ลิขิตฟ้าให้ข้าเป็นจอมเวท

    ตอนที่ 68 เหตุการณ์ไม่น่าไว้ใจ

            เฟยหลงเดินนำหน้าทั้งสองคนเมื่อเดินมาถึงประตูใหญ่ เฟยหลงเพียงแค่ใช้มือแตะเบา ๆ ประตูก็เปิดออกหลังจากที่ทั้งสามคนออกมาแล้ว เฟยหลงจึงได้ส่งจิตสัมผัสไปยังวิหารเทพสงครามเพียงไม่นาน วิหารขนาดใหญ่กลับค่อย ๆ ย่อเล็กลง กลายเป็นวิหารขนาดเล็กสีสันต์สดใสลอยอยู่กลางฝ่ามือของเฟยหลงก่อนที่มันจะหายไปในที่สุด

            “เจ้าได้รับมรดกของเทพสงครามจริงๆ แม้แต่วิหารเทพสงครามยังกลายเป็นของเจ้า”

            “ข้าก็เพียงแค่โชคดีเท่านั้นเองพวกท่านก็คงได้ของดีไม่น้อยกว่าข้าเช่นกันใช่หรือไม่?”

                  “ก็ได้กลับมาพอสมควรแต่ก็ไม่เท่ากับของเจ้าหรอก”

                ทั้งสามคนเดินกลับไปทางเดิมเมื่อพวกเขามาถึงชายฝั่ง พวกเขาพบว่าเรือที่พวกเขาจ้างมานั้นยังคงรอพวกเขาอยู่เมื่อคนงานภายในเรือเห็นทั้งสามคนเดินกลับมาพวกเขาต่างตื่นเต้นเป็นอย่างมาก

                “ข้าคิดว่าพวกท่านจะปล่อยให้พวกเราอยู่บนเกาะนี้เสียแล้วขอบคุณพวกท่านมากที่ยังรอพวกเราอยู่ กลับไปข้าจะจ่ายให้พวกท่านเพิ่มคนละหนึ่งร้อยเหรียญทองเลย”องค์ชายใหญ่เอ่ยขึ้นมา

                “ขอบคุณคุณชายพวกเราเต็มใจอยู่รอพวกท่านทั้งสามคน เพราะพวกเรามั่นใจว่าพวกท่านต้องปลอดภัยกลับมาอย่างแน่นอน..”

                ความจริงแล้วพวกเขาไม่กล้าออกเรือโดยไม่มีทั้งสามคนเพราะพวกเขาเกรงกลัวว่าจะมีสัตว์อสูรโผล่ออกมาเหมือนดังตอนขามาพวกเขาเลยตัดสินใจรอแต่ไม่คิดว่าองค์ชายใหญ่จะใจดีเพิ่มค่าแรงให้พวกเขาคนละหนึ่งร้อยเหรียญทองเลยทีเดียว

            “เอาหละในเมื่อพวกเราพร้อมแล้วก็ออกเรือกลับกันได้แล้ว”

            “ออกเรือได้”

            ตลอดการเดินทางกลับเฟยหลงและองค์ชายทั้งสองต่างดื่มกินกันตลอดทางโดยมีคนงานบนเรือคอยบริการพวกเขาอย่างดีเพราะเงินหนึ่งร้อยเหรียญทองนั้นนับเป็นเงินจำนวนมากสำหรับพวกเขา แต่สำหรับองค์ชายทั้งสองและเฟยหลงนั้นแทบจะเรียกได้ว่าสิ่งที่พวกเขาได้รับมานั้นคุ่มค่ามากว่าเงินที่พวกเขาเสียไป

            เมื่อเรือจอดเทียบท่าองค์ชายใหญ่นำเงินให้เจ้าของเรือและส่วนเงินเพิ่มที่ทุกคนจะได้รับนั้นองค์ชายใหญ่มอบให้กับลูกเรือแต่ละคนด้วยตนเองหลังจากนั้นพวกเขาจึงได้พากันกลับไปยังพระราชวัง เมื่อกลับมาถึงองค์หญิงฮุ่ยหลิงและยู่จินเชียงต่างรีบมาหาพวกเขาทั้งสามคน

            “ท่านพี่พวกท่านแอบพาเฟยหลงไปไหนมาหายไปเป็นเดือนไม่เห็นมาชวนพวกเราบ้างเลย”

            “พวกเราออกไปสำรวจเกาะร้างมาหากพาพวกเจ้าไปเกรงว่าจะเกิดอันตรายกับพวกเจ้านะสิ”

            “ทีเรื่องสนุกสนุกไม่เห็นชวนพวกเราบ้างเลย พวกท่านต้องถูกทำโทษ”

            “เออเฟยหลงพอดีข้ากับน้องรองมีธุระที่จะคุยกับท่านพ่อฝากเจ้าดูแลน้องหญิงกับยู่จินเชียงด้วยนะ”

            “อ้าวพวกท่านทั้งสองทิ้งข้าเฉยเลยนะ”

            “โชคดีนะเฟยหลง”

            องค์ชายใหญ่และองค์ชายรองรีบเดินจากไปในทิศทางของตำหนักองค์กษัตริย์ในทันทีปล่อยให้เฟยหลงและสองสาวยืนงงอยู่ตรงนั้น

            “จริงสิองค์หญิงยู่จินเชียงพวกเจ้าอยากลองเข้ารับการทดสอบของเทพสงครามดูบ้างไหม”

            “จริงหรือพวกเราสามารถเข้ารับการทดสอบได้จริงๆ อย่างนั้นหรือ?”

            “ได้สิถือเป็นการไถ่โทษที่ไม่ได้ชวนพวกเจ้าทั้งสองไปด้วยก็แล้วกันองค์ชายใหญ่องค์ชายรองเองก็ผ่านการทดสอบแล้ว ได้ของรางวัลไปไม่น้อยพวกท่านสนใจลองดูเข้ารับการทดสอบดูไหมหละ”

            “ได้สิพวกเราเองก็อยากลองทดสอบดู พวกเราไปชวนเฉินคงด้วยอีกคนดีไหม”

            “จริงสิดีเหมือนกัน เช่นนั้นพวกท่านให้คนไปตามเฉินคงไปพบกันที่ตำหนักของข้าก็แล้วกัน”

            องค์หญิงสั่งคนให้ไปตามเฉินคงมาส่วนพวกเขารีบเดินตามเฟยหลงไปยังตำหนักที่เฟยหลงพักทันที เมื่อทราบข่าวเฉินคงจึงได้รีบมาหาพวกเขาทั้งสามที่ตำหนักทันที

            “พวกเจ้าให้คนตามข้ามาทำอะไรเช่นนั้นหรือ?”

            “พวกเราจะเข้าร่วมการทดสอบของเทพสงครามเจ้าสนใจที่จะเข้าร่วมการทดสอบด้วยหรือไม่?”

            “ข้าเองพึ่งจะหัดฝึกฝนเวทได้ไม่นานความสามารถยังไม่สูงมากนักจะเข้าร่วมการทดสอบได้เช่นนั้นหรือ?”

            “เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องห่วยทุกคนสามารถเข้าร่วมการทดสอบได้ เพียงแค่เจ้ามีความตั้งใจจริงและความพยายามที่เป็นเลิศเจ้าก็สามารถผ่านการทดสอบในครั้งนี้ไปได้เช่นกัน”

            “ก็ได้ข้าจะลองดู”

            เฟยหลงตั้งสมาธิครู่หนึ่งจากนั้นวิหารเทพสงครามจึงปรากฎออกมาเฟยหลงนำวิหารเทพสงครามตั้งไว้ในสวนข้างตำหนัก วิหารขยายใหญ่ขึ้นมาพอ ๆ กับตำหนักของเฟยหลงเฟยหลงเปิดประตูให้พวกเขาเข้าไป เมื่อเข้าไปในวิหารเทพสงครามทุกอย่างที่อยู่ภายในกลับดูสวยงามต่างจากที่เฟยหลงและองค์ชายทั้งสองเห็นในครั้งแรก

            ซากปรักหักพังไม่หลงเหลือให้เห็นแต่มันกลับเป็นวิหารที่สวยงาม รูปปั้นสัตว์ต่าง ๆ ดูเหมือนใหม่ ภาพวาดต่าง ๆ ภายในวิหารดูสวยสดงดงามเสมือนของจริง

            “เอาหละพวกเจ้าเลือกสัตว์ที่พวกเจ้าชอบและคิดว่าสามารถเอาชนะพวกมันได้จากนั้นให้พวกเจ้าหยดเลือดลงไปเมื่อหมดเวลาหรือผ่านการทดสอบ จะถูกส่งตัวออกมาเองไม่ต้องกังวลไปการทดสอบนี้ไม่มีอันตรายถึงชีวิตอย่างแน่นอน”

