The Lost Swordsman

    บทที่ 47 เชื่อมจิตผสานกาย

    สาระสำคัญของการสนทนายังคงเป็นเรื่องราวภายในนิกาย พร้อมทั้งวิธีการฝึกและใช้วาสนาเป็นส่วนใหญ่ ทว่า เมื่อดวงตะวันใกล้ลาลับเข้าสู่ช่วงพลบค่ำ พวกเขาจึงตกลงกลับไปยังที่พักซึ่งเป็นฐานทัพเก่าที่เคยถูกใช้มาในอดีตอันยาวนาน
    “พวกเรากลับกันเถอะ ไว้ไปคุยต่อที่ฐานกันดีกว่า”จูเหยียนถงลุกขึ้นกล่าวเพื่อนำทุกคนออกไป
    “อย่าเรียกว่ากองทัพเลย ข้าว่ามันฟังดูแปลกๆ มีกองทัพที่ไหนมีสมาชิกแค่สี่คน เรียกว่ากลุ่มจะดีกว่า”เหมาเว่ยออกความคิดเห็น ซึ่งก็เป็นจริงอย่างที่เขาว่า
    “กองทัพมันฟังดูยิ่งใหญ่กว่าน่ะสิ และมันก็ถูกเรียกเช่นนี้มานานแล้วด้วยอย่าเรื่องมาก และไว้กลับไปข้ายังมีเรื่องจะเล่าให้เจ้าฟังอีกมากนะเหมาเว่ย อีกอย่างข้าจะถามเจ้าอยู่พอดี เจ้าก่อปราณเปลี่ยนเป็นรูปธรรมได้ยังไง?”
    “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ศิษย์พี่จู ไว้เดินคุยต่อระหว่างทางเถอะ”
    ก่อนหน้านั้นเรื่องราวที่เหมาเว่ยได้ทราบเกี่ยวกับสัตว์ปีศาจ เป็นเรื่องระดับความอันตรายที่มี่ถึงแปดระดับด้วยกัน หากแต่ภายหลังจูเหยียนถงได้อธิบายให้เขาเข้าใจได้ง่ายขึ้น แท้จริงแล้วความแข็งแกร่งของสัตว์ปีศาจได้ถูกจัดแบ่ง และเรียกตามแบบเดียวกับระดับยุทธภัณฑ์เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย
    ส่วนเรื่องการเจริญเติบโตของดาววาสนั้นก็ยังคงเป็นปริศนา และทราบเพียงแค่ว่ายิ่งดูดซับแกนปีศาจมากเพียงใด ก็จะยิ่งทำให้พรสวรรค์สิ่งที่อยู่ในกายแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น
    .
    .
    .
    ณ อาคารไม้เก่าแก่หลังใหญ่ทางทิศตะวันออก
    “ข้างหน้านั่น ถึงแล้ว”
    เมื่อมาถึงยังอาคารไม้หลังเก่า ป้ายที่ปรากฏระบุไว้อย่างชัดเจนว่า กองทัพวายุเพลิง ซึ่งเคยเป็นกองทัพที่มีชื่อในอดีต เพียงแต่เมื่อผ่านกาลเวลาความเฟื่องฟูที่ผ่านมาพลันได้หายไปจนหมดสิ้น
    “เชิญเลย”
    ปึง....แอ๊ดดดด!
    หนุ่มสาวทั้งสี่ต่างก้าวเข้าไปนั่งลงยังโต๊ะตัวหนึ่งและเริ่มเปิดฉากสนทนากันต่อ ทั้งยังให้เหมาเว่ยเขียนชื่อลงบนป้ายไม้ เพื่อทำการเข้าร่วมกองทัพวายุเพลิงอย่างเป็นทางการ แต่ทว่า
    “เจ้านั่นใคร ยืนลับๆล่อๆหน้าประตู ใช่เพื่อนของเจ้าหรือเปล่าเหมาเว่ย”จูเหยียนถงสังเกตเห็นเงาคนที่หน้าประตูตั้งแต่ที่มาถึง’มันแอบตามพวกเรามาสินะ’
    “เจ้าเป็นใคร ยืนลับๆล่อๆทำไม”ตู้เฉวินตะหวาดลั่นไปทางหน้าประตู
    “คือว่า...ข้า”ชายแปลกหน้าก้าวเท้าแสดงตัวออกมาโดยไร้ซึ่งท่าทีคุกคาม
    “จินหมิง? เจ้าเองหรอ”เหมาเว่ยทักทายชายดังกล่าวทันทีที่เห็นใบหน้าของมัน
    “ใช่ข้าเองเหมาเว่ย คือว่าข้าอยากจะเข้าร่วมกับพวกเจ้าด้วยนะสิ ยอมรับเลยว่าแอบตามเจ้ามาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว แหะ แหะ แหะ!”จินหมิงยิ้มบางๆเกาศีรษะแสดงความเขินอายเล็กๆ
    “ได้ใช่ไหม”เหมาเว่ยหันไปถามสาวงามเยว่ฉาน
    “อื้ม”
    หลังจากนั้นทัพวายุเพลิงก็ได้รับสมาชิกคนที่ห้าเพิ่มมาอีกคน พวกเขาต่างนั่งดื่มชาร่วมสนทนาเพื่อทำความรู้จักกันต่อ และใช้เวลาช่วงพลบค่ำพูดคุยเรื่องในนิกายอีกเล็กน้อย ก่อนจะแยกย้ายกันกลับเข้าไปพักผ่อนยังห้องด้านหลัง ที่ในยามนี้เต็มไปด้วยห้องว่างจำนวนมาก
    “พวกข้าขอตัวไปนอนก่อนนะ ไปกันเถอะฉานเอ๋อ”จูเหยียนถงลุกนำเยว่ฉานกลับเข้าไป
    “ครับ ศิษย์พี่”เหมาเว่ยชำเลืองมองโดยเฉพาะใบหน้าเยว่ฉาน'งดงาม'
    “พวกเจ้าทุกคนก็รีบเข้านอนล่ะ พรุ่งนี้พวกข้าจะต้องเรียนรู้อีกมากจากข้าและเยว่ฉาน ก็อย่างที่บอกไป พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องไปหาผู้อาวุโสจิวให้สอนเรื่องดาววาสนาให้หรอกนะ อาวุโสจิวอ่อนหัดจะตายไป”
    “ทราบแล้วศิษย์พี่”
    เรื่องที่ได้ทราบภายหลังก็มิได้มีเพียงเรื่องการเพิ่มความแข็งแกร่งและการนำแนะสถานที่ต่างๆ จูเหยียนถงได้เล่าถึงสถานการณ์ภายในนิกาย ว่าผู้ใดหรืออาวุโสท่านใดเป็นอย่างไรกันบ้าง
    ตำแหน่งในนิกายนักบุญหลักๆก็ประกอบไปด้วยศิษย์ของนิกายที่มีจำนวนมากที่สุด ตำแหน่งต่อไปเป็นผู้อาวุโสที่ทำหน้าที่ต่างๆ สูงขึ้นไปอีกคือผู้เฒ่าทั้งหกที่คอยตัดสินใจเรื่องน้อยใหญ่ภายในนิกายเป็นดั่งรองประมุขนิกายบุญก็ว่าได้ ส่วนตำแหน่งสูงที่สุดยังคงเป็นผู้นำเพียงหนึ่ง นั่นก็คือตำแหน่งประมุขของนิกายนักบุญที่ในยามนี้ยังคงว่างเปล่า ส่งผลให้หกผู้เฒ่ากลายเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดอย่างมิอาจเลี่ยง
    แม้ที่นี่จะเป็นนิกายนักบุญแต่ความขัดแย้งย่อมมีอยู่ทั่วทุกหนแห่ง ในบรรดาเหล่าอาวุโสและผู้เฒ่าบางส่วนยังคงยึดติดกับอำนาจ คิดช่วงชิงความเป็นใหญ่และหวังให้ตนกลายเป็นประมุขคนต่อไปในเร็ววัน ซึ่งก่อให้เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวกรอวันที่จะปะทุเข้าห้ำหั่นเพื่อชิงอำนาจ
    “คิดแล้วก็อยากกลับไปจัง ป่านนี้โรงเตี๊ยมกับพวกอาเปียวจะเป็นยังไงบ้างกันนะ”
    “อีกแค่เดือนเดียวเองสหาย เรือลมปราณจะส่งศิษย์ใหม่กลับไปเยี่ยมบ้าน ลองคิดดูสิหากเจ้าเดินทางกลับไปเอง อาจต้องเสียเวลาเป็นเดือนๆ แต่หากนั่งเรือลมปราณใช้เวลาไม่เกินสี่วัน”
    .
    .
    .
    เช้าวันรุ่งขึ้น
    “มาเร็วเหมาเว่ย จินหมิง เดี๋ยวข้าและเยว่ฉานจะชี้แนะให้พวกเจ้า ส่วนตู้เฉวินอยู่เฝ้าที่นี่ เผื่อศิษย์ใหม่อีกสามคนที่เหลือมาสมัครเข้าทัพ ไม่แน่ว่าบางทีอาจจะมีศิษย์คนใดต้องการย้ายทัพในยามนี้ก็ได้นะ อีกแค่สิบวันจะถึงช่วงที่มิติภาพสลักเปิดแล้วด้วย”
    จูเหยียนถงยังมีท่าทีร่าเริงเป็นปกติ นางและเยว่ฉานนำศิษย์ใหม่ทั้งสองเดินทางไปยังชายป่าอันสงบเงียบ ไม่ไกลจากฐานกองทัพวายุเพลิงมากนัก
    “เอาล่ะ ข้าจะถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับดวงวาสนาทั้งหมดให้แก่พวกเจ้า ส่วนการบ่มเพาะปราณไว้เป็นหลังจากนี้ ไว้ข้าจะพาไปที่ฝึกปราณที่ลานจักรพรรดิก็แล้วกัน”
    “เข้าใจแล้วศิษย์พี่ จะเริ่มกันเลยรึยัง?”
    ‘ลานจักรพรรดิ’
    “ไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้ เดี๋ยวข้าจะอธิบายและให้ฉานเอ๋อแสดงเป็นตัวอย่างให้พวกเจ้าดูดีกว่า อย่างแรกเริ่มจาก..........”
    เหมาเว่ยและจินหมิงฟังการชี้แนะจากสตรีทั้งสองอย่างจดจ่อ ซึ่งเป็นการกำหนดจิตตั้งสมาธิเพื่อเชื่อมต่อสิ่งที่อยู่ในกายตน ทำความรู้จักให้ลึกซึ้งรับรู้ถึงการมีอยู่อย่างแตกฉาน
    “พวกเจ้าทั้งสองต้องทำสมาธิให้นิ่งที่สุดนะ แล้วจะเห็นรูปลักษณ์พรสวรรค์ที่หลบซ่อนอยู่ภายใน เรียกว่าภาพในจิต”
    “ข้าเห็นแล้ว”
    “ข้าก็เห็น แต่ว่ามีเพียงกลุ่มควันสีดำ”
    “เช่นนั้นก็ ปลดปล่อยมันออกมาได้เลย กำหนดจิตสั่งมันแสดงตัวออกมาซะ”
    วูบบบบบ!!!
    สิ้นคำกล่าวของจูเหยียนถง ชายหนุ่มทั้งคู่ต่างกระทำตามคำชี้แนะ ปลดปล่อยสิ่งที่อยู่ในกายออกมาโดยทันที ซึ่งเหนือศีรษะของจินหมิงพลันปรากฏกลุ่มควันค่อยๆหลอมรวมตัวกลายเป็นเนื้อเดียว เป็นรูปลักษณ์พยัคฆ์น้อยมีลวดลายสีครามสลับดำดูน่ารักน่าเอ็นดูไม่น้อยเลย
    แง๊วววววว!!!
    ‘เสียงแมว?’เหมาเว่ยที่ยังหลับตาได้ยินเสียงรอบข้างเล็กๆ
    ทว่า เมื่อไอดำเหนือศีรษะของเหมาเว่ยเริ่มปรากฏพลันก็หลอมรวมเข้ากันเป็นกลุ่ม กลายเป็นก้อนควันสีดำที่ยังคงมีบางสิ่งหลบซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งได้สร้างความแปลกใจให้แก่ผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก
    “นั่นมันตัวอะไร? ของจิมหมิงเห็นได้ชัดว่าเป็นลูกพยัคฆ์เขี้ยวสมุทร แต่ของเหมาเว่ยกลับเป็นเพียงกลุ่มควันสีดำ”จูเหยียนถงหรี่ตาเล็กลง’หรือจะมีอันใดผิดพลาด?’
    “ไม่นะ เจ้าดูให้ดีสิ มีบางอย่างหลบซ่อนอยู่ใจกลางกลุ่มควันนั่น”เยว่ฉานชี้เข้าไปยังจุดๆเพื่อบอกตำแหน่ง
    “ที่ข้าเห็นภาพในจิตก็เป็นเช่นนั้น พวกท่านเห็นไหมว่ามันเป็นตัวอะไร? ศิษย์พี่”เหมาเว่ยพยายามเอ่ยถาม แต่ก็ไม่มีผู้ใดตอบได้ว่าเป็นสิ่งใดกันแน่
    “เหมาเว่ย จินหมิง ลืมตาได้ ไหนลองกำหนดจิตให้มันเคลื่อนตัวมาเหนือฝ่ามือของพวกเจ้าสิ จะได้เห็นด้วยตาตนเองชัดๆ”
    วูบบบ!!!
    ทั้งคู่ทำตามที่จูเหยียนถงบอกและก็เป็นผล สิ่งที่ปรากฏเหนือศีรษะเริ่มเคลื่อนที่ไล่ลงมาตามร่างกาย และหยุดอยู่เหนือฝ่ามือที่ค่อยๆหงายกางออกช้าๆ
    “เห็นไหม กลุ่มควันดำทมิฬแบบนั้นใครจะไปรู้”
    ‘ไม่นะ ดูให้ดีเหมือนจะมีลูกตาสีทองอมดำอยู่ภายใน แต่เห็นได้ชัดว่ามีอยู่ดวงเดียว ข้าไม่เข้าใจเลยจริงๆ มันคือตัวอะไรกันแน่’เหมาเว่ยเพ่งพินิจพิเคราะห์สิ่งที่อยู่เหนือฝ่ามืออย่างละเอียดแต่ก็ไร้ประโยชน์
    แต่แล้วก็มีเสียงรบกวนจากจูเหยียนถงที่ตั้งคำถามสำคัญ
    “เหมาเว่ย ดาววาสนาของเจ้ามีกี่ดวงกันแน่?”
    “สิบ”เหมาเว่ยเผลอตอบออกตามตรง โดยที่ยังจดจ่ออยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเพียงอย่างเดียว
    “ฮะ....เจ้าว่ายังไงนะ สิบ สิบดวง?”
    “........”
    “คิก คิก คิก!! เพ้อเจ้อไร้สาระ”
    คำตอบจากเหมาเว่ยกลายเป็นเรื่องชวนขบขัน แม้อันที่จริงนั่นจะเป็นเรื่องที่ถูกพิสูจน์มาแล้วก็ตามที
    “ช่างเถอะ ไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไร งั้นมาเริ่มการฝึกต่อไปเลยดีกว่า”
    จูเหยียนถงมิได้คาดคั้นคำตอบจากชายหนุ่มต่อ นางเร่งชี้แนะในระดับต่อไปซึ่งเป็นการป้องกันแรงกดดันจากผู้ที่กำลังแสดงอำนาจพรสวรรค์ และการนำไปใช้ในรูปแบบต่างๆรวมทั้งการแสดงอำนาจพรสวรรค์ ซึ่งท้ายที่สุดเป็นการนำมาใช้เพิ่มพลังในการต่อสู้ที่ถูกเรียกว่า เชื่อมจิตผสานกาย
    .
    .
    .
    สามวันผ่านไปที่เหมาเว่ยและจินหมิงยังคงเรียกรู้จากสตรีทั้งสองเช่นเดิม ทำเป็นกิจวัตรประจําวันซ้ำไปซ้ำมาตลอดที่ผ่าน จนเหมาเว่ยในยามนี้พร้อมสำหรับฝึกในขั้นต่อไป ต่างจากจินหมิงที่ยังได้แค่ย่ำอยู่กับที่ ฝึกฝนการป้องกันผลจากแรงกดดันเท่านั้น
    “เหมาเว่ย เจ้านับเป็นอัจฉริยะโดยแท้ แค่เพียงสามวันก็มาถึงขั้นที่สามารถเริ่มฝึกเชื่อมจิตผสานกายได้แล้ว ต่างกับตัวข้าที่ใช้เวลานับปี ส่วนฉานเอ๋อก็นับว่าสุดยอดเอามากๆ ใช้เวลาเพียงแค่เดือนเดียว”จูเหยียนถงกล่าวชมพลางหันไปปลอบจินหมิงเล็กน้อย”ส่วนเจ้าจินหมิง ตั้งใจพยายามเข้า นอกจากให้มันปลดปล่อยออกมา นอกนั้นก็ยังไปไม่ถึงไหนเลย”
    ‘เหมาเว่ยไม่ธรรมดา’เยว่ฉานลอบชำเลืองมองเหมาเว่ยเล็กๆ
    “แต่ก่อนฝึกเชื่อมจิตผสานกาย ข้าขอเตือนเจ้าไว้หน่อยนะเหมาเว่ย พรสวรรค์ของเจ้ายังเติบโตไม่เต็มที่ การจะนำออกมาแสดงอำนาจนับว่ายังไม่ถึงเวลา แม้ว่าแรงกดดันที่แผ่ออกมาจะรุนแรงและน่ากลัว แต่เจ้าจะเสียแรงกายมากตามไปด้วย บางทีการใช้แค่ครั้งเดียวก็อาจจะทำให้เจ้าหมดแรงจนสลบได้เชียวนะ”
    “ครับ ศิษย์พี่จู ข้าจะวัง”
    ‘เหมาเว่ยพยายามเข้า’เยว่ฉานยิ้มอ่อน
    “เอาล่ะ เริ่มจาก....”
    จูเหยียนถงเริ่มอธิบายวิธีการอย่างละเอียดโดยมีเยว่ฉานรอแสดงเป็นตัวอย่างให้เห็นเช่นเคย ทว่า เมื่อจูเหยียนถงได้ชี้แนะจนจบแต่ยังไม่ทันที่เหมาเว่ยจะเริ่มฝึก กลับมีเสียงปรบมือดังมาจากทางทิศหนึ่งพร้อมการปรากฏของกลุ่มคนแปลกหน้า
    แป๊ะ แป๊ะ แป๊ะ....!!!
    “เป็นการชี้แนะอันยอดเยี่ยมจริงๆข้าขอปรบมือให้ มันทำให้ข้าหวนนึกถึงวันแรกๆที่เข้ามาเป็นศิษย์นิกายนักบุญอย่างแท้จริง”ชายผู้หนึ่งกล่าวขึ้นพร้อมนำศิษย์นิกายนักบุญจำนวนหนึ่งเดินตรงเข้ามา
    “พวกเจ้าต้องการอะไร?”จูเหยียนถงตะหวาดถามด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยพอใจนัก
    พร้อมกันนั้นทั้งเหมาเว่ยและจินหมิงก็เดินกลับไปรวมกลุ่ม ก่อนที่ผู้มาเยือนจะเอ่ยถึงจุดประสงค์การมาเยือน
    “ข้าคือกงลู่ มาที่นี่เพื่อเจรจา คุณชายของข้าอยากให้พวกเจ้ามาช่วยทำสงครามยึดพื้นที่วิหารภาพสลักที่จะมาถึง ส่วนแกนปีศาจก็แบ่งกันครึ่งๆเป็นไง”
    “ไม่”เยว่ฉานตอบกลับไปยังไม่ใยดี
    ‘เล่นตัวนักเป็นแค่กองทัพเล็กๆ หากคุณชายไม่ได้หลงรักเจ้านะ..เยว่ฉาน ป่านนี้คงถูกทำลายไปแล้ว’กงลู่แสร้งยิ้มและเอ่ยต่อ”อย่าด่วนตัดสินใจนักสิ พวกเจ้ามีแต่ได้กับได้นะแม่นางเยว่”
    “ไม่”เยว่ฉานยังคงยืนยันคำเดิม
    “หัวหน้าข้า นางว่างั้นแหนะ พวกเจ้ากลับไปเถอะ”เหมาเว่ยเดินก้าวไปข้างหน้าพลางโบกไม้โบกมือให้พวกมันยอมกลับไปแต่โดยดี’นางปฏิเสธไม่ลังเล แสดงว่าเยว่ฉานไม่ต้องการร่วมกับพวกมันจริงๆ’
    “เจ้าเป็นใคร ข้าต้องการคุยกับนาง ไม่ใช่ลูกกระจ๊อกเช่นเจ้า หุบปากไปซะ!!”ชายร่างใหญ่เริ่มมีโทสะเมื่อถูกปฏิเสธถึงสองครั้งสองครา
    “ลูกกระจ๊อก? ด่าข้า?”
    ฟุบบบบบ ปังงงงง!!!
    “อั่กกก...!!”
    “เหมาเว่ย..!”
    “เหมาเว่ยย!!”
    “นี่เจ้าจะทำเกินไปแล้วนะ คิดว่าคุณชายของเจ้าแน่นักเหรอ มาเที่ยวรังแกคน”
    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ก็ใครใช้ให้มันเข้ามาสอดล่ะ คนจะคุยกันสุนัขควรอยู่เฉยๆ อย่าเห่า!!”กงลู่พ่นถ้อยคำหยามเหยียดแก่ผู้ที่ถูกมันร่างลอยปลิวไปไกล’เป็นแค่สวะริอาจต่อปากต่อคำ’
    “อะ..อะ...แค่กก แค่กกก”เหมาเว่ยปาดเลือดบนริมฝีปาก พลางพยุงร่างขึ้นมาช้าๆ’เร็วมาก ทั้งพลังและวิชาที่ใช้แข็งแกร่งกว่าเจ้าคนของนิกายจันทร์ดับอย่างเทียบไม่ติด แต่ว่า ข้าไม่มีทางยอมโดนอัดฟรีๆแน่ จะเป็นระดับกษัตริย์ขั้นหกหรืออะไรก็ช่าง!!!’
    “ช้าก่อนเยว่เอ๋อ อย่าเพิ่งลงมือเร่งไปดูอาการเหมาเว่ยก่อน”จูเหยียนถงเร่งหยุดเยว่ฉานก่อนที่จะลงมือ โดยให้นางมุ่งไปสนใจอาการเหมาเว่ยเป็นอันดับแรก
    “เหมาเว่ย...!!”
    “อ๊ากกกกกก!!!”
    'ต้องทำได้ ข้าเข้าใจทุกอย่างที่นางพูด ข้าต้องทำได้ เชื่อมจิตผสานกาย!!!'
    วูบบบบบบบ!!!
    ชั่วพริบตาที่เหมาเว่ยเชื่อมต่อดาววาสนาใช้รูปแบบเชื่อมจิตผสานกายได้สำเร็จ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการปะทุของคลื่นพลังสีดำทมิฬอย่างรุนแรง บริเวณพื้นใต้เท้าพลันปรากฏรอยปริแตก เป็นผลมาจากคลื่นทมิฬที่กำลังเอ่อล้นพรั่งพรูไม่สิ้นสุดรอบตัวเหมาเว่ย มันหอบนำซึ่งเส้นผมของเขาให้ปลิวไสยชี้ตั้งราวกับไม่ใช่คนเดิม
    วูบบบบบบบบบบบบบบบ!!!
    แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้น เห็นจะเป็นใจกลางหน้าผากที่มีบางสิ่งได้เข้ามาแทนที่ เป็นดวงเนตรสีดำทมิฬดูมืดมิดยิ่งกว่าความมืดใดๆทั่วทั้งหล้า
    ฟุบบบบบบบบบ!!!
    หมับบบ!!
    “อ๊ากก!!”
    พริบตาเดียวที่ร่างเหมาเว่ยพุ่งตัดผ่านสายลม มือของเขาได้เอื้อมไปกุมจับศีรษะกงลู่อย่างรวดเร็วไม่ทันตั้งตัว ก่อนจะยกขึ้นจนส่งผลให้เท้าทั้งสองของมันลอยเหนือพื้นเล็กๆ
    ปังงงง!!!
    “อั๊กกก!!
    ปังงงงงงง!!!
    “อ๊ากกกกก!!”
    ฟืบบบ ตึบบ ตึบบบ!!
    เหมาเว่ยปล่อยหมัดรัวใส่กลางลำตัวสองครั้งติดๆ ก่อนจะโยนร่างอันไร้สติดวงตาเบิกกว้างไร้แววให้กระแทกไปกับพื้นแข็งๆอย่างโหดร้ายป่าเถื่อน เป็นภาพที่สร้างความตื่นตะตึงจนไม่มีผู้ใดกล้าขยับปากเอ่ยออกมาแม้เพียงครึ่งคำ
    "เสร็จไปหนึ่ง"