเล่นที่เมืองหลัวเทียนข้าจะเป็นคนนำทางให้เอง ” เซวียนซานเย่วกล่าวด้วยรอยยิ้ม
เซี่ยเล่ยจีพยักหน้าอย่างตื่นเต้นจากนั้นนางก็กล่าวขึ้นว่า “ เช่นนั้นต้องรบกวนพี่สาวเซวียนแล้ว ข้าอยากที่จะเดินเที่ยวเมืองหลัวเทียนจริงๆ ข้าได้ยินมาว่าที่เมืองหลัวเทียนของท่านมีหอคอยปฐมกาลอยู่ด้วย ข้าอยากรู้ว่าตัวข้าในตอนนี้จะไปถึงชั้นไหนกันแน่ ”
หนานหมิงเองก็รู้สึกสนใจหอคอยปฐมกาลด้วยเช่นกัน
หอคอยปฐมกาลเป็นหอคอยที่อยู่มาอย่างยาวนานหลายล้านปี ซึ่งไม่รู้ว่าใครเป็นผู้สร้างหอคอยแห่งนี้กันแน่ ซึ่งหอคอยนี้เปรียบเสมือนกันสถานที่ใช้ในการจัดอันดับความแข็งแกร่งของรุ่นเยาว์ทั่วทั้งทวีปหลัวเทียน
เพราะภายในหอคอยจะมีการตรวจสอบอย่างละเอียด ยิ่งไปชั้นที่สูงที่สุดเท่าไหร่ก็ยิ่งแสดงถึงความแข็งแกร่งเท่านั้น ภายในหอคอยแห่งนี้ไม่รู้ว่ามีถึงชั้นไหนเพราะคนที่ไปได้ไกลที่สุดก็คือซือเส้าไป่ ซึ่งตอนนั้นเขามีความแข็งแกร่งในระดับเทพยุทธ์ขั้นปลายด้วยวัยที่ไม่ถึงหนึ่งร้อยปี เรียกได้ว่าในตอนนั้นชื่อเสียงของซือเส้าไป่ได้เริ่มโด่งดังนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สำหรับชั้นที่ซือเส้าไป่ไปถึงก็คือชั้นที่เก้าสิบเจ็ด