ตอนที่ 20 ขอบเขตไร้พันธนาการ (2)
บนลานกว้างหน้าศาลาเถิงม่ายศิษย์ที่เหลือยังคงอยู่ที่เดิม อาจารย์ใหญ่มองศิษย์ที่อยู่เบื้องล่าง สัมผัสความคิดภายในของแต่ละคนครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มกล่าวว่า “เมื่อเก้าปีก่อน มีปรากฏการณ์พิสดารเกิดขึ้น คือนิมิตฟ้าดินเป็นภาพหงส์ร่อนมังกรทะยานจากดินสู่ฟ้าก่อเกิดเป็นคำทำนายที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ยามที่ภาพนิมิตปรากฏคือช่วงเวลาตกฟากของมังกร มังกรจักโผนทะยานสู่สวรรค์ชั้นฟ้า เขย่าแดนเซียนปิดตายแดนมาร คืนความสงบให้แดนมนุษย์”
ศิษย์กว่าสี่สิบคนบนลานกว้างเจ้ามองข้าข้ามองเจ้า ในใจเกิดคลื่นลมโหมกระพือ คิดเชื่อมโยงบางสิ่งบางอย่าง
แล้วก็มีคนโพล่งถามออกมาว่า“ท่านอาจารย์ใหญ่หมายความว่า ศิษย์น้องเล็ก...”
อาจารย์ใหญ่ส่ายหน้า“หลังจากตรวจรากวิญญาณของเฟิงหลง ข้าพบว่าเขามีห้ารากวิญญาณหนึ่งเดียวที่โดดเด่นคือรากวิญญาณธาตุน้ำ นี่อาจเป็นสาเหตุว่าเหตุใดเขาจึงสัมผัสได้ว่าภายในค่ายกลของอาจารย์ฉี มีเพียงน้ำบ่อนั้นที่เป็นของจริงเพียงสิ่งเดียว
“ห้ารากวิญญาณ!” เสียงอุทานของศิษย์บนลานกว้างดังขึ้นรอบด้าน แต่ละคนล้วนมีสีหน้าเสียดาย
ปรมาจารย์เผยก้าวออกมาแล้วโบกพู่กันอยู่ครู่หนึ่งพลันมีภูเขา สายน้ำ วิหกปรากฏบนท้องฟ้าล่างภูเขามีหมู่บ้านและมนุษย์ธรรมดาอยู่อาศัย จากนั้นจึงพูดขึ้นว่า“แดนมนุษย์นี้มีหลายเผ่าพันธุ์อยู่ร่วม เซียน มาร ปีศาจและผู้ที่อ่อนแอจนแม้แต่แรงจะมัดไก่ฟ้าสักตัวยังไม่มีอย่างมนุษย์หากไม่มีผู้ฝึกตนเช่นพวกเจ้าคอยให้การช่วยเหลือคุ้มครองจะยังสามารถใช้ชีวิตอย่างไร้ทุกข์ไร้กังวลได้เช่นนี้หรือ เดิมทีการทดสอบพิเศษนี้ก็เพราะต้องการยืนยันให้แน่ใจว่าเฟิงหลงใช่เด็กในคำทำนายหรือไม่
แต่ยามนี้พบว่าเขามีรากวิญญาณห้าธาตุอายุเก้าขวบเพิ่งจะอยู่ขั้นเลี่ยนชี่ ความเร็วในการบำเพ็ญช้ายิ่งโอกาสจะกลายเป็นเด็กในคำทำนายริบหรี่ ในใจอาจารย์กลับรู้สึกยินดีให้เป็นเช่นนี้ผู้แบกรับความหวังของมวลมนุษย์ แม้ฟังดูยิ่งใหญ่แต่ขณะเดียวกันเขาก็ต้องกลายเป็นศัตรูกับผู้แข็งแกร่งหลายฝ่ายหากถูกค้นพบตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็มีแต่จะตายเร็วขึ้น”
อาจารย์เผยโบกมือลบภาพภูเขาสายน้ำที่ภินท์พังเพราะการต่อสู้ระหว่างเซียนมารทิ้งไป
อาจารย์ใหญ่จึงกล่าวต่อไปว่า “ยามนี้เสี่ยวเฟิงหลงคือศิษย์น้องของพวกเจ้าแล้วเขามีรากวิญญาณห้าธาตุ แม้ความก้าวหน้าด้านการฝึกตนอาจช้าไปบ้าง ก็อย่าได้กดดันเขาอย่าให้คำว่ารากวิญญาณขยะออกมาจากปากศิษย์พี่อย่างพวกเจ้า พวกเจ้าคือบัณฑิตเป็นวิญญูชนผู้ถ่อมตน หากสนใจเพียงผู้มีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญตน ก็คงไม่มีเพียงพวกเจ้าสี่สิบคนนี้สถานศึกษาแห่งนี้คงกลายเป็นสำนักศึกษาไปแล้ว”
“น้อมรับคำสั่งสอนของท่านอาจารย์!” ศิษย์บนลานกว้างประสานมือโค้งกายคำนับ รับคำสอนอย่างพร้อมเพรียง
ข่าวการทดสอบศิษย์ใหม่แพร่ออกไปทั่วหยุนหนานไม่ใช่การรับศิษย์เงียบๆ เช่นที่คนเขาใจกันในคราวแรกแต่เป็นการทดสอบใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ศิษย์ใหม่ผู้นี้ก็ยังคงผ่านการทดสอบเข้าเรียนในสถานศึกษาอันดับหนึ่งของหยุนหนานได้
โต๊ะพนันเปรมปรีฉู่ป้าเฉียวก็ยิ่งกว่าปรีดา เดิมพันสามหัวข้อ เขาแทงถูกรับทรัพย์มาอื้อจึงใจดีจัดเลี้ยงโต๊ะใหญ่เฉลิมฉลองที่คุณชายน้อยเข้าเรียนสำเร็จ
ปรมาจารย์เผยได้ยินมาว่าอักษรที่ซือเฟิงหลงประดิษฐ์ยังคงถูกเก็บไว้ในห้องของอาจารย์ใหญ่สำนักศึกษาจึงได้ถือโอกาสยามที่พาซือเฟิงหลงกลับไปเยี่ยมบ้านแวะไปดูครู่หนึ่ง
ยามที่อาจารย์ใหญ่สำนักศึกษากลับมาที่ห้องอีกครั้งถาดอักษรของซือเฟิงหลงก็หายไปแล้ว เหลือเพียงข้อความหนึ่งลอยค้างอยู่กลางอากาศ
ใจความว่า ‘คุณค่าของอักษรนี้ ศิษย์สำนักศึกหลวงคงมองไม่เห็น ข้าขอรับอักษรประดิษฐ์ของศิษย์ข้าไปละนะ’
เมื่อปราชญ์อักษรทราบข่าว เขาถึงกับคร่ำครวญเสียอกเสียใจอยู่นานบ่นฟ้า ตัดพ้อดิน ทอดถอนว่าคนขาดคุณธรรม ตำหนิมาถึงอาจารย์ใหญ่ทั้งที่มีการแข่งขันกันใหญ่โตเพียงนี้กลับไม่ออกหน้ารั้งตัวคนไว้ ตอนนี้ดีเลยคนกลายเป็นศิษย์สถานศึกษาอื่นแล้ว แม้แต่ผลงานที่ทิ้งไว้ก็ยังถูกฉกไปเหลือไว้เพียงผลงานระดับรองเท่านั้น
ลมเหมันต์พัดผ่านหยุนหนานอันกว้างใหญ่ทะเลสาบต้าไห่แผ่ไพศาล สายน้ำกว้างไกลประหนึ่งทะเลตะวันออก เถาฮวา(ดอกท้อ)ผลิแย้มวสันต์เยือนกลาย
หลังปีใหม่จำนวนเรือสำราญก็มีมากขึ้น บนผืนน้ำล้วนมีเรือสำราญผุดขึ้นราวกับหน่อไม่หลังฝนส่วนใหญ่จะล่องเลียบไปตามตลิ่ง ล่องนาวา ชมบุปผา ร่ายบทกวี
ใจกลางทะเลสาบยามนี้กลับมีเงาร่างสายหนึ่งปรากฏขึ้นไกลๆกำลังเคลื่อนที่เข้าหาฝั่งด้วยความเร็วสูง พริบตาต่อมาก็มีเงาของวัตถุอีกเงาหนึ่งตามมาด้านหลังจากนั้นจุดเล็กๆ อีกจุดก็ปรากฏขึ้นเหล่าสตรีบนเรือที่พบเห็นภาพเหตุการณ์อดรู้สึกหวั่นวิตกไม่ได้จึงพากันอุทานชี้ชวนให้ผู้คนหันไปมอง
ผู้คุ้มกันเรือมารวมตัวกันมือจับอาวุธพร้อมรับสถานการณ์ทุกเมื่อวิธีการของอีกฝ่ายบ่งบอกว่าเป็นเหล่าเซียนบนภูเขาไม่ผิดแน่หากต้องสู้กันขึ้นมาจริงๆ คงไม่ต่างจากเอาเอาไข่ไปกระทบหินแม้ในใจเต้นระทึกแต่ไม่อาจละทิ้งหน้าที่วิ่งหนีเอาตัวรอดได้
ร่างที่พุ่งนำมาด้านหน้าค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเป็นดรุณสวมชุดขาวผู้งามสง่า เหยียบยืนอยู่บนกระบี่บินบินต่ำจนผิวน้ำแหวกออกเป็นทางด้านหลังคือเรือยันต์ลำน้อยลอยเหนือผิวน้ำครึ่งช่วงตัว มีบัณฑิตหนุ่มสามคนยืนอยู่บนเรือท่วงท่าสง่างามไม่เปื้อนธุลี ด้านหลังกลับเป็นร่างเล็กๆของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งกำลังวิ่งบนผิวน้ำตามมาด้านหลังอย่างสุดกำลังปากก็ร้องตะโกนไปพลาง
“ศิษย์พี่!ข้าจะหมดแรงแล้ว รอข้าด้วย!”
เบื้องหน้าของพวกเขาคือเรือสำราญลำหนึ่งผู้คนบนเรือล้วนพากันมามุงดูเหตุการณ์ในครั้งนี้เฉินเจียหลางจึงเชิดปลายกระบี่ขี้บินข้ามเรือไปโดยตรงส่งผลให้น้ำพุ่งตามราวกับเกลียวคลื่น สาดโดนคนบนเรือไปไม่น้อยบัณฑิตหนุ่มไม่ลืมประสานมือกล่าวขออภัย
“ขออภัยท่านทั้งหลาย ข้าขอผ่านทางแล้ว”
จากนั้นเรือยันต์ที่ตามมาด้านหลังก็ลอยข้ามไปอีกแม้น้ำจะไม่กระเด็นใส่ใคร แต่บัณฑิตหนุ่มทั้งสามก็ยังประคองมือคาราวะกล่าวว่า“ล่วงเกินแล้ว”
ผู้คนบนเรือยังอยู่ในอาการตกตะลึงบัณฑิตสี่คนก็บินผ่านศีรษะไปเช่นนี้เมื่อรู้ตัวอีกทีก็มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งมาหยุดอยู่เหนือผิวน้ำยืนหอบหายใจราวกับม้าที่วิ่งมาพันลี้เขาแหงนหน้ามองเงาหลังของบัณฑิตก่อนหน้าอย่างท้อแท้ บ่นพึมพำว่า“พวกท่านใจร้ายเกินไปแล้ว ทิ้งข้าไว้เช่นนี้หรือ?”
เขาย่ำปลายเท้าลงบนผิวน้ำเบาๆร่างก็ดีดตัวขึ้นกลางอากาศ กำลังจะพุ่งตัวผ่านไปสายตาก็เหลือบไปเห็นบุรุษสตรีเบื้องล่าง ต่างมีเนื้อตัวเปียกมะลอกมะแลกพลันรู้สึกละอายใจจึงประสานมือกล่าวว่า “ขออภัยที่รบกวนความสำราญของทุกท่าน”
จากนั้นก็ซัดยันต์สี่แผ่นแปะลงบนกาบเรือสี่ด้านอุณหภูมิบนเรือพลันอบอุ่น ลมอุ่นพัดวนไปรอบตัวเรือจนทั่วราวกับสายลมคิมหันต์ทำให้เสื้อผ้าอาภรณ์ที่เปียกชื้นค่อยๆ แห้งลงจากนั้นกระดาษยันต์ก็กลายเป็นขี้เถ้ากองหนึ่ง
ผู้โดยสารบนเรืออุทานขึ้นพร้อมกันประหนึ่งเพิ่งฟื้นคืนสติ บัณฑิตขี่กระบี่บิน บัณฑิตขี่เรือบินบัณฑิตน้อยวิ่งบนผิวน้ำ
พวกเขาเพิ่งจะได้พบเซียนซือน้อยตัวเป็นๆแท้ๆ แต่กลับไม่ได้สนทนาปราศรัยด้วยสักคำ
“คงเป็นศิษย์ชั้นในของสถานศึกษาม่ออู๋หยาเป็นแน่”
“เหตุใดข้าไม่เคยรู้ว่าสถานศึกษาม่ออู๋หยามีศิษย์อายุน้อยเพียงนี้”
“ท่านลืมไปแล้วหรือเมื่อสองปีก่อนมีการรับศิษย์ในช่วงเวลาพิเศษเด็กคนนั้นสามารถผ่านการทดสอบทั้งสามหัวข้อ กลายเป็นศิษย์ชั้นในที่อายุน้อยที่สุด!”
“ก็คือเด็กคนนั้น?”
ทุกคนต่างจดจำภาพบัณฑิตทั้งห้าคนไว้ภายในใจของพวกเขาล้วนมีภาพที่แตกต่างกัน
บ้างก็เป็นภาพของบัณฑิตหนุ่มรูปงามบนกระบี่บินบ้างก็คิดถึงบัณฑิตหนุ่มทั้งสามที่ยืนนิ่งๆ บนเรือบิน ความสง่างามนั้นเหนือสามัญคนอีกจำนวนมากที่รู้สึกตื้นตันใจที่บัณฑิตน้อยใช้วิชาเซียนทำให้อาภรณ์ของพวกเขาแห้งไปในเวลาอันรวดเร็ว
ภูเขาตงซานฉีตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเฉียงเหนือของทะเลสาบต้าไห่ ซือเฟิงหลงทะยานลมมาถึงตีนเขาด้วยสภาพเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าใบหน้าซีดเหลือง ดวงตาไร้ชีวิตชีวาราวกับปลาตายจากนั้นจึงค่อยเดินขึ้นเขาไปทีละก้าวผ่านกลุ่มนักเรียนชั้นนอกที่เพิ่งออกมาจากหอตำราต้องรับการคาราวะจากบัณฑิตที่อายุมากกว่ากลุ่มแล้วกลุ่มเล่า
“ศิษย์พี่”บัณฑิตหนุ่มทั้งหลายประสานมือทักทาย
ซือเฟิงหลงหยุดเดิน ประสานมือคาราวะกลับฝืนยิ้มซีดเซียวก่อนจะเดินต่อ
พอคล้อยหลังซือเฟิงหลงเหล่าบัณฑิตก็หันมาพูดคุยกันเอง “เหตุใดศิษย์พี่เฟิงหลงจึงดูกระเซอะกระเซิงนัก”
บัณฑิตอีกคนตั้งข้อสังเกตุ “ได้ยินมาว่าก่อนหน้านี้ศิษย์ชั้นในออกไปหาประสบการณ์ข้างนอกหรือจะพบกับคู่ต่อสู้ฝีมือฉกาจรับมือยาก”
“จริงสิ! นี่ก็ใกล้จะถึงกำหนดแข่งบัณฑิตชั้นในแล้วมิน่าเล่าข้าจึงได้เห็นศิษย์พี่ทั้งหลายทะยอยกลับมากันแล้ว”
เสียงของบัณฑิตชั้นนอกกลุ่มนั้นค่อยๆเบาลง เงาร่างของพวกเขากำลังมุ่งลงจากเขา เพื่อกลับไปยังยอดเขาชุ่ยจู๋ไห่อันเป็นพื้นที่ของศิษย์ชั้นนอก
บัณฑิตหนุ่มสวมชุดขาวผู้หนึ่งก้าวออกมาจากหลังต้นไม้ในอ้อมแขนอุ้มลูกสุนัขจิ้งจอกสีขาวหิมะไว้ตัวหนึ่ง ตามองตามเงาหลังของบัณฑิตกลุ่มนั้นไปจนลับตาก่อนจะหมุนกายทะยานร่างไปทางยอดเขาหนานว่างซิง พลางพูดกับจิ้งจอกน้อยเบาๆ “เจ้าว่าคนที่เรียนกับปรมาจารย์ทั้งห้ามาสามปีแล้วแต่ขั้นพลังกลับไม่ขยับขึ้นแม้แต่น้อยยังสมควรจะเรียกตัวเองว่าเป็นศิษย์ชั้นในอยู่อีกหรือ...เจ้าก็คิดว่าไม่หรือ?เช่นนั้นการแข่งขันบัณฑิตปีนี้ข้าขอท้าสู้กับเขาคงได้สินะ”
จิ้งจอกน้อยดิ้นจะออกจากอ้อมกอดของของบัณฑิตหนุ่มแต่ก็ไม่เป็นผล มันส่งเสียงไม่พอใจออกมาทางจมูกจึงถูกอีกฝ่ายหิ้วหลังคอขึ้นแล้วโยนออกไปกลางอากาศ “เด็กดื้อต้องได้รับการสั่งสอนหาทางกลับเองก็แล้วกัน”
ร่างสีขาวตะกายขาสี่ข้างกลางอากาศขนบนร่างชี้ฟูราวกับเพียงพอนพองขนเสียงร้องแหลมของมันดังลับหายไปใต้ผืนป่าเบื้องล่าง บัณฑิตหนุ่มปรายตามองแวบเดียวก็ทะยานร่างจากไป