ปรมัตถ์แห่งปรมาจารย์

    ตอน 51 วันเวลาผันผ่าน

    ในที่สุด การท้าทายระหว่างดินแดนก็เกิดขึ้น มีผู้คนจากสำนักต่าง ๆ มากมายทั้งที่เป็นที่รู้จักและไม่รู้จักต่างประกาศที่จะมาเข้าร่วมมากมาย อย่างไรก็ดี มีจุดเปลี่ยนที่สำคัญ กล่าวคือ การเลื่อนการท้าทายระหว่างดินแดน เนื่องจากพื้นที่ใกล้เคียงในดินแดนที่กำหนดไว้แต่เดิมนั้น เกิดวิกฤติจากมีการร่วงหล่นของแผ่นดิน เศษหินและแผ่นหินขนาดใหญ่ ของดวงดาราจักร พุ่งถล่มลงมาที่ดินแดนดังกล่าว สำนักต่าง ๆ ต้องการเข้าไปสำรวจเพื่อคาดหวังที่จะได้รับวาสนากลับมา ทำให้การท้าทายครั้งนี้เลื่อนออกไปไม่มีกำหนด


    ไม่มีใครรู้สาเหตุและที่มาที่แน่ชัดของดาวดาราที่พุ่งลงมา การพุ่งตกลงมา ไม่ได้เกิดเพียงครั้งเดียว หากแต่ค่อย ๆ พุ่งตกลงมา บ้างเป็นแผ่นหินขนาดใหญ่ บ้างเป็นแผ่นดิน บ้างเป็นลูกไฟ แต่ไม่ว่าจะมีอะไรร่วงหล่นลงมา สิ่งที่ร่วงหล่นลงมา จะมีเปลวเพลิงแผดเผามอดไหม้เป็นระยะเวลานาน


    นับจากที่มีผู้พบเห็นเหตุการณ์นี้เป็นครั้งแรก ก็เป็นระยะเวลาร่วมสี่ปีเศษแล้ว แต่ยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด พื้นที่ในส่วนที่มีการตกหล่น แพร่กระจายเป็นมุมกว้าง ผู้คนจากสำนักต่าง ๆ ย่อมให้ความสนใจ และเริ่มที่จะเข้าไปสำรวจพื้นที่ และได้รับโชคลาภวาสนาจากการเข้าไป แม้จะเข้าไปได้บางพื้นที่ แต่หลายสำนักก็ยังไม่ได้รับสิ่งใดกลับมา


    สถานที่เกิดเหตุนี้ อยู่บนดินแดนหยางซีฮัน บริเวณเทือกเขาลี่ไท่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มียอดเขาสูงตระหง่านนับพัน มีป่าทึบต้นไม้ขนาดใหญ่จำนวนมากมาย พื้นที่อุดมสมบูรณ์ด้วยสิงสาราสัตว์จำนวนมาก รวมทั้งสัตว์อสุราและสัตว์ปิศาจที่มีพลังและความดุร้ายในตัวนับไม่ถ้วน


    &(^#$^##$$#^#$^#$^*^%*^&&*)


    ในส่วนของศิษย์ที่อยู่บนดินแดนซีแดนในครั้งนั้น การรอคอยสิ้นสุดลงเมื่อสำนักต่าง ๆ จากดินแดนตงหยาง นำเรือเหาะกลับมารับศิษย์ของตนกลับพร้อมกัน ศิษย์จำนวนหนึ่งเดินทางกลับสู่บ้านเกิด และมีศิษย์บางส่วนที่ไม่มีห่วงมีกังวลใด ๆ เลือกตัดสินใจที่จะไม่กลับ สาเหตุหลักก็คือ ความก้าวหน้าในการฝึกฝนและการเติบโตของตนเองที่ยอดเยี่ยมบนดินแดนแห่งนี้ ผู้คนเหล่านี้เลือกตั้งรกรากอยู่บนซีแดน


    ทางด้านสำนักหลักสามสำนักบนดินแดนซีแดน ได้แก่ สำนักอสุนีหิมะ สำนักหยวนมังกร และอารามไตรวิหค ก็ไม่ได้มีปัญหาใด ๆ กับการตัดสินใจของศิษย์เหล่านั้น ดังนั้นไม่นานศิษย์เหล่านั้นก็เดินทางกลับโดยผ่านวงแหวนโยวหยวน ใช้เวลาไม่นานก็กลับสู่บ้านเกิดบนดินแดนตงหยาง ต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับสู่บ้านของตนเองอย่างรวดเร็ว


    จงฮวา จงหนาน จงซื่อ เดินทางกลับเข้าบ้านสกุลจง ผู้นำตระกูลจงเปาและคนในตระกูลต่างยินดีในการกลับมา หลังจากไม่ได้พบหน้ากันนานหลายปี แน่นอนว่า ข่าวเรื่องการจากไปของลู่ซือ แม้ทำให้จงเปาเสียใจแทบขาดใจตาย หากแต่ก็ทำให้อาวุโสหลักบิดาของจงหมาน จงซื่อ ลอบยินดีกับข่าวนี้เงียบ ๆ


    ลู่ซือแม้ไม่ใช่ลูก ไม่ใช่หลานแท้ ๆ แต่นางเป็นผู้เลี้ยงดูลู่ซือมาตั้งแต่ตัวแดง ๆ ประคบประหงมเฝ้าเลี้ยงดูทุกคืนทุกวันไม่เคยห่างหาย สามสัมพันธ์นี้ ฝังแน่นในสายโลหิตนับตั้งแต่วันที่รับลู่ซือเข้ามาแล้ว ดังนั้น การจากไปที่ไม่มีการจากลา ไม่ได้เห็นหน้า ไม่ได้เห็นร่าง ไม่แม้กระทั่งการทำงานศพให้ หัวใจนางจึงสุดจะรันทดโศกเศร้าเสียใจ


    หลังจากรู้ข่าวลู่ซือ จงเปาใช้เวลาอยู่กับตัวเองเงียบ ๆ พูดจากับผู้คนต่าง ๆ น้อยลง แม้จงฮวาจะเข้ามาดูแลมากขึ้น แต่นางเองก็ยังคงเงียบเหงา สีหน้าแม้จะแย้มยิ้มเวลาพูดจา หากแต่ดูไร้จิตวิญญาณ


    เดือนต่อมาหลังจากอาวุโสหลักเรียกร้องการบริหารจัดการสำนักโอสถของตระกูล มีเพียงอาวุโสที่สามที่คัดค้าน แต่ก็ไม่มีผล ทั้งหมดก็ด้วยต้องการครอบครองทรัพยากรและรายได้ของตระกูลเป็นเป้าหมาย ดังนั้น ด้วยความเบื่อหน่ายและเสียใจในความเห็นแก่ได้ของบุตรชาย นางจึงตัดสินใจมอบอำนาจบริหารตระกูลให้แก่อาวุโสหลักผู้เป็นบิดาของจงหมาน จงซื่อ ตามคำเรียกร้อง และอีกสองเดือนต่อมา จงเป่าก็ถึงแก่กรรม 


    การถึงแก่กรรมของจงเป่า เจ้าเมืองผู้เป็นบิดาของหนิงเซียน มาร่วมไว้อาลัยในฐานะคนเก่าคนแก่และสหายคนสนิทของตระกูล ร่างของจงเป่าถูกฝังไว้ในสุสานตระกูลจง เคียงข้างสามีนางที่ล่วงลับไปเมื่อสามสิบกว่าปีแล้ว


    "ท่านย่า ขอท่านจงสู่สุขคติ"


    "ขอให้ท่านมีความสุข ได้พบลู่ซือในสัมปรายภพ" จงฮวากล่าวต่อหน้าป้ายวิญญาณจงเป่าผู้เป็นย่า


    ในด้านระดับวิถียุทธ์ จงฮวาอยู่ในระดับวิถีราชันขั้นปลาย ส่วนจงหมานและจงซื่อ อยู่ในระดับวิถีราชันขั้นกลางและขั้นต้นตามลำดับ นับว่าไม่ได้เลวร้ายอันใด


    หนิงเซียน บุตรสาวเจ้าเมือง อยู่ในระดับวิถีราชันขั้นสูงสุดแล้ว พยายามเร่งบ่มเพาะให้ขึ้นวิถีครึ่งก้าวจักรพรรดิ และยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นนักกระบี่ที่ดีให้จงได้


    ในส่วนของอ้ายเหม่ย นางเองก็เดินทางกลับสำนักหงส์เพลิง และนางเองกำพร้าตั้งแต่เยาว์ เมื่อกลับมา นางจึงอยู่เพียงในสำนัก ส่วนระดับพลังของนาง อยู่ในระดับครึ่งก้าวจักรพรรดิ 


    และด้วยนางมีร่างโลหิตหงส์อินในตัว ตันเถียนที่แข็งแกร่งและทรงพลังของนางจึงมีขนาดใหญ่กว่าผู้คนปกติ ปราณพลังที่ต้องเติมเต็มย่อมมากกว่าผู้คนทั่วไป ทำให้จำเป็นต้องเร่งบ่มเพาะเพื่อให้ขึ้นวิถีจักรพรรดิโดยเร็ววัน หากเป็นผู้อื่นที่มีตันเถียนปกติ คนผู้นั้นก็จะเลื่อนระดับวิถีที่สูงขึ้นได้ไม่ยาก แต่หากเทียบกับความแข็งแกร่งกับนางแล้วย่อมเทียบวิถีแห่งพลังกันยังไม่ได้


    ตั้งแต่เด็ก ตัวนางเองก็ไม่มีใครนอกจากอาจารย์ แม้อาจารย์จะดีกับนางมาก แต่อาจารย์มักจะเก็บตัว ไม่ได้สุงสิงกับผู้ใดมากนัก นางจึงรู้สึกโดดเดี่ยว แม้จะมีผู้คนมากมายมาชื่นชอบนาง แต่นางเองก็ไม่เคยสนใจ หรือแม้กระทั่งอยากพูดคุยด้วย


    ไม่ต้องกล่าวถึงในยามนี้ นางโตขึ้นและสาวขึ้น ความสวยสะพรั่งในตัวที่เพิ่มพูน ย่อมเป็นที่หมายปองของผู้คนมากมายยิ่งกว่าดิน แต่ก็ยังไม่มีใครที่นางให้ความสนใจแม้กระทั่งจะชายตามอง


    สิ่งหนึ่งที่ยึดเหนี่ยวและเป็นกำลังใจให้กับนางมาตลอดระยะเวลาสี่ปี ก็คือ หยกนิลที่เขียนชื่อ "ลู่ซือ" สิ่งที่ห้อยคอลู่ซือมาตลอด


    แต่ทั้งหมดมันก็เป็นเพียงอดีตที่คอยเตือนใจให้นึกถึง และนึกถึง ไม่รู้จบ


    #$##$%&^%*


    ในเวลาเดียวกัน แต่ละสำนักกำลังได้รับข่าวด่วนเข้ามา ...

    คล้ายกับเรื่องปรมัตถ์แห่งปรมาจารย์ ที่คุณอ่าน