            ทั้งสามคนเลือกสัตว์อสูรที่ตัวเองคิดว่าชอบและสามารถเอาชนะได้หลังจากนั้นจึงหยดเลือดลงไป ร่างของทั้งสามคนค่อย ๆ  เลือนหายไปความจริงการทดสอบของสัตว์อสูรแต่ละตัวนั้นเป็นเพียงแค่การฝึกฝนจากข้อมูลที่เฟยหลงได้รับมาจากเทพสงครามสัตว์อสูรแต่ละตัวหากผ่านการทดสอบจะสามารถได้รับของรางวัลกลับมาซึ่งก็แล้วแต่ความพยายามของแต่ละคนหากพยายามอย่างสุดความสามารถพวกเขาก็เหมือนได้รับการฝึกฝนที่ดีและได้รับของรางวัลที่เทพสงครามเตรียมเอาไว้ให้แตกต่างกันไป

            เฟยหลงออกจากวิหารเทพสงครามพร้อมกับเข้าไปพักผ่อน พอตกเย็นองค์ชายใหญ่และองค์ชายรองจึงมาหาเขาที่ตำหนักเมื่อมาถึงพวกเขาเห็นวิหารเทพสงครามตั้งอยู่กลางสวน

            “เฟยหลงแล้วน้องหญิงของข้า ยู่จินเชียงและเฉินคง พวกเขาไปไหนเสียหละ?”

            “เจ้าอย่าบอกนะว่าให้พวกเขาเข้ารับการทดสอบของท่านเทพสงคราม”

            “ใช่แล้วหละพวกเขาเข้ารับการทดสอบอยู่คงอีกสองสามวันหรือมากกว่านั้นถึงจะสามารถกลับออกมาได้ก็พวกท่านเล่นหนีไปดื้อ ๆ แล้วจะให้ข้าทำยังไงหละยังไงก็แล้วแต่พวกท่านไม่ต้องห่วงเรื่องความปลอดภัยของพวกเขาหรอกตอนนี้ข้าเป็นเจ้าของวิหารเทพสงครามนี้ ข้ารู้ว่าพวกเขาตอนนี้เป็นยังไงบ้างไม่แน่องค์หญิงอาจจะทำได้ดีกว่าพวกท่านก็ได้”

            “ข้าละอิจฉาเจ้าจริงๆ  ที่สามารถผ่านการทดสอบของท่านเทพสงครามได้แถมยังได้ครอบครองเป็นเจ้าของวิหารเทพสงครามอีก”

            “เอาเถอะเอาเถอะ พวกเรามาดื่มกันดีกว่า ไหน ๆ น้องหญิงของข้าและเพื่อน ๆของเจ้าก็เข้าไปทดสอบด้านในวิหารเทพสงครามแล้วพรุ่งนี้พวกเราไปปราบสัตว์ปีศาจทางทิศใต้ของเมืองกันไหม พระบิดาของเราพึ่งได้รับรายงานมาว่ามีสัตว์ปีศาจเริ่มบุกโจมตีเมืองซุนหลี่ ทางทิศใต้อีกแล้ว”

            “ทำไมช่วงนี้สัตว์ปีศาจถึงได้บุกโจมตีเมืองชายแดนรอบๆ อาณาจักรของเราบ่อยขึ้น ข้าว่าคงมีอะไรสักอย่างเหตุการณ์นี้ไม่น่าไม้ใจเท่าไหร่?”

            “ก็ดีเหมือนกันเช่นนั้นวันนี้เราดื่มกันก่อนพรุ่งนี้พวกเราจะออกเดินทางกันตั้งแต่เช้า”

            เช้าวันต่อมาทั้งสามคนจึงเริ่มออกเดินทางไปยังเมืองซุนหลี่ระยะทางจากเมืองหลวงไปถึงเมืองซุนหลี่ปกติใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งวันวันนี้เฟยหลงนำกระบี่บินของเขาออกมา พร้อมกับนำองค์ชายทั้งสองขึ้นไปด้วยทำให้การเดินทางรวดเร็วขึ้นทั้งสามใช้เวลาเพียงแค่หนึ่งชั่วโมงก็ไปถึงยังเมืองซุนหลี่

            เมื่อมาถึงเมืองซุนหลี่ยังไม่มีสัตว์ปีศาจบุกเข้ามาโจมตีในตอนนี้ทั้งสามคนจึงลงจากกระบี่บินและเดินเท้าเข้าสู่เมืองซุนหลี่แทน

            “พวกเราตรงไปที่ตำหนักเจ้าเมืองเลยจะดีไหม?”องค์ชายใหญ่เอ่ยขึ้นมาระหว่างเดินเข้าเมืองซุนหลี่

            “ข้ายังสงสัยว่าทำไมสัตว์ปีศาจถึงได้บุกเข้ามาบ่อย ในช่วงนี้ ข้าอยากจะลองออกไปสืบดูแถว ๆ นี้ก่อน อีกอย่างข้าอยากไปสอบถามชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ก่อนไม่แน่พวกเราอาจจะได้เบาะแสดี ๆ ก็เป็นได้”

            “เช่นนั้นก็เอาตามที่เจ้าว่าก็แล้วกันพวกเราลองไปถามชาวบ้านในหมู่บ้านที่ถูกสัตว์ปีศาจพวกนั้นโจมตีดูก่อน อีกอย่างข้าเองก็อยากจะรู้ว่าเมืองซุนหลี่แห่งนี้ได้วางมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับชาวบ้านยังไงบ้าง”

            “ท่านพี่เช่นนั้นพวกเราแยกทางกันจะดีไหม ข้าจะไปจองโรงเตี้ยมที่อยู่ตรงนั้น ตอนเย็น ๆพวกเราก็มาพบกันที่นั่นก็แล้วกัน” องค์ชายรองชี้ไปยังโรงเตี้ยมที่อยู่ด้านหน้าของพวกเขา

            “ตกลงพวกเราแยกทางกันไปหาข่าวดูก่อน ตอนเย็นพวกเราค่อยมาเจอกันที่โรงเตี้ยมนั่น”

            ทั้งสามคนแยกทางกันไปคนละหมู่บ้านที่เมืองซุนหลี่แห่งนี้มีหมู่บ้านในระแวกใกล้เคียงอยู่หลายหมู่บ้านหมู่บ้านที่ถูกโจมตีไปมีอยู่เพียงสองสามแห่งเท่านั้น ส่วนที่เหลือยังไม่ถูกโจมตีใดๆ จากสัตว์ปีศาจพวกนั้นดังนั้นทางเมืองซุนหลี่จึงได้รีบส่งข่าวไปยังเมืองหลวงของอาณาจักรทันทีเพราะพวกเขามีกองกำลังไม่เพียงพอที่จะรับมือกับเผ่าปีศาจจำนวนมากหากพวกมันบุกเข้ามาพร้อม กัน

            ทั้งสามคนแยกทางกันไปยังหมู่บ้านที่ถูกโจมตีเมื่อหลายวันก่อนโดยเฟยหลงเลือกไปหมู่บ้านที่ถูกโจมตีหนักที่สุดส่วนองค์ชายใหญ่เลือกไปหมู่บ้านที่อยู่ถัดไปส่วนองค์ชายรองไปหมู่บ้านที่อยู่ใกล้ที่สุด

            เมื่อเฟยหลงไปถึงเขาได้เข้าไปสอบถามผู้นำหมู่บ้านซึ่งได้ความว่าสัตว์ปีศาจพวกนั้นบุกเข้ามาเมื่อสามวันก่อนพวกมันบุกเข้ามาในตอนเย็น ทำให้ความสูญเสียมีมากพอสมควรและมีชาวบ้านเสียชีวิตไปกว่าสามสิบคน เฟยหลงได้สอบถามถึงทิศทางที่สัตว์ปีศาจบุกมา มีชาวบ้านหลายคนที่เห็นสัตว์ปีศาจบุกโจมตีมาจากทางป่าหลังหมู่บ้าน ซึ่งปกติจะไม่ค่อยมีใครเข้าไปที่ป่าแห่งนั้นอยู่แล้ว

            เฟยหลงจึงเดินตามรอยของสัตว์ปีศาจพวกนั้นไปเขาเข้าไปในป่าหลังหมู่บ้านตามลำพังแม้ว่าผู้นำหมู่บ้านจะห้ามปรามแต่เขาก็ยืนยันจะเข้าไปให้ได้เฟยหลงเดินตามเส้นทางที่สัตว์ปีศาจทิ้งร่องรอยเอาไว้ เพราะเส้นทางที่พวกมันบุกเข้ามาต้นไม้ส่วนใหญ่จะหักโค่นเป็นทางอยู่แล้ว