หลังจากเดตแรกผ่านไปแบบเรียบง่ายแต่กลับทำให้แพรพิมนึกถึงอยู่หลายวัน ความสัมพันธ์ของเธอกับคินธารก็เหมือนเดินหน้าไปอีกขั้นโดยไม่ต้องมีใครประกาศอะไรชัดเจน ทั้งคู่ยังคงไม่ได้เรียกกันว่าแฟนและไม่ได้พูดถึงสถานะต่อหน้าคนอื่น แต่ความรู้สึกกลับชัดจนแทบไม่ต้องถามแล้วว่าต่างคนต่างกำลังให้ความสำคัญกับอีกฝ่ายมากแค่ไหน เพราะจากเดิมที่เคยทักกันเพียงเพราะมีเื่งาน วันนี้กลับมีทั้งข้อความถามว่าเหนื่อยไหม กินข้าวหรือยัง หรือแม้แต่ส่งรูปอาหารที่เจอแล้วคิดว่าอีกคนอาจชอบ ซึ่งทั้งหมดดูธรรมดามาก แต่สำหรับคนสองคนที่เคยใช้ทุกอย่างเป็ข้ออ้างเื่งาน มันกลับเป็สัญญาณชัดว่าโลกส่วนตัวเริ่มเปิดให้กันมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วจริง ๆ
เช้าวันหนึ่ง แพรพิมนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานพร้อมแก้วกาแฟในมือและกำลังเปิดอ่านข้อความจากคินธารที่ส่งมาั้แ่เช้าตรู่ เขาเพียงบอกว่าวันนี้ต้องออกไปประชุมข้างนอกทั้งวันและอาจตอบช้า พร้อมกำชับสั้น ๆ ว่าอย่าลืมกินข้าวกลางวันเพราะ่นี้เธอมักทำงานจนลืมเวลา คำเตือนซึ่งเคยฟังเหมือนการแซว วันนี้กลับกลายเป็เื่ที่แพรพิมรู้สึกดีทุกครั้งที่ได้เห็นจนตัวเองเริ่มไม่อยากยอมรับว่าชินกับการมีใครสักคนคอยใส่ใจแบบนี้ไปแล้ว
มิ้นท์ซึ่งเดินผ่านมาเห็นรอยยิ้มของเธออีกครั้งก็ถอนหายใจแบบขำ ๆ ก่อนถามว่า “่นี้มือถือมีอะไรดีขนาดนั้นเหรอแพร ทำไมเปิดทีไรยิ้มทุกที”
แพรพิมรีบวางโทรศัพท์ลงแล้วตอบว่า “พี่อย่าเพิ่งเริ่มค่ะ วันนี้หนูยังไม่พร้อมโดนแซวแต่เช้า”
“พี่ไม่ได้แซว แค่สังเกตเฉย ๆ”
“คำว่าสังเกตของพี่น่ากลัวพอ ๆ กับคุณคินธารเลยนะคะ”
มิ้นท์หัวเราะแล้วตอบว่า “โอเค งั้นพี่ไม่พูดต่อก็ได้ แต่่นี้ดูมีความสุขก็ดีแล้ว”
แพรพิมเงียบไปนิดหนึ่งก่อนยิ้มแบบอ่อนลง เพราะถึงจะยังไม่มีสถานะ แต่ความสุขนั้นมีอยู่จริง และมันไม่ได้เกิดจากคำพูดหวาน ๆ อย่างเดียว หากมาจากการที่คินธารฟังเธอจริง จำเื่เล็กได้จริง และไม่เคยใช้ความรู้สึกเป็เหตุผลผลักให้เธอต้องรีบตอบอะไรเลย ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้แพรพิมเริ่มรู้สึกว่าความสัมพันธ์ครั้งนี้อาจน่าเชื่อถือกว่าที่เคยกลัวไว้ั้แ่แรก
แต่ความสงบอยู่ได้ไม่นาน เพราะ่สายมีอีเมลแจ้งว่าคินธารจะต้องร่วมเดินทางไปต่างจังหวัดกับทีมพันธมิตรธุรกิจสองวันเพื่อดูโครงการใหม่ และหนึ่งในรายชื่อที่เดินทางไปด้วยก็คือลลิน ผู้หญิงคนเดิมซึ่งเคยทำให้แพรพิมรู้สึกหึงจนตัวเองยังอายเมื่อนึกย้อนกลับไป
ทันทีที่เห็นชื่อ แพรพิมก็รู้สึกสะดุดแบบช่วยไม่ได้ แม้เหตุผลทั้งหมดจะชัดเจนว่าเป็เื่งานและมีคนเดินทางไปอีกหลายคน แต่ความรู้สึกหวงกลับโผล่ขึ้นมาก่อนตรรกะอีกครั้งจนต้องรีบปิดอีเมลแล้วหายใจเข้าลึกเหมือนกำลังเตือนตัวเองว่าอย่าเพิ่งสร้างเื่จากสิ่งที่ยังไม่มีอะไร
มิ้นท์สังเกตสีหน้าเธอแล้วถามทันทีว่า “เป็อะไรอีกแล้ว”
แพรพิมตอบเบา ๆ “ไม่มีอะไรค่ะ แค่คุณคินธารต้องไปต่างจังหวัดกับทีม”
“แล้ว?”
เธอลังเลก่อนตอบ “คุณลลินไปด้วย”
มิ้นท์มองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดตรง ๆ ว่า “ถ้ารู้สึกหึงก็ยอมรับกับตัวเองได้นะ แต่เื่นี้มันก็เป็งานจริง ๆ แพรต้องแยกให้ออกว่าอะไรคือความรู้สึก แล้วอะไรคือข้อเท็จจริง”
แพรพิมพยักหน้า “หนูรู้ค่ะ แค่ยังไม่ชินกับการต้องไว้ใจใครในสถานการณ์แบบนี้”
มิ้นท์ยิ้มบาง “งั้นก็นี่แหละ โอกาสฝึกของจริง”
คำพูดนั้นติดอยู่ในหัวแพรพิมตลอดทั้งวัน เพราะเธอเริ่มเห็นชัดว่าการชอบใครสักคนไม่ใช่แค่รู้สึกดีเวลาอยู่ใกล้ แต่ยังหมายถึงการยอมให้อีกฝ่ายมีชีวิตของเขาโดยที่เราไม่ต้องรู้ทุกนาที และความไว้ใจจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีบางอย่างที่เราไม่สามารถควบคุมได้จริง ๆ
่พักเที่ยง คินธารส่งข้อความมาหาตามปกติว่า “กินข้าวหรือยังครับ”
แพรพิมมองอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “กินแล้วค่ะ เห็นอีเมลแล้วนะคะว่าคุณต้องไปต่างจังหวัด”
คินธารตอบ “ครับ สองวัน เดี๋ยวผมส่งรายละเอียดงานไว้ให้ทีมก่อน”
เธอลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนพิมพ์ต่อว่า “คุณลลินไปด้วยใช่ไหมคะ”
อีกฝ่ายเงียบไปไม่กี่วินาทีก่อนตอบว่า “ใช่ครับ แล้วคุณกำลังหึงหรือเปล่า”
แพรพิมหัวเราะออกมาเบา ๆ เพราะคินธารจับได้เร็วเกินไปทุกครั้ง ก่อนจะพิมพ์ตอบตามตรงว่า “นิดหนึ่งค่ะ แต่หนูรู้ว่าเป็งาน”
คินธารตอบกลับ “ขอบคุณที่พูดตรงนะครับ แล้วไม่ต้องกังวล ผมไปทำงานจริง ๆ”
แพรพิมพิมพ์ทันที “หนูรู้ค่ะ ไม่ต้องอธิบายเยอะก็ได้ เดี๋ยวเหมือนหนูสอบสวน”
อีกฝ่ายตอบ “แต่ถ้าคุณไม่สบายใจ ผมอยากให้ถามมากกว่าเก็บไปคิดเองครับ”
ประโยคนั้นทำให้แพรพิมเงียบลงเล็กน้อย เพราะมันต่างจากสิ่งที่เธอเคยกลัวมาตลอดว่าความสัมพันธ์จะกลายเป็พื้นที่ซึ่งต้องเดาใจหรือซ่อนความรู้สึกเพื่อไม่ให้ดูงี่เง่า คินธารกลับทำให้การพูดตรงเป็เื่ธรรมดาและไม่เอาความรู้สึกของเธอไปล้อเลียนจนเสียความมั่นใจ
เธอจึงตอบว่า “งั้นตกลงค่ะ ถ้าหนูหึงก็จะบอก แต่ห้ามหัวเราะนะ”
คินธารตอบทันที “สัญญาครับ แต่ถ้าน่ารักมากอาจยิ้มได้”
แพรพิมพิมพ์กลับ “นี่ไง เริ่มแล้ว”
คินธารตอบด้วยอีโมจิยิ้มเพียงตัวเดียว และแค่นั้นก็ทำให้ความกังวลในใจลดลงมากกว่าที่แพรพิมคาด เพราะบางครั้งสิ่งที่้าไม่ใช่คำอธิบายยาว แต่คือการรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้ทำให้ความรู้สึกของเรากลายเป็เื่น่ารำคาญ
ก่อนเดินทางหนึ่งวัน คินธารกับแพรพิมได้มีโอกาสนั่งคุยกัน่เย็นสั้น ๆ ที่ร้านกาแฟเดิม เขาไม่ได้พูดเื่งานมากนัก แต่กลับถามว่า “คุณเคยมีปัญหาเื่ความไว้ใจในความสัมพันธ์เก่าหรือเปล่าครับ”
แพรพิมนิ่งไปนิดหนึ่งก่อนตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า “มีค่ะ ไม่ได้ถึงขั้นนอกใจ แต่สมัยก่อนแฟนเก่าหนูชอบทำให้รู้สึกว่าถ้าหนูถามอะไรแปลว่าหนูงี่เง่า แล้วสุดท้ายหนูก็เลยเลิกถามทั้งที่ข้างในคิดเต็มไปหมด พอจบความสัมพันธ์นั้น หนูเลยรู้ว่าตัวเองไม่อยากอยู่กับคนที่ทำให้ต้องกลัวการพูดความรู้สึกอีก”
คินธารพยักหน้าอย่างเข้าใจ “งั้นผมอยากให้คุณถามได้ครับ ต่อให้คำถามนั้นฟังดูไม่มีเหตุผลในตอนแรกก็ไม่เป็ไร เราค่อยคุยกันได้”
แพรพิมมองเขาแล้วถามแบบติดเล่นว่า “แล้วถ้าวันหนึ่งหนูถามว่าคุณคุยกับผู้หญิงคนนี้ทำไม คุยนานแค่ไหน กินข้าวด้วยหรือยัง คุณจะยังใจเย็นอยู่ไหม”
คินธารหัวเราะ “ถ้าทุกวันก็คงต้องคุยกันเื่ขอบเขตครับ แต่ถ้าเป็บางครั้งเพราะคุณไม่สบายใจ ผมคิดว่าคุยได้”
แพรพิมยิ้ม “โอเคค่ะ ฟังดูมีเหตุผลกว่าที่คิด”
“แล้วคุณล่ะ ถ้าผมหึงบ้างจะเป็ไรไหม”
เธอหัวเราะทันที “คุณก็หึงไปแล้วั้แ่เื่ภาคินไม่ใช่เหรอคะ”
คินธารยิ้ม “จริงครับ งั้นถือว่าเสมอกัน”
บรรยากาศสบายขึ้นอีกครั้ง และก่อนแยกกัน คินธารพูดขึ้นว่า “สองวันที่ผมไม่อยู่ ถ้ามีอะไรในงานก็ถามหัวหน้าทีมได้ก่อนนะครับ ไม่ต้องรอผม”
แพรพิมพยักหน้า “ค่ะ แล้วคุณก็ทำงานของคุณไป ไม่ต้องรายงานทุกชั่วโมงนะคะ หนูไม่ได้ขนาดนั้น”
คินธารมองเธอแล้วยิ้ม “แต่ถ้าผมอยากทักเองล่ะครับ”
แพรพิมชะงักแล้วตอบเบา ๆ “อันนั้นก็อีกเื่ค่ะ”
วันเดินทางมาถึง คินธารออกั้แ่เช้ามืด และแพรพิมตื่นมาเห็นข้อความซึ่งเขาส่งไว้ว่า “ออกเดินทางแล้วนะครับ คุณนอนต่อได้เลย ไม่ต้องตอบตอนนี้” เธออ่านแล้วรู้สึกทั้งขำและอบอุ่น เพราะแม้จะบอกว่าไม่ต้องรายงาน แต่เขาก็ยังส่งมาอยู่ดี
ตลอดวันแรก คินธารไม่ได้ทักบ่อยเกินไปจริง เขาส่งเพียง่พักว่าเดินทางถึงแล้วและส่งรูปวิวจากพื้นที่โครงการมาให้ดูพร้อมข้อความว่า “ตรงนี้ถ้าไม่มีงานก็น่ามาเที่ยวครับ”
แพรพิมตอบ “คุณไปทำงานค่ะ อย่าเพิ่งวางแผนเที่ยว”
คินธารตอบ “ผมแค่คิดว่า ถ้าวันหนึ่งคุณมา น่าจะชอบ”
ประโยคนั้นทำให้แพรพิมยิ้มอยู่กับหน้าจอ เพราะเขาเริ่มพูดถึงอนาคตเล็ก ๆ ที่มีเธออยู่ในนั้นโดยไม่ทำให้ดูเป็คำสัญญาใหญ่เกินไป และมันกลับให้ความรู้สึกอบอุ่นอย่างแปลกประหลาด
่เย็น คินธารบอกว่าทีมทั้งหมดกำลังไปกินข้าวร่วมกันและอาจตอบช้าหน่อย แพรพิมตอบเพียงว่า “โอเคค่ะ เที่ยว เอ๊ย ทำงานให้สนุกนะคะ” แล้วพยายามไม่คิดต่อว่อลลินนั่งตรงไหนหรือคุยอะไรกัน เพราะรู้ดีว่าความไว้ใจไม่ได้แปลว่าห้ามความรู้สึกหึงเกิดขึ้น แต่คือการไม่ปล่อยให้ความรู้สึกนั้นเขียนเื่ขึ้นมาเองโดยไม่มีข้อมูลจริง
คืนนั้นเธอใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ดูซีรีส์ และพยายามไม่หยิบมือถือขึ้นมาบ่อยเกินไป แม้ในใจจะอยากรู้ว่าเขากลับถึงที่พักหรือยัง สุดท้ายก่อนนอนข้อความจากคินธารก็มาถึง
“กลับถึงโรงแรมแล้วครับ วันนี้เหนื่อยมาก”
แพรพิมตอบ “งั้นรีบพักค่ะ พรุ่งนี้ยังมีงานต่อ”
เขาพิมพ์กลับ “คิดถึงนะครับ”
แพรพิมนิ่งไปทันที เพราะคำนี้ครั้งก่อนยังเกิดจากการหยอกกัน แต่รอบนี้กลับมาตรง ๆ แบบไม่มีประโยคอื่นคั่นจนหัวใจเธอเต้นแรงขึ้นทันที
เธอพิมพ์ตอบช้า ๆ ว่า “หนูก็คิดถึงค่ะ แต่ห้ามเอาไปล้อทีหลังนะ”
คินธารตอบ “ไม่ล้อครับ เก็บไว้ดีใจคนเดียว”
แพรพิมยิ้มจนต้องปิดหน้าจอแล้วเอาหมอนมากอด เพราะแม้ไม่ได้อยู่ใกล้กัน ความรู้สึกกลับชัดกว่าหลายวันที่เจอกันเสียอีก และนี่ทำให้เธอเริ่มเข้าใจว่าความคิดถึงไม่ได้เกิดเพราะเห็นหน้าไม่พอ แต่เกิดเพราะคนคนนั้นกลายเป็ส่วนหนึ่งของจังหวะชีวิตไปแล้วจริง ๆ
วันที่สองของการเดินทางกลับไม่ได้ราบรื่นเท่าที่คิด เพราะ่บ่ายมีภาพจากงานถูกโพสต์ลงช่องทางภายในบริษัท และหนึ่งในภาพนั้นเป็ภาพคินธารกับลลินยืนอยู่ข้างกันค่อนข้างใกล้เพราะกำลังดูเอกสารบนโต๊ะเดียวกัน ถึงจะเป็ภาพงานชัดเจนและมีคนอื่นอยู่รอบ ๆ แต่แค่เห็นก็ทำให้แพรพิมรู้สึกสะดุดขึ้นมาแบบไม่ตั้งใจ
เธอมองภาพอยู่นานก่อนล็อกหน้าจอแล้วพยายามหันกลับไปทำงาน แต่สมาธิกลับหายไปเสียจนอ่านตัวเลขซ้ำอยู่หลายรอบ มิ้นท์สังเกตเห็นและถามทันทีว่า “เห็นรูปแล้วใช่ไหม”
แพรพิมพยักหน้า “ค่ะ รู้ว่าไม่มีอะไร แต่ใจมันก็มีนิดหนึ่ง”
มิ้นท์ตอบอย่างใจเย็น “ความรู้สึกเกิดได้ แต่แพรต้องตัดสินใจว่าจะเชื่ออะไร ระหว่างภาพหนึ่งรูปกับสิ่งที่คินธารแสดงให้แพรเห็นมาตลอด”
คำพูดนั้นทำให้แพรพิมเงียบไป เพราะมันตรงมากจนเถียงไม่ออก และท้ายที่สุดเธอก็เลือกไม่ส่งข้อความถามหรือประชดอะไรทั้งนั้น เพราะถ้าความสัมพันธ์จะไปต่อจริง ความไว้ใจต้องมีพื้นที่มากกว่าการตรวจสอบทุกภาพที่เห็น
่ค่ำ คินธารเป็ฝ่ายทักมาก่อนตามปกติว่า “วันนี้เหนื่อยไหมครับ”
แพรพิมตอบ “นิดหน่อยค่ะ แล้วคุณล่ะ”
เขาตอบ “เหนื่อยครับ แต่พรุ่งนี้กลับแล้ว”
เธอมองหน้าจออยู่ครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจพูดตรงตามที่ตกลงกันไว้ “วันนี้หนูเห็นรูปในช่องบริษัทนะคะ รูปที่คุณยืนกับคุณลลิน”
คินธารตอบกลับเร็วมาก “เห็นแล้วครับ คุณไม่สบายใจเหรอ”
แพรพิมพิมพ์ตามจริงว่า “มีนิดหนึ่งค่ะ แต่หนูรู้ว่าเป็งาน เลยไม่ได้อยากถามอะไร แค่อยากบอกตามที่เราตกลงกันว่าไม่เก็บไว้คิดเอง”
คินธารเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบ “ขอบคุณครับที่บอก ผมอยากให้เป็แบบนี้มากกว่า แล้วถ้าช่วยให้สบายใจขึ้น ผมกับลลินไม่มีอะไรนอกเหนือจากงานจริง ๆ”
เธอพิมพ์กลับ “โอเคค่ะ แค่นี้ก็พอ ไม่ต้องอธิบายต่อแล้ว”
คินธารตอบ “ผมดีใจนะที่คุณเลือกพูด ไม่เลือกประชดผม”
แพรพิมหัวเราะแล้วพิมพ์ “จริง ๆ มีประโยคประชดในหัวประมาณห้าประโยคค่ะ แต่เลือกไม่ส่ง”
คินธารตอบ “ขอบคุณมากครับ ผมซาบซึ้ง”
เธอพิมพ์ “อย่ากวนค่ะ”
บทสนทนาง่าย ๆ นั้นกลับช่วยให้ความรู้สึกหนักในใจหายไปแทบหมด และแพรพิมก็เริ่มรู้ว่าความไว้ใจไม่ได้สร้างจากการไม่หึงเลย หากสร้างจากการสามารถพูดถึงความหึงโดยไม่ทำร้ายกัน และอีกฝ่ายก็ไม่ทำให้เรารู้สึกว่าความรู้สึกของเราไร้สาระ
วันถัดมา คินธารกลับเข้าบริษัทใน่บ่ายและทั้งสองเจอกันครั้งแรกหลังห่างกันสองวัน แม้จะเป็เวลาไม่มาก แต่ทันทีที่เห็นหน้า แพรพิมก็รู้สึกว่าตัวเองคิดถึงจริงกว่าที่เคยพูดออกไปเสียอีก เธอพยายามทำตัวปกติ แต่รอยยิ้มกลับชัดจนคินธารจับได้ทันที
ระหว่างเดินผ่านโต๊ะ เขาพูดเบา ๆ ว่า “คิดถึงผมจริงด้วยนะครับ”
แพรพิมทำหน้ามุ่ย “คุณนี่ชอบทวงคำพูดนะ”
“ก็ผมดีใจครับ”
“ทำงานก่อนค่ะ คนมองอยู่”
คินธารพยักหน้าแล้วเดินต่อ แต่พอผ่านไปไม่กี่นาที ข้อความก็เด้งขึ้นมาในโทรศัพท์ของแพรพิม
“เย็นนี้เจอกันได้ไหมครับ”
เธอตอบ “ได้ค่ะ”
เขาพิมพ์ต่อ “ไม่มีงานนะครับ แค่อยากเจอ”
แพรพิมมองหน้าจอแล้วรู้สึกว่าทั้งสองเดินมาไกลจากวันแรกมากจริง ๆ เพราะตอนนั้นแค่เจอหน้าก็อยากหลบ แต่วันนี้คนเดียวกันกลับเป็คนที่เธออยากเจอหลังไม่ได้เห็นเพียงสองวัน
่เย็น ทั้งสองไปนั่งที่ร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งหนึ่งและบรรยากาศก็เหมือนการกลับมาอยู่ในพื้นที่ของตัวเองอีกครั้ง คินธารถามขึ้นตรง ๆ ว่า “่ที่ผมไม่อยู่ คุณรู้สึกยังไงบ้างครับ”
แพรพิมคิดนิดหนึ่งก่อนตอบ “คิดถึงค่ะ แล้วก็มีหึงบ้าง แต่สิ่งที่รู้สึกชัดที่สุดคือหนูดีใจที่เราคุยกันได้โดยไม่ต้องหลบความรู้สึก”
คินธารพยักหน้า “ผมก็รู้สึกเหมือนกันครับ และผมคิดว่าถ้าเราจะไปต่อ เื่ไว้ใจกันสำคัญมาก”
แพรพิมยิ้ม “นี่เหมือนประชุมความสัมพันธ์เลยนะคะ”
คินธารหัวเราะ “ขอโทษครับ ภาษางานมาอีกแล้ว”
“แต่รอบนี้หนูยอมค่ะ เพราะเื่นี้สำคัญจริง”
เขามองเธอแล้วพูดเบาลงว่า “ผมไม่อยากให้คุณต้องเชื่อผมเพราะผมพูดเก่งหรือสัญญาอะไร ผมอยากให้คุณดูจากสิ่งที่ผมทำไปเรื่อย ๆ มากกว่า”
แพรพิมเงียบไปครู่หนึ่งก่อนตอบ “หนูก็เหมือนกันค่ะ หนูอาจหึง อาจกลัว หรือบางวันอาจคิดมาก แต่จะพยายามพูดตรง ไม่ใช้ความเงียบลงโทษคุณ”
คินธารยิ้ม “ตกลงครับ”
เธอหัวเราะ “เดี๋ยวนะ ทำไมเราพูดเหมือนกำลังเซ็นสัญญาอีกแล้ว”
“อันนี้ไม่มีเอกสารครับ สบายใจได้”
ทั้งคู่หัวเราะพร้อมกันและความรู้สึกระหว่างกันก็กลับเบาลงอีกครั้ง แต่ภายใต้เสียงหัวเราะนั้นมีบางอย่างมั่นคงขึ้นกว่าเดิม เพราะทั้งสองเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความสัมพันธ์ไม่สามารถอยู่ด้วยความรู้สึกดีเพียงอย่างเดียว หากต้องมีพื้นที่สำหรับความไม่สบายใจ ความหึง ความกลัว และการพูดเื่ที่อาจทำให้บรรยากาศไม่หวานด้วย
ก่อนแยกกัน คินธารพูดขึ้นว่า “แพรพิมครับ”
เธอหันไปมอง “คะ”
“ผมรู้ว่าเรายังไม่ได้เป็แฟนกัน แต่ตอนนี้ผมไม่ได้คุยหรือมองหาใครอื่นในแบบนี้นะครับ ผมอยากให้คุณรู้ไว้”
แพรพิมนิ่งไปเล็กน้อยก่อนตอบด้วยรอยยิ้มอ่อน ๆ ว่า “หนูก็เหมือนกันค่ะ”
คินธารมองเธอแล้วถาม “งั้นเรากำลังทำตัวเหมือนแฟนโดยไม่เรียกว่าแฟนอยู่หรือเปล่าครับ”
แพรพิมหัวเราะทันที “เริ่มสงสัยเหมือนกันค่ะ แต่ขอเวลาอีกนิดนะ”
“ได้ครับ ผมไม่รีบ”
“ดีค่ะ เพราะหนูอยากให้วันที่ตอบว่าเป็แฟนกันจริง ๆ หนูมั่นใจว่ามันไม่ใช่แค่เพราะ่นี้ทุกอย่างกำลังหวาน”
คินธารพยักหน้า “ผมเข้าใจครับ แล้วผมรอได้”
คำว่า “รอได้” ทำให้แพรพิมรู้สึกอุ่นใจมากกว่าคำสารภาพรักเสียอีก เพราะมันหมายความว่าเขาไม่ได้้าคำตอบเพื่อสร้างความมั่นใจให้ตัวเองทันที แต่ยอมให้เธอมีเวลาเรียนรู้และตัดสินใจโดยไม่กลัวว่าหากช้าเกินไปเขาจะหายไป
คืนนั้นหลังกลับบ้าน แพรพิมนั่งมองข้อความสุดท้ายจากคินธารซึ่งส่งมาว่า “ฝันดีนะครับ วันนี้ดีใจที่ได้เจอ” แล้วรู้สึกว่าความสัมพันธ์นี้กำลังเปลี่ยนจากความหวือหวาไปสู่สิ่งที่นิ่งขึ้นและจริงขึ้นทีละนิด เพราะทั้งสองเริ่มเห็นแล้วว่าชอบกันอย่างเดียวไม่พอ หากวันหนึ่งจะคบกันจริง ต้องไว้ใจกันพอที่จะปล่อยให้อีกคนมีชีวิตของตัวเอง และซื่อตรงพอที่จะพูดเมื่อมีบางอย่างทำให้ไม่สบายใจ
แพรพิมตอบกลับไปว่า “ฝันดีค่ะ แล้วครั้งหน้าถ้าไปต่างจังหวัดกับคุณลลินอีก บอกก่อนนะคะ หนูจะได้เตรียมใจหึงแบบมีคุณภาพ”
คินธารตอบทันทีว่า “รับทราบครับ ครั้งหน้าผมจะส่งวาระการหึงให้ล่วงหน้า”
เธอหลุดหัวเราะเสียงดังจนแม่ที่อยู่ห้องข้าง ๆ ยังถามว่าเป็อะไร แต่แพรพิมเพียงตอบว่าไม่มีอะไรแล้วรีบกอดหมอนแน่นกว่าเดิม เพราะในใจรู้ดีว่าความสัมพันธ์ครั้งนี้กำลังทำให้เธอเรียนรู้บางอย่างซึ่งไม่เคยทำได้ดีนัก นั่นคือการรักใครโดยไม่ต้อง และไว้ใจใครโดยไม่ต้องปิดตาตัวเองจากความจริง
ส่วนคินธารเองก็เริ่มเรียนรู้เหมือนกันว่า การทำให้คนหนึ่งมั่นใจไม่ได้หมายถึงต้องรายงานทุกอย่างหรือยอมให้อีกฝ่ายควบคุมชีวิต หากหมายถึงการทำสิ่งซึ่งสอดคล้องกับคำพูดซ้ำ ๆ จนความไว้ใจค่อย ๆ เติบโตขึ้นเอง และหากวันหนึ่งแพรพิมยอมเรียกเขาว่าแฟนจริง ๆ เขาอยากให้คำตอบนั้นเกิดจากความมั่นใจว่าอยู่กับเขาแล้วไม่ต้องสูญเสียอิสระ ไม่ใช่เพราะถูกกดดันจากความหวานหรือคำสัญญาชั่วคราว
ดังนั้นตอนนี้คนสองคนยังคงเดินอยู่ตรงกลางระหว่างคำว่าชอบกับคำว่าแฟนเหมือนเดิม แต่ระยะทางกลับสั้นลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะทุกครั้งที่มีเื่ให้หึงแล้วเลือกพูด ทุกครั้งที่ไม่สบายใจแล้วเลือกถาม และทุกครั้งที่ได้รับคำตอบแล้วเลือกเชื่อจากพฤติกรรมมากกว่าความกลัว ความสัมพันธ์ก็แข็งแรงขึ้นทีละนิด จนคำว่าสถานะเริ่มดูเหมือนเป็เพียงสิ่งซึ่งรอเวลาตามหลังสิ่งที่หัวใจทั้งสองกำลังสร้างร่วมกันอยู่แล้วเท่านั้น