คุณเคยคิดไหมว่า...
ถ้าวันหนึ่ง...
คุณได้เจอกับตัวเองที่ต่างไปจากตัวคุณ...
คุณว่าคนๆนั้นจะเป็นยังไง?
.
.
.
อาณาจักรเวสเทร่า...อาณาจักรที่ตั้งอยู่ตรงกลางของทวีปรายล้อมไปด้วยอาณาจักรข้างเคียงที่เป็นมิตรทั้งสี่ทิศ มันเป็นอาณาจักรที่มีประวัติเก่าแก่มาอย่างยาวนาน...และเคยเกือบล่มสลายมาแล้วครั้งหนึ่งในเมื่อสามรัชสมัยก่อนแต่ดีที่ครั้งนั้นมีกลุ่มวีรบุรุษที่มาช่วยกอบกู้สถานการณ์ของประเทศกลับมาจนรุ่งเรืองอีกครั้ง...
แต่นั่นคือเรื่องในอดีต...
เพราะยามนี้ผู้ครองอาณาจักรก็คือ...
จักรพรรดิลอเนรุสอควาเรียส ฮาฟไนท์ เวสเทล่า
จักรพรรดิหนุ่มผู้ปกครองอาณาจักรแห่งนี้ตั้งแต่ยังมีพระชนย์มายุยังน้อยด้วยพระปรีชาสามารถที่มากล้น ทำให้เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างก็พยายามจะส่งลูกสาวของตนเองเข้าไปเป็นพระมเหสีหรืออย่างน้อยก็พระสนมกันอย่างท่วมท้น
แต่เสด็จปู่ขององค์จักรพรรดินั้นเสมือนรู้อยู่แล้วว่าสิ่งนี้นั้นจะเกิดขึ้นจึงได้เตรียมการเอาไว้เสียแต่เนิ่นๆ ทิ้งราชโองการสุดท้ายเอาไว้ให้กับหลานชายคนโปรดของตัวเอง...
เป็นราชโองการที่สั่งให้เหล่าหญิงสาวที่จะเข้ามาเป็นสะใภ้ใหญ่ของราชวงศ์นั้นจำเป็นจะต้องเข้ามาฝากตัวภายในวังเป็นการชั่วคราวและผ่านบดทดสอบน้อยใหญ่ต่างๆที่แสดงให้เห็นถึงไหวพริบและสติปัญญาเสียก่อน
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราจะเล่าในเวลานี้หรอกนะ...
ในเมืองวาเนสซี่ เมืองหลวงของอาณาจักรเวสเทร่าเมืองแห่งนี้เป็นเมืองที่คับคั่งไปด้วยผู้คนจากทั่วสารทิศที่จะมาและไปจากเมืองนี้อยู่ตลอดเวลานั่งจึงเป็นสาเหตุทำให้มักจะมีร้านรวงต่างๆที่เปิดขึ้นใหม่อยู่บ่อยครั้ง ตามกระแสที่เป็นที่นิยมของเหล่าผู้คนที่สัญจรไปมาและอาศัยอยู่ที่เมืองแห่งนี้
และเมื่อไม่นานมานี้เองก็มีร้านค้าแห่งหนึ่งที่เปิดขึ้นมาใหม่เช่นเดียวกันเป็นร้านที่โดดเด่นต่างจากร้านอื่นๆที่เปิดขึ้นมาก่อนหน้านี้และในช่วงเดียวกันอย่างน่าประหลาดถึงมันจะเป็นร้านขนมที่ก็มีร้านอื่นๆภายในเมืองอยู่แล้ว แต่ด้วยรูปลักษณ์ของขนมและรสชาติของมันรวมถึงสไตล์การแต่งร้านและบรรยากาศภายในร้านที่ชวนให้รู้สงบแล้ว เจ้าของสาวคนสวยที่คอยบริการลูกค้าจากหน้าเค้าเตอร์บาร์อย่างเป็นกันเองก็ถือว่าเป็นจุดเด่นอีกอย่างที่ทำให้ร้านนี้เป็นที่นิยมกับเหล่าหนุ่มสาวภายในเมืองเป็นอย่างมาก
“ยินดีต้อนรับสู่ร้านคาเฟ่ลิเบอต้านะคะ”ร่างบางของหญิงสาวผมสีเหลืองนวลยิ้มหวานให้แก่ลูกค้าที่พึ่งเข้ามาใหม่พร้อมๆกับพนักงานคนอื่นๆในร้านก่อนที่ดวงตาสีฟ้านั้นจะละจากลูกค้าใหม่ไปจัดการแก้วเครื่องดื่มที่ตนเองนั่นกำลังทำอยู่พร้อมกับฮัมเพลงเบาๆขณะที่กำลังทำเครื่องดื่มตามออเดอร์ไปด้วยบนเค้าเตอร์บาร์ที่ไม่มีลูกค้าเฉียดเข้าไปใกล้เลยแม้แต่น้อย
ทั้งๆที่ส่วนที่นั่งที่เค้าเตอร์บาร์สมควรจะมีคนไปนั่งจับจองกันเสียแน่นขนัดทุกคราเพราะมาสเตอร์สาวแท้ๆแต่มันกลับไร้ผู้คนไปเฉียดใกล้พื้นที่ตรงนั้นเสียอย่างน่าประหลาด เสมือนกลับว่ามันได้กลายเขตหวงห้ามสำหรับลูกค้าภายในร้านไปเสียแล้วทั้งๆที่ก็เปิดให้ทุกคนสามารถเข้าไปนั่งได้
เพราะอะไรน่ะหรอ?
กริ๊ง!
“นาตาเลียยยยยยยย!วันนี้มีอะไรให้กินบ้างอ่ะะะะะะ!”
“รักษามารยาทหน่อยสิเคลขืนโรเซ่มาเห็นล่ะก็ เจ้าได้ถูกเขาสวดจนหูชาอีกนะ”
ร่างบางของหญิงสาวสองนางก้าวเข้ามาภายในร้านพร้อมกับที่นางหนึ่งในนั้นก็วิ่งมาเกาะเค้าเตอร์บาร์แล้วถามเจ้าของร้านสาวอย่างกระตือรือล้นผิดกับอีกนางที่เดินตามมาก็กล่าวเตือนเพื่อนสาวอย่างอ่อนใจ
“ชิ! ช่างหัวตานั่นไปเถอะน่าฟรองซ์! สะดุดขั้นบันไดหัวฟาดพื้นไปได้ก็ยิ่งดีเลย!”สาวแว่นที่ถูกดุหันมาบ่นใส่เพื่อนสาวที่สวมผ้าคลุมหน้าปิดจนเหลือเพียงแค่ริมฝีปากบางพร้อมทำหน้ายู่ไม่ชอบใจที่อีกฝ่ายนั้นพูดถึงคนที่เธอไม่ค่อยจะชอบ
ผิดกลับสาวเจ้าของร้านที่สวมชุดบาร์เทนเดอร์เอาไว้ที่แอบหัวเราะพฤติกรรมที่เหมือนกับแม่ลูกของเพื่อนทั้งสองที่ไม่ว่าจะผ่านไปขนาดไหน คนทั้งคู่ก็ยังคงเป็นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
“ขำอะไรอ่ะนาตาเลีย!นี่เธอเห็นด้วยกับฟรองซ์เรื่องไอเจ้าเตี้ยโรเซ่ใช่ไหม!?” สาวแว่นหรือเคลก้า ลิเทียร์หันไปแหวใส่เพื่อนสาวที่แอบหัวเราะตนเองตอนนี้เธออยู่ในชุดคลุมบรรณารักษ์หอสมุดของเมืองหลวงโดยลวดลายบนเสื้อนั้นแสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายนั้นมีตำแหน่งเป็นถึงหัวหน้าบรรณารักษ์และที่ปรึกษาขององค์จักรพรรดิเลยทีเดียว
“ไปว่าเขาเตี้ยทั้งที่ๆเขาก็สูงพอๆกับเธอเนี่ยนะคะเคลอ่ะ นี่ค่ะ วันนี้เป็นพุดดิ้งนะ” มาสเตอร์สาวหรือนาตาเลียเมลฟอร์ดว่าพลางยิ้มๆแล้วยื่นถ้วยพุดดิ้งไปให้กับอีกฝ่าย เธอเป็นลูกสาวของคหบดีใหญ่ตระกูลเมลฟอร์ดที่ตัดสินใจออกมาทำร้านเป็นของตัวเองด้วยจุดประสงค์บางอย่างแต่นั่นก็ไม่ได้สำคัญเท่ากับเส้นสายในวงการของตระกูลเธอที่กว้างไกลไปทั่วเลยแม้แต่น้อยจึงทำให้มักจะมีหนุ่มๆพยายามตามจีบเธอเสมอ
แต่นั่นก็ไม่เป็นผล...
