ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 99 ไม่เหลือความหวัง

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 99 ไม่เหลือความหวัง





            “อ้า! เป็นเช่นนี้นี่เอง”



            คาลอสและหานฮวาหันไปมองชายร่างอ้วนที่โพล่งออกมา



            “หากไม่ได้รับพลังงานเพิ่มเติม ไอ้ของเหลวเหนียวหนืดพวกนี้มันจะอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าในสภาวะของแข็งมันจะอ่อนแรงช้ากว่าสภาวะของเหลว แต่ในระยะเวลาหนึ่งมันจะอ่อนแอลงไปจนเราสามารถใช้กำลังจนหลุดออกไปได้ หลักฐานที่เห็นได้ชัดก็คือการที่เจ้าดึงกระบี่ออกมาได้อย่างไรเล่า!” ดวงตาของชายร่างอ้วนเป็นประกาย ดูเหมือนเขาจะเห็นทางออกของปัญหาแล้ว



            “อืม น่าจะเป็นเช่นนั้น เพียงแต่ข้าเองก็ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกเท่าไหร่กว่ามันจะอ่อนแรงจนพวกเราใช้กำลังฝ่าออกไปได้ พวกเราอาจจะไปหาทางออกไม่ทัน คนพวกนั้นคงตั้งใจให้เป็นเช่นนี้” คาลอสส่ายศีรษะเบาๆ ถึงเขาจะสามารถสังเกตเห็นบางสิ่ง แต่ก็ไม่สามารถคำนวณเวลาที่แน่นอนได้



            “นี่……” หญิงสาวที่กำลังจะดีใจ รู้สึกว่ามันเป็นข่าวดีก็จริง แต่ดีใจได้ไม่สุด ความรู้สึกวิตกกังวลกลับมาอีกครั้ง



            ยามนี้ เวลาที่ประตูมิติจะปิดตัวลงเหลือประมาณยี่สิบกว่านาที หากพวกเขาทั้งสามยังหาทางออกจากจุดนี้ไม่ได้ภายในสิบนาที ประตูเชื่อมทางเข้าออกจะถูกปิดไปอีกสิบปี ซึ่งภายในสิบปีนั้นก็ไม่รู้ว่าพวกเขาจะเจออะไรบ้าง



            ต่อให้พวกเขาสามารถแข็งขืนฝืนทนรอดชีวิตกันต่อไปได้ ก็นับว่าเสียเวลาชีวิตไปถึงสิบปีเลยทีเดียว ตัดขาดจากผู้คนอันเป็นที่รัก และไม่ได้ฝึกฝนพลังในสภาพแวดล้อมอันเหมาะสม



            “พวกเราทำได้แค่รอไปก่อน สะสมพลังให้เต็มที่ เตรียมฝ่าออกไปในคราวเดียว” คาลอสกล่าวออกมาด้วยเสียงเหนื่อยอ่อน แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่พวกเขาจะทำได้ในตอนนี้แล้ว



            เจ้าอ้วนฮิคาริสพยักหน้าอย่างเข้าใจ ส่วนหานฮวา หญิงสาวในชุดสีฟ้าได้แต่กัดริมฝีปากของตนเอาไว้



            พวกเขาไม่รู้เวลาที่แม่นยำ ตอนนี้ทำได้เพียงรอให้ได้นานที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดขึ้น แต่ประตูมิติที่จะส่งพวกเขาออกไปก็ไม่คอยท่า พวกเขาต้องบริหารจัดการเวลาให้ดี และใช้ความเร็วสูงสุดมุ่งหน้าหาประตูทางออก...



            เวลาผ่านไปเกือบสิบนาที ดูเหมือนหานฮวาจะทนไม่ไหวแล้ว เวลางวดเข้ามาใกล้ทุกขณะ เธอจำเป็นต้องนำสมบัติกลับไปที่สำนักให้สำเร็จ



            คาลอสที่หลับตารออย่างใจเย็นค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองหญิงสาวกำลังปลดปล่อยพลังออกมาสุดตัว พยายามสลัดร่างตัวเองให้หลุดออกจากก้อนสีเขียวที่เกาะติดตามลำตัวท่อนล่าง



            แกร๊ก



            รอยร้าวปรากฏขึ้นที่ฐานด้านล่างของก้อนสีเขียวซึ่งเกาะกุมร่างของหญิงสาวเอาไว้



            เมื่อเห็นดังนั้น หานฮวาก็ยิ่งสะบัดต่อเนื่องอย่างรุนแรงมากเข้าไปอีก เธอโถมพลังทั่วทั้งร่างเข้าสู้



            แกร๊กๆๆ ตูม!



            ก้อนสีเขียวแตกร้าวและระเบิดกระจายออกไปภายในเวลาไม่นาน หญิงสาวสะบัดตัวอีกเล็กน้อยเพื่อให้ตนเองเป็นอิสระ



            หานฮวาที่ออกมาจากการเกาะกุมได้สำเร็จก็หันหน้ามองชายหนุ่มทั้งสองคน



            “เจ้ารีบไปเถิด ก่อนที่ประตูจะปิด ถ้าไปเสียตั้งแต่ตอนนี้อาจจะยังทันก็ได้” คาลอสพูดขึ้นทันทีที่เห็นอีกฝ่ายมองมาแต่กลับยืนนิ่งไม่ขยับไปไหน



            “พวกข้าเป็นอเวกระดับเจ็ด ไม่ได้มีกำลังมากเท่าเจ้า คงต้องรออีกสักพักถึงจะพังมันออกไปได้ โปรดอย่าเสียเวลา” คาลอสกล่าวออกไปด้วยความมุ่งมั่น สายตาที่เขาสื่อออกไปมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ



            ไม่ใช่ว่าเขาไม่กลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา แต่ในเมื่อสถานการณ์มันบีบบังคับให้เขาต้องติดอยู่ที่นี่ เขาก็แค่ต้องเตรียมรับมือกับมันต่อไป ส่วนอีกฝ่ายที่ยังพอมีโอกาสหนีออกไปได้ เขาก็ไม่ควรจะรั้งเอาไว้



            “และหากเจ้าออกไปได้ ขอให้เจ้าไปเยี่ยมเยียนตระกูลพีไรซ์ ในเมืองปากัสด้วย บรรพบุรุษของข้าคงอยากพบกับเจ้า” คาลอสตัดสินใจพูดเป้าหมายของเขาออกไป แม้เขาจะไม่สามารถไขปริศนาเรื่องนี้ได้ด้วยตนเอง แต่เขาสามารถส่งนางไปยังตระกูลพีไรซ์ได้โดยตรง



            อย่างน้อยหากนางเดินทางไปจริงๆ คนในตระกูลพีไรซ์คงทำอะไรบางอย่างได้บ้าง การเดินทางของเขาในครั้งนี้จะไม่ไร้ความหมาย



            “ข้าด้วย ฝากบอกสมาพันธ์ข่าวกรองออสแตรงว่าข้า ฮิคาริสซ่อนข้อมูลหลายอย่างไว้ในหุบเขาต้นโอ๊ค นี่ถือเป็นคำพูดก่อนตายของข้า” เจ้าอ้วนฮิคาริสพูดด้วยสีหน้าหมองหม่น มันรู้ดีว่าต่อให้มันหลุดออกไปได้ แต่ด้วยเวลาที่เหลืออยู่อย่างไรก็ไม่ทันอยู่ดี แต่กับหญิงสาวตรงหน้า นับว่ายังพอมีโอกาสหากไปเสียตั้งแต่ตอนนี้



            หญิงสาวที่ยังคงลังเลอยู่ตกตะลึงทันทีที่ได้ยินคำพูดที่เหมือนกับเป็นคำสั่งเสียของชายหนุ่มทั้งสองคน



            แต่เมื่อคิดดูดีๆ ก็เป็นเหมือนอย่างที่ทั้งสองบอก พวกเขาไม่เหลือโอกาสแล้ว แต่เธอยังมี ความเร็วของอเวกระดับที่แปดขั้นสูงสุดใช่จะดูแคลนได้เสียเมื่อไหร่



            “สมาพันธ์ข่าวกรองออสแตรง…หุบเขาต้นโอ๊ค ตระกูลพีไรซ์…เมืองปากัส?” หญิงสาวทวนคำพูดของทั้งสองคน ก่อนหันมองไปทางคาลอสด้วยความสงสัย



            ก่อนหน้านี้เธอเคยเดินทางผ่านเมืองปากัส แต่ก็ต้องรีบออกจากเมืองอย่างรวดเร็ว เพราะมีคนจำนวนมากพยายามตามหาตัวเธออย่างไม่มีปิดบัง หานฮวาไม่ทราบว่าฝ่ายที่ตามหาเป็นศัตรูหรือกำลังวางแผนอะไรกับตนเองหรือเปล่า จึงรีบเดินทางออกจากเมืองนั้นทันที



            แววตาของหญิงสาวดูสงสัยเล็กน้อย 'หรือเรื่องเมื่อคราวนั้นจะเกี่ยวข้องกับบรรพบุรุษตระกูลพีไรซ์? แล้วเหตุผลของการตามหาตัวข้าคืออะไรกันแน่?'



            แต่เวลาไม่คอยท่า มันหลือน้อยลงทุกขณะ หญิงสาวก้มลงมองกล่องสมบัติสีทอง จากนั้นจึงตัดสินใจได้ทันที เธอจำเป็นต้องออกไป และจะต้องทำตามคำสั่งเสียของทั้งสองคนให้ได้ด้วย



            “ได้! ข้ารับปากว่าจะพยายามทำตามความปรารถนาของพวกเจ้าให้ได้!” หญิงสาวกล่าวออกมาด้วยความเด็ดเดี่ยว สายตาของเธอแอบมีความรู้สึกผิดเล็กน้อย แต่มันเป็นทางที่ดีที่สุดจริงๆ ถ้าเธอไม่รอดออกไป แม้แต่ความต้องการของชายหนุ่มทั้งสองก็ไม่มีวันสำเร็จ ทุกคนจะติดอยู่ที่นี่ไปอีกสิบปี หรือไม่ก็…ตลอดกาล



            หานฮวากัดฟันแน่นก่อนจะวิ่งออกไปทันที พุ่งตัวผ่านช่องทางที่มีอยู่เพียงเส้นเดียว



            ตื๊ดๆ



            บูม!



            เหมือนเสียงเตือนดังขึ้นมาจากเครื่องมือตรวจจับบางอย่าง ก่อนที่จะเกิดระเบิดขึ้น



            ระเบิดพุ่งเข้าใส่ร่างของหานฮวา แม้เธอจะยั้งตัวเอาไว้แล้ว แต่แรงระเบิดก็ผลักดันให้เธอกระเด็นลอยกลับมา มีบาดแผลตามตัวเล็กน้อย และที่ดูจะบาดเจ็บหนักที่สุดก็คงจะเป็นช่วงขา



            “ไอ้พวกบัดซบนั่น!” หญิงสาวนอนแผ่หลาตะโกนออกมาอย่างโกรธแค้น มือขวาทุบไปที่พื้นด้านข้างก่อนจะค่อยๆ พยายามดันตัวเองให้ลุกขึ้นมา



            ดูเหมือนว่ากองกำลังรอสบ้ามันตั้งใจจะถ่วงเวลาหญิงสาวตั้งแต่แรก มันคงจะติดตั้งกับดักระเบิดไว้ก่อนที่จะเข้ามา ไม่ว่าแผนการของพวกมันจะสำเร็จหรือไม่ หญิงสาวที่รีบร้อนวิ่งออกไปก็ต้องโดนกับดักอยู่ดี



            นี่ไม่ใช่เพราะหญิงสาวโง่งม เพียงแต่เทคโนโลยีของกองกำลังรอสบ้าสามารถหลบประสาทสัมผัสของอเวกระดับสูงได้ อีกทั้งหญิงสาวที่ฝึกฝนการต่อสู้อยู่แต่ในสำนักจะไปมีความรู้ด้านเทคโนโลยีจากโลกยุคเก่ามาจากไหน นั่นทำให้หานฮวาเสียเปรียบกองกำลังรอสบ้ามาก แม้แต่ในจังหวะสุดท้ายก็ยังถูกพวกมันเล่นงาน ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นใจ!



            ร่างของหญิงสาวลุกขึ้นมานั่ง แต่อาการบาดเจ็บที่ขาไม่ได้เบาอย่างที่คิด ความเจ็บปวดแล่นปลาบไปทั่ว หญิงสาวพยายามทรงตัวลุกขึ้นยืน แต่ช่วงล่างนั้นแทบทนยืนอยู่ไม่ไหว ต้องใช้กระบี่เรียวยาวเป็นเครื่องค้ำยัน ไม่แน่ใจว่าอาการบาดเจ็บมันอยู่ที่ชั้นกล้ามเนื้อหรือลงลึกไปถึงกระดูก แต่หากจะฝืนวิ่งแบบนี้ต่อไปอาการบาดเจ็บมีแต่จะทรุดหนักลง อีกทั้งความเร็วที่ทำได้ก็ไม่เท่าเดิม



            คาลอสจ้องมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดด้วยความจนใจ คิ้วขมวดมุ่นครู่หนึ่งก่อนจะคลายออก ถอนหายใจส่ายศีรษะอย่างช่วยไม่ได้ ต้องโทษที่ศัตรูในครั้งนี้ตั้งใจมากำจัดกันเกินไป ไม่กะเหลือทางรอดเอาไว้ให้หญิงสาวแม้แต่น้อย



            “บ้าเอ๊ย!” ชายร่างอ้วนเองก็สบถออกมาเบาๆ เขาปลงกับชีวิตของตนเองไปแล้ว แต่ใจก็หวังให้หญิงสาวออกไปด้านนอกได้สำเร็จ



            แต่เมื่อเห็นสภาพหญิงสาวตอนนี้ ความหวังที่เคยมีพังทลายไม่เป็นท่า ในพวกเขาทั้งสาม ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่หนีรอดออกไปได้



            คาลอสจ้องมองหญิงสาวที่จมดิ่งสู่ความสิ้นหวัง ไม่คิดจะขยับไปไหน ตัวเขานั้นก็ไม่สามารถปลอบใจอีกฝ่ายได้เลย จึงทำได้เพียงยืนมองอีกฝ่ายอยู่อย่างนั้น



            ...



            เวลาผ่านไปพักใหญ่ในที่สุดคาลอสก็คิดว่ามันถึงเวลาของเขาแล้ว ร่างภายในก้อนสีเขียวสะบัดอย่างรุนแรง ใช้พลังของอเวกระดับเจ็ดออกมาเต็มที่



            เกิดรอยร้าวทั่วก้อนสีเขียว ก่อนจะแตกกระจายออก คาลอสดันร่างของเขาออกมาจากก้อนเขียวที่คอยเกาะกุมไว้ได้สำเร็จ!



            เมื่อเห็นเช่นนั้น ชายร่างอ้วนก็ทำตามทันที ในที่สุดคนทั้งสามก็เป็นอิสระ แต่ดูเหมือนว่าจะสายเกินไปแล้ว อีกแค่ไม่กี่นาที ประตูมิติก็จะถูกปิด พวกเขาไม่มีหนทางกลับออกไปได้อีก



            ทุกคนในห้องตกอยู่ในความสิ้นหวัง ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้ มีเพียงคาลอสที่มองดูทุกคนด้วยสายตานิ่งเฉย แม้จะกังวล แต่เขาก็พร้อมเผชิญหน้ากับสิ่งที่ถาโถมเข้ามา เมื่อเห็นทุกคนเต็มไปด้วยความหดหู่ ชายหนุ่มจึงพูดทำลายความเงียบน่าอึมครึมนี้ทิ้ง



            “เลิกหดหู่กันได้แล้ว รับไป!” คาลอสโยนเม็ดโอสถสีแดงไปให้ทั้งสองคน คนละเม็ด นอกจากโอสถที่ซ่อนไว้ตรงอกเสื้อแล้ว เขายังมีขวดโอสถสำรองเก็บเอาไว้ในกระเป๋าสัมภาระด้วย เนื่องจากตระกูลของเขาปรุงโอสถนี้ขึ้นเอง จำนวนโอสถที่สมาชิกแต่ละคนครอบครองจึงมีอยู่ไม่ใช่น้อยๆ



            หมับ



            เม็ดยาสีแดงลอยเข้าไปในมือของทั้งหานฮวาและฮิคาริส เจ้าอ้วนฮิคาริสโยนเม็ดยาเข้าปากทันทีโดยไม่ลังเล มันเคยเห็นคาลอสใช้สิ่งนี้จนชินตาแล้ว รู้ดีว่าสิ่งนี้คืออะไร ส่วนหญิงสาวที่ใช้กระบี่ค้ำร่างตนเอาไว้มองหน้าคาลอสด้วยความงุนงง



            “โอสถรักษา ใช้มันซะ อะไรจะเกิดหลังจากนี้ก็ไม่รู้ รีบรักษาตัวให้ไวที่สุดดีกว่า” คาลอสเห็นความสงสัยบนใบหน้าของหญิงสาว จึงอธิบายออกไป รวมถึงโยนโอสถรักษาเข้าปากตนเองด้วยอีกหนึ่งเม็ด



            ร่างของทั้งสามคนถูกรักษาภายในเวลาไม่นาน อาการบาดเจ็บที่ขาของหญิงสาวดีขึ้นมาก แต่ก็ยังเดินกะเผลกอยู่เล็กน้อย



            “ยานี่? ใช้กับอเวกระดับแปดได้ด้วยงั้นหรือ?” หญิงสาวดูตกใจไม่น้อย หลังจากเข้าสู่อเวกระดับสูง หญิงสาวก็แทบไม่ได้แตะต้องโพชั่นรักษาอีกเลย เพราะโพชั่นรักษาที่สามารถรักษาอเวกระดับสูงได้ค่อนข้างหายากและมีราคาแพง ปกติหากไม่ได้มีเหตุให้ต้องเร่งรีบรักษา ทางสำนักก็จะไม่ได้นำโพชั่นระดับสูงมาใช้



            การที่อีกฝ่ายโยนยารักษาที่สามารถรักษาร่างกายของอเวกระดับสูงมาให้กันง่ายๆ เช่นนี้จึงทำให้หญิงสาวตกใจไม่น้อย



            คาลอสทำเพียงพยักหน้ารับ ก่อนจะเงยหน้ามองเพดานด้านบนเหมือนรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง