สายฝนยามค่ำคืนเทกระหน่ำลงมาบนหลังคาสังกะสีเก่าทว่าสุ้มเสียงของมันกลับแปลกประหลาดไม่ใช่เสียงซัดสาดอึกทึกแต่ทึบตันและแบนราบราวกับมีม่านหนาทึบที่มองไม่เห็นคอยซับมวลเสียงภายนอกเอาไว้จนหมดทุกตารางนิ้วในบ้านอบอวลไปด้วยอณูของความชื้นเก่าและกลิ่นอายของสิ่งปลูกสร้างที่หยุดนิ่งมานานปฏิทินกระดาษบนผนังยังคงค้างอยู่ที่หน้าเดือนเดิมของเมื่อหลายปีก่อนเช่นเดียวกับนาฬิกาไขลานเรือนเก่าที่ส่งเสียงเดินช้ากว่าเวลาจริงอยู่สี่นาทีเสมอมันถูกปล่อยให้เยื้องย่างอย่างเฉื่อยชาโดยไร้การเหลียวแล
ที่มุมมืดที่สุดของห้องตู้ปลาใบเก่าตั้งตระหง่าน
น้ำภายในตู้แยกชั้นออกจากกันอย่างเด็ดขาดชั้นบนใสกระจ่างทว่าชั้นล่างขุ่นข้นด้วยตะกอนระนาบกึ่งกลางที่แบ่งแยกน้ำทั้งสองส่วนราบเรียบสนิทราวกับแผ่นกระจกมันไม่ขยับ ไม่ไหลรวมและไม่ไหวติงไปตามแรงสั่นะเืใดๆ ของโลกภายนอก
ปู่ประจักษ์รักษ์ศิลานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้หน้าตู้ปลาร่างชราหนาแน่นนิ่งราวกับก้อนหินผิวหน้าถูกลมทะเลกัดเซาะจนเป็ร่องลึกหนวดเคราสีเทาขยับเพียงเล็กน้อยตามจังหวะลมหายใจดวงตาฝ้าฟางไม่ได้จับจ้องที่สิ่งใดแต่อาการทอดสายตาของเขานั้นดูราวกับว่าเขากำลังจมดิ่งลงไปอยู่ในจังหวะเวลาเดียวกับมวลน้ำตรงหน้า
ชายชราจุดยาสูบใบจากขึ้นสูบแสงไฟวับแวมสาดกระทบร่องลึกบนหน้าผากกว้างก่อนจะดับลงทิ้งควันจาง ๆ ให้ลอยฟุ้งเขาเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาดื้อๆ โดยไม่หันมองใคร
“...ยังอยู่อีกนะ”
ห้องกลับคืนสู่ความเงียบงันมีเพียงเสียงรองเท้าบูทยางอุตสาหกรรมหนาหนักของประจักษ์ที่บดลงบนพื้นไม้ผุกร่อนเบาๆ คราหนึ่ง
“...ก็คิดว่าจะเปลี่ยนไปแล้ว”
ลลิตาภักดีวารินทร์วางถ้วยชาอุ่นร้อนลงบนจานรองเสียงแ่ผิวสีน้ำตาลอ่อนตามธรรมชาติบนใบหน้าของเธอนิ่งงันร่องรอยจาง ๆรอบมุมปากสะท้อนความเหนื่อยล้าลึกซึ้งผ้ากันเปื้อนแคนวาสหนาสำหรับงานปั้นเซรามิกที่เธอสวมทับเสื้อลินินสีส้มอิฐยังมีเศษฝุ่นคราบดินเหนียวเกาะกรังนิ้วมือที่แห้งแตกขยับถอนกลับเร็วเกินจำเป็ทันทีที่แก้วน้ำชาแตะพื้นโต๊ะ
เธอเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนหลวมๆ หลีกเลี่ยงที่จะส่งสายตาไปทางตู้ปลาใบนั้นนานเกินไป
“...มันไม่เคยนิ่งแบบปกติเลยนะคะ”น้ำเสียงของเธอแห้งผากแฝงด้วยความโศกเศร้า
ปู่ประจักษ์ค่อยๆ พยุงร่างลุกขึ้นชายชราเดินผ่านเธอไปหยุดที่บานประตูสังกะสีหน้าบ้านโดยไม่หันหน้ากลับมามอง
“...นิ่งแบบปกติน่ะ...มันไม่มีหรอก”
บานประตูเปิดออกและปิดลงพร้อมร่างชราที่หายไปในม่านฝนความเงียบงันไหลทะลักกลับเข้ามาบีบอัดห้องอีกครั้งเสียงฝนด้านนอกฟังดูห่างไกลออกไปทุกทีราวกับบ้านหลังนี้ถูกตัดขาดและจมดิ่งลงสู่ก้นทะเลลึกไปแล้ว
ลลิตายืนอยู่หน้าตู้ปลาเพียงลำพังแสงสีฟ้าซีดจากก้นตู้สะท้อนเคลือบใบหน้าดวงตาสีน้ำตาลเข้มเริ่มแดงก่ำฝืนความรู้สึกฝ่ามือหยาบแห้งของเธอค่อยๆ ยื่นไปแตะที่ผิวกระจกเย็นจัดปลาเฉี่ยวหินตัวหนึ่งว่ายเอื่อยๆ เข้ามาใกล้มันหยุดค้างอยู่ตรงระนาบฝ่ามือของเธอราวกับกำลังดมกลิ่นัั
เธอกะพริบตาช้าๆ ก่อนจะพึมพำกับความว่างเปล่าเหมือนพูดกับใครบางคนที่เพิ่งก้าวเท้าออกจากบ้านไปเมื่อเช้านี้
“...วันนี้กลับบ้านช้านะ”
มีเพียงเสียงน้ำไหลหึ่งต่ำและแสงสะท้อนของปลาสีเงินในกระจกทว่าในเสี้ยววินาทีสั้น ๆนั้นเอง...คลื่นน้ำในตู้เกิดการเปลี่ยนจังหวะระลอกหนึ่งแสงสะท้อนตัดผ่านผิวกระจกเกิดเป็เงาตะคุ่มของชายหนุ่มยืนอยู่ข้างหลังเธอแต่เมื่อระลอกน้ำกลับมาสงบนิ่งเงานั้นก็อันตรธานไปอย่างไร้ร่องรอย
ท่ามกลางแสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะดวงเดียวแปลนแผนผังทางวิศวกรรมของท่าเรือกองพะเนินทับถมกันจนแทบไม่เห็นพื้นไม้รายงานวิเคราะห์ค่าน้ำกร่อยและค่าความเค็มที่ปะปนด้วยแถวตัวเลขผิดเพี้ยนถูกขีดฆ่าด้วยปากกาเคมีปากกาลูกลื่นหลายแท่งวางปะปนอยู่กับน็อตเหล็กและไขควงคราบกาแฟแห้งกรังในแก้วเซรามิกสีดำส่งกลิ่นขมจางๆแจ็กเกตฟิลด์เวิร์คแวร์ทำจากผ้าใบแคนวาสดิบสีเข้มตัวหนาพาดอยู่บนพนักเก้าอี้
ตรงกึ่งกลางโต๊ะทำงานนั้นมีรูปถ่ายโพลารอยด์ของตู้ปลาแยกชั้นคู่หนึ่งถูกจัดวางไว้ต่างหากบางรูปมีรอยวงปากกาสีแดงเน้นย้ำที่ระนาบกึ่งกลางน้ำราวกับเป็หลักฐานชิ้นสำคัญ
ไทด์แทนไท ภักดีวารินทร์วิศวกรหนุ่มวัยยี่สิบแปดปียืนจมความคิดอยู่กลางห้องลำตัวแ่าสมบุกสมบันสูงใหญ่ผิวเนื้อแทนคล้ำเข้มกร้านแดดจากการทำงานภาคสนามท่อนแขนขวามีแนวรอยแผลเป็ยาวจากการถูกสายสลิงบาดผมหยักศกสีดำสนิทซอยสั้นเปียกละอองความชื้นชายฝั่งตกลงมาปรกหน้าผากกว้างดวงตาคมปลาบดุดันแสดงสัญชาตญาณของการระแวดระวังภัยสายตาของเขาจ้องมองไปที่รูปถ่ายตู้ปลาเ่าั้สันกรามคมชัดบดเข้าหากันแน่น
“...มันก็แค่ของทดลอง”เขาสบถเบา ๆ ในลำคอเสียงฝีเท้าหนาหนักของบูทหัวเหล็กย่ำลงบนพื้นห้องเกิดเสียงดังทึบ“...ของพ่ออีกแล้ว”
น้ำเสียงแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าอันหนักหน่วงไทด์ไม่ชอบสิ่งใดก็ตามที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยหลักตรรกะเขาเชื่อมั่นในระบบตัวเลขและเหตุผลมากกว่าความรู้สึกชายหนุ่มเอื้อมฝ่ามือหนาหยาบกร้านไปหยิบกระบอกไฟฉายเหล็กขึ้นมากำไว้แน่น
“...มันต้องมีเหตุผลสิวะ”
เขาบอกตัวเองด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดทว่าความลึกในแววตากลับสั่นไหวสวนทางกับความมั่นใจที่พยายามแสดงออก
ประตูไม้ผุกร่อนถูกผลักเปิดออกอากาศภายในเพิงหลังบ้านเย็นเยียบลงอย่างเฉียบพลันกลิ่นเค็มของเกลือดีดปะทะจมูกผสมปนเปกับกลิ่นเหล็กขึ้นสนิมและกลิ่นอับชื้นของกระดาษเอกสารพิมพ์เขียวเก่าแสงจากตู้ปลาสาดครึ่งหน้าของไทด์เกิดเงาคมที่ยิ่งขับให้ใบหน้าของเขาดูแข็งกร้าวฝูงปลาเฉี่ยวหินสีเงินว่ายวนเวียนข้ามผ่านชั้นน้ำกร่อยกึ่งกลางตู้พวกมันขยับกายเป็รูปข้าวหลามตัดช้าๆ มอเตอร์ปั๊มน้ำเก่าส่งเสียงครางต่ำแว่วคลอ
หึ่ง...หึ่ง...
ไทด์ก้าวบูทหัวเหล็กเข้าไปใกล้ท่อทองแดงและมาตรวัดแรงดันอนาล็อกรอบตู้เต็มไปด้วยคราบสนิมชายหนุ่มจ้องลึกเข้าไปในน้ำ
“...พ่อสร้างอะไรไว้กันแน่”เขากระซิบถามตัวเอง
ปลาเฉี่ยวหินตัวหนึ่งว่ายดิ่งเข้ามาประจันหน้ากับผิวกระจกร่างสีเงินวาวของมันสะท้อนั์ตาสีเข้มของไทด์ชายหนุ่มฝืนความรู้สึกนิ้วโป้งกดเปิดสวิตช์ไฟฉายเหล็กทันที
คลิก!
ลำแสงสีขาวเข้มพุ่งทะลวงผ่านผิวกระจกตัดตรงเข้าใส่ใจกลางตู้ปลา
ฝูงปลาเฉี่ยวหินทั้งหมดหยุดพร้อมกัน ไม่มีตัวไหนว่ายต่อ
ไทด์รู้สึกเย็นวาบที่ต้นคอสันกรามกระตุกเขม็งคิ้วเรียวขมวดแน่นจนแทบชิด
“...นี่มันเหี้ยอะไรอีกวะ”
เสียงสบถของวิศวกรหลุดรอดผ่านไรฟันเขาไม่ได้้าถามใครแต่กำลังปฏิเสธภาพตรงหน้าชายหนุ่มดึงไฟฉายกลับมาตั้งหลักขยับส่ายสปอตไลท์ซ้ำอีกครั้ง
ลำแสงสีขาวเลื่อนผ่านน้ำใสและน้ำขุ่นแสงที่หักเหสาดไปกระทบผนังคอนกรีตดิบด้านหลังภาพเงาของท่อเหล็กบนผนังซ้อนทับกันอย่างหน่วงช้ากะพริบวูบเพียงเสี้ยววินาที
มันสั้นเกินกว่าจะระบุว่าเป็ภาพลวงตาแต่ก็ยาวนานพอจะทำให้วิศวกรผู้เชื่อมั่นในสสารอย่างเขาเริ่มไม่มั่นใจในดวงตาของตนเองไทด์หยุดมือ ไฟฉายหยุดกึกลมหายใจของเขาหนักหน่วงและถี่รัวขึ้น
“...หรือเราตาฝาดวะ”
เขากระซิบถามตัวเองจิตใต้สำนึกส่วนลึกไม่ได้้าคำตอบแต่เขา้าให้โลกใบนี้ช่วยบอกว่าสิ่งที่เขาเพิ่งเห็นเป็เพียงแค่เื่เหลวไหลของสายตาที่อ่อนล้า
ไทด์เบนกระบอกไฟฉายอีกหนลำแสงสีขาวจัดตัดผ่านหน้าตัดระนาบน้ำและครั้งนี้เขาเห็นมันชัดเจน
น้ำใสชั้นบนตอบสนองต่อแรงสั่นะเืทันทีแต่น้ำขุ่นชั้นล่างกลับไม่ไหวติงไปเกือบครึ่งวินาทีก่อนจะกระตุกไหลตามมาราวกับโลกทางกายภาพกำลังประมวลผลช้าลงและในจังหวะนั้นเองเงารูปข้าวหลามตัดสีเข้มก็ปรากฏขึ้นบนผนังห้อง
ไทด์คิดว่ามันคือเงาหักเหของกรอบหน้าต่างเหล็กด้านหลังเขาจึงจงใจเบี่ยงทิศทางไฟฉายเพื่อตรวจสอบ
ทว่าเงานั้นกลับไม่ขยับตามแสงมันแน่นนิ่งดุจหมึกที่ฝังลึกลงในเนื้อปูนชายหนุ่มสะบัดไฟฉายไล่ตามแสงสีขาวสาดไล่ไปตามขาโต๊ะเหล็กทะยานขึ้นไปบนผนังคอนกรีตและหยุดกึกอยู่บนเรือนร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนหลบอยู่ในเงามืดข้างตู้ปลา
เขายืนอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบเชียบ
ชายแปลกหน้ารุ่นราวคราวเดียวกับไทด์แต่รูปร่างโปร่งและบอบบางกว่าเส้นผมสีดำปนน้ำตาลเข้มหนาตกลงมาปรกหน้าผากและแผ่ออกไปปิดใบหูผิวเนื้อขาวจัดจนซีดเผือดตัดกับเสื้อแขนยาวสีขาวเรียบที่ไม่มีแม้แต่รอยยับโครงหน้าเรียวมน สมมาตรเด่นชัดอานนท์ไม่ได้หลบซ่อนเขาแค่ยืนอยู่ตรงนั้นท่ามกลางบรรยากาศรอบตัวที่เริ่มมีเสียงคลื่นความถี่สูงจางๆ ดังะเืออกมา
ไทด์สะดุ้งถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณแขนขวาขยับตั้งการ์ดพร้อมปะทะด้วยความระแวงเขากำไฟฉายแน่นขึ้นจนมือสั่นแต่ไม่ได้ก้าวเข้าไปอีก
“...นายเป็ใครเข้ามาในห้องพ่อฉันได้ยังไง”น้ำเสียงของไทด์ทุ้มต่ำและหนักแน่นเค้นถามสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ควรมีอยู่ที่นี่
อานนท์ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ ท่วงท่าราบเรียบั์ตาว่างเปล่าสีเข้มของเขาไม่ได้โฟกัสจับจ้องมาที่ตัวไทด์ในทันทีแต่เขากลับทอดสายตามองตรงไปที่ตู้ปลาแยกชั้นก่อนปลายนิ้วมืออันเย็นจัดของอานนท์กระตุกเบาๆ หนึ่งครั้งราวกับร่างกายยังจำัับางอย่างได้ทั้งที่ความทรงจำของเขาว่างเปล่า
“...ไม่รู้”อานนท์ตอบด้วยน้ำเสียงแ่เบาราบเรียบไร้อารมณ์“...แต่ผมเหมือนเคยเห็นที่นี่มาก่อน”
กระบอกไฟฉายในมือของไทด์สั่นระริกเงารูปข้าวหลามตัดบนตัวของอานนท์ยังคงอยู่ที่เดิมทั้งที่ทิศทางและองศาของแสงไฟในมือไทด์เปลี่ยนไปแล้วชายหนุ่มตระหนักรู้ในวินาทีนั้นเองว่าคนตรงหน้าไม่ได้แอบเดินเข้าประตูมาแต่เขาเพิ่งปรากฏขึ้นในสายตาต่างหากลำคอของวิศวกรหนุ่มแห้งผาก
“...นายเป็ใครกันแน่”
น้ำในตู้ขยับน้อยมาก น้อยจนไทด์ไม่แน่ใจว่าตัวเองเห็นจริงหรือเปล่า
มันคือการตอบรับการมีอยู่ของกันและกันระหว่างมวลน้ำกับร่างของชายหนุ่มผิวซีดไทด์มองอานนท์ชายแปลกหน้าผู้ดูหลงทางอย่างไร้ร่องรอยทว่ากลับมายืนอยู่กึ่งกลางห้องทำงานของพ่อราวกับเขาคือผู้ถือครองเศษเสี้ยวความทรงจำที่แม้แต่ตัวไทด์เอง...ลูกชายแท้ๆ ไม่เคยได้รับอนุญาตให้เข้าถึง
ไทด์อยากพูดบางอย่างแต่คำพูดมันติดอยู่ในลำคอนิ้วที่ถือไฟฉายเริ่มชาด้านจนไร้ความรู้สึกระบบเหตุผลในหัวกำลังกรีดร้องเขาไม่มั่นใจอีกต่อไปว่าแผ่นดินคอนกรีตที่เหยียบอยู่คือความจริงหรือเป็เพียงภาพลวงตา
และท่ามกลางความเงียบงันที่เยือกแข็งดวงตาทั้งสองคู่
น้ำสองชั้นในตู้ปลาสั่นระริกแ่เบาราวกับสสารที่ไร้หัวใจในห้องนี้...สามารถจดจำตัวตนของอานนท์ได้ก่อนที่มนุษย์คนใดจะทันได้ตั้งคำถามเสียด้วยซ้ำ
(เสียงซัดแบนของหยาดฝน,เสียงเคลื่อนตัวเหนียวหนืดของน้ำ,และเสียงStaticพร่าเลือนแหลมสูงดังก้องในความมืดราวกับแถบบันทึกความทรงจำเก่าแก่กำลังพยายามโหลดไฟล์ข้อมูลกลับคืนมาอย่างยากลำบาก)
FIELDNOTE 002
SilverMoony
ปลาเฉี่ยวหิน/ปลาผีเสื้อเงิน/ปลาโสร่งแขก
Monodactylusargenteus
ปลาเฉี่ยวหินเป็ปลาที่พบได้ั้แ่ปากแม่น้ำป่าชายเลน ไปจนถึงชายฝั่งทะเลและแนวปะการัง
ความพิเศษของมันคือสามารถอาศัยอยู่ได้ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำทะเลหากมีการปรับสภาพน้ำอย่างเหมาะสม
ปลาส่วนใหญ่เลือกใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมเพียงแบบเดียว
แต่ปลาตัวแบนรูปข้าวหลามตัดเหล่านี้กลับสามารถใช้ชีวิตอยู่บนรอยต่อของทั้งสามโลกได้
จึงไม่น่าแปลกใจที่มันกลายเป็สัญลักษณ์ของHALOCLINE
เพราะบางครั้งการอยู่ “ระหว่าง”ก็อาจเป็รูปแบบหนึ่งของการอยู่รอด