เพราะเธอมีคู่หมั้นแล้วนั่นเอง
“ว๊าว!พุดดิ้งล่ะ! แต่ว่านะนาตาเลีย! หมอนนั่นน่ะเป็นผู้ชายแท้ๆแต่กลับเตี้ยกว่าชั้นนะ!จะไม่ให้เรียกมันว่าเจ้าเตี้ยแล้วจะเรียกอะไรกันเล่า!?” เคลก้ารับพุดดิ้งไปแล้วก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ก่อนจะบ่นหน้าบึ้งเกี่ยวกับเรื่องผู้ชายคนเดิมด้วยความหงุดหงิด
ดูท่าผู้ชายที่สาวแว่นพูดถึงนั้นจะเป็นคนที่เธอไม่ชอบหน้าสักเท่าไหร่ล่ะนะ
“แล้วฟรองซ์จะเอาด้วยไหมคะ?” เธอหันไปถามเพื่อนสาวที่เป็นขุนนางที่พึ่งหย่อนตัวนั่งลงเก้าอี้ของเค้าเตอร์บาร์ต่อหลังจากที่หลุดหัวเราะไปกับท่าทางของเพื่อนบรรณารักษ์สาวที่จ้วงพุดดิ้งเข้าปากระบายอารมณ์หงุดหงิดของตัวเอง
“ไม่ล่ะจ่ะขอแค่ชาให้ชั้นก็พอแล้วล่ะ” ขุนนางสาวหรือฟรอเซียอันบราตอบพลางส่งยิ้มให้กับเพื่อนของตนที่ถาม เธอคือขุนนางสาวที่ปัจจุบันทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีฝ่ายการคลังของประเทศซึ่งเป็นตำแหน่งที่เธอสืบทอดต่อมาจากพ่อของเธอและที่สำคัญ...เธอนั้นเป็นถึงว่าที่คู่หมั้นลำดับที่1ขององค์จักรพรรดิอีกด้วย...
แต่หากสังเกตุดีๆ...ชุดที่เธอใส่อยู่นั้นเป็นชุดที่มีรูปทรงแปลกตาเกินกว่าที่จะมีในประเทศนี้แน่นอน...
และอีกข้อที่สำคัญ...
ภาษาที่คนทั้งสามใช้อยู่ในขณะนี้ไม่มีใครในร้านแห่งนี้ฟังออกแม้แต่คนเดียว...
เพราะว่าพวกเธอทั้งสามเป็นคนจากต่างโลกกันทั้งหมด...
“นี่ค่ะฟรองซ์ชาอู่หลงที่เธอชอบ” นาตาเลียที่รู้รสนิยมเพื่อนเธอดีก็ได้จัดเตรียมชาที่อีกฝ่ายชอบให้ในทันที โดยภาษาที่พวกเธอพูดคุยกันนั้นเป็นภาษาอังกฤษที่ไม่มีใช้กันภายในโลกใบนี้อย่างแน่นอน
“ขอบใจจ่ะว่าแต่วันนี้เป็นยังไงบ้างหรอนาตาเลีย ใกล้วันเทศกาลฤดูร้อนแล้วด้วย เตรียมตัวเป็นยังไงบ้างล่ะจ๊ะ?” ฟรองซ์กล่าวขอบคุณหลังจากรับชาถ้วยนั้นมาจากเพื่อนสาวของตนก่อนที่สาวในชุดกี่เพ้าแบบสมัยใหม่จะเอ่ยปากถามไถ่นาตาเลียที่ไม่รู้ว่าตอนนี้เตรียมตัวสำหรับงานเทศกาลฤดูร้อนไปถึงไหนแล้ว
“อีกนิดเดียวแล้วล่ะค่ะเหลือออกไปตรวจสอบพื้นที่อีกเล็กน้อยก็พร้อมสำหรับวันงานแล้วล่ะ”
“ไปกับนายแม่ทัพจอมดึงนั่นล่ะสิท่า” เคลเงยหน้าจากถ้วยพุดดิ้งขึ้นมาถามพร้อมกับยิ้มให้อย่างมีเลศนัยให้กับเจ้าของร้านสาวที่ยืนอยู่หลังเค้าเตอร์จนอีกฝ่ายได้แต่หลบตาผู้พูดไปทางอื่นพร้อมกับพูดเบี่ยงด้วยเสียงกระท่อนกระแท้น
“กะ-ก็ทางนั้นเขาเสนอตัวมาเองนี่นา...” คำตอบของนาตาเลียทำให้เคลกับฟรองซ์หันมาเหลือบตามองกันเองก่อนจะฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาเสียกันทั้งคู่
“เห...ทั้งๆที่ปฏิเสธหนุ่มอื่นที่มาชวนเดตหมดเลยแท้ๆแต่กลับยอมให้กับคุณคู่หมั้นคนเดียวสินะเนี่ย~”
“ไม่แปลกหรอกจ่ะเคลถึงจะชอบมาบ่นกับพวกเราว่าเขาคนนั้นชอบทำตัวไม่เป็นมิตรอย่างงู้นอย่างงี้ แต่ใจจริงก็รอให้เขามาเทคแคร์นั่นละนะจ๊ะหุๆ”
“โฮ่...แสดงว่าจริงๆแล้วนี่...เพื่อนเรานี่ขี้อ้อนผิดคาดสิน้า~ ทั้งๆที่ลุคภายนอกดูจะเป็นสาวเรียบร้อยแท้ๆ”เคลทำท่าปิดปากอย่างมีจริตขณะหันไปพูดกับฟรองซ์แต่สายตาก็เหลือบไปมองหน้าคนที่กำลังโดนเผา(?)อยู่ใกล้ๆ
“ชั้นก็นึกไม่ถึงเหมือนกันนั่นแหละจ่ะไปดูพื้นที่ตั้งร้านรอบนี้คงกะจะไปอ้อนเขาเต็มที่แน่เลย”แน่นอนว่าฟรองซ์ก็รับมุกต่อโดยพลัน หันไปยิ้มให้กับเคลแต่สายตากลับจ้องไปที่นาตาเลียอย่างมีเลศนัย
“แต่งๆไปเลยก็จบแล้วน้า~”
“ดูทรงแล้วไม่น่าจะนานหรอกจ่ะ”
“โถ่! ทั้งสองคนก็! อย่ามาพูดอะไรแบบนี้สิคะ!” นาตาเลียที่ถูกเพื่อนแซวก็หน้าแดงจนแทบจะยกถาดมาปิดหน้าอยู่แล้วก็แหวใส่ส่วนสองสาวก็ยิ้มร่าปนขำกับอาการเขินอายของเพื่อนสาว
“แล้วเธอไม่สนใจจะหาบ้างหรอจ๊ะเคล?”ฟรองซ์ที่แกล้งนาตาเลียจนได้เห็นรีแอคชั่นที่สมใจอยากก็หันไปถามสาวแว่นที่ยังคงละเลียดละไมจ้วงพุดดิ้งเข้าปากทีละน้อยอย่างกลัวหมดซึ่งคำถามของสาวสูงศักดิ์ก็ทำให้เคลนั้นยู่หน้าอย่างไม่ชอบใจเท่าไหร่นักก่อนจะคว้าน้ำมาดื่มล้างปากแล้วจึงตอบด้วยความเบื่อหน่าย
“เธอดูผู้ชายรอบๆตัวชั้นนะฟรองซ์...ถ้าไม่กากไร้น้ำยาจนพึ่งพาอะไรไม่ได้...ก็ต้อง--”
กริ๊ง!
พูดยังไม่ทันจบประตูร้านก็ถูกคนร่างเล็กกว่าขนาดมาตรฐานชายทั่วๆไปเพียงเล็กน้อยเปิดเข้ามา ร่างในชุดคลุมบรรณารักษ์กวาดสายตาไปเสียทั่วร้านเพื่อควานหาอะไรบางอย่าง...ก่อนที่ชายหนุ่มผมสีดอกเลาจะชี้นิ้วไปที่สาวผมดำในชุดแบบเดียวกับตนแต่มียศสูงกว่าโขที่กำลังนั่งหันหลังอยู่แล้วตวาดเสียลั่นร้าน
“ยัยเคล!!!”
“ขี้บ่นยังกะยายแก่แบบไอหมอนี่...” เคลเปลี่ยนกลับมาพูดภาษาของอาณาจักรนี้แทนเพื่อด่าใครบางคนที่พึ่งเข้าร้านมา...
ตึง!
“เธอว่าใครขี้บ่นเป็นยายแก่กันห๊ะ!?”ร่างของคนที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคนขี้บ่นก้าวฉับๆมาที่ด้านข้างของเคลพร้อมกับตบเค้าเตอร์บาร์เสียดังดีที่ ทั้งเคลทั้งฟรองซ์ต่างก็ยกพุดดิ้งและแก้วชาของตัวเองขึ้นจากโต๊ะรอเอาไว้แล้วเหมือนรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
“ก็นายไงยะโรเซ่!บ่นเป็นยายแก่ข้างบ้านชั้นไปได้! รู้ไหมว่ามันน่ารำคาญขนาดไหนน่ะ!”เคลที่ถูกตะคอกอัดหูก็ลุกขึ้นไปด่าสวนทันที พร้อมกับแยกเขี้ยวใส่ด้วยความหงุดหงิดที่ถูกกวนเวลาแห่งความสุขของตัวเองแบบนี้เข้า
“เคลไปก่อเรื่องอะไรมาอีกล่ะจ๊ะโรเซ่?ถึงได้มาตามตัวเธอถึงในร้านแบบนี้น่ะ?”ฟรองซ์ที่เอาแก้วชาลงไปวางบนโต๊ะเหมือนเดิมแล้วก็หันมาถามเพราะการที่อีกฝ่ายวีนแตกมาแบบนี้ เพื่อนจอมป่วนของเธอคงไปก่อเรื่องเอาไว้แน่
“ก็ยัยนี่ทิ้งงานแล้วหนีออกมาอีกแล้วน่ะสิครับดัสเชสอันบรา!รอบนี้เป็นการประชุมสำคัญแท้ๆแต่เจ้าตัวดันทิ้งานหนีมาแบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนล่ะครับ!”ผู้ช่วยหัวหน้าบรรณารักษ์หอสมุดกลาง(กลายๆ) หรือโรเซ่ โพเวลลิกหันไปบ่นให้ดัชเชสสาวฟังด้วยท่าทางหงุดหงิดผิดกับคนต้นเรื่องที่เบ้ปากกลอกตาทำหน้าเบื่อเรื่องที่ชายหนุ่มบ่นเป็นที่สุดจนเพื่อนสาวทั้งสองได้แต่ทำหน้าอ่อนใจกับท่ทางไม่แยแสของเคล
“ชิ...มันก็แค่ประชุมไร้สาระของไอพวกบ้าที่พยามยามจะเอางบประมาณส่วนกาลงเข้ากระเป๋าตัวเองเท่านั้นแหละ...มีแต่โครงการบ้าๆกับจดหมายโน้มน้าวยัดสินบนมาให้แบบนั้นใครมันจะอยากไปฟังกันล่ะ!” บรรณารักษ์สาวแหวใส่อีกคำรบหลังจากที่โรเซ่ฟ้องเพื่อนของตัวเองจบก่อนจะทิ้งตัวงนั่งเสียดังตึงแล้วกอดอกพองแก้มอย่างไม่ชอบใจจนฝ่ายชายที่มาใหม่ได้แต่นวดขมับ
“เฮ้อ...ไอเรื่องนั้นชั้นก็รู้แต่เธอก็ไม่ควรทำแบบนั้นไหมห๊ะเคล? เธอเป็นหัวหน้าบรรณารักษ์นะการที่เธอหนีงานประชุมออกมาแบบนี้ก็ไม่ได้ทำให้พวกโลภมากพวกนั้นหยุดได้ง่ายๆหรอกขืนยังทำแบบนี้อยู่ไอที่เธอชอบพูดกับชั้นว่าจะเอาพวกมันออกจากตำแหน่งก็ไม่มีวันเป็นจริงหรอกนะ” โรเซ่ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนจะพยายามกล่อมหญิงสาวหน้ามู่ให้คล้อยตามตัวเอง...ถึงมันจะไม่ค่อยได้ผลก็เถอะ...
กริ๊ง!
แต่ก่อนที่เคลจะได้เถียงอะไรออกไปประตูร้านก็ถูกเปิดออกอีกครั้งแต่คราวนี้เป็นร่างของชายหนุ่มสองคนที่ดูแตกต่างกันสุดขั้วที่เดินเข้ามา คนหนึ่งคือชายหน้านิ่งในชุดเกราะอัศวินขลิบลายเปลวเพลิงผู้มาพร้อมกับผมสีชาดที่หาใครเหมือนกับอีกร่างที่มาคู่กัน เป็นชายที่ใบหน้ายิ้มแย้มในชุดคุณชายที่ดูสำอางหน่อยๆกับผมสีฟ้าที่สลวยยาวไปถึงต้นคอ
ก่อนที่ชายผมฟ้าคนนั้นจะฉีกยิ้มกว้างเมื่อเห็นร่างของทั้งสี่แล้วหันมากระทุ้งศอกใส่คนข้างกาย
“เหมือนที่เราบอกไหมล่ะกลอซถ้าหาที่หอสมุดไม่เจอล่ะก็ ยังไงๆก็คงอยู่รวมกันที่ร้านนี้นั่นแหละ”
“เป็นอย่างที่ท่านเนสว่าทุกประการขอรับ...” ชายผมแดงถอนหายใจเซ็งๆผิดกับชายคนข้างๆที่ยักคิ้วให้เหมือนว่าตนเองนั้นพูดไว้ไม่ผิด ก่อนที่พวกเขาทั้งคู่จะเดินตรงไปหากลุ่มที่อยู่ที่หน้าเค้าเตอร์บาร์โดยไม่สนใจเหล่าลูกค้าที่กำลังซุบซิบเกี่ยวกับพวกเขาทั้งสองคนที่พึ่งเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
“ยินดีตอนรับค่ะท่านเนสท่านกลอเจียซ สนใจจะรับเครื่องดื่มหรือของทานเล่นอะไรไหมคะ?”นาตาเลียถามสองผู้มาใหม่ในฐานะเจ้าของร้านทันทีส่วนด้านโรเซ่นั้นก็ก้มหัวทักทายทั้งสอง ฟรองซ์โบกมือแล้วยิ้มให้ ส่วนเคลนั้น...
“ยังจะมีเวลาว่างออกมาแรดอีกรึยะ...” เบ้ปากบ่น แถมทำหน้าแหยแกไปเรียบร้อยพอเห็นหน้าของเนส...
“ไม่เป็นไรๆ เราแค่พาคู่หมั้นเจ้ามาส่งเท่านั้นแหละเดี๋ยวก็ต้องกลับไปที่วังเพื่อทำงานต่อแล้วล่ะงานเอกสารในฝ่ายของเรายังไม่เสร็จเลยน่ะ อ๊ะ ทิวาสวัสดิ์ครับท่านดัชเชสฟรอเซียไม่ได้พบกันนานเลยนะครับ” ชายผมฟ้าท่าทางสำอางหรือเนสตอบมาสเตอร์สาวเจ้าของร้านพลางตบไหล่ชายข้างตัวในชุดเกราะอัศวินที่กลับไปตีหน้านิ่งเช่นเดิมไปแล้วแน่นอนว่าทำหูทวนลมคำพูดไม่เข้าหูของสาวผมดำสวมแว่นที่อยู่ดีๆมาพูดจิกกัดตนเมื่อครู่ด้วยและยังไม่ลืมที่จะหันไปทักทายขุนนางสาวที่ไม่ได้เจอกันมาเสียสักพักใหญ่อย่างเป็นมิตร
“เช่นกันค่ะท่านเนสหลายสัปดาห์แล้วเหมือนกันนะคะ แต่ว่า...มารับนาตาเลียไปดูพื้นที่ตั้งร้านสินะจ๊ะ?” ฟรองซ์ที่ทักทายกับชายผมฟ้าเสร็จหันไปถามพ่อหนุ่มหน้านิ่งพลางส่งยิ้มกรุ่มกริ่มไปให้เชิงเดาทางได้ส่วนคนที่ถูกถามก็ทำเพียงพยักหน้ารับ แล้วยืนกอดอกนิ่งๆเนียนๆไม่ร้อนตัวใดๆทั้งสิ้นสมกับที่หลายๆคนชอบเรียกเขาว่าท่านแม่ทัพหนุ่มขี้เก๊กประจำกองอัศวินหลวง
“แล้วนายว่างช่วงนี้หรอกลอซ?ไม่ใช่นายต้องวางแผนดูแลความปลอดภัยภายในงานไม่ใช่รึ?” โรเซ่หันมาถามชายผมแดงในชุดอัศวินขลิบลายเปลวเพลิงหรือกลอเจียซ ทอรัส วัลคอร์ต ชายผู้เป็นคู่หมั้นกับนาตาเลียที่เป็นเจ้าของร้านคาเฟ่แห่งนี้อยู่
“อืม ใกล้จะเสร็จหมดแล้วเหลือแค่ไปดูสถานที่จริงอีกที”แม่ทัพหนุ่มตอบโรเซ่ที่เป็นเพื่อนไม่กี่คนของตัวเอง แต่คำตอบของเขา กลับทำให้ทั้งสี่คนหันมามองหน้ากลอซสลับกับนาตาเลียกันอย่างพร้อมเพรียงและยิ้มกรุ่มกริ่มจนเจ้าตัวได้แต่เลิกคิ้วสงสัยว่าหันมามองพร้อมกันทำไม?
แต่นาตาเลียที่เข้าใจความหมายของคนทั้งสี่ดีก็หน้าแดงแจ๋ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว...
“โฮะโฮ่...ดูท่าพวกเราจะต้องรีบแยกย้ายกันแล้วล่ะโรเซ่ป่ะ ไปเคลียร์งานเอกสารกัน”
“นั่นสินะๆ...เธอเหลืองานที่ต้องกลับไปจัดการอีกนี่นางั้นพวกเราคงต้องรีบกลับกันแล้วล่ะ”เคลที่เห็นว่าเพื่อนกำลังจะไปเดต(?)กับคุณคู่หมั้นก็หันไปเปรยกับโรเซ่ที่ยืนอยู่ข้างตัวฝ่ายบรรณารักษ์ชายเองก็พยักหน้ารับแล้วพูดลอยๆด้วยรอยยิ้มกริ่มที่ส่งไปให้เพื่อนชายผู้ยังคงงงอยู่ว่าทำไมต้องหันมาพูดใส่ตัวเองด้วย
“ท่านเนสจะกลับเข้าวังสินะคะ?จะเป็นอะไรไหมคะหากเราขอติดรถม้าของท่านกลับไปด้วยน่ะ?”
“เป็นเกียรติอย่างยิ่งเลยต่างหากล่ะครับที่ท่านดัชเชสฟรอเซียจะติดรถม้าของกระผมเข้าวัง” ส่วนด้านเนสและฟรองซ์เองก็พูดรับส่งกันอย่างดีเยี่ยมจนนาตาเลียที่ไม่เหลือใครเป็นลูกคู่ก็ตัดสินใจ...
“ขะ-ขอชั้นไปหยิบของก่อนนะคะ!?”ว่าแล้วเธอก็ก้าวเท้าฉับๆหายไปหลังร้านขึ้นไปชั้นสองเป็นที่เรียบร้อย
“เหอๆๆๆๆ...หมั่นไส้คนมีคู่จริงๆนะ...เอาเถอะชั้นไปล่ะกลอซ แล้วค่อยหาเวลามาเจอกัน”
“โชคดีกับการไปเที่ยวกับสาวล่ะเราขอตัวกลับวังก่อนละกันนะกลอซ”หลังจากเจ้าของร้านสาวหายวั๊บไป สองหนุ่มก็กล่าวลาเพื่อนแม่ทัพของตัวเองแล้วลากสาวๆเดินออกจากร้านไป ปล่อยให้กลอซที่หันไปลาเพื่อนจบยืนนิ่งอยู่หน้าเค้าเตอร์บาร์โดยที่ยังอยู่ในชุดเต็มยศ
“รอนานไหมคะ?” เวลาผ่านไปสักพัก ร่างบางของนาตาเลียในชุดเดิมแต่เพิ่มมาเป็นกระเป๋าสะพายใบย่อมที่เต็มไปด้วยกระดาษเอกสารจิปาถะที่เป็นแบบร่างของบูธที่เธออกำลังจะไปจัดด้านกลอซก็ส่ายหน้าตอบคู่หมั้นของตัวเองไปแต่เขาก็ขมวดคิ้วเมื่อเห็นกระเป๋าใบดังกล่าวที่เธอสะพายออกมา
“เอ่อ...มีปัญหาอะไรรึเปล่าคะท่านกลอเจียซ?” นาตาเลียที่เห็นท่าทางไม่พอใจของอีกฝ่ายก็เอียงคอถามอย่างไม่เข้าใจแต่เธอก็ไม่ได้คำตอบออกมาจากปากอีกฝ่าย เพราะร่างสูงนั้น...
“ว๊าย!”
ก้าวเข้ามาหยิบกระเป๋าสะพายใบนั้นมาถือเอาไว้เองแล้วจูงมือคู่หมั้นของตัวเองเดินออกจากร้านไปโดยไม่สนใจสายตาของคนในร้านที่ทำสีหน้าอิหยังวะกับการกระทำของแม่ทัพหนุ่ม
ทันทีที่กลอซลากนาตาเลียออกมาจากร้านไปได้ไม่ไกลนักเขาก็พาเธอไปยังโรงพักม้าที่อยู่ห่างไปไม่ไกลเพื่อเอาม้าของเขาที่ฝากเอาไว้คืน
“ขึ้นมาสิ”แม่ทัพหนุ่มผมแดงหันมาบอกคู่หมั้นของตัวเองหลังจากเขาผูกกระเป๋าของเธอเข้ากับม้าและขึ้นไปขี่เป็นที่เรียบร้อยพร้อมกับยื่นมือมาให้เธอเพื่อดึงอีกฝ่ายขึ้นมา...ก่อนจะรวบเธอขึ้นมานั่งอ้อมแขนของเขาโดยไม่สนว่านาตาเลียนั้นจะหน้าแดงขนาดไหน
“ท่านกลอเจียซคะ”
“อยู่กันสองคนต้องเรียกชั้นว่าอะไร?” แม่ทัพผมแดงก้มลงมาทำหน้าดุใส่คู่หมั้นที่อยู่ในอ้อมกอดหลังจากที่อีกฝ่ายเรียกชื่อเขาด้วยชื่อเต็มอย่างไม่ชอบใจฝ่ายสาวเจ้าเองก็หัวเราะแฮะๆเมื่อรู้ตัวว่าเรียกผิดจึงเปลี่ยนคำเรียกใหม่แทนเพื่อไม่ให้คนที่กอดตนอยู่นั้นหงุดหงิด
“กลอซคะ”
“อืม...มีอะไรหรอ?”
“ขอบคุณนะคะที่มาช่วยพาชั้นไปจัดการเรื่องที่ตั้งร้านน่ะค่ะ”
“เรื่องเล็กน้อย” พูดจบ กลอซก็กระชับแขนที่โอบคู่หมั้นตนเองให้แน่นขึ้นฝ่ายนาตาเลียเองก็เองหลังพิงเกราะของฝ่ายชายอย่างสบายใจ
แล้วทั้งคู่ก็ขี่ม้าเดินออกจากย่านการค้าไปยังจุดตั้งร้านในงานเทศกาลที่มาสเตอร์สาวนั้นเลือกเอาไว้...
พร้อมกับบรรยากาศสีชมพูหวานแหว๋วที่กระจายไปตามทางที่ทั้งคู่ผ่านจนคนที่ผ่านไปมานั้นเบ้ปากกับความวานไม่แคร์สื่อของคนทั้งคู่...
.
.
.
.
.
.
“บรื๋อ...”
“เราขนลุกจริงจังเลยนะ...”
“ใครแม่งเขียนวะ...”
ร่างของชายหนุ่มสามคนกำลังนั่งล้อมกรอบกันอ่านหนังสือเล่มหนึ่งบ่นพึมพำพร้อมกันออกมา...ชายผมดำผู้สวมแว่นตาที่เป็นคนเปิดหนังสือเล่มนั้นหันหน้ามามองเพื่อนผมสีเหลืองนวลที่สวมหน้ากากคาดตาสีดำและชายผมสีน้ำตาลที่สวมหน้ากากปิดหน้าครึ่งซีกที่กำลังทำสีหน้าแหยงกับเนื้อหาบางส่วนในหนังสือเล่มดังกล่าว...
“ไม่อ่านต่อเนอะ...”
“เก็บไปเลยครับ...”
“เราว่าใส่หีบเดิมปิดตายไปตลอดกาลเลยก็ดีนะ...”
สิ้นความเห็นของคนทั้งสาม...หนังสือที่ถูกเปิดแบบลวกๆมาอ่านเนื้อหาเพียงแค่บางส่วนก็ถูกปิดดังปั๊ปจับยัดกับเข้าหีบใบเดิม...แล้วเอาโซ่มาพัน...เอาแม่กุญแจดอกใหญ่มาล็อค...
สุดท้ายก็ถูกยกกลับไปวางเอาไว้ในส่วนลึกในห้องเก็บของในเขตหวงห้ามของหอสมุดลิเทียร์ดังเดิม...โดยที่ทั้งสามหนุ่มนั้นไม่มีใครคิดอยากจะกลับไปหยิบมันมาอ่านกันอีกเลยแม้แต่น้อย...
ตัวเองเวอร์ชั่นผู้หญิงเนี่ยนะ?
สยองขวัญครับ/มาก/เฟ๊ย...
……………………………………………………………………………………..
ถ้าถามว่าตอนนี้งอกออกมาได้ยังไง...
ไปพนันกับรุ่นพี่เรื่องงานหนังสือเมื่อต้นปีไว้น่ะครับว่าถ้าใครแพ้พนันคนนั้นจะต้องเขียนนิยายตอนพิเศษที่เกี่ยวกับการเอาตัวเอกของตัวเองมาสลับเพศ
แล้วงานมันดันปลิวเพราะCovid-19 ทั้งผมทั้งรุ่นพี่คนนั้นก็เลยต้องปั่นมันออกมา...
แต่รุ่นพี่ผมแม่มเหนือมนุษย์เกิ๊น...
งอกยังกะจะเปิดเรื่องใหม่อีกเรื่องแล้วเนี่ย...
ส่วนผมที่เป็นแค่นกหัวขวานตัวน้อยๆก็ขอเขียนแค่ตอนเดียวแต่ยาวๆเกือบ4,000คำแทนละกันนะครับ...
ใครอยากอ่านนิยายรุ่นพี่ผมที่ต้องมาเขียนเพราะพนันปลิวก็ไปตามได้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้เลยนะครับ
เจอกันเมื่อตอนต่อไปงอกครับลาละ...
https://writer.dek-d.com/dek-d/writer/view.php?id=2096265