คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 102 ลมหนาวมา ได้ฤกษ์ฆ่าคนแล้ว

            

            “เป่ยทงเสวียนกำลังจะแต่งกับซือหม่าฉางเสว่เช่นนั้นหรือ ” ซูฉางอันชะงัก

            เขาจำได้ว่า ก่อนหน้านี้ตู้หงฉางเคยกล่าวว่าซือหม่าสวี่เป็นคนขี้ระแวง หากเรื่องของหรูเยี่ยนกับเป่ยทงเสวียนยังไม่ถูกชำระความเกรงว่าเขาคงไม่ยอมให้งานวิวาห์ในครั้งนี้เกิดขึ้นเป็นแน่ หากเป็นเช่นนี้เป่ยทงเสวียนจะแต่งกับลูกสาวของอัครมหาเสนาบดีได้เยี่ยงไร?

            ซูฉางอันคิดเช่นนั้น

            นอกเสียจาก...

            เขาหัวใจกระตุกวูบ จากนั้นหันไปมองฝานหรูเยว่อย่างต้องการคำตอบแต่กลับพบว่าฝานหรูเยว่เอาแต่ก้มหน้าลงต่ำและไม่ยอมเอ่ยอะไรแม้เพียงสักคำ ทว่าความหมองเศร้าที่อัดแน่นอยู่บนดวงหน้าของนางก็เพียงพอจะอธิบายทุกอย่างแล้ว

            “มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่? ” ซูฉางอันกล่าวถาม

            เสียงของเขาราบเรียบเสียจนผู้ฟังไม่อาจรับรู้ได้ว่าเขารู้สึกอย่างไรกันแน่นั่นทำให้ฝานหรูเยว่ชะงักไป ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งอย่างลืมตัว และพบว่าซูฉางอันมีสีเพียงหน้าสงบนิ่งเป็นปกติ ไม่ได้มีประกายแห่งโทสะแฝงอยู่แม้แต่น้อย

            เดิมที นางยังกังวลว่าหากซูฉางอันรู้เรื่องเขาจะตามไปทวงความยุติธรรมให้หรูเยี่ยนเสียอีก ดังนั้น นางจึงเตรียมคำพูดที่จะเกลี้ยกล่อมและยับยั้งซูฉางอันเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว

            แต่ดูเหมือนซูฉางอันในตอนนี้จะไม่มีความคิดเช่นนั้นเลยสักนิด เดิมทีนี่ควรจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ฝานหรูเยว่กลับปรากฏความผิดหวังขึ้นในเบื้องลึกของหัวใจ...

            “เมื่อห้าวันก่อน” แม้จะคิดแบบนั้นในใจ แต่นางก็ยังตอบเช่นนี้ออกไปอยู่ดี

            “ข้าเข้าไปในหอเชื่อมดารากี่วันแล้ว? ” ซูฉางอันถามขึ้นอีกครั้ง หอเชื่อมดาราเป็นเหมือนโลกอีกใบที่นั่นไม่มีดวงอาทิตย์ขึ้นหรือตกดินเหมือนที่นี่ หากเข้าไปเพียงครู่เดียวยังพอจะกะเวลาได้บ้างแต่หากเข้าไปนาน ย่อมนับเวลาไม่ถูกเป็นธรรมดา

            “ก็ประมาณห้าวันเหมือนกัน”

            “อืม” ซูฉางอันพยักหน้าน้อยๆ ราวได้รับคำตอบที่ต้องการแล้ว จากนั้นเขาเงยหน้าขึ้นกระดกยาน้ำในชามจนหมดในรวดเดียว

            “หรูเยว่ เจ้าออกไปเถอะ ข้าอยากพักเสียหน่อย” เขาบอกอย่างสงบ และยื่นชามกลับไปให้ฝานหรูเยว่

            ฝานหรูเยว่ชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ยังรับชามจากซูฉางอันโดยสัญชาตญาณจากนั้นนางมองสำรวจซูฉางอันอย่างตั้งใจอยู่ครู่หนึ่ง ทว่าใบหน้าที่สงบนิ่งราวกับสระน้ำแข็งของซูฉางอันกลับทำให้นางมองไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่

            ด้วยเหตุนี้ หลังชะงักนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ฝานหรูเยว่ก็พูดขึ้นดังนี้“เช่นนั้นคุณชายซูก็พักผ่อนเถิด หรูเยว่ขอตัวก่อน”

            จากนั้น นางก็ถอยออกไปนอกห้องก่อนจะมองซูฉางอันเป็นครั้งสุดท้ายด้วยความกังวลแต่ก็ราวจะฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหยิบบางอย่างออกมาจากหน้าอกแล้ววางมันลงบนโต๊ะข้างซูฉางอัน

            “นี่เป็นของที่หลิวมามาฝากคุณชายตู้นำมาให้ข้าเพื่อฝากให้ข้านำมาให้ท่านอีกต่อ บอกว่าพี่หรูเยี่ยนเคยสั่งไว้แบบนั้นในยามที่ยังมีชีวิตอยู่”เมื่อพูดจบ ฝานหรูเยว่จึงเดินก้มหน้าก้มตาออกไปในที่สุด

            แกรก

            ประตูบานเก่าในห้องส่งเสียงแหบพร่าขึ้นก่อนจะถูกฝานหรูเยว่ปิดลงจากทางด้านนอก

            ซูฉางอันหันไปมองของที่วางอยู่บนโต๊ะข้างกาย

            มันเป็นหนังสือที่เก่าจนเริ่มกลายเป็นสีเหลืองเล่มหนึ่ง

            เขาเปิดไปที่หน้าแรกของหนังสือด้วยมือที่สั่นเทา

            บนนั้นมีรอยน้ำเปรอะอยู่ ราวว่าใครบางคนเคยร้องไห้กับหน้าหนังสือมาก่อน

            เขาลูบหน้าหนังสือเบาๆรู้สึกราวคราบน้ำตาบนนั้นยังมีความอบอุ่นของผู้เป็นเจ้าของแฝงอยู่...

            เขานั่งเหม่อเช่นนั้นประมาณสิบนาที ก่อนจะปิดหนังสือลงแล้วเก็บมันเข้าไปในหน้าอก

            จากนั้นเขาเดินไปหยุดอยู่ข้างเตียง นั่งขัดสมาธิอยู่บนนั้นดวงตาหลับพริ้ม ราวเป็นนักบวชที่เข้าสู่ภวังค์แห่งสมาธิไปแล้วเช่นนั้น

            เวลากลางวันในฤดูหนาวของเมืองฉางอันค่อนข้างสั้น

            ดวงอาทิตย์คล้อยเคลื่อนไปยังทิศประจิมโดยที่ซูฉางอันไม่ทันรู้ตัว

            แสงสายันห์สีชาดระลอกสุดท้ายทอดทะลุหน้าต่างเข้ามาทำให้ห้องของซูฉางอันเต็มไปด้วยแสงนวลจากดวงอาทิตย์และเงาสะท้อนจากบานหน้าต่าง

            ทันใดนั้น ซูฉางอันพลันเบิกตาขึ้น

            ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความใสสะอาด ทว่าใบหน้ากลับเย็นยะเยือก

            เขาลุกขึ้นยืน และจัดระเบียบเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ของตัวเองให้กลับมาเรียบสวยจัดกวานบนหัวให้กลับมาตรงและเป็นระเบียบเรียบร้อยก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ข้างกะละมังเหล็กที่บรรจุน้ำสะอาด แล้วยื่นมือเข้าไปชำระล้างภายในนั้น

            เมื่อทำทุกอย่างจนเสร็จสิ้น ซูฉางอันก็กำหมับไปที่กลางอากาศพลันดาบที่ซ่อนอยู่ในฝักก็พุ่งเข้ามาอยู่ในมือด้วยเวลาเพียงเสี้ยววินาที

            ท้ายที่สุด เขาแบกดาบเอาไว้บทแผ่นหลัง จากนั้นตรวจดูเสื้อผ้าและการแต่งกายของตัวเองอีกคราเมื่อมั่นใจว่าทุกอย่างเป็นระเบียบดีแล้ว จึงผลักประตูเก่าๆ หน้าห้องให้เปิดออกแล้วก้าวออกไปอย่างเด็ดเดี่ยว

            เขาทำทุกขั้นตอนด้วยความประณีต เรียกได้ว่าไม่บกพร่อง หรือละเลยจุดใดไปแม้แต่น้อย

            เพราะเขากำลังจะไปทำเรื่องที่จริงจังเป็นอย่างมาก เหตุนี้เขาจึงต้องทำให้ท่าทางและรูปลักษณ์ของตัวเองแลดูจริงจังสมกัน

            เรื่องเช่นนี้ เคยมีคนทำมาแล้วมากมาย

            ยกตัวอย่างเช่นมั่วทิงอวี่

            และยกตัวอย่างเช่นไคหยาง

            จุดหมายแรกของเขาอยู่ในสำนักเทียนหลาน...

            เขาดันประตูออก อวี้เหิงกำลังยืนอยู่ข้างหน้าต่าง พร้อมกับหรี่ตาลเช่นที่ทำประจำเขากำลังทอดมองไปยังดวงอาทิตย์ที่เหลือเพียงครึ่ง ณ ปลายขอบฟ้านั่นเอง

            “เจ้ากำลังจะไปฆ่าเขารึ? ” อวี้เหิงถามแบบนั้น

            นี่เป็นครั้งแรกที่ซูฉางอันไม่ได้ตอบคำถามออกไปตรงๆ

            “ท่านรู้ตั้งแต่วันนั้นแล้วใช่ไหมขอรับ? ท่านเคยบอกว่าแม้เมืองฉางอันจะกว้างใหญ่แต่มันก็กว้างเพียงไม่ถึงร้อยลี้เท่านั้น เช่นนั้นไม่ว่าเรื่องอะไร ก็หลบรอดสายตาของท่านไม่ได้ทั้งนั้น! ” ซูฉางอันถามแบบนั้นน้ำเสียงของเขาฟังดูสงบนิ่งเป็นอย่างมาก นิ่งจนแม้แต่ความโกรธเกรี้ยวที่แฝงอยู่ในนั้นก็ยังเย็นยะเยือกจนน่าขนลุกเลย

            อวี้เหิงเงียบไปเล็กน้อย ซึ่งมีเพียงน้อยครั้งเท่านั้นที่จะเป็นเช่นนี้จนในที่สุดเขาก็พยักหน้าน้อยๆ แล้วขานรับกลับไป

            วินาทีที่อวี้เหิงพยักหน้าประกายสายฟ้าสีม่วงก็ระเบิดขึ้นในดวงตาของซูฉางอัน พลันรังสีอำมหิตระเบิดขึ้นกลางใจในพริบตาแต่เพียงไม่นานมันก็ถูกข่มลงอีกครั้ง

            “ท่านน่าจะบอกข้า” เขาพูดราวทอดถอนใจ

            ทว่าอวี้เหิงกลับส่ายหน้า “เจ้าช่วยนางไม่ได้หรอกรู้ไปก็รังแต่จะเหนื่อยเปล่า”

            “แต่ท่านช่วยนางได้นี่” ซูฉางอันพูดขึ้น

            “ไม่ ข้าช่วยนางไม่ได้”

            “ทำไมกัน? ” ซูฉางอันไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่เหตุนี้ เสียงของเขาจึงดังขึ้นด้วยเช่นกัน“ท่านเป็นนักรบแห่งดาราจักรที่แข็งแกร่งมากที่สุดในโลกไม่ใช่รึ? เหตุใดถึงช่วยนางไม่ได้”

            “เพราะข้อแลกเปลี่ยนของการช่วยนางยิ่งใหญ่เกินไป ยิ่งใหญ่จนไม่มีใครแบกรับเอาไว้ได้”เสียงของอวี้เหิงกลายมาเป็นเศร้าสลด ทั้งยังแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าอันมหาศาลอีกด้วย

            “ข้อแลกเปลี่ยนอะไรกัน? ” ซูฉางอันกล่าวถาม

            “มณฑลซีเหลียง”

            ซูฉางอันชะงักไปเล็กน้อย เขาคิดไม่ออก หรือจะพูดอีกแบบก็คือเขาไม่อยากคิดถึงเรื่องส่วนได้ส่วนเสียและผลประโยชน์ในเรื่องนี้จึงตัดสินใจว่าจะจบบทสนทนาลงเพียงเท่านี้

            “ข้าจะไปฆ่าเขา” เขากล่าว

            “เจ้าฆ่าเขาไม่ได้หรอก” อวี้เหิงตอบกลับมา

            “ก็อาจจะใช่” ซูฉางอันครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างจริงจังเพื่อแสดงความเห็นด้วยในสิ่งที่อวี้เหิงบอก

            “แต่ข้าอยากลองสักครั้ง”

            หลังพูดจบ เขาก็หมุนตัว แล้วเดินออกไปพร้อมกับดาบคู่ใจ

            หน้าประตูสำนัก

            เขาได้พบกับใครบางคนโดยบังเอิญ คนที่คาดไม่ถึง...ชิงหลุน

            นางยืนตระหง่านอยู่หน้าสำนัก ราวเป็นบงกชสีเขียวอย่างไรอย่างนั้น เหมือนจะรอซูฉางอันมานานแล้ว

            “เจ้าไม่ควรไปที่นั่น” นางขมวดคิ้วกล่าว

            “ทำไม? ” ซูฉางอันไม่เข้าใจ

            “เจ้าฆ่าเขาไม่ได้หรอก”คำว่าฆ่าไม่ได้ของชิงหลุนกับอวี้เหิงมีความหมายแตกต่างกันเพราะคำว่าฆ่าไม่ได้ของอวี้เหิง หมายถึงเรื่องของพลังส่วนฆ่าไม่ได้ของชิงหลุนเป็นเรื่องของโชคชะตา

            พลังอาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่ชะตาไม่อาจเปลี่ยนแปลง

            อย่างน้อย ก่อนคืนหิมะที่ดินแดนทางเหนือในวันนั้น โชคชะตาก็ยังไม่เคยถูกเปลี่ยนแปลงไป...

            แต่ซูฉางอันกลับไม่อาจทำความเข้าใจถึงความหมายที่ทั้งสองตั้งใจจะสื่อได้เขาขมวดคิ้วมุ่นขณะกล่าวถาม “เขาไม่สมควรตายรึ? ”

            “เจ้าอารมณ์ไม่ดีรึ? ” ชิงหลุนถามออกไปแบบนั้น

            แต่ยังไม่ทันที่ซูฉางอันจะได้ตอบอะไรกลับมา หลังครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งในที่สุดนางก็พยักหน้า แล้วพูดขึ้นอีกครั้ง “เช่นนั้นก็ไปเถิด”

            เมื่อเขาออกมาจากสำนักเทียนหลาน ท้องนภาก็เริ่มจมเข้าสู่ความมืด ขณะที่ลมหนาวก็พัดโชยเข้ามาไม่หยุด

            เพราะความหนาวเย็นที่แฝงมากับสายลมซูฉางอันจึงตระหนักขึ้นได้ว่าบัดนี้ฤดูหนาวมาเยือนแล้ว

            เขาลองคำนวณเวลาอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อพบว่ายังมีเวลาอีกมากจึงครุ่นคิดอีกสักพัก ก่อนจะก้าวไปในทางตรงกันข้ามกับจวนเทพนักรบ มังกรคำรามในที่สุด

            ถนนจูเชว่ในตอนนี้ไม่ได้ครึกครื้นเท่ากับหลายวันก่อน

            เพราะอากาศเริ่มหนาวเย็นมากขึ้นคนทั่วไปจึงอยากจะนอนกกอยู่ในผ้าห่มเสียมากกว่า

            เมื่อก้าวเข้าไปในโรงเตี๊ยม ซูฉางอันพบว่าที่นี่ค่อนข้างจะเงียบเหงาในนี้มีลูกค้านั่งอยู่เพียงประปรายเท่านั้น

            และคนที่เขาต้องการมาพบก็คือบัณฑิตที่ชื่อกูเชียนฟานซึ่งกำลังเช็ดทำความสะอาดแท่นพูดของเขาอยู่

            เมื่อเห็นซูฉางอันมาหา เขาก็มีท่าทีดีใจมากรีบเข้ามาทักทายและหาที่นั่งให้ซูฉางอันทันที

            “คุณชายซู เหตุใดวันนี้ถึงมีเวลามาที่นี่ได้เล่า? ” เขารินน้ำ และยื่นมาให้ซูฉางอันอย่างขันแข็ง พลางถามด้วยรอยยิ้ม

            แต่ซูฉางอันกลับไม่ได้ตอบคำถามของเขา

            เขาหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ยื่นมันไปเบื้องหน้ากูเชียนฟาน

            กูเชียนฟานชะงักนิ่งไป เขาไม่รู้ว่าซูฉางอันคิดจะทำอะไรกันแน่แต่สัญชาตญาณก็ยังสั่งให้รับหนังสือเล่มนั้นไป

            “เพลงรักแห่งหนานเยวียน” เขาดูอักษรที่ประทับอยู่ที่หน้าปก ก่อนจะปรากฏสีหน้าแปลกๆในเวลาต่อมา

            “นี่เป็นหนังสือที่เจ้าเขียนรึ? ” ซูฉางอันกล่าวถาม

            “อืม” กูเชียนฟานพยักหน้า “เป็นหนังสือที่ข้าเขียนจริง”

            “แต่เจ้าเขียนผิด” ซูฉางอันพูดขึ้นอีกครั้ง

            “หืม? ”กูเชียนฟานรู้สึกสงสัยเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ๆซูฉางอันถึงพูดเช่นนี้ออกมา ไม่รู้ว่าเขาหมายความว่าอย่างไรกันแน่

            “ผิดตรงไหนรึ? ” เขาถามอย่างอดไม่ได้

            “ซุ่ยอวี้ตายไปแล้ว นางรอหนานเยวียนไม่สำเร็จ” ซูฉางอันตอบกลับไป

            “ท่านว่าอะไรนะ? ” กูเชียนฟานรู้สึกสงสัยมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมเขาไม่มั่นใจว่าตนได้ยินถูกหรือเปล่า

            แน่นอน เขารู้ว่าซุ่ยอวี้และหนานเยวียนเป็นใครพวกเขาเป็นตัวละครในนิยายของเขา

            คนหนึ่งเป็นบัณฑิตตกยากที่ต้องเข้าไปสอบจอหงวนในเมืองส่วนอีกคนก็เป็นสาวคณิกาที่รอคอยคนรักกลับมา

            แต่พวกเขาก็เป็นแค่ตัวละครในหนังสือเท่านั้น แล้วจะตายได้อย่างไรกัน?

            ดังนั้น เขาจึงมองไปที่ซูฉางอันอย่างอดไม่ได้ด้วยต้องการจะทำให้แน่ใจว่าเขากำลังสื่อถึงสิ่งใดกันแน่

            แต่ในตอนนั้นเอง ที่เขาพบว่าซูฉางอันมีสีหน้าผิดไปจากปกติ

            เขามีสีหน้าสงบมาก มากราวกับเป็นทะเลในช่วงสงบก่อนพายุลูกใหญ่จะโหมกระหน่ำนั่นทำให้กูเชียนฟานรับรู้ได้อย่างเลือนรางว่าซูฉางอันในวันนี้ดูจะผิดปกติไปเล็กน้อยจึงเตรียมจะพูดบางอย่างออกมา

            แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยอะไรออกไป จู่ๆ ซูฉางอันก็ลุกยืนขึ้นแล้วมุ่งหน้าออกไปด้านนอก เดินออกไปท่ามกลางลมหนาวที่พัดกระหน่ำอยู่นอกร้านโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองด้วยซ้ำ

            เขาเดินจากไปอย่างกะทันหันไม่ต่างไปจากตอนมา

            เพียงไม่นานกูเชียนฟานก็รับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่างซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องที่ดีเอาเสียเลย มันทำให้เขาลุกขึ้นยืน แล้ววิ่งตามออกไปทันที

            แต่อย่างไรเสีย เขาก็เป็นเพียงบัณฑิตที่ไม่มีพลังเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นต่อให้จะวิ่งจนสุดแรงแล้ว แต่เขาก็ยังตามซูฉางอันไม่ทันอยู่ดี

            “คุณชายซู ท่านกำลังจะไปไหนรึ? ” เขาตะโกนถามเสียงดังก่อนที่แผ่นหลังของซูฉางอันจะหายไปจากสายตาอย่างสิ้นเชิง

            “ฆ่าหนานเยวียน!”

            คำตอบของซูฉางอัน ดุจดั่งลมหนาวอันแสนคมเฉียบที่พัดเข้าไปในหูของเขา

            และในตอนนั้นเอง ที่เกล็ดหิมะสีขาวร่วงหล่นลงจากท้องนภาจากนั้นก็ร่วงลงบนไหล่ของเขา เขายื่นมือออกไปราวจะรับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่างก่อนเกล็ดน้ำแข็งสีขาวอีกเกล็ดจะร่วงลงที่กลางฝ่ามือ...

            ระลอกแห่งความหนาวเย็นถูกส่งผ่านมาจากฝ่ามือ

            “หิมะตกแล้ว” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ

            จากนั้น หิมะมากมายก็ปลิวว่อนอยู่กลางนภาราวเป็นการตอบรับคำพูดของเขาเช่นนั้น

            เขาเงยหน้าขึ้นไปมองเบื้องหน้าอีกครา ทว่าหิมะสีขาวที่ลอยอยู่เต็มฟ้ากลับกลบให้ร่างของซูฉางอันหายวับไปตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน