“ถอยออกมาอีกสองก้าว”
เสียงของเย่คุนดังขึ้นทันทีหลังหานเลี่ยพูดจบ
กลุ่มสนับสนุนที่ยืนอยู่ใกล้ขอบพุ่มถอยหลังพร้อมกัน บางคนยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ไม่มีใครกล้าช้า เย่เทียนถอยมาตามคำสั่ง มือยังจับสายถุงผ้าบนไหล่ไว้หลวม ๆ สายตาของเขาไม่ละจากครึ่งรอยเท้าบนดินชื้น
รอยนั้นดูเล็กเกินกว่าจะทำให้ทั้งคณะเงียบลง
แต่มันลึกผิดปกติ
เหมือนเจ้าของรอยกดส้นลงแรงมากในจังหวะเดียว ก่อนหายไปบนแผ่นหินดำด้านหลัง
หานเลี่ยย่อตัวลงอีกครั้ง เขาไม่ได้แตะรอยเท้าตรง ๆ เพียงใช้ปลายไม้เท้ากวาดใบไม้แห้งรอบข้างออกเล็กน้อย จากนั้นมองเส้นทางรอยลากที่ถูกกิ่งไม้ปัดทับ สีหน้าที่เคยสบาย ๆ หายไป เหลือเพียงความจริงจังแบบคนที่เจอของไม่เข้าที่
เย่กวงลงจากหลังม้า เดินเข้ามาหยุดห่างจากรอยพอประมาณ
“สรุปได้หรือยัง”
หานเลี่ยส่ายหน้า “ยัง แต่ไม่ใช่รอยสัตว์ธรรมดา”
เย่หมิงที่ถูกกันให้อยู่ด้านหลังขมวดคิ้ว “ถ้าไม่ใช่สัตว์ ก็อาจเป็นพรานแถวนี้”
หานเลี่ยหันไปมองเขา “พรานแถวนี้ลบรอยเก่งกว่านี้”
เย่หมิงชะงัก
หานเลี่ยใช้ปลายไม้เท้าชี้กิ่งไม้ที่ถูกปัดกลับมาคลุมรอย “ดูตรงนี้ กิ่งวางกลับด้าน ใบหันผิดทาง รอยก็ยังเหลือครึ่งหนึ่ง ถ้าจะซ่อนจริง ๆ คงไม่ทำค้างแบบนี้”
“บางทีเขาอาจรีบ” เย่หมิงยังฝืนพูด
“ก็ใช่” หานเลี่ยตอบทันที “ถึงน่าดูไง”
เขาไม่ได้พูดยาวกว่านั้น แล้วหันกลับไปที่รอย
เย่เทียนฟังอยู่เงียบ ๆ
คำพูดของหานเลี่ยไม่เหมือนคำสอนของผู้อาวุโส เขาไม่ได้ทำท่าอธิบายเรื่องใหญ่ เพียงชี้สิ่งที่เห็นตรงหน้า แต่กลับทำให้เย่เทียนเริ่มเข้าใจว่า สิ่งผิดปกติในสนามจริงบางครั้งไม่ได้อยู่ที่รอยนั้นแปลกอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ทำไมเจ้าของรอยถึงทำไม่เรียบร้อย”
ถ้าคนผู้นั้นตั้งใจลบรอย แต่ลบไม่หมด แสดงว่าเขารีบ หรือบาดเจ็บ หรือไม่มีแรงพอ
หานเลี่ยใช้นิ้วแตะดินชื้นตรงขอบรอยอีกครั้ง แล้วถูเบา ๆ ระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้
“ดินเปียก แต่แถวนี้แห้ง” เขาพูด “ไม่ใช่น้ำฝน”
เย่คุนถามทันที “เลือด?”
“ยังไม่แน่ กลิ่นจางเกินไป” หานเลี่ยตอบ “อาจเป็นน้ำจากถุงหนังแตกก็ได้ แต่ถ้าใช่ ก็ยังแปลกอยู่ดี”
“แปลกตรงไหน” เย่คุนถาม
หานเลี่ยชี้รอยลาก “ถุงน้ำแตกไม่ต้องปัดรอยทับ”
เย่กวงมองผู้คุมคณะ “ให้สองคนตรวจรอบลานในระยะสายตา ห้ามออกนอกเขต ห้ามเข้าพุ่มลึก”
“ขอรับ”
ผู้คุมสองคนพากลุ่มปะทะอีกสองคนออกไปตรวจรอบลานหินอย่างระมัดระวัง เย่เฉิงอยู่ในกลุ่มที่ถูกเรียก เขาเดินผ่านเย่เทียนไปโดยไม่พูดอะไร เพียงพยักหน้าให้สั้น ๆ เป็นสัญญาณว่าเขาเห็นแล้ว
เย่เทียนพยักหน้ากลับ
เย่คุนหันมาทางกลุ่มสนับสนุน “พวกเจ้าทำงานต่อ แต่ห้ามเข้าใกล้ขอบพุ่ม ใครอยากรู้อยากเห็นเกินจำเป็น ข้าจะให้กลับไปนั่งกอดหม้อกลางลาน”
ผู้ฝึกกลุ่มสนับสนุนรีบแยกย้ายกลับไปตรวจเสบียง แต่บรรยากาศไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ทุกคนเคลื่อนไหวเบาลง พูดน้อยลง และมองพุ่มไม้ด้านล่างลานบ่อยขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เย่เทียนเองก็ถูกสั่งให้กลับไปช่วยตรวจเชือกกับถุงน้ำต่อ
เขาทำตาม
ไม่เดินเข้าไปใกล้รอย
ไม่ถามเพิ่ม
ไม่ตามดูว่ารอยลากหายไปทางไหน
แต่ในหัวของเขายังเห็นภาพครึ่งรอยเท้านั้นชัดเจน
ลึกที่ส้นซ้าย
ขาดช่วงบนหินดำ
ถูกปัดทับอย่างรีบร้อน
เหมือนคนคนหนึ่งพยายามหายไปจากเส้นทาง แต่ร่างกายไม่ยอมให้เขาหายไปอย่างสมบูรณ์
“เจ้าเห็นก่อนคนอื่นหรือ”
เสียงผู้ฝึกกลุ่มสนับสนุนคนเดิมที่เคยเกือบลื่นดังขึ้นข้าง ๆ เย่เทียน เด็กคนนั้นกำลังตรวจถุงน้ำ แต่สายตามองไปทางขอบพุ่มเช่นกัน
เย่เทียนส่ายหน้า “ข้าเห็นรอยลากก่อน แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร”
“แล้วเจ้ากล้าเรียกผู้คุมเลยหรือ”
“ไม่แน่ใจก็เรียก” เย่เทียนตอบ “เงื่อนไขของข้าเป็นแบบนั้น”
เด็กคนนั้นนิ่งไปเล็กน้อย “ถ้าเป็นข้า ข้าคงกลัวถูกหาว่าตื่นตูม”
เย่เทียนผูกปากถุงน้ำให้แน่นขึ้น “ถูกหาว่าตื่นตูมยังดีกว่าปล่อยให้คนอื่นเหยียบปัญหา”
เด็กคนนั้นมองเขาเหมือนคิดตาม แล้วพยักหน้าเบา ๆ
ไม่ไกลนัก เย่หมิงยืนกอดอกอยู่กับกลุ่มปะทะ สีหน้าไม่พอใจชัดเจน เขาอยากพูดอะไรสักอย่าง แต่เพราะเย่คุนยืนอยู่ไม่ไกล จึงยังไม่กล้าเปิดปากมากนัก
เย่เทียนเห็น แต่ไม่สนใจ
เขายังมีงานต้องทำ
หลังตรวจรอบลานอยู่ครู่หนึ่ง เย่เฉิงกับผู้คุมสองคนกลับมา หนึ่งในผู้คุมถือเศษผ้าสีเทาคล้ำเล็ก ๆ มาด้วย เศษผ้านั้นขาดเป็นเส้นบาง ๆ ปลายด้านหนึ่งมีรอยเกี่ยวเหมือนถูกหนามดึง ส่วนอีกด้านเปื้อนคราบเข้มจาง ๆ
เมื่อเห็นเศษผ้า หานเลี่ยเดินเข้าไปทันที
“เจอที่ไหน”
ผู้คุมตอบ “พุ่มหนามด้านล่าง ห่างจากรอยลากประมาณสิบห้าก้าว ยังอยู่ในระยะมองเห็นจากลาน”
หานเลี่ยรับเศษผ้ามาดู เขาขยี้ปลายผ้าเบา ๆ แล้วดม สีหน้าตึงขึ้นนิดหนึ่ง
“มีเลือด”
คำนี้ทำให้ลานหินเงียบลงอีกครั้ง
เย่กวงถาม “ใหม่หรือเก่า”
“ไม่ใหม่มาก แต่ยังไม่เก่า” หานเลี่ยตอบตรง ๆ “น่าจะก่อนเรามาถึงไม่นาน อาจเมื่อคืน หรือเช้ามืด”
เย่คุนขมวดคิ้ว “คนบาดเจ็บผ่านทางนี้?”
“น่าจะใช่” หานเลี่ยพลิกเศษผ้าดู “ผ้าไม่เหมือนชุดพรานแถวนี้ เนื้อผ้าดีกว่า แต่ฉีกบางเกินไป อาจเป็นชั้นนอกของเสื้อคลุม”
เย่หมิงอดพูดไม่ได้ “คนเดินทางบาดเจ็บก็มีได้ ไม่เห็นแปลก”
คราวนี้หานเลี่ยไม่ได้สวนทันที เขาเพียงยกเศษผ้าขึ้นให้ดู
“คนเดินทางบาดเจ็บมีได้ แต่คนเดินทางบาดเจ็บที่ลากรอย ปัดกิ่งไม้ทับ แล้วทิ้งเศษผ้าไว้ในพุ่มหนาม ไม่ได้มีทุกวัน”
เย่หมิงเงียบลง
เย่กวงมองเศษผ้า แล้วกล่าวกับผู้ดูแลคณะ “บันทึกไว้ รวมกับตำแหน่งรอยลาก”
“ขอรับ”
เย่คุนมองหานเลี่ย “รอยยังต่อได้ไหม”
หานเลี่ยย่นคิ้ว “ตามได้แค่ช่วงหนึ่ง พอขึ้นหินดำรอยก็ขาด ถ้าจะฝืนเข้าไปทั้งแถว ข้าว่าไม่คุ้ม”
เย่คุนมองเขานิ่ง ๆ “ถ้าให้คนสองสามคนไปดูรอบ ๆ?”
“ดูได้ แต่อย่าเข้าไปลึก” หานเลี่ยชี้พุ่มไม้ด้านล่าง “พุ่มรก หินดำเยอะ รอยขาดง่าย ถ้าตามผิดทางจะเสียเวลามากกว่าได้อะไร”
เย่กวงตัดสินใจทันที “ยังไม่ตามลึก ภารกิจหลักคือสำรวจเส้นทางเขตตื้น ไม่ใช่ไล่รอยคนไม่ทราบฝ่าย ผู้คุมสองคนกับคนตระกูลหานตรวจในระยะไม่เกินยี่สิบก้าวจากลาน ที่เหลือพักตามกำหนด แต่เพิ่มเวรเฝ้า”
หานเลี่ยพยักหน้า “แบบนั้นพอได้”
เย่คุนหันไปทางกลุ่มปะทะ “ใครคิดว่าตัวเองเก่งจนอยากตามรอยเอง ข้าจะตัดขาให้เดินไม่ได้ จะได้ไม่ต้องไปไหน”
ไม่มีใครตอบ
เย่เทียนก้มมองเชือกในมือตนเอง
คำสั่งของเย่กวงชัดเจนและเย็นมาก เขาไม่ได้ตื่นตระหนก ไม่เสี่ยงเกินจำเป็น และไม่ปล่อยผ่าน แต่ก็ไม่ยอมให้ความสงสัยลากทั้งคณะออกนอกภารกิจ
นี่ต่างจากความอยากรู้ในอกของเย่เทียน
เขาอยากรู้ว่าคนบาดเจ็บผู้นั้นเป็นใคร
อยากรู้ว่าทำไมต้องลบรอย
อยากรู้ว่าเกี่ยวกับร่องรอยผิดปกติที่เรือนกลางเคยพูดถึงหรือไม่
แต่ความอยากรู้ไม่มีสิทธิ์มากกว่าคำสั่ง
เขาจึงก้มหน้าตรวจเชือกต่อ
หลังจากนั้นไม่นาน ผู้คุมกับหานเลี่ยกลับมาจากขอบลานอีกครั้ง คราวนี้หานเลี่ยมีสีหน้าแย่ลงเล็กน้อย แม้ยังพยายามไม่แสดงมากนัก
เย่กวงถามทันที “พบอะไรเพิ่ม”
หานเลี่ยวางเศษดินแห้งก้อนเล็ก ๆ ลงบนผ้าขาวที่ผู้ดูแลคณะกางไว้ ดินนั้นมีสีคล้ำเป็นจุด ๆ และมีเส้นใยสีเงินจาง ๆ ติดอยู่หนึ่งเส้น
“เจอเศษใยผ้าอีกจุด” หานเลี่ยกล่าว “แต่รอยหยุดตรงหินหมด ไม่มีรอยเดินต่อชัด ๆ”
เย่คุนมองเส้นใยสีเงิน “ผ้าของคนมีฐานะ?”
“หรือคนจากที่อื่น” หานเลี่ยตอบ “ตระกูลหานไม่ใช้ผ้าแบบนี้ ตระกูลเย่ก็คงไม่ใช้”
เย่กวงหยิบเส้นใยขึ้นดูโดยไม่แตะมือเปล่า ใช้ปลายไม้คีบเล็ก ๆ คีบขึ้นมา แสงบนเส้นใยสะท้อนเป็นประกายอ่อนมาก ราวกับมันไม่ใช่ผ้าธรรมดาทั้งหมด
“บันทึกไว้” เย่กวงกล่าว “ยังไม่สรุปที่มา”
ผู้ดูแลพยักหน้า “ขอรับ”
เย่เทียนยืนอยู่ห่างออกไป แต่เห็นประกายสีเงินนั้นพอดี
มันเล็กมาก
แต่ในหมอกบางของภูเขาหินดำ ประกายนั้นดูไม่เข้ากับดิน โคลน และพุ่มหนามรอบตัวเลย
เหมือนเศษของบางสิ่งที่ไม่ควรอยู่ในเส้นทางฝึกระดับต่ำ
หานเลี่ยเอียงคอมองเส้นใย แล้วพูดเสียงต่ำกับเย่กวง “ถ้าเป็นคนจากคณะสินค้า ข้าคงเคยเห็นผ้าแบบนี้บ้าง แต่นี่ไม่คุ้นเลย”
เย่กวงถาม “อันตรายต่อคณะตอนนี้หรือไม่”
หานเลี่ยนิ่งคิดเพียงครู่เดียว “ยังตอบไม่ได้ แต่ข้าจะไม่ให้กลุ่มสนับสนุนเดินชิดขอบพุ่มอีก”
เย่กวงพยักหน้า “ปรับรูปแถว กลุ่มสนับสนุนอยู่กลางท้าย ไม่ชิดขอบ หานเลี่ย เจ้าดูด้านข้างร่วมกับผู้คุม ห้ามขยายขอบตรวจเอง”
“เข้าใจแล้ว”
คำว่า “เข้าใจแล้ว” ของหานเลี่ยสั้นมาก ไม่มีท่าทีอวดเก่ง เย่เทียนสังเกตได้ว่าแม้หานเลี่ยจะตรงและมั่นใจ แต่เมื่อเย่กวงสั่ง เขาก็รับทันที
เขาเป็นคนชำนาญทาง
แต่ไม่ใช่คนคุมกฎ
สิ่งนี้ทำให้บทบาทของแต่ละคนชัดขึ้นอย่างประหลาด
เย่กวงคุมการตัดสินใจ
เย่คุนคุมคน
หานเลี่ยดูทาง
และเย่เทียน ต้องอยู่ในตำแหน่งของตนเอง
หลังพักเสร็จ คณะเริ่มเคลื่อนต่อ เสียงพูดคุยลดลงกว่าช่วงเช้ามาก กลุ่มปะทะแม้อยู่ด้านหน้า แต่ไม่มีใครทำท่าตื่นเต้นเกินเหตุอีก เย่หมิงยังเดินอกตั้งอยู่บ้าง แต่สายตาของเขาเหลือบไปทางพุ่มไม้ข้างทางบ่อยขึ้น
ภูเขาหินดำหลังจุดพักให้ความรู้สึกต่างจากก่อนหน้า
ก่อนหน้านี้ มันคือสนามฝึกจริงที่มีหินลื่น พุ่มหนาม และร่องทางแคบ
แต่ตอนนี้ มันเหมือนมีใครบางคนเพิ่งผ่านไปก่อนพวกเขา และพยายามไม่ให้ใครรู้
เย่เทียนเดินอยู่ท้ายคณะตามเดิม แต่คราวนี้เขาไม่ได้มองแต่พื้นตรงเท้า เขามองห่อของคนข้างหน้า มองพุ่มไม้ข้างทาง มองรอยฝุ่นบนหิน และมองระยะห่างระหว่างคนในแถวสลับกันตามคำเตือนของเย่เฉิง
เขายังไม่ชำนาญ
บางครั้งมองพื้นนานไปจนเกือบชนคนข้างหน้า
บางครั้งเงยหน้าดูนานไปจนเกือบเหยียบกรวดลื่น
แต่เขาค่อย ๆ ปรับ
ทีละก้าว
เย่คุนเดินอยู่หลังเขา เงียบกว่าปกติ แต่เย่เทียนรู้ว่าทุกก้าวของตนยังอยู่ในสายตาอีกฝ่าย
ผ่านไปไม่นาน เส้นทางเริ่มไต่ขึ้นเล็กน้อย ด้านซ้ายเป็นผาหินดำ ด้านขวาเป็นพุ่มเตี้ยกับร่องหินที่ลาดลงไปสู่ป่าหมอก จุดหนึ่งมีแอ่งน้ำเล็ก ๆ ขังอยู่ตรงร่องหิน หานเลี่ยหยุดดูเพียงแวบเดียว แล้วชี้ให้คณะเดินห่างออกมา
“น้ำตรงนั้นอย่าแตะ สีมันคล้ำเกิน”
ผู้ฝึกกลุ่มปะทะคนหนึ่งถาม “พิษหรือ”
“ไม่รู้” หานเลี่ยตอบ “ไม่รู้ก็อย่าแตะ”
คำตอบสั้นมาก แต่ได้ผลดีกว่าคำอธิบายยาว หลายคนรีบถอยเท้าออกจากแอ่งนั้นทันที
เย่เทียนมองแอ่งน้ำเพียงครู่เดียว น้ำในนั้นนิ่งเกินไป ทั้งที่รอบข้างมีลมพัดเบา ๆ บนผิวน้ำมีฝุ่นสีเทาดำลอยอยู่เป็นวงบาง ๆ เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่เลือกจำไว้
ไม่รู้ก็อย่าแตะ
คำง่าย ๆ แต่เหมาะกับวันนี้ที่สุด
ระหว่างทาง กลุ่มสนับสนุนคนหนึ่งเริ่มเดินช้าลง ห่อเสบียงบนหลังเอียงไปทางขวา รอยเท้าของเขาเริ่มลากปลายเท้าเป็นเส้นสั้น ๆ เย่เทียนเห็นก่อนคนอื่นเล็กน้อย จึงเอ่ยเสียงเบา
“ห่อเจ้าเอียงแล้ว สลับไหล่ก่อนเถอะ”
เด็กคนนั้นหอบนิด ๆ “ยังไหว”
เย่เทียนมองรอยเท้าเขา “ปลายเท้าเจ้าเริ่มลาก ถ้ารอให้ไม่ไหวค่อยสลับ จะช้าแล้ว”
เด็กคนนั้นลังเล
เย่คุนพูดจากด้านหลังทันที “ได้ยินแล้วก็สลับ อย่ารอให้ข้าสลับหัวเจ้าแทน”
เด็กคนนั้นรีบหยุดปรับห่อทันที
หานเลี่ยที่เดินด้านข้างหันมาดูรอยเท้า แล้วพยักหน้าให้เย่เทียนสั้น ๆ ไม่ได้ชมยาว เพียงพูดว่า “ใช่ รอยเริ่มลากแล้ว”
คำสั้น ๆ นั้นพอแล้ว
เย่เทียนรู้สึกได้ว่าตนไม่ได้เดาผิด
ช่วงบ่ายแก่ ๆ หมอกเริ่มกดต่ำลงกว่าเดิม แสงแดดลอดผ่านชั้นหมอกจนกลายเป็นสีขาวหม่น เส้นทางข้างหน้าเริ่มมีหินดำขนาดใหญ่ตั้งเรียงกันเหมือนกำแพงเตี้ย ๆ หานเลี่ยหยุดกะทันหันตรงหินก้อนหนึ่ง
เขาก้มลงดูพื้นใกล้ฐานหิน
เย่กวงยกมือ คณะหยุดตาม
ไม่มีใครพูดเล่นแล้ว
หานเลี่ยใช้ปลายไม้เท้าเขี่ยฝุ่นออกจากพื้นเล็กน้อย ใต้ฝุ่นมีรอยขูดยาวประมาณหนึ่งฝ่ามือ รอยนั้นตัดผ่านผิวหินดำเป็นเส้นบาง ๆ เรียบเกินกว่าจะเป็นรอยเล็บสัตว์หรือรอยไม้ขูด
“นี่ไม่ใช่ของสัตว์ระดับต่ำ” หานเลี่ยพูด
เย่กวงลงจากม้าอีกครั้ง “รอยอะไร”
หานเลี่ยขมวดคิ้ว “เหมือนของมีคม แต่แปลก”
เย่คุนเดินเข้ามาดู “ดาบ?”
“ถ้าเป็นดาบ คนฟันต้องมือดีมาก” หานเลี่ยตอบ “รอยเรียบเกิน และไม่มีเศษหินแตกกระจาย”
เย่เทียนยืนอยู่ท้ายแถว มองไม่เห็นรอยชัดนัก แต่เขาเห็นท่าทางของผู้ใหญ่ทุกคนพอจะรู้ว่านี่ไม่ใช่รอยธรรมดา
เย่หมิงกระซิบกับคนข้าง ๆ “อาจเป็นรอยเก่าก็ได้”
หานเลี่ยได้ยิน แต่คราวนี้ไม่ได้หันไปเถียง เขาเพียงใช้ไม้เท้าปาดฝุ่นที่ทับรอย แล้วชี้ขอบรอยให้เย่กวงดู
“ฝุ่นยังไม่จับเต็ม ถ้าเก่ากว่านี้ควรทึบกว่านี้”
เย่กวงมองรอยนั้นอยู่นาน “บันทึก”
ผู้ดูแลคณะรีบบันทึกตำแหน่งอีกครั้ง
เย่คุนถาม “เดินต่อไหม”
เย่กวงมองทางข้างหน้า แล้วมองกลุ่มผู้ฝึกรุ่นเยาว์ “เดินต่ออีกไม่เกินครึ่งชั่วยาม หาจุดตั้งค่ายก่อนกำหนด ไม่เข้าลึกกว่านี้วันนี้”
คำสั่งนั้นทำให้หลายคนในคณะเงียบลง
ตั้งค่ายก่อนกำหนด
แปลว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่รอยประหลาดเล็ก ๆ แล้ว
เย่เทียนสูดลมหายใจช้า ๆ เขาไม่ได้รู้สึกกลัวจนขยับไม่ได้ แต่ความตื่นเต้นตอนออกจากเมืองเมื่อเช้าหายไปจนหมด เหลือเพียงความระวังที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทุกครั้งที่พบหลักฐานใหม่
รอยลาก
เศษผ้าเปื้อนเลือด
เส้นใยสีเงิน
แอ่งน้ำคล้ำ
รอยขูดเรียบบนหินดำ
ทั้งหมดเหมือนชิ้นส่วนเล็ก ๆ ของภาพที่ยังไม่ถูกต่อเข้าด้วยกัน
และภาพนั้นไม่น่าจะเป็นภาพของการฝึกภาคสนามธรรมดา
คณะเดินต่ออย่างระมัดระวังมากขึ้น หานเลี่ยเคลื่อนอยู่ด้านข้าง ไม่ได้พูดมากกว่าเดิม แต่ทุกครั้งที่เขาหยุดมองพื้น คนทั้งแถวก็เหมือนจะกลั้นหายใจไปด้วย เย่คุนเดินท้ายเข้มขึ้นกว่าเดิม ใครปิดระยะช้า เขาจะสั่งทันที ใครหันไปมองพุ่มนานเกินไป เขาจะดุให้กลับมาดูเท้าตัวเอง
เย่เทียนเดินอยู่ระหว่างเสียงหายใจของคนข้างหน้าและเงาของเย่คุนด้านหลัง
ไม่นานหลังจากนั้น คณะพบลานหินเล็ก ๆ ที่พอใช้ตั้งค่ายได้ ด้านหนึ่งติดผาหิน อีกด้านมีพุ่มเตี้ยแต่ไม่ลึกมาก เย่กวงสั่งตั้งค่ายก่อนกำหนดทันที กลุ่มปะทะจัดแนวเฝ้า กลุ่มสนับสนุนวางเสบียงตรงกลาง ผู้คุมคณะขึงเชือกเตือนภัยรอบขอบลาน
เย่เทียนถูกสั่งให้ช่วยตรวจเชือกเส้นด้านท้าย เขาเดินตามผู้คุม ไม่ออกนอกแนว ไม่แตะอะไรเอง ทุกครั้งที่เห็นรอยแปลก เขาชี้ให้ผู้คุมดู ไม่ตัดสินคนเดียว
เมื่อเชือกเส้นสุดท้ายถูกผูกกับหลักไม้ชั่วคราว ฟ้าด้านบนเริ่มหม่นลง ทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาค่ำเต็มที่ หมอกไหลต่ำผ่านร่องหินเหมือนน้ำบาง ๆ
เย่เทียนมองออกไปนอกแนวเชือก
ไกลออกไปในหมอก มีหินดำก้อนหนึ่งตั้งอยู่เดี่ยว ๆ รูปร่างแปลกเหมือนเสาหัก บนผิวหินด้านหนึ่งมีรอยจาง ๆ สีเทาเงินพาดอยู่
เขามองไม่ชัด
ไม่แน่ใจว่ามันเป็นรอยแสง รอยผ้า หรือเพียงคราบแร่บนหิน
เขากำลังจะเรียกผู้คุม แต่หานเลี่ยที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็เห็นเช่นกัน
เด็กหนุ่มตระกูลหานนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดเสียงต่ำ
“อย่าเพิ่งขยับ”
เย่เทียนหยุดทันที
เย่คุนหันมาทันที “อะไรอีก”
หานเลี่ยชี้ปลายไม้เท้าไปยังหินก้อนนั้น แต่ไม่ก้าวออกนอกแนวเชือก
“บนหินนั่น มีรอยสีเงิน”
เย่กวงเดินมาเร็วกว่าเดิม สีหน้าของเขายังคงเรียบ แต่ดวงตาคมขึ้น
“เกี่ยวกับเส้นใยที่พบหรือไม่”
หานเลี่ยส่ายหน้า “อยู่ไกลเกิน มองไม่ชัด”
เย่คุนถาม “ต้องออกไปดูไหม”
เย่กวงมองหมอกด้านนอก แล้วตอบทันที “ไม่ วันนี้ไม่ออกนอกแนวค่าย”
คำสั่งนั้นเด็ดขาด
ไม่มีใครคัดค้าน
หานเลี่ยลดไม้เท้าลง แต่สายตายังมองหินก้อนนั้นอยู่
เย่เทียนเองก็ยังมองเช่นกัน
หมอกค่อย ๆ เคลื่อนผ่านหินดำก้อนนั้น รอยสีเงินจาง ๆ บนผิวหินเหมือนปรากฏและหายไปตามหมอก บางช่วงดูเหมือนเส้นผ้า บางช่วงดูเหมือนรอยขีด บางช่วงกลับดูคล้ายอักษรที่ถูกลบไปครึ่งหนึ่ง
เย่เทียนยืนอยู่หลังแนวเชือก มือวางอยู่ข้างตัว ไม่ก้าวออกไปแม้แต่ครึ่งก้าว
แต่ในอกของเขา ความสงสัยค่อย ๆ กดลึกลง
วันนี้เขาทำตามคำสั่งทุกอย่าง
เห็นแล้วรายงาน
ไม่แตะ
ไม่ตาม
ไม่แยก
แต่สิ่งที่อยู่ในหมอกกลับเหมือนกำลังรอให้ใครบางคนเห็นมันอยู่แล้ว
ลมเย็นพัดผ่านแนวค่าย
เชือกเตือนภัยเส้นหนึ่งสั่นเบา ๆ ทั้งที่ยังไม่มีใครแตะ
และบนหินดำก้อนเดียวนอกแนวค่าย รอยสีเงินจาง ๆ นั้นยังคงสะท้อนแสงอ่อน ๆ อยู่กลางหมอก