รัก ไม่ เล่น (KIDDING LOVE)

    รักไม่เล่น : EPISODE 04


    ฉันคิดว่าเราจะจับมือผ่านบทสดสอบของหัวใจไปได้ ไม่ว่าอุปสรรคมันจะหนักหนาสักแค่ไหน แค่ฉันต้องจับมือเขาให้แน่นพอ เหมือนอย่างที่เคยทำมาตลอดสองปี แต่รู้ไหมแวบหนึ่งของความคิด ...ฉันอยากปล่อยมือแล้ว
    "ปก"
    "..." เงียบ ไม่ตอบ
    "ปก" ฉันเดินไปเรียกเข้าใกล้ ๆ ก็พบว่าเขาหลับสนิท สงสัยเป็นเพราะฤทธิ์ยาที่กินเข้าไปเมื่อตอนหัวค่ำ ถึงได้นอนไม่รู้สึกตัวขนาดนี้ ฉันนั่งมองหน้าครู่หนึ่ง ภาพตอนเขาหลับช่างเป็นช่วงเวลาที่ช่วยฮีลจิตใจฉัน จัดการห่มผ้า ปรับหมอนเพื่อให้เขานอนสบายขึ้น ยามที่ขยับหมอนคนตัวโตครางในลำคอเล็กน้อยและสงบลงในช่วงเวลาต่อมา
    ตอนนี้เห็นว่ายังไม่ดึกมากและฉันเองก็ยังไม่ค่อยง่วงเท่าไหร่ ไหน ๆก็ไม่ได้ออกไปข้างนอกแล้ว เลยตัดสินใจเปิดโน้ตบุ๊ก อาทิตย์ที่ผ่านมาฉันยุ่งมากจนไม่สามารถจัดตารางชีวิตส่วนตัวได้เลย ไอ้การบ้านที่กองเป็นภูเขานั่นน่ะถึงเวลาที่ต้องลงมือจัดการมันเสียที ก่อนหน้านี้ฉันได้ทำไปบ้างแล้วเล็กน้อยแต่เผอิญมีสิ่งอื่นมาดึงความสนใจไปซะก่อน
    เรื่องที่ปกคุยโทรศัพท์น่ะ ฉันแอบฟังและได้ยินหมดแล้ว ใจหนึ่งก็รู้สึกโล่งใจที่มันจบลง แต่อีกใจกลับกังวลว่าในอนาคตอาจจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก แต่ช่างเถอะ อย่างน้อยเขาก็ยังเลือกฉัน
    เวลา 22.48 น.
    ในที่สุดงานที่คั่งค้างไว้เป็นอาทิตย์ก็ทำเสร็จสักที ทำงานเพลินจนลืมดูเวลา ตอนนี้ปาเข้าไปเกือบจะห้าทุ่มแล้ว นั่งบิดซ้าย ขวา ไล่อาการเมื่อยตามตัวได้สักพัก หันไปมองปกยังคงหลับสนิท ฉันเองก็อยากจะพักบ้างแล้ว
    ครืด ครืด
    เสียงโทรศัพท์ของปกดังขึ้น ขณะเอื้อมมือไปหยิบมันเพื่อกดรับสาย ทว่าปกกลับสะดุ้งตื่นคว้ามันไปเสียก่อน
    รับโทรศัพท์ทั้งที่ยังไม่ลืมตาด้วยซ้ำ...
    "ว่า" รับสายห้วนขนาดนี้ เดาว่าคงเป็นเพื่อนในกลุ่มเขา อย่าบอกนะว่าจะโทรตามไปเที่ยว
    "หลับอยู่ " เขาตอบกลับเสียงอู้อี้ ฉันเองก็นอนฟังอยู่ข้างเขาแต่ไม่ได้ยินเสียงจากปลายสายหรอก
    “ไม่ไป จะนอน” คำตอบของปกทำฉันโล่งใจทันที อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ต้องการจะออกไปข้างนอกในเวลาดึกดื่นอย่างนี้ จากนั้นปกก็ทิ้งโทรศัพท์ไว้ตรงข้างหมอนตัวเองและพลิกตัวหันหน้ามาทางฝั่งฉัน มือใหญ่ควานหาบางอย่างข้างตัว บางอย่างที่ว่าคือตัวของฉันนั่นเอง
    นับเป็นคืนแรกที่เราได้กลับมานอนด้วยกันในห้องของเรา แม้ชีวิตคู่ของเราจะฝาดขมไปบ้างแต่โดยรวมแล้ว ฉันก็ยังหลับได้อย่างสบายใจเมื่อมีเขาอยู่เคียงข้าง
    อาทิตย์ต่อมา
    “วาฬ ปกไปกินเหล้ากับพวกไอ้ไวท์นะครับ” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นเทียบไม่ได้เลยกับสีหน้าที่ร่าเริงสดใสเกินกว่าปกติ ร่างสูงสมส่วนในชุดพร้อมเที่ยวปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าฉัน
    “ขอหรือแค่บอก” ฉันถอดแว่นสายตาออก เงยหน้าขึ้นจากกองรายงานที่ทำอยู่ตรงหน้า ดูเหมือนนักศึกษาปีสี่อย่างเขาจะมีเวลาว่างมากกว่านักศึกษาปีสองอย่างฉัน ตั้งแต่เข้าโรงพยาบาลเมื่ออาทิตย์ก่อน ปกก็นอนพักรักษาตัวอยู่ที่ห้อง บางวันก็เข้าเรียนบ้าง แต่ส่วนใหญ่เขาก็เอาแต่ขลุกตัวอยู่กับฉัน
    ตอนนี้คงถึงเวลาที่เขาจะกลับไปใช้ชีวิตอย่างที่ชอบแล้วสินะ
    “ขอสิครับ” เรียวตาคมมองฉันอย่างออดอ้อน เขาเดินเข้ามากอดฉันหอบพากลิ่นน้ำหอมที่เป็นเอกลักษณ์ส่วนตัวมาด้วย
    “อย่ากลับดึกนะ วาฬรออยู่” อย่างที่เราเคยตกลงกัน เรื่องเที่ยวฉันไม่เคยห้ามแต่ขอแค่บอกและดูแลตัวเองให้ดีก็พอ
    “ขอบคุณครับ ถึงแล้วปกจะแชตมาบอกนะ” ฉันส่งยิ้มให้เขากระทั่งร่างสูงเดินออกไป เสียงประตูห้องถูกปิดลงอีกครั้งพร้อมกับห้องที่กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง มันเป็นความเงียบที่รู้สึกเหงา
    เมื่อก่อนฉันมีความสุขที่เราใช้ชีวิตกันอยู่แบบนี้ ทว่าวันนี้กลับรู้สึกต่างออกไป เรื่องราวที่เกิดขึ้นมันทำให้ใจฉันกลัว
    กลัวว่าฉันจะไม่ใช่ที่หนึ่งของปกอีกต่อไป
    สิบห้านาทีหลังจากนั้น ปกก็ได้ส่งข้อความมาบอกว่าเขาถึงที่ร้านแล้วพร้อมกับแนบรูปถ่ายของเพื่อนส่งมาให้ด้วย หนึ่งในนั้นมีเฮียไวท์เพื่อนสนิทของเขา เมื่อเห็นว่าเขากำลังสนุกอยู่กับเพื่อนฉันเลนไม่ได้ตอบอะไรไปนอกจากส่งสติ้กเกอร์กลับไปบอกว่าโอเค จากนั้นก็ทำงานของตัวเองต่อจนเวลาล่วงเลยเกือบตีหนึ่งครึ่ง ทว่าปกยังไม่กลับมา ฉันคิดว่าจะนอนเล่นโทรศัพท์รอเขาอีกสักหน่อย คิดว่าอีกเดี๋ยวเขาคงกลับมาเพราะร้านเหล้ามันปิดตีสอง ร้านปิดทุกคนคงแยกย้าย
    กริ๊ก !!
    เสียงประตูห้องเปิดออกในเวลาตีสี่ครึ่ง ฉันลืมตาขึ้นมาในความมืด ก่อนหน้านี้ฉันพึ่งปิดไฟนอนไปได้ประเดี๋ยวเดียว ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินอยู่บริเวณนอกห้อง ไฟห้องนั่งเล่นลอดผ่านช่องใต้ประตูเข้ามาในเห็นแสงห้องนอนสว่างวาบ ปกกลับมาแล้ว ฉันลุกจากที่นอนตั้งใจจะออกไปดูเขาสักหน่อย เผื่อเมาแล้วเดินไม่ไหว ทว่าจังหวะที่ฉันกำลังหมุนลูกบิดประตูเปิดออกไปกลับได้ยินเขากำลังคุยโทรศัพท์กับใครบางคนอยู่
    "เออ กูถึงห้องแล้ว " เสียงของเขาดังไม่ไกลจากห้องนอนเท่าไหร่ คิดว่าเขาคงนั่งอยู่แถวโซฟาห้องนั่งเล่น
    "กูมานอนกับวาฬ" ฟังจากน้ำเสียงและคำสรรพนามที่ใช้ คนในสายน่าจะเป็นหนึ่งในเพื่อนของเขา เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไร ฉันเลยคิดว่าตังเองควรจะออกไปหาเขาได้แล้ว ทว่าประโยคต่อมาก็ทำให้ฉันหยุดอีกครั้ง
    "ไม่มีอะไร กูไม่ได้ยุ่งกับเธอเลยแค่นี้นะกูจะเข้าไปนอนแล้ว" ได้ยินแค่นั้นฉันก็รีบกระโดดกลับไปนอนบนเตียงอย่างรวดเร็ว
    แอร๊ด!!
    ไม่กี่วินาทีต่อมาประตูห้องนอนก็ถูกเปิดออก ปกไม่ได้เปิดไฟเขาใช้เพียงแสงจากหน้าจอโทรศัพท์นำทางเท่านั้น คิดว่าเขาคงไม่อยากให้ฉันตื่น เสียงเดินค่อยใกล้เข้ามาเรื่อย ๆพร้อมกับเสียงสวบสาบที่ดังตามมา คาดว่าเขาคงถอดเสื้อผ้าตัวเองออก จนกระทั่งรู้สึกว่าที่ว่างข้างตัวนั้นยวบลงตามน้ำหนักของเขา
    คราวนี้ปกสอดตัวเข้ามาในผ้าห่มผืนเดียวกันกับฉัน กลิ่นแอลกฮอล์ฉุนกึกจนรู้สึกเอียน ดื่มมาหนักขนาดนี้เขาขับรถกลับคอนโดมาได้ยังไงกัน ทว่าความคิดทุกอย่างถูกปัดทิ้งเมื่อริมฝีปากร้อนชื้นแตะลงบนแก้มซ้ายอย่างแผ่วเบา แขนแกร่งโอบรอบเอวฉันที่นอนตะแคงอยู่ ก่อนจะฝังหน้าไปกับลาดไหล่ ริมฝีปากอุ่นกดจูบตรงหัวไหล่มนเบาๆ อีกครั้ง
    "ฝันดีครับ" ฉันนอนนิ่งเงียบอยู่อย่างนั้น รอจนกระทั่งเขาหลับสนิท ลมหายใจสม่ำเสมอถึงลืมตาขึ้นมองในความมืด
    กระพริบตาสองสามครั้งเพื่อปรับแสง จากนั้นค่อยๆพลิกตัวหันหน้ามาหาเขา สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อปกดิ้นขยับตัว กอดฉันไว้แน่นพร้อมกับซุกหน้าลงไปกับหน้าอก ฉันเผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้ ตื่นมาอีกทีก็สว่างแล้ว หันไปมองข้างกายปกก็ไม่อยู่ หรือจะกลับห้องไปแล้ว หากแต่ได้ยินเสียงก๊อกแก๊กอยู่ด้านนอก ฉันเดินลงจากเตียงเพื่อออกไปดู พลันสายตาเห็นแผ่นหลังกว้างของคนตัวโตที่กำลังวุ่นทำอาหารอยู่ในเค้าน์เตอร์ครัว กลิ่นข้าวต้มหอมฉุยอบอวลไปทั่วห้อง
    ใบหน้าเปื้อนยิ้มเงยขึ้นมองฉัน “ตื่นแล้ว คนขี้เซา”
    ฉันเดินมานั่งที่โต๊ะกินข้าว ปกจัดการตักข้าวต้มเสิร์ฟให้ฉันทันที พร้อมกับน้ำส้มคั้นแก้วใหญ่วางข้างกันเหมือนเดิม
    “เอาใจแบบนี้ ไปทำอะไรผิดมารึเปล่าคะ” จงใจพูดแหย่เขาเล่น
    คนตัวโตเพียงยักไหล่อย่างสบายอารมณ์พร้อมกับปั้นหน้ายิ้มสบตากัน เขาขยับเก้าอี้ออกเพื่อทิ้งตัวลงนั่งตรงข้ามพร้อมกันนั้นด้านหน้ายังมีข้าวต้มของเขาอีกหนึ่งชาม
    “เมื่อคืนกลับมากี่โมงอ่ะ วาฬหลับไปก่อนเลยไม่รู้เรื่อง” แอบถามสักหน่อยอยากรู้ว่าเขาจะตอบว่ายังไง
    “น่าจะตีสี่มั้ง” เขาตอบอย่างไม่มั่นใจแต่ก็ถือว่าเขายังซื่อสัตย์ “แล้ววาฬหลับกี่โมง”
    “ตีสอง” เข้านอนตอนตีสองแต่หลับพร้อมกับเขาตอนตีสี่ครึ่ง นี่ขนาดไม่ได้ไปเที่ยวด้วยยังหลับพร้อมกัน “ถามทำไมเหรอ”
    “เปล่า แค่กลัวว่าวาฬจะรอปก” เขาตอบกลับมา
    “เมื่อคืนดื่มหนักเหรอ เห็นถอดเสื้อผ้าทิ้งเรี่ยราด ทำไงกลับมาคอนโดได้” ไม่รู้วิธีการถามของฉันจะแนบเนียนรึเปล่านะเพราะปกก็ดูจะอ่านใจกันออกมทันทีตั้งแต่ฉันเอ่ยปากถามออกไป ประเด็นแค่อยากรู้ว่าเขากลับมาได้ยังไง
    “เมาครับแต่ก็ขับรถกลับมาได้ ปกเก่งปะ” เพราะความปากเก่งของเขา ฉันจึงส่งสายดุให้เขาทันทีทำไมชอบทำตัวประมาทแบบนี้ เรื่องอุบัติเหตุมันเกิดได้เสมอเขาควรจะรู้บ้าง
    “กินให้รู้ลิมิทตัวเองบ้าง ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมามันไม่คุ้มเข้าใจไหม” เห็นสีหน้าที่ดูไม่ทุกข์ร้อนของเขาแล้วมันอดไม่ได้จริง ๆ เขาควรจะห่วงตัวเองบ้างหรือไม่ก็แคร์ความรู้สึกของคนที่เป็นห่วงเขาบ้าง “หรืออยากตายเร็ว พิการขึ้นมาวาฬไม่ดูแลหรอกนะ”
    “โถ่ วาฬอย่าแช่งกันดิ” คนสำนึกผิดไม่จริงทำหน้าออดอ้อนใส่
    “ไม่ได้แช่ง วาฬเป็นห่วง” จากที่ไม่เป็นเรื่อง กลายเป็นเรื่องจริงจังขึ้นมาซะอย่างนั้น
    “ขอโทษครับ” ทำเสียงอ่อนเสียงอ้อน ถ้าเป็นเด็กจะตีซะให้เข็ด จะทำยังไงได้ โกรธไปก็เท่านั้น ดูหน้าสิ ไม่มีทางสำนึกผิดเลยอ่ะ สุดท้ายฉันก็ต้องใจอ่อนให้อีกตามเคย
    “ต่อไปห้ามดื้อนะรู้ไหม นีโม่ยังเชื่อฟังวาฬมากกว่าปกซะอีก”
    “คร้าบ กินข้าวกันต่อนะ” พอใจดีให้หน่อยก็ยิ้มหน้าบานเชียว ฉันเองก็ไม่ได้อยากบรรยากาศตอนกินข้าวเช้าของเราเสียหรอกนะ แค่อยากจะเตือนเขาบ้างก็เท่านั้น
    “วันนี้ปกมีนัดไปไหนปะ” ร่างสูงกำลังขะมักเขม้นล้างจานอยู่ ส่วนฉันนั่งเล่นโทรศัพท์ ไล่อ่านฟีดในเฟสบุ้คเรื่อยเปื่อย
    “อ่า มีนัดทำโปรเจ็กส์ตอนเที่ยงที่มหาลัยครับ”คำตอบซ้ำ ๆที่เอ่ยออกมา ช่างเป็นโปรเจ็กส์ที่ยาวนานซะเหลือเกิน ถามเมื่อไหร่ก็บอกว่า ยังไม่เสร็จ
    “อ่อ แล้วเมื่อคืนทีบาร์คนเยอะปะ” ฉันถามออกไปตอนที่เลื่อนผ่านโพสต์บนเฟสบุ้คของพี่ไวท์ บาร์ที่พวกเขาเช็คอิน
    “โต๊ะข้างล่างแน่นอยู่นะ” เขาตอบกลับมา
    “…” อยู่ ๆความเงียบก็ปกคลุมทั่วบริเวณห้องนิ้วโป้งยังคงเลื่อนดูรูปไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งสายตาสะดุดกับภาพรวมหมู่ ในรูปนั้นมีบุคคลอยู่เจ็ดคน ปกนั่งอยู่ด้านซ้ายสุด เฮียไวท์นั่งตรงกลาง ถัดกันนั้นเป็นเฮียเจ็ทและพลับพลึงที่นั่งอยู่ข้างกัน ส่วนผู้ชายอีกสองคนฉันไม่รู้จัก และผู้หญิงอีกคนหน้าตาสวยในชุดเดรสสีดำที่นั่งข้างปก ฉันจะไม่สนใจเลยถ้าหากมือของเธอไม่วางอยู่บนหน้าท้องของเขาและใบหน้าแทบจะฝังไปกับซอกคอแฟนฉัน
    “ปก ผู้หญิงที่ใส่ชุดดำ เธอเป็นใครอ่ะ” ฉันเดินเข้าไปหาเขาพลางโชว์รูปบนโทรศัพท์ที่เป็นประเด็น
    “อ้อ เพื่อนสมัยเรียนมัธยม ชื่อถุงข้าวครับ” เขาตอบอย่างรวดเร็ว
    “เหรอ ไม่เคยได้ยินปกเล่าให้ฟังเลยว่ามีเพื่อนสวยขนาดนี้” ที่ถามว่าผู้หญิงคนนี้เป็นใคร เพราะหน้าตาเธอสวยสะดุดตามากและที่สำคัญท่าโพสน่ะ มันมีอะไรรึเปล่า
    "เพื่อนเก่าน่ะ ไม่ค่อยสนิท " เขาตอบกลับมาก่อนจะเข้ามากอดฉันไว้หลวมและพามานั่งที่โซฟา
    “ไม่สนิทแต่ให้รูปตรงกันข้ามเลยนะ”
    " วาฬ อย่าถือสาคนเมาเลยนะ ตอนถ่ายรูปปกก็ไม่รู้ตัว ข้าวเองก็เมามาก " พลันเปลี่ยนเป็นเสียงอ่อนมองกันสายตาเว้าวอน
    “ถึงได้บอกว่าอย่าดื่มเยอะ เมาแล้วไม่มีสติ” ฉันยกหัวข้อสนทนาก่อนหน้านี้มาพูดอีกครั้ง ถ้าเป็นอย่างทุกทีฉันคงปล่อยเบลอ แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่ไง เรื่องพีชมันทำให้ฉันได้รับบทเรียนว่าไม่ควรปล่อยให้คนของตัวเองทำแบบนั้นได้อีก
    “วาฬ มันไม่มีอะไรจริง ๆ ปกเมาแต่ปกมีสตินะ”
    “งั้นแสดงว่าปกยินยอมให้เธอกอดสินะ”
    “วาฬไปกันใหญ่ละ อย่าคิดไปเองสิ”
    “คิดไปเองเหรอ งั้นถ้าวาฬไปนั่งกอดกับผู้ชายคนอื่นอย่างในรูป ปกไม่ว่าอะไรใช่ไหม” ฉันยอมรับว่าฉันหึงและไม่พอใจ และจะใช้อารมณ์ด้วย
    “วาฬเป็นอะไร ปกติไม่วาฬมีเหตุผลนี่” ปกเข้ามาจับแขนฉัน ทว่าฉันสะบัดออกไม่ยอมให้เขาจับ
    "ปกออกไปก่อนเหอะ วาฬอยากอยู่คนเดียว" ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาพูดกับเขาโดยที่เราไม่ขึ้นเสียง ไม่พูดคำหยาบใส่กันได้ รู้สึกปวดหัวหนึบๆ นอนก็น้อย ยังต้องมาคิดเรื่องบ้าบอพวกนี้อีก ได้แต่ตั้งคำถาม...เคยมีสักวันไหมที่ฉันจะไม่คิดมาก ไม่ระแวงเรื่องเขา บอกตรง ๆ เหนื่อยนะ เหนื่อยมากที่ต้องประคองความสัมพันธ์อยู่ฝ่ายเดียว ทั้งที่อีกคนไม่เคยแม้จะรักษามันไว้
    คำสัญญาที่ให้กันยังจะเชื่อได้อีกไหม?
    "วาฬ อย่าเป็นแบบนี้สิครับ มาคุยกันให้รู้เรื่องก่อน" ปกเดินตามฉันที่หนีเขามาจนถึงห้องนอน "วาฬ อย่าเงียบดิ"
    เขาไม่มีทีท่าจะยอมถอยง่ายๆ ทั้งที่ฉันทั้งทำหน้าเย็นชาใส่ ไม่ยอมพูดกับเขา ทำเหมือนเขาเป็นอากาศ มองไม่เห็นซะขนาดนี้
    "วาฬครับ คุยกับปกหน่อยนะ" น้ำเสียงเขาสั่นเหมือนคนจะร้องไห้ เขาทรุดตัวนั่งลงคุกเข่าอยู่ตรงหน้าฉัน
    "ขอร้องเถอะ ปกอย่าทำแบบนี้ออกไปก่อนได้ปะ วาฬ ปวดหัว" ฉันพยายามไล่เขาออกไปแต่เขากลับกอดขาฉันเอาไว้
    "ปกขอโทษ แต่ไม่อยากให้เราต้องเป็นแบบนี้ วาฬไม่เชื่อใจปกแล้วเหรอไง" เขาบอกเสียงอ่อน ช้อนสายตามองกันหวังให้เห็นใจ ในเมื่อฉันเลี่ยงเขาแล้ว แต่เขายังไม่ยอมไป คงต้องคุยกันให้จบในวันนี้ ทั้งที่ยังไม่ได้เตรียมใจ
    “วาฬต้องเชื่อใจอีกแค่ไหน” ฉันถามเขาเพราะอยากรู้จริง ๆ
    “วาฬเหนื่อย ปกเข้าใจกันบ้างปะ”
    “ปกขอโทษ” เขายังพร่ำบอกแต่คำเดิม ๆ แต่ไม่เคยสำนึก
    “ขอโทษอะไร” ฉันถามกลับอย่างจริงจัง พูดแต่ขอโทษแต่ไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองผิดอะไรหรือบางทีเขารู้แต่ไม่เคยจะรู้สึกผิดกับสิ่งที่เขาทำจริง ๆ
    “วาฬรักปกนะแต่วาฬเหนื่อย” ฉันถอนหายใจอย่างอ่อนล้า แววตาที่มองเขาเต็มไปด้วยคำถาม
    นี่ฉันรักคนผิดหรือเปล่า
    เขารักฉันจริง ๆใช่ไหม
    “ให้วาฬได้อยู่เงียบๆคนเดียวก่อนได้ไหม ขอร้องล่ะ” สิ้นคำขอร้องสุดท้าย ปกยอมให้ฉันอยู่คนเดียวอย่างที่ต้องการ ส่วนตัวเขากลับไปที่ห้องตนเอง จากนั้นเราก็ใช้เวลาทบทวนอยู่กับตัวเอง โดยต่างฝ่ายต่างเงียบใส่กัน เรายังใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันบ้าง ยังกินข้าว ไปเรียนด้วยกัน แต่แค่เราเลือกจะไม่คุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
    กระทั่งในช่วงเย็นของวันที่สาม มีข้อความจากผู้หวังดีถูกส่งเข้ามาในโทรศัพท์ของฉัน
    Unknown: ใจดีจังเลยนะคะ ให้แฟนพาผู้หญิงคนอื่นมาอยู่ที่ห้อง ปรบมือค่ะยืนหนึ่งจริงๆ
    ความรู้สึกแรกที่ได้อ่านคือ เรื่องจริงเหรอ ฉันไม่อยากจะเชื่อ แม้เราจะยังตึงใส่กันแต่เชื่อว่าปกไม่มีทางทำแบบนั้นแน่นอน
    ขณะนั้นเองปกก็เข้ามาหาฉันพอดิบพอดี ปกเดินเข้ามาหาฉันทันทีเพราะคิดว่าเขาคงเห็นอาการที่แปลกไปของฉัน
    “เป็นอะไรครับ” เขามองหน้าฉันด้วยท่าทีเป็นห่วง
    “เปล่า” ฉันถอยห่าง พลันทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้เพราะรู้สึกไร้เรี่ยวแรงที่จะยืนไหว
    “ไม่สบายรึเปล่า” ปกยังตามมาเป็นห่วง เขาใช้หลังมือแตะอังตรงหน้าผากของฉัน
    “ปก”
    “ครับ”
    “วาฬอยากไปนอนห้องปก” ฉันบอกความต้องการของตัวเองออกไป ต้องพิสูจน์ความจริง
    “นอนที่นี่ก็ได้” ปกว่า
    “วาฬอยากไปนอนห้องปก”
    “ปกพึ่งให้แม่บ้านเอาผ้าปูไปซักครับ”
    “เหรอ” ฉันไม่พูดอะไรต่อเพียงแต่เดินออกจากห้องตัวเองเพื่อไปยังหน้าห้องของเขา โดยที่ปกแทบจะวิ่งตามหลังฉันมา ปกมองการกระทำของฉันตลอดแต่กลับไม่พูดอะไร กระทั่งฉันใช้นิ้วแตะไปที่ประตูเพื่อปลดล็อค คนที่ทำเหมือนนิ่งกลับคว้าข้อมือฉันไว้ด้วยท่าทางร้อนรน
    "วาฬ เป็นอะไร?" เขาถามเสียงนิ่ง
    "มีบางอย่างที่วาฬอยากรู้ ปล่อย...วาฬจะเปิดประตู" ฉันดันมือเขาออกและใส่รหัสหน้าห้องอย่างรวดเร็วเพื่อเปิดประตู แต่ฉันก็ต้องชะงักค้างอยู่ตรงนั้น ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองที่ต้องมาฟังประโยคเห็นแก่ตัวจากเขา
    "วาฬ อยากรู้อะไรถามปกดิ ทำแบบนี้หรือไม่รักกันแล้ว" เขาทำสีหน้านิ่ง ฉันมองลึกเข้าไปในแววตาเขา มันพบแต่ความสั่นไหว อาการออกขนาดนี้ คงมีจริง ๆ สินะ
    "สรุป ใช่อย่างที่วาฬคิดสินะ" ฉันแค่นเสียงหัวเราะออกมา ราวกับคนไม่มีสติ “มีคนอยู่ข้างในจริงๆสินะ”
    "ไม่มี"
    "งั้นจะขวางวาฬเพื่ออะไร?" ฉันกอดอกรอฟังเขาพูด หน้าสองข้างร้อนผ่าวเพราะความโกรธ ผิดหวัง เสียใจ ผสมปนเปกันหมด เราต่างจ้องหน้ากันอย่างไม่ลดละ
    "กลับไปคุยกันที่ห้องนะครับ" เขาดึงมือฉันให้เดินกลับ แต่ฉันขืนไว้ไม่ยอมให้เขาพาไปง่ายๆ
    "ไม่ไป จะคุยก็คุยตรงนี้ บอกมาใครอยู่ข้างใน" ฉันไม่ใช่คนรั้น แต่เพราะเขาที่ไม่มีคำตอบชัดเจนให้ จนถึงตอนนี้เขาก็ยังนิ่งเงียบ ริมฝีปากที่เคยบอกรักกลับเหยียดตรงไม่ยอมขยับแม้สักนิดเดียว
    "ปกพาใครมาที่นี่?" รู้แต่ก็ถาม อยากจะฟังคำตอบจากเขา
    "อย่าคิดไปเองดิ กลับไปคุยกันที่ห้องนะ" เขาเลี่ยงที่ตอบคำถามฉัน "อย่าดื้อได้ไหม บอกไม่มีอะไร ทำไมไม่เชื่อใจกันบ้าง" เมื่อทำอะไรไม่ได้เขาก็เลือกจะขึ้นเสียงใส่ฉัน
    "เปิดประตู" ฉันจะไม่ฟังอะไรทั้งนั้น “วาฬเชื่อใจปกมามากพอแล้ว ที่ผ่านมาทุกคนต่างบอกว่าวาฬโง่ ไม่ทันคน ใจดีเกินไป โดนปกหลอกแล้วยังไม่รู้ตัว ”
    "วาฬอย่าว่าตัวเองแบบนั้น อย่าไปฟังคนอื่น เรากันสองคนไม่ใช่เหรอไง "
    "ถ้ามันคบกันสองคน วาฬจะไม่พูดเลย แต่มันไม่ใช่ไง" ฉันตะเบงเสียงใส่เขา มือสองข้างกำไว้แน่น
    "ปกบอกไม่มีอะไร วาฬเชื่อใจกันดิ" เขายังคงยืนยันว่ามันไม่มีอะไรอย่างที่ฉันคิด ไม่ผู้หญิงอยู่ในห้อง ดื้อด้านไม่ยอมให้ฉันเข้าไป หัวใจมันปวดร้าวไปหมดที่เราทนมา ยอมให้ขนาดนี้ เขาไม่เห็นเลยใช่ไหม หน้าฉันด้านชาไปหมด ไร้น้ำตา ไร้รอยยิ้ม มันเป็นความเฉยชาที่เขาเป็นสร้างขึ้นมา
    “รู้อะไรมั้ย ไม่ว่าข้างในห้องจะมีผู้หญิงอยู่หรือไม่มีอยู่ก็ตาม แต่สิ่งที่ปกทำมันเป็นคำตอบของทุกอย่างหมดแล้ว ” ฉันหันหลังกลับ ไม่จำเป็นต้องไปฝืนอะไรอีกต่อไป มีอยู่จริง ๆสินะ ในห้องเขาน่ะ มีใครบางคนอยู่จริงๆ เขาถึงได้รั้น ปฏิเสธหัวชนฝาขนาดนี้
    กริ้ก เสียงประตูเปิดออก พร้อมกับร่างบางของผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินออกมา เธอหันมามองฉันและหันไปยิ้มให้กับปก
    "ปก มาทำไรหน้าห้องคะ ทำไมไม่เข้ามาล่ะ?" ผู้หญิงหน้าตาสะสวย ผมยาวสยายถึงกลางหลัง เธอเหมือนคนในรูปที่ฉันพึ่งดูเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาและเป็นต้นเหตุของการที่เราตึงใส่กัน คนที่ฉันคิดไว้แต่แรกว่าต้องใช่เธอ คนที่ปกบอกว่าเป็นเพื่อนกัน แต่เธอกำลังอยู่ในชุดนอนของเขา ตัวเดียวกับที่ฉันเคยใส่มัน คงไม่จำเป็นต้องเค้นหาคำตอบจากเขาอีกแล้ว
    "นี่ใครเหรอ " ฉันเพียงแต่ยืนนิ่งๆ ไม่รู้จะทำสีหน้ายังไง ปกเองได้แต่เงียบ สีหน้าเคร่งเครียด ฉันมองหน้าเขาตัดพ้อทางสายตา เนี่ยเหรอที่บอกให้เชื่อใจ นี่ใช่ไหมคือรางวัลของการให้โอกาสหวังว่าเขาจะซื่อสัตย์
    "เข้าไปดิ " ฉันบุ้ยหน้าให้เขาเข้าไป มันหมดแล้วจริง ๆ สัญญาที่ให้กัน ที่ขอกันไม่เคยทำได้
    "วาฬ ฟังก่อนนะ" เขาบอกเสียงอ่อน ดวงตาอ้อนวอนสุดชีวิต
    "ไม่ต้องตามมา" หรือว่ามันถึงเวลาที่เราจะต้องต้องปล่อยมือกันแล้วจริง ๆ ฉันเดินจากมา หนีกลับเข้าห้องตัวเอง ปิดประตูดังปัง ทรุดตัวลงนั่งอยู่หลังบานประตู ไม่สนว่าเขาจะตามมารึเปล่า น้ำตาที่กลั้นไว้จนวินาทีสุดท้ายไหลนองอาบสองแก้ม ร้องเสียงดังสะอึกสะอื้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หัวใจเหมือนจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ รู้สึกเหมือนโดนเข็มแทงซ้ำ ๆ ตรงที่เดิม เคยเตรียมใจมาตั้งหลายครั้งและคิดว่าตัวเองเข้มแข็งพอและรับมือได้ แต่เอาเข้าจริง มันไม่ง่ายอย่างนั้นเลย โคตรจะหน่วง โคตรจะเจ็บ
    ฉันจะทำยังไง? มันเกินกว่าที่หัวใจฉันจะรับได้อีกแล้